- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นซุปตาร์บ้านแตก ถึงผมจะเลว แต่เพลงผมเพราะนะ
- บทที่ 240 - บทที่ 7 แห่งราตรี
บทที่ 240 - บทที่ 7 แห่งราตรี
บทที่ 240 - บทที่ 7 แห่งราตรี
บทที่ 240 - บทที่ 7 แห่งราตรี
ในบริเวณที่พักรอการแสดง เมื่อกัปตันและสมาชิกอีกสองทีมได้ยินฉีอีประกาศชื่อของเจียงหยวน พวกเขาก็พากันนั่งตัวตรงโดยอัตโนมัติ
เมื่อสิ้นสุดการแสดงรอบที่ 4 ทีมที่เหลืออยู่มีเพียงเผ่าเจียงหยวน, เผ่าสือจงเสียน และเผ่าเผิงเปิ่นเชียนเท่านั้น
สำหรับการแสดงครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเผ่าสือจงเสียนและเผ่าเผิงเปิ่นเชียนจะร่วมมือกันโดยปริยาย
เนื่องจากการจับฉลากก่อนหน้านี้ ในรอบ ‘ศึกชิงเจ้าสังเวียน’ ทั้งสองเผ่าต่างก็ได้รับบทบาทเป็นผู้ท้าชิง ขอเพียงแค่มีเผ่าใดเผ่าหนึ่งสามารถทำคะแนนในรอบที่สองได้มากกว่าเผ่าเจียงหยวน พวกเขาก็จะสามารถคว้าที่นั่งสำหรับการเดบิวต์ไปได้ก่อนหนึ่งที่
การแสดงครั้งสุดท้ายนี้ บรรยากาศจึงอบอวลไปด้วยความตึงเครียด ทุกคนต่างต้องการแย่งชิงที่นั่งให้กับทีมของตนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การแสดงเดี่ยวของกัปตันในรอบแรกยังไม่ทันจะเริ่มต้น เผิงเปิ่นเชียนก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเสียแล้ว
ในบรรดากัปตันทั้งสาม เจียงหยวนและสือจงเสียนต่างก็เป็นนักร้องมืออาชีพ ซึ่งมีพลังเสียงที่เหนือกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะเจียงหยวนที่ได้ขึ้นแสดงเป็นคนแรก ยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับเผิงเปิ่นเชียนอย่างหนักหน่วง
เพราะเผิงเปิ่นเชียนได้เห็นผลงานของเจียงหยวนมากับตาในทุก ๆ รอบ คู่แข่งคนนี้ช่างแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ภายในสตูดิโอ เมื่อผู้ชมได้ยินชื่อเจียงหยวนจากปากของฉีอี ดวงตาของพวกเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
“เจียงหยวนออกมาเร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
“วันนี้เจียงหยวนมาเป็นคนแรกเลยนะ ปกติฉันอ่านรีวิวมา เห็นว่าต้องรอนานกว่าเขาจะออกมา”
“คุ้มค่าจริง ๆ นี่คือโชว์เดี่ยวของกัปตันด้วยนะ”
“ไม่รู้ว่าเขาจะมาในแนวเพลงไหน แต่ฉันรู้สึกว่าเจียงหยวนเอาอยู่ทุกแนว!”
“แนวไหนก็ไม่สำคัญหรอก แค่ใบหน้าของเจียงหยวนก็เพียงพอแล้ว สไตล์อะไรก็ช่างเถอะ!”
“จริงด้วยสิ ได้ยินมาว่าตัวจริงของเจียงหยวนหล่อกว่าในทีวีมากเลยนะ!”
ฉีอีเพิ่งพูดไปได้เพียงครึ่งประโยค ก็ราวกับเป็นการโยนระเบิดลงกลางฮอลล์ ทำให้ผู้ชมพากันพูดคุยส่งเสียงอื้ออึงอย่างควบคุมไม่ได้
ลู่ชิงเกอ กับเพื่อนยืนอยู่ในกลุ่มผู้ชม เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยรอบข้างก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคิวของเจียงหยวนเร็วขนาดนี้
ฉีอีถือการ์ด รอให้เสียงภายในฮอลล์เบาลง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ขอเชิญกัปตันเจียงหยวน พบกับการแสดงร้องเพลงประกอบ ในเพลง ‘บทที่ 7 แห่งราตรี’!”
ฉีอีประกาศชื่อเพลงอย่างชัดถ้อยชัดคำ เจียงหยวนจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ติดตัวไว้ให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินตามเจ้าหน้าที่ขึ้นไปบนเวที
หากพูดถึงเพลงแร็ปของเจย์ โชว์ ‘บทที่ 7 แห่งราตรี’ เป็นเพลงหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงอย่างแน่นอน
เนื้อเพลงทั้งหมดถ่ายทอดเรื่องราวจาก ‘เชอร์ล็อก โฮล์มส์’ ทุกประโยคล้วนมีที่มาที่ไป ในอดีตถึงกับทุ่มทุนสร้างถึง 4 ล้านหยวน บินไปถ่ายทำมิวสิกวิดีโอถึงประเทศอังกฤษ
สองสัปดาห์ก่อน เจียงหยวนเปิดได้เพลงนี้จากกล่องสมบัติ นับเป็นเพลงระดับ ‘คิง’ อีกเพลงหนึ่ง
เจียงหยวนไม่รีรอที่จะนำเพลงนี้มาแสดงในรอบที่ 5 ทันที
ผู้ชมในฮอลล์ได้ยินชื่อเพลง แม้จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายนัก แต่เมื่อรู้ว่าเป็นเพลงใหม่ ก็พากันกรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง
ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุ ไฟบนเวทีดับลง และการแสดงก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
เนื่องจากเป็นโชว์เดี่ยวที่หาดูได้ยากในรายการ ‘พี่ชายฝ่าขวากหนาม’ เจียงหยวนจึงส่งบทมิวสิกวิดีโอให้กับทีมงานรายการไปเลย เพื่อถามว่าสามารถจำลองฉากแบบนี้ขึ้นบนเวทีได้หรือไม่
แน่นอนว่าคำขอนั้นถูกปฏิเสธ แต่ทางรายการก็ได้นำองค์ประกอบบางส่วนมาปรับใช้
เมื่อแสงไฟสว่างขึ้นอีกครั้ง ผู้ชมก็อุทานด้วยความตื่นตะลึง
ฉากหน้าเวทีถูกจัดให้เป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม โดยมีแถบกั้นสีเหลือง ร่างจำลองของศพ และป้ายหมายเลขหลักฐานวางเรียงรายอยู่
การเปิดฉากในลักษณะนี้ สร้างความตื่นตะลึงได้ไม่น้อย
ด้านหลังเวที เมื่อเผิงเปิ่นเชียนเห็นฉากดังกล่าว สีหน้าของเขายิ่งเคร่งเครียดหนักขึ้นไปอีก
อินโทรเพลงดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟที่สว่างจ้า เสียงเปียโนเชเลสต้าคลอเคล้ากับไวโอลิน บรรเลงเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศลึกลับน่าสงสัยให้กับฉาก
ตามมาด้วยเสียงเชลโล่และวงเครื่องสาย ยิ่งโหมโรงให้เกิดความรู้สึกยิ่งใหญ่อลังการ
ขณะที่เสียงดนตรียังคงดำเนินไป ก็มีเสียงพิมพ์ดีดดังขึ้นขัดจังหวะ ผู้ชมจึงได้เห็นว่าเลยฉากหน้าไปนั้น พื้นที่ด้านหลังถูกจัดแต่งให้เป็นห้องหนังสือ
เจียงหยวนในชุดเสื้อกั๊กสูทกับกางเกงผ้าสักหลาด นั่งหันหลังให้ผู้ชม นิ้วของเขากำลังรัวแป้นพิมพ์ดีด บนโต๊ะทำงานมีกล้องยาสูบที่ยังคงจุดไฟทิ้งไว้
บนจอขนาดยักษ์ ตัวอักษรปรากฏขึ้นตามจังหวะการเคาะแป้นพิมพ์ของเจียงหยวน
“เรื่องราวเริ่มต้นในคืนฤดูหนาว อากาศเบาบาง... กุหลาบสีน้ำเงิน”
ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผู้ชมก็ถูกดึงดูดเข้าสู่โลกทัศน์ของการแสดงอย่างสมบูรณ์
ที่หลังเวที เผิงเปิ่นเชียนถึงกับอ้าปากค้าง เขารู้สึกว่าความประณีตบรรจงของฉากเวทีนี้ มันเหนือกว่าจินตนาการของเขาไปมากนัก
ภายในสตูดิโอ เสียงกลองทิมปานีรัวขึ้นอย่างหนักแน่น คล้ายสัญญาณการเปิดฉากละครโรงใหญ่ เจียงหยวนหยุดพิมพ์ในทันใด
เสียงเครื่องสายเงียบลง ถูกแทนที่ด้วยเสียงเบสสังเคราะห์ เจียงหยวนหันข้าง คว้าเสื้อโค้ทที่แขวนอยู่ข้างตัวมาคลุมไหล่
เช่นเดียวกับครั้งก่อน ๆ รอบนี้ก็ยังคงมีการเชิญนักวิจารณ์เพลงมาร่วมชมเช่นเคย
เฉินไห่ฟังเพียงแค่อินโทรนี้ ก็ตื่นเต้นจนแทบจะนั่งไม่ติดที่ อินโทรที่ใช้ดนตรีคลาสสิกบรรเลง เมื่อผสานเข้ากับฉากเวที ทำให้มิติของเสียงพุ่งทะยานอย่างน่าทึ่ง
เสียงดนตรีหยุดชะงักลง เจียงหยวนสวมหมวก หมุนตัวเข้าจังหวะกลองสแนร์ แล้วจึงเริ่มขับร้อง
"ปี 2526 ตรอกเล็ก ๆ เดือนธันวาคมที่แจ่มใส"
"บทที่ 7 แห่งราตรี เครื่องพิมพ์ดีดเคาะบรรทัดต่อไปที่เข้าใกล้ความจริง..."
เจียงหยวนร้องเพลงพลางก้าวเดิน เข้าสู่ใจกลางของ “สถานที่เกิดเหตุ”
ทันทีที่ท่อนแร็ปเริ่มต้นขึ้น ก็สามารถสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมได้อย่างฉับพลัน
ด้วยทักษะอันหลากหลายที่เจียงหยวนมี ทั้งน้ำเสียงและสำเนียงการแร็ปของเขาจึงรื่นหูอย่างยิ่ง ประกอบกับน้ำเสียงที่มีเอกลักษณ์ของการเป็นนักเล่าเรื่อง และเนื้อเพลงที่สามารถสร้างภาพในจินตนาการได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับกำลังชมฉากเปิดตัวของภาพยนตร์สักเรื่อง
“ควันจากกล้องยาสูบที่ร้อนระอุ ลอยไปยังต้นไม้ที่แห้งเหี่ยว ร้องไห้ไปกับฉันอย่างเงียบงัน”
“ลานวงกลมข้างถนนเบเกอร์ บนแขนเสื้ออัศวินชุดเกราะเหล็ก ตราดอกไอริสส่องแสงเรืองรอง”
เจียงหยวนเดินสำรวจ ‘ที่เกิดเหตุ’ ไปพร้อมกับการขับขานบทเพลง
ในโซนนักวิจารณ์ เฉินไห่เริ่มขยับศีรษะคล้อยตามจังหวะดนตรี
โดยปกติแล้ว เฉินไห่ไม่ค่อยสนใจเพลงแนวแร็ปมากนัก ทว่าเพลงแร็ปที่มีท่วงทำนองไพเราะ อย่างเพลง ‘บทที่ 7 แห่งราตรี’ นี้ กลับสามารถชนะใจเขาได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน
และสิ่งที่เฉินไห่ชื่นชมเป็นพิเศษคือ วิธีการนำเสนอของเจียงหยวนที่ท่อนแร็ปนั้นผสานกลมกลืนไปกับดนตรีประกอบได้อย่างแนบเนียน ทุกจังหวะลงตัวอย่างแม่นยำ ทำให้การรับฟังรู้สึกราบรื่นสบายหูเป็นอย่างยิ่ง
“เสียงรถม้าไร้คนขับ การมาเยือนในยามวิกาล ความชั่วร้ายใต้แสงจันทร์แห่งยุควิกตอเรีย การเปิดฉากที่นองเลือด”
“ปืนพกที่สาบสูญ ไม้เท้าที่ถูกเผาไหม้ รูปปั้นขี้ผึ้งที่กำลังละลาย”
การแร็ปของเจียงหยวนเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของดนตรีที่หลอมรวมเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ นี่คือสิ่งที่เฉินไห่ให้ความสำคัญและจับจ้อง ขณะที่ผู้ชมส่วนใหญ่มักมุ่งความสนใจไปที่การร้องเพลงและการแสดงบนเวทีของเจียงหยวน
บนเวที เจียงหยวนขับร้องและก้าวเดินไปมาดุจนักสืบที่กำลังคลี่คลายคดีฆาตกรรม เนื้อเพลงที่แร็ปออกมาเป็นจังหวะจะโคนนั้น แม้ผู้ชมจะยังไม่สามารถจับใจความได้ทั้งหมด แต่ก็รู้สึกราวกับกำลังชมภาพยนตร์นักสืบ ที่ซึ่งปมปริศนากำลังถูกไขออกทีละน้อยพร้อมกับเสียงร้องของเจียงหยวน
“ใครที่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ บนกล่องเครื่องประดับ ภาพลวงตาของสัญลักษณ์”
“ความขัดแย้งนำไปสู่ทางตันที่เขาสร้างขึ้น หลักฐานถูกฝังกลบไว้อย่างสมบูรณ์แบบ มุมปากที่ยกยิ้มเย้ยหยันเจ้าหน้าที่ตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ด”
เมื่อเจียงหยวนร้องมาถึงตรงนี้ เขาก็หยุดชะงักลงเพื่อ ‘ตรวจสอบหลักฐาน’ โดยยืนตระหง่านอยู่กลางเวที พร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มขึ้น
สีหน้าของผู้ชนะดูราวกับนักสืบที่หยั่งรู้ความจริงทั้งหมด ในขณะที่คนอื่นยังคงตกอยู่ในความสับสนงุนงง
ฉากนี้ทำให้ผู้ชมส่งเสียงกรีดร้องกึกก้อง
เสน่ห์อันน่าหลงใหลของเจียงหยวนนั้นทรงพลังอยู่แล้ว เมื่อผนวกเข้ากับมาดนักสืบและรอยยิ้มเช่นนั้น
ภาพลักษณ์นี้แตกต่างจากปกติของเจียงหยวนอย่างสิ้นเชิง มันให้ความรู้สึกถึงนักสืบที่มีความก้ำกึ่งระหว่างความดีและความชั่วร้าย (ตัวเอกสีเทา)
บุคลิกที่ขัดแย้งเหล่านี้ เมื่อมารวมอยู่ในคนคนเดียว ยิ่งทำให้คะแนนความหล่อของเจียงหยวนทวีคูณขึ้นไปอีก
แม้แต่ลู่ชิงเกอซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ชมก็ยังเผลอใจลอยไปชั่วขณะ
เพื่อนของลู่ชิงเกอถึงกับเอ่ยปากออกมาอย่างตรงไปตรงมาว่า "หล่อจริง ๆ เลยว่ะ!"
ด้านหลังเวที เหอจิ่งที่ได้เห็นฉากนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
ในฐานะผู้กำกับที่กำลังจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับเจียงหยวน เมื่อเห็นฝีมือการแสดงบนเวทีของเขาเช่นนี้ เขาก็แทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว
บท ‘แรงยั่วยวนของทางบ้าน’ ยิ่งดูมีเสน่ห์ดึงดูดมากยิ่งขึ้นไปอีกเท่าตัว
บนเวที ท่อนแร็ปได้จบลง แสงไฟเปลี่ยนวูบไปเป็นแสงสลัวที่ดูเร้นลับยิ่งกว่าเก่า
ภายใต้แสงสลัวนั้น สีหน้าของเจียงหยวนเปลี่ยนไป และเขาก็เข้าสู่ท่อนฮุค
เดิมทีท่อนฮุคของเพลงนี้เป็นเสียงของผู้หญิง แต่เนื่องจากเป็นการแสดงเดี่ยว เจียงหยวนจึงต้องขับร้องด้วยตนเอง
ซึ่งพิสัยเสียงของเจียงหยวนนั้นกว้างอยู่แล้ว การร้องท่อนฮุคจึงเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขา
"หากความชั่วร้าย คือบทเพลงที่งดงามและโหดเหี้ยม
ฉากจบของมัน ฉันจะเป็นผู้กำหนดเอง"
การเปลี่ยนจากท่อนแร็ปมาเป็นท่วงทำนองในท่อนฮุค ทำให้เสียงร้องของเจียงหยวนมีความหรูหราสง่าผ่าเผย และเพิ่มความเป็นดราม่าให้กับการแสดง
และภายใต้เสียงร้องในท่อนฮุค ยังมีเสียงแร็ปที่เจียงหยวนได้อัดไว้ล่วงหน้า (เสียงประกอบที่อัดซ้อน) ซ้อนทับอยู่
"เช่นนั้นความยุติธรรม ก็คือความเศร้าโศกที่ลึกซึ้งและจำนน
เช่นนั้นฉันจะจุดประกายแสงสว่าง ในกองเถ้าถ่านที่มอดดับ..."
ท่วงทำนองที่หรูหราสลับกับเสียงแร็ป ราวกับการสนทนาโต้ตอบกัน ทำให้เฉินไห่ฟังแล้วรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ท่อนฮุคนี้เหมือนเป็นการยกระดับการแสดงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
เมื่อท่อนฮุคจบลง เฉินไห่ก็ร้อง "ว้าว" ออกมาอีกครั้ง
ทันทีที่ท่อนฮุกจบลง ดนตรีประกอบก็มีการเปลี่ยนคีย์สูงขึ้นไป
การเปลี่ยนคีย์ที่เกิดขึ้นระหว่างเพลงบรรเลงนี้ สร้างความรู้สึกสะใจและเป็นอิสระอย่างยิ่ง เฉินไห่รู้สึกยอดเยี่ยมมาก
ในช่วงท่อนดนตรีคั่น ภายใต้แสงไฟสลัว เจียงหยวนเดินออกจาก 'ที่เกิดเหตุ' และกลับไปยัง 'ห้องหนังสือ'
เขานั่งลงตรงหน้าโต๊ะ ดนตรีพลันหยุดกึก เสียงเครื่องสายลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเข้าสู่ท่อน B เจียงหยวนร้องต่อไปว่า
“ความจริงวิ่งไปได้แค่ทางเดียว ดินไร้รอยเท้า กลิ่นดอกไม้จางๆ ที่ผิดที่ผิดทาง และเสื้อผ้าที่จงใจให้เด่นชัด”
“ทุกคนต่างสวมหน้ากากแห่งการโกหกด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน แรงจูงใจนั้นมีชื่อเรียกเดียว คือความปรารถนา”
เจียงหยวนแร็ปไปตามจังหวะ พร้อมทั้งเล่นจิ๊กซอว์ที่วางอยู่บนโต๊ะไปด้วย
เขาแสดงบทบาทเป็นนักสืบที่ได้รวบรวมเบาะแสจนครบถ้วนแล้ว กำลังปะติดปะต่อความจริงสุดท้าย และเตรียมพร้อมที่จะเปิดเผยให้ทุกคนได้รับรู้
“ฟาร์ ฟาเธอร์ ฟาเธอร์ ฟาร์
ฟาร์เธอร์ เธอร์ ฟาร์ ฟาร์เธอร์ ฟาร์ ฟาร์”
“หากข้ามผ่านหนองน้ำแห่งความเป็นมนุษย์ ใครเล่าจะตัวไม่เปื้อนโคลนได้จริง เราทำได้เพียงแค่ ลืม ให้อภัย แต่จะต้องรู้ความจริง……”
ผู้ชมรู้สึกถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านตามเสียงร้องของเจียงหยวน พวกเขาดิ่งลึกเข้าไปในเนื้อเรื่องราว
ในตอนนั้นเอง หลี่เค่อโส่วซึ่งนั่งเงียบมาโดยตลอดข้างๆ เฉินไห่ ก็พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันใด
นับตั้งแต่ที่เพลง ‘บทที่ 7 แห่งราตรี’ เริ่มบรรเลง หลี่เค่อโส่วก็นั่งเงียบสนิท
เขาเป็นคนที่ชอบศึกษาเนื้อเพลง แต่เนื้อเพลงของเพลงนี้กลับทำให้เขางงงวยตั้งแต่แรก
มีคำศัพท์มากมายเรียงร้อยกันอยู่ แต่เขากลับจับต้นชนปลายไม่ถูก
ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะเพลงก่อนๆ ของเจียงหยวนไม่เคยทำให้เขารู้สึกเช่นนี้เลย
แต่เมื่อเจียงหยวนร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆ และการแสดงดำเนินไป มิติของการเล่าเรื่องราวของเพลงนี้ก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
แม้จะดูเหมือนเป็นการเล่าเรื่องที่จบแล้ว แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนยังไม่จบ นี่คือความรู้สึกแรกที่หลี่เค่อโส่วได้รับ
การที่หลี่เค่อโส่วจะรู้สึกเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเนื้อเพลงทั้งหมดของเพลง ‘บทที่ 7 แห่งราตรี’ คือการอุทิศและคารวะต่อ ‘เชอร์ล็อก โฮล์มส์’ โดยแทบทุกประโยคล้วนอ้างอิงและมาจากผลงานของ ‘เชอร์ล็อก โฮล์มส์’ ทั้งสิ้น
เมื่อฟังมาถึงจุดนี้ หลี่เค่อโส่วก็เข้าใจกระจ่างแจ้งในทันที ความตื่นเต้นพุ่งสูงถึงขีดสุด
“เพลงนี้!” หลี่เค่อโส่วถึงกับหน้าแดงก่ำ
เฉินไห่หันมามองด้วยความงุนงง เขายอมรับว่าเพลงนี้ยอดเยี่ยมจริง แต่หลี่เค่อโส่วเพิ่งจะมาตื่นตัวเอาตอนนี้ มันดูจะช้าเกินไปหน่อยหรือไม่? เฉินไห่ได้แต่ส่ายศีรษะอยู่ในใจ
“เนื้อเพลงของเพลงนี้! เบื้องหลังจะต้องซ่อนนวนิยายเรื่องหนึ่งเอาไว้อย่างแน่นอน!” หลี่เค่อโส่วกล่าวความคิดที่ผุดขึ้นมานั้นออกมา
และเขาก็รู้สึกทึ่งกับจินตนาการของตนเองอย่างยิ่ง
หลี่เค่อโส่วเข้าใจผิดไปไกลโข เขาคิดว่าเจียงหยวนได้ประพันธ์นวนิยายขึ้นมาเรื่องหนึ่งเพื่อใช้ประกอบเพลงนี้โดยเฉพาะ
เมื่อเฉินไห่ได้ยินความคิดของหลี่เค่อโส่ว เขาก็ตกตะลึงไปด้วยเช่นกัน
บนเวที เจียงหยวนต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในมือจนเสร็จสิ้น
"เตียงเหล็กที่ถูกเลื่อน จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายต่อเสร็จสิ้น"
เจียงหยวนเงยหน้าขึ้น วางจิ๊กซอว์ลง จากนั้นลุกจากเก้าอี้และเดินไปยังเครื่องพิมพ์ดีด
“ฉันได้ยินเสียงฝีเท้า ส้นรองเท้าหนังนิ่มตามที่คาด
เขายื่นมือผลักประตูเข้ามา ตะเกียงน้ำมันสั่นไหววูบหนึ่ง”
“เครื่องพิมพ์ดีดหยุดลงที่ชื่อของฆาตกร ฉันหันหลังกลับ
ท้องฟ้าเหนือวิหารเวสต์มินสเตอร์เริ่มเดือดพล่าน”
เจียงหยวนร้องเพลงไปพร้อมกับเคาะเครื่องพิมพ์ดีดสองครั้ง
ท่อนเชื่อมที่คั่นระหว่างท่อน B กับท่อนฮุก ได้กระตุ้นโสตประสาทของผู้ชมให้ตื่นตัวยิ่งกว่าเดิม ส่วนนี้ไม่เพียงแต่ให้ความรื่นรมย์ทางโสตประสาทเท่านั้น แต่ยังพาการแสดงบนเวทีมาถึงจุดสูงสุดของเนื้อเรื่องอีกด้วย
ดนตรีในส่วนนี้มีการหยุดจังหวะชั่วครู่เพื่อให้สอดคล้องกับการแสดง
เจียงหยวนเคาะพิมพ์ดีดสองครั้ง จากนั้นหันขวับทันที เสียงปืนดัง 'ปัง' และดนตรีก็บรรเลงต่อไป
“เบ่งบานกลางหน้าอก ความตายที่งดงาม ฉันลิ้มรสความจริงอันหอมหวานคำสุดท้ายนี้”
“รอยยิ้มหวนคิดถึงความยุติธรรม ที่เป็นเพียงการยืดเยื้ออันเงียบงัน ไวโอลินบรรเลงอยู่ริมแม่น้ำเทมส์”
เมื่อท่อนนี้จบลง แสงไฟก็สลัวลง เจียงหยวนถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกแล้วโยนมันทิ้งไว้หน้าเครื่องพิมพ์ดีด เป็นการสื่อถึงนักสืบผู้ล่วงลับไปแล้ว
จากนั้นท่อนฮุกก็ปรับระดับคีย์เสียงสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
“หากความชั่วร้าย คือบทเพลงที่งดงามและโหดเหี้ยม ฉากจบของมัน ฉันจะเป็นผู้เขียนมันเอง”
ท่อนนี้เป็นการร้องประสานเสียงสามแนว นอกเหนือจากเสียงร้องของเจียงหยวนและเสียงแร็ปประกอบแล้ว ยังมีเสียงขับร้องของผู้หญิงในระดับเสียงสูงเพิ่มเข้ามา
ผลักดันบทเพลงให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
แต่นี่... ยังไม่ใช่จุดจบ!
ท่อนฮุกสุดท้าย ในต้นฉบับ เจย์ โชว์ เป็นผู้ขับร้องเอง แต่เจียงหยวนเลือกที่จะ... ปรับระดับคีย์เสียงให้สูงขึ้นไปอีกถึงสองขั้น!
ในวินาทีนี้เอง เสียงเปียโนก็พลันบรรเลงอย่างบ้าคลั่งไปพร้อมกับเสียงร้องที่พุ่งสูงขึ้นของเจียงหยวน มือของเขารัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ดอย่างดุเดือด
“แสงยามรุ่งอรุณ ได้ซับเอาความเศร้าบรรทัดสุดท้ายจนแห้งเหือด
หมึกสีดำ อาบย้อมไปด้วยความสงบสุข”
ในวินาทีสุดท้ายนี้ ผู้ชมหลายคนถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เฉินไห่ลุกขึ้นยืน บทเพลงนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกท่อนอัดแน่นด้วยความรู้สึก รุนแรงจนเขารู้สึกราวกับร่างกายถูกระเบิดด้วยความตื้นตันจนไม่อาจทานทน
เมื่อร้องจบลง เสียงเปียโนยังคงบรรเลงต่อไป เจียงหยวนหันหลังกลับช้า ๆ การแสดงค่อย ๆ ปิดม่านลง ภายในสตูดิโอตกอยู่ในความเงียบกริบ
(จบแล้ว)