- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปฝึกยุทธ์ในโลกจีนกำลังภายในบนโลกยุคปัจจุบัน
- บทที่ 165 - ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย
บทที่ 165 - ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย
บทที่ 165 - ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย
บทที่ 165 - ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย
"ฟึ่บ~~"
เงาสีดำสายหนึ่งพุ่งผ่านหน้าพวกเขาไปในระยะยี่สิบสามสิบเมตร
คือจิ้งจอกเงา สัตว์อสูรไร้ระดับ!
หลิวตงเย่ว์หรี่ตา กำลังจะลงมือ แต่ถูกตู้เฉินคว้าตัวไว้
จนกระทั่งจิ้งจอกเงาหายลับไปในป่าทึบ หยางอี๋ที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้น "ในเขตหวงห้าม ถ้าไม่มีความแข็งแกร่งระดับสัมบูรณ์ ให้เน้นการรักษาชีวิตเป็นหลัก สัตว์อสูรระดับต่ำพรรค์นี้ ไม่มีความจำเป็นต้องฆ่า ฆ่าไปก็ไม่คุ้มค่า แถมอาจจะทำให้สัตว์อสูรระดับสูงตื่นตัว"
เฉินจั๋วกวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบตัว
สถาบันหวงผู่ตั้งอยู่ในเขตดิบเถื่อน เมื่อพวกเขาออกมาจากประตูทิศเหนือ ก็คือเขตดิบเถื่อน
เดิมทีที่นี่ไม่มีทาง แต่เนื่องจากมีนักศึกษาเข้าออกเขตหวงห้ามเป็นเวลานาน จึงเกิดเป็นทางเดินขึ้นมา แต่เมื่อพวกเขาเข้าใกล้เขตหวงห้ามฟ่งเนี่ย ร่องรอยของถนนก็เลือนรางลงเรื่อยๆ
จนสุดท้ายก็ไม่มีทางเดิน
มองไปสุดสายตา เห็นเพียงเทือกเขาสูงตระหง่านและป่าทึบในหุบเขา
จากในป่าลึก เฉินจั๋วสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ชวนให้หายใจไม่ออก อันตรายส่งมาจากทุกทิศทุกทาง เยอะจนเขาแยกแยะได้ไม่ชัดเจน
เขาตระหนกในใจ
มีสัตว์อสูรมีระดับอยู่มากแค่ไหนกัน?
มีเพียงสัตว์อสูรมีระดับเท่านั้นที่จะให้ความรู้สึกวิกฤตที่รุนแรงขนาดนี้แก่เขาได้
คำโบราณว่าไว้: เจอป่าอย่าเข้า หมายความว่าไม่ว่าเวลาใด อย่าเข้าป่าโดยพลการ เพราะในป่าคือสถานที่ที่อันตรายซ่อนตัวได้ง่ายที่สุด
แต่จะเข้าเขตหวงห้าม ก็จำเป็นต้องเข้าป่า
เมื่ออยู่ห่างจากป่าทึบอีกร้อยสองร้อยเมตร ตู้เฉินและหยางอี๋ก็หยุดฝีเท้า
ตู้เฉินกล่าวเสียงขรึม "พวกนายทุกคนซื้อนาฬิกาสื่อสารมาแล้วใช่ไหม? ก่อนเข้าเขตหวงห้ามฟ่งเนี่ย แลกเบอร์ติดต่อกันไว้ เบอร์ภายในของฉันคือ 20190314 ของหยางอี๋คือ 20190458 เข้าเขตหวงห้ามไปแล้ว เกิดพลัดหลงกัน จะได้ใช้นาฬิกาสื่อสารติดต่อพวกเราสองคนได้"
หลายคนพยักหน้า เริ่มเมมเบอร์ติดต่อของกันและกัน
ผีเหิงหยาง "เฉินจั๋ว เบอร์ภายในของนายเบอร์อะไร? ของฉัน 20200019 ของนายใช่ 20200020 หรือเปล่า?"
เฉินจั๋วพยักหน้า "ถูกต้อง"
นาฬิกาสื่อสารไม่มีเสียงเรียกเข้า ไม่มีแสงไฟ ต่อให้โทรติด ก็มีการสั่นเพียงเบาบางมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงเรียกเข้ากะทันหันไปกระตุ้นความสนใจของพวกสัตว์อสูร
ผีเหิงหยางกระซิบ "จริงๆ แล้วนาฬิกาสื่อสารส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ของประดับ ในเขตหวงห้าม นอกจากจะเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายกันมา น้อยคนนักที่จะขอความช่วยเหลือผ่านนาฬิกาสื่อสาร ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ใครจะไปช่วยนาย? ต่อให้นายบอกว่าเจอสมบัติ ใครจะเชื่อนาย?"
ตู้เฉินมองผีเหิงหยางอย่างแปลกใจ พยักหน้า "นายพูดถูก ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะต้องพาพวกนายมา พวกเราสองคนคงไม่เอานาฬิกาสื่อสารมาด้วยซ้ำ สามวันให้หลัง พวกเราจะปิดนาฬิกา ถึงตอนนั้นต่อให้พวกนายอยากติดต่อเรา ก็ติดต่อไม่ได้ ไม่ใช่พวกเราใจดำ แต่ในเขตหวงห้าม แม้แต่แรงสั่นสะเทือนที่เล็กน้อยที่สุด ก็อาจนำมาซึ่งหายนะถึงแก่ชีวิต"
ต้องยอมรับว่า 1 หน่วยกิตที่ทุกคนจ่ายไป คุ้มค่ามากจริงๆ
ตู้เฉินกับหยางอี๋สองคนไม่มีกั๊กเลยสักนิด บอกข้อควรระวังเกี่ยวกับเขตหวงห้ามอย่างเต็มที่
หลังแลกเบอร์ติดต่อเสร็จ
ในที่สุดทุกคนก็เข้าใกล้ป่าทึบ
"ตื่นตัวไว้!"
ตู้เฉินตะโกนเบาๆ เดินนำเข้าป่าไปก่อน
เฉินจั๋วกับผีเหิงหยางสบตากัน พยักหน้าให้กัน ดูจากขอบเขตบนแผนที่ ขอแค่ก้าวเข้าป่า ก็ถือว่าเข้าสู่เขตหวงห้ามฟ่งเนี่ยแล้ว
วิ้ง~~
ทันทีที่เข้าป่า เฉินจั๋วพลันสะท้านไปทั้งตัว ปราณฟ้าดินอันเข้มข้นทะลักมาจากรอบทิศทาง ทำให้เขาอดสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้
พร้อมกันนั้นเขาก็สะเทือนใจ "มิน่าอาจารย์ถึงบอกว่าความเข้มข้นของปราณฟ้าดินในเขตหวงห้ามสูงกว่าเมืองมนุษย์หลายเท่า อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ สัตว์อสูรพวกนั้นไม่แข็งแกร่งสิแปลก น่าเสียดายที่มนุษย์เอาแต่หมกตัวอยู่ในเมืองที่สะดวกสบาย ถึงได้จำกัดการพัฒนาวรยุทธ์ของมนุษย์อย่างมาก"
เหลยลี่, หยางนี่ และคนอื่นๆ แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงเช่นกัน
มีเพียงผีเหิงหยางที่สีหน้าเป็นปกติ ดูเหมือนจะชินชากับเรื่องนี้แล้ว ลึกลงไปในแววตาเขาเริ่มปรากฏความกระหายและความตื่นเต้นที่ยากจะระงับ
หลังจากทุกคนเข้าป่า เสียงของตู้เฉินและหยางอี๋เริ่มเบาลง คอยอธิบายเบาๆ ว่าต้องหลีกเลี่ยงพืชชนิดไหน จุดไหนในป่าอาจมีอันตรายซ่อนอยู่
แต่เมื่อลึกเข้าไปในป่า
ในที่สุดก็ตกอยู่ในความเงียบ
มีเพียงเสียงเดินและเสียงหายใจของแต่ละคน
ต้นไม้เหนือศีรษะสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ตอนนี้ฟ้าจะสว่างจ้าแล้ว แต่ในป่ายังคงมืดสลัว กลิ่นชื้นแฉะและกลิ่นเน่าเหม็นปะปนอยู่ในอากาศ ในฤดูร้อนแบบนี้ชวนให้รู้สึกอึดอัดมาก
แต่ทั้งเจ็ดคนล้วนเป็นอัจฉริยะระดับท็อป ฝีมือไม่ธรรมดา บนใบหน้าไม่มีความรำคาญใจแม้แต่น้อย กลับยิ่งระมัดระวังตัวมากขึ้น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเส้นทางที่ตู้เฉินเลือกนั้นปลอดภัย หรือตอนกลางวันสัตว์อสูรจำศีลกันหมด ทั้งเจ็ดคนเดินต่อเนื่องกันเกือบชั่วโมง ตลอดทางนอกจากเจอสัตว์อสูรไร้ระดับไม่กี่ตัว แม้แต่สัตว์อสูรระดับหนึ่งสักตัวก็ยังไม่เจอ
แน่นอน หนึ่งชั่วโมงพวกเขาก็เดินไปได้ไม่ไกล
อย่างมากก็สิบกว่าลี้
ขณะที่ทุกคนก้มหน้าก้มตาเดินทาง
ในป่าลึก จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น
"ไอ้เดรัจฉาน ไสหัวไป!"
ครู่ต่อมา แว่วเสียงร้องโหยหวนดังมา
มีคนตะโกนอีกครั้ง "ช่วยด้วย! รางวัลคือหินโลหิตวิญญาณหนึ่งก้อน! ด่วนๆๆ!"
เสียงตะโกนดังก้องไปทั่วรัศมีหลายลี้
พวกเฉินจั๋วตกใจ รีบหยุดฝีเท้าทันที
หลิวตงเย่ว์ขยับตัวจะรีบไปดู ตู้เฉินตวาดเสียงเบา "หยุด! อยากตายหรือไง? ฟังจากเสียง อีกฝ่ายอย่างน้อยก็เป็นจอมยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นสูง ขนาดเขายังต้านไม่อยู่ งั้นสัตว์อสูรหรือศัตรูที่เจอต้องแข็งแกร่งกว่าเขามาก ต่อให้อีกฝ่ายฝีมืออ่อนด้อย ที่ฉันพูดเมื่อกี้ลืมไปแล้วเหรอ?
ในเขตหวงห้าม อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน! ไม่งั้นตายยังไงก็ไม่รู้ตัว
แล้วนายมั่นใจได้ไงว่าอีกฝ่ายเจออันตรายจริงๆ? เกิดเป็นกับดักล่ะ?"
หลิวตงเย่ว์หน้าเสีย เงียบกริบ
เฉินจั๋วเอ่ยขึ้น "ถ้าคนที่ขอความช่วยเหลือเป็นเพื่อนนักศึกษาสถาบันหวงผู่ล่ะ ก็ไม่ไปช่วยเหรอ?"
"ไม่ไป!"
ตู้เฉินตอบเด็ดขาด "ทุกอย่างถือความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลัก นอกจากนายจะมีฝีมือระดับสัมบูรณ์ ไม่งั้นอย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน"
หยางอี๋เสริม "ทางนี้ไปไม่ได้แล้ว อ้อมไป!"
ไม่นาน ภายใต้การนำของตู้เฉิน หลายคนเดินไปในทิศทางตรงข้ามกับเสียงขอความช่วยเหลือ
เสียงขอความช่วยเหลือด้านหลังถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ และเบาลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็หายไปพร้อมเสียงร้องโหยหวน...
ในใจเฉินจั๋วไม่รู้รสชาติเป็นอย่างไร
ตอนอยู่มัธยม ความรู้ที่เรียนมาคือมนุษย์ต้องสามัคคีกัน ร่วมกันต้านทานสัตว์อสูร แต่ตอนนี้ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือของมนุษย์ในเขตหวงห้ามกับหู พวกเขากลับต้องเดินอ้อม แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ความรู้สึกนี้ ทำให้สีหน้าเขาสลับซับซ้อนยิ่งนัก
แต่ไม่นาน พวกเขาก็เจอฉากหนึ่ง
จู่ๆ ตู้เฉินก็กระชับหอกยาว พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วดุจภูตผี แต่เพียงไม่กี่วินาที เขาก็ถอยกลับมา สีหน้าย่ำแย่
"?"
หยางอี๋ส่งสายตาถาม
ตู้เฉินถอนหายใจ ให้ทุกคนขึ้นไปดูเอง
พวกเฉินจั๋วเดินไปไม่กี่ก้าว จู่ๆ หน้าก็เปลี่ยนสีกันหมด
เห็นเพียงบนพื้น มีศพจอมยุทธ์ร่างหนึ่ง ศพถูกสัตว์อสูรกัดกินจนเหลือแต่กระดูก จากการประเมินที่เกิดเหตุ จอมยุทธ์คนนี้ตายน่าจะไม่เกินสองวัน
"เป็นจอมยุทธ์อิสระ"
หยางอี๋เดินเข้าไป นั่งลงสังเกตอย่างละเอียดแล้วลุกขึ้นกล่าว
ตู้เฉินพยักหน้า ฉับพลันก็แทงหอกลงพื้น ขุดหลุมหนึ่งหลุม แล้วลงมือฝังศพจอมยุทธ์คนนี้ด้วยตัวเอง
จนทำทุกอย่างเสร็จ ตู้เฉินถึงส่ายหน้า พูดเสียงเบา "ไปกันเถอะ"
บางทีอาจมีสักวัน ที่พวกเขาจะเป็นเหมือนจอมยุทธ์คนนี้ ตายอยู่ในป่าเขาที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นอาหารในท้องสัตว์อสูร นี่แหละจอมยุทธ์ ในสังคมมนุษย์สถานะสูงส่ง ภายนอกดูดี แต่จะมีชาวบ้านธรรมดาสักกี่คนที่รู้ว่า เบื้องหลังจอมยุทธ์ต้องจ่ายค่าตอบแทนไปเท่าไหร่?
ตลอดทั้งวันต่อมา
ตู้เฉินและหยางอี๋ พาพวกเฉินจั๋วห้าคน ลึกเข้าไปในเทือกเขาฟ่งเนี่ย
ตลอดทางราบรื่นมาก นอกจากเหตุการณ์แทรกซ้อนเล็กน้อยสองครั้งระหว่างทาง ทุกคนก็ไม่เจอปัญหาใดๆ อีก
ค่ำคืนมาเยือน
เมื่อตะวันลับฟ้า
ตู้เฉินก็หาหน้าผาเกลี้ยงเกลาแห่งหนึ่งเจอ
ที่นี่มีถ้ำตื้นๆ แห่งหนึ่ง ข้างในไม่มีกลิ่นอายสัตว์อสูร
"ถ้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็นจอมยุทธ์คนก่อนทิ้งไว้ เหมาะให้พวกเราพักคืนนี้พอดี"
ตู้เฉินสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ เผยสีหน้าพอใจ
เฉินจั๋วแปลกใจ "รุ่นพี่ตู้ พี่บอกว่าในเขตหวงห้าม ตอนกลางคืนห้ามนอนไม่ใช่เหรอครับ?"
ตู้เฉินเอ่ย "ถ้านายอยู่คนเดียวในป่า แน่นอนว่าห้ามนอน ต้องตื่นตัวตลอดเวลา แต่ตอนนี้เรามีเจ็ดคน ขอแค่มีคนเฝ้ายามสักคนสองคน คนอื่นก็พักผ่อนในถ้ำได้ ฟื้นฟูแรงกาย คืนนี้ ฉันกับหยางอี๋จะร่วมกับพวกนายห้าคนผลัดกันเฝ้ายาม สัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนของเขตหวงห้ามดู"
ตกดึก ทุกคนกินผลไม้ที่เก็บมาระหว่างทางประทังหิว
จริงๆ ด้วยฝีมือระดับพวกเขา ต่อให้อดข้าวอดน้ำหลายวันหลายคืนก็ไม่เป็นไร แต่พลังกายย่อมถดถอย มีแต่รักษาตัวเองให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์สูงสุดตลอดเวลา ถึงจะดีที่สุด
ราตรีของเขตหวงห้ามฟ่งเนี่ย มาเร็วมาก
หกโมงเย็น
ในเมืองยังสว่างจ้า แต่ที่นี่กลับมืดมิดลงกะทันหันในเวลาไม่กี่นาที
"ที่พักตรงนี้ ไม่เลว" ตู้เฉินดูจะพอใจกับสถานที่ที่ตัวเองหามามาก "เหลยลี่ เดี๋ยวฉันกับนายเฝ้ายามกะแรก ผลัดละสี่ชั่วโมง ต่อไปก็..."
เสียงยังไม่ทันขาดคำ
จู่ๆ ผีเหิงหยางก็ลุกพรวดขึ้นจากพื้นถ้ำ เดินออกจากถ้ำ หรี่ตาลงเล็กน้อย
แทบจะเวลาเดียวกัน เฉินจั๋วสีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน เดินมาที่ปากถ้ำ
"พวกนายสองคน ทำอะไร?"
หยางอี๋ตวาดเบาๆ
เฉินจั๋วไม่พูด
ผีเหิงหยางขมวดคิ้ว "มีอันตราย พวกพี่ไม่รู้สึกเหรอ?"
หยางอี๋กล่าวเสียงขรึม "พูดเป็นเล่น ในเขตหวงห้ามที่ไหนไม่มีอันตราย? รีบกลับเข้าไปในถ้ำ ตอนกลางคืนเป็นช่วงสัตว์อสูรออกหากิน อย่าไปดึงดูดความสนใจสัตว์อสูร"
ผีเหิงหยางส่ายหน้า "ไม่ ที่ผมหมายถึงไม่ใช่อันตรายแบบที่พี่พูด แต่หมายถึงถ้าเรายังอยู่ที่นี่ต่อ คืนนี้เกรงว่าจะเกิดเรื่อง"
ตอนนั้นเอง ตู้เฉินก็เดินเข้ามา "นายมีหลักฐานไหม?"
ผีเหิงหยางส่ายหน้า "ไม่มี แต่สัญชาตญาณบอกผม..."
ตู้เฉินขัดจังหวะ "สัญชาตญาณ? นั่นมันมโนภาพของนายแล้ว ก่อนเข้าเขตหวงห้ามฉันบอกนายแล้วว่า สามวันนี้ พวกนายต้องฟังการจัดแจงของฉันกับหยางอี๋ ห้ามมีความเห็นต่าง หรือว่าตอนนี้นายลืมไปแล้ว?"
ผีเหิงหยางไม่ต่อความ หันไปมองเฉินจั๋ว "นายคิดว่าไง?"
เฉินจั๋วแววตาเคร่งเครียด "มีอันตรายจริงๆ"
แน่นอน เขาก็บอกหลักฐานไม่ได้ แค่ความรู้สึก เมื่อจิตตานุภาพของเฉินจั๋วสูงขึ้น เขาก็ยิ่งจับความรู้สึกอันตรายแบบนี้ได้แม่นยำขึ้นเรื่อยๆ
ตู้เฉินกับหยางอี๋มองหน้ากัน
สีหน้าทั้งสองดูไม่ดีนัก
พานักศึกษาใหม่ สิ่งที่กลัวที่สุดคือนักศึกษาใหม่ไม่เชื่อฟังกฎระเบียบแบบนี้ เดิมทีพวกเขาคิดว่า ดูจากสถานการณ์ตอนกลางวัน เด็กใหม่ห้าคนนี้น่าจะใช้ได้ แต่คิดไม่ถึงว่า กลับมาเกิดเรื่องเอาตอนกลางคืนที่สำคัญที่สุด
ตู้เฉินจ้องเฉินจั๋วกับผีเหิงหยาง "งั้นพวกนายสองคนจะเอายังไง?"
เฉินจั๋วตอบไม่ต้องคิด "พวกเราอยู่ที่นี่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนที่ทันที"
ตู้เฉินมองผีเหิงหยาง "แล้วนายล่ะ?"
ผีเหิงหยางพยักหน้า "ผมคิดเหมือนเขา"
ตู้เฉินหรี่ตาลง "ความหมายของพวกนายสองคนคือ จะให้พวกเราทิ้งที่พักที่อุตส่าห์หามาได้อย่างยากลำบาก แล้วออกไปเลือกสถานที่ใหม่ท่ามกลางความมืดที่เต็มไปด้วยอันตรายงั้นเหรอ?"
ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน พวกเขาหมายความตามนั้น
เฉินจั๋วดูออกถึงเพลิงโทสะในแววตาตู้เฉิน เขาอยากอธิบาย แต่ก็พบว่าตัวเองหาเหตุผลที่เหมาะสมไม่ได้เลย
ซิกซ์เซนส์บอกว่าอันตราย?
ใครจะเชื่อ?
ตู้เฉินสูดหายใจลึก เอ่ยขึ้น "เฉินจั๋ว ผีเหิงหยาง ประสบการณ์ของฉันโชกโชนกว่าพวกนาย ถ้าพวกนายไม่เชื่อฉัน งั้นตอนนี้มีให้พวกนายสองทางเลือก
ทางแรก: อยู่ที่นี่ต่อ แต่ต้องฟังคำสั่งพวกฉัน
ทางสอง: แยกตัวจากพวกฉัน ไปหาสถานที่ที่พวกนายคิดว่าปลอดภัยเอาเอง"
...
(จบแล้ว)