- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นซุปตาร์บ้านแตก ถึงผมจะเลว แต่เพลงผมเพราะนะ
- บทที่ 220 - เชียนหลี่จือไว่
บทที่ 220 - เชียนหลี่จือไว่
บทที่ 220 - เชียนหลี่จือไว่
บทที่ 220 - เชียนหลี่จือไว่
ที่จุดรอหลังเวที เจียงหยวนและลู่ชิงเกอเปลี่ยนชุดการแสดงเสร็จสิ้น และกำลังรอเวลาที่จะก้าวขึ้นสู่เวที
ขณะที่รอคอย เจียงหยวนลอบมองลู่ชิงเกอซึ่งยืนอยู่ข้างกาย
ลู่ชิงเกอสวมชุดราตรีหรูหราสีขาว ประดับประดาด้วยอัญมณีแพรวพราว การแต่งหน้าของเธอผิดแผกไปจากปกติเล็กน้อย ดูมีบรรยากาศของนักร้องสาวยุคสาธารณรัฐจีน งดงามสง่าในอีกรูปแบบ
เมื่อจ้องมองนานเข้า เจียงหยวนก็สังเกตเห็นว่า บนใบหน้าอันงดงามนั้นแฝงไว้ด้วยร่องรอยความกังวลจาง ๆ
เจียงหยวนอดไม่ได้ที่จะถาม "ตื่นเต้นเหรอ?"
ลู่ชิงเกอพยักหน้าเบา ๆ ตอบกลับ "เหมือนจะนิดหน่อยค่ะ"
ไม่ใช่แค่เจียงหยวนเท่านั้น แม้แต่ตัวลู่ชิงเกอเองก็รู้สึกประหลาดใจกับความรู้สึกนั้น
เธอเดบิวต์มาหลายปี ขึ้นเวทีมานับครั้งไม่ถ้วน แม้จะเคยตื่นเต้นบ้าง แต่ปกติแล้วเธอเป็นคนที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม
ไม่รู้ว่าทำไมครั้งนี้จึงรู้สึกเช่นนี้? คงไม่ใช่เพราะนี่เป็นการร่วมงานกับเจียงหยวนเป็นครั้งแรกหรอกกระมัง ลู่ชิงเกอปล่อยใจให้คิดไปเรื่อย
เจียงหยวนพูดปลอบใจ เขายกมือขึ้นตั้งใจจะตบไหล่ แต่เมื่อเห็นผิวไหล่เนียนขาวผุดผ่องของลู่ชิงเกอ เขาก็ลดมือลงอย่างรวดเร็ว "ไม่ต้องตื่นเต้นหรอก ตอนซ้อมเราทำได้ดีมากแล้ว แค่ทำตามที่ซ้อมไว้ก็พอ"
"อืม โอเคค่ะ" ลู่ชิงเกอรีบปรับอารมณ์ตัวเอง เมื่อรู้ว่าใกล้ถึงเวลาขึ้นเวทีแล้ว
เธอตั้งใจจะพูดอะไรอีกสักประโยค แต่เมื่อหันไปเห็นกล้องถ่ายทำกำลังทำงานอยู่ จึงหุบปากเงียบไว้
ทันทีที่ฉีอีประกาศชื่อเจียงหยวนและลู่ชิงเกอ เสียงฮือฮาของผู้คนในห้องส่งก็ดังกระหึ่ม ผู้ชมต่างแตกตื่นกันยกใหญ่
"เจียงหยวนร่วมงานกับลู่ชิงเกอจริงเหรอเนี่ย!"
"ช็อกโลกยิ่งกว่าอะไร!"
"มนุษย์เราถ้ามีชีวิตยืนยาวพอ ก็จะได้เห็นสิ่งอัศจรรย์แบบนี้จริง ๆ สินะ!"
"เพลงรักคู่ใช่ไหม?"
"ดูจากการร่วมงานกับเย่เซวียนฉีแล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูงนะ"
"แต่ดูจากชื่อเพลงแล้ว มันดูจะเป็นแนวเศร้า ๆ นะ!"
"ก็ต้องเศร้าสิ! คู่รักตัวจริงเลิกรากันไปแล้วกลับมาเจอกัน ยิ่งเศร้าคนยิ่งจิ้นนะเว้ย!"
"ฉันเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว!"
เมื่อเสียงประกาศสิ้นสุดลง เจียงหยวนกับลู่ชิงเกอก็เดินขึ้นสู่เวทีตามการนำทางของทีมงาน
ทั้งสองปรากฏกายบนเวทีที่เพิ่งจัดเตรียมเสร็จสิ้น
ฉากเวทีในครั้งนี้จำลองมาจากโรงละครโอเปร่าเก่าแก่ ในรูปแบบย้อนยุคสมัยสาธารณรัฐจีน
การปรากฏตัวของเจียงหยวนและลู่ชิงเกอ ทำให้เสียงจอแจที่ดังอยู่ก่อนหน้าเงียบสงบลงไปชั่วขณะ
เจียงหยวนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ทับด้วยเสื้อกั๊กสีน้ำตาล และสวมหมวกเด็กส่งหนังสือพิมพ์สีเดียวกัน
รูปลักษณ์นี้ดูแตกต่างอย่างชัดเจนจากลู่ชิงเกอ ซึ่งมาในชุดราตรีหรูหรา
แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ฟ้าประทานมา เจียงหยวนก็สามารถรับมือกับชุดนี้ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อแสงไฟสาดส่องลงมา ผู้กำกับหลิวเซิ่งหลุนซึ่งอยู่หลังเวทีถึงกับอุทานว่า "กิ่งทองใบหยกชัด ๆ"
ผู้ชมที่อยู่ในฮอลล์ก็มีความคิดไม่ต่างกัน พวกเขาตะลึงจนลืมหายใจไปหลายวินาที
บนเวที เจียงหยวนและลู่ชิงเกอสบตากัน พยักหน้าให้กันเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าประจำที่ของตน
ช่างภาพเสี่ยวหลิวมองภาพที่ปรากฏในเลนส์กล้อง แล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
แม้จะยังไม่ทันเริ่มการแสดง ภาพที่เห็นก็งดงามและโดดเด่นเป็นพิเศษ ถ่ายมุมไหนก็ดูดีไปเสียหมด
เมื่อประจำที่เรียบร้อย เจียงหยวนก็ส่งสัญญาณให้ทีมงาน แสงไฟดับวูบลงก่อนจะสว่างขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงระฆังที่ใสกังวาน
ผู้ชมที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับความงามและรูปหล่อของทั้งคู่ ถูกดึงสติกลับมาด้วยเสียงระฆัง ก่อนจะเริ่มตั้งใจรับฟัง
ที่โถงหลังเวที สือจงเสียนฟังเสียงอินโทรแล้วดวงตาเป็นประกายวาว
เพลง 《เชียนหลี่จือไว่》 (ส่งไกลพันลี้) นี้เคยมีการปล่อยท่อนฮุกออกมาเพียงเล็กน้อย จึงไม่คาดคิดว่าจะมีการใช้เครื่องดนตรีโบราณอย่าง 'ระฆังราว' เข้ามาประกอบด้วย
เสียงระฆังดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเครื่องดนตรีอื่น ๆ ทั้งเปียโน เบส ซอเอ้อหู และกู่เจิง...
การผสมผสานระหว่างเครื่องดนตรีตะวันตกและตะวันออกเช่นนี้ สร้างบรรยากาศที่ดูราวกับเทพนิยาย จนผู้ชมบางคนถึงกับหลับตาพริ้มเพื่อซึมซับท่วงทำนอง
จากนั้นพวกเขาก็รีบลืมตาขึ้น
พวกเขารู้สึกว่าหากไม่ได้จ้องมองใบหน้าของเจียงหยวนและลู่ชิงเกอให้คุ้มค่าแล้วละก็ คงจะเป็นการขาดทุนย่อยยับ
ท่วงทำนองเพลงไหลรินไปทั่วทั้งฮอลล์ เจียงหยวนถือไมโครโฟน มองไปยังลู่ชิงเกอ ฟังจังหวะที่ส่งผ่านมาทางหูฟังมอนิเตอร์ แล้วจึงเริ่มร้องเพลง
"ชายคานั้นดุจหน้าผา กระดิ่งลมราวกับทะเลกว้าง ฉันรอคอยเธอหวนกลับมา"
"กาลเวลาถูกจัดฉาก จัดแสดงละครเพียงบทหนึ่ง เธอจากไปอย่างเงียบงัน"
เมื่อเสียงขับร้องเริ่มขึ้น ท่วงทำนองของดนตรีก็บรรเลงรับและส่งกัน โดยมีเปียโนเป็นเครื่องดนตรีหลัก
เสียงขับร้องของเจียงหยวนนุ่มนวล เปี่ยมล้นด้วยอารมณ์ จนซาบซึ้งตรึงใจผู้ฟังอย่างลึกซึ้ง
"เรื่องราวอยู่นอกเมือง หมอกหนาไม่เลือนหาย มองไม่ชัดซึ่งบทสนทนา"
"เธอฟังไม่ออก เสียงลมนั้นไม่มีอยู่จริง นี่คือฉันที่เพร่ำเพ้อไปเอง"
ด้วยการฝึกซ้อมและฝึกสอนจากลู่ชิงเกอมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ ทำให้เจียงหยวนควบคุมระดับเสียงร้องได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ
การควบคุมลมหายใจและการถ่ายทอดอารมณ์เพลง ส่งผลให้ผู้ชมดำดิ่งเข้าสู่ห้วงภวังค์ของบทเพลงนั้น
ภาพชายคา หน้าผา กระดิ่งลม ทะเลกว้าง และหมอกนอกเมือง... ล้วนผุดขึ้นในห้วงความคิดของผู้ชมตามเสียงขับร้องของเจียงหยวน
"ตื่นจากฝัน ใครกันที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง เปิดฉากของบทสรุปออกมา"
"อนาคตที่บางเบาราวปีกจักจั่น ไม่อาจทนให้ใครมาฉีกทิ้งทำลาย"
ทำนองเพลงถูกยกระดับสูงขึ้นเล็กน้อย เจียงหยวนถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น จนทำให้หัวใจของผู้ฟังกระตุกวูบ
ปีกจักจั่นนั้นบางเบาแค่ไหน แต่อนาคตที่เปราะบางยิ่งกว่านั้นเล่า ใครจะกล้าแตะต้องทำลาย...
ณ บริเวณข้างเวที ชายสวมแว่นคนหนึ่งเมื่อฟังท่อนเพลงนี้จบ ก็ถึงกับตบเข้าที่ต้นขาเสียงดังฉาดใหญ่!
เฉินไห่มองหลี่เค่อโส่วที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาเอือมระอา พลางคิดในใจว่า ‘ถ้าจะตบ ก็ตบขาตัวเองสิโว้ย!’
เนื่องจากทุกครั้งที่รายการออกอากาศ มักจะมีนักวิจารณ์เขียนบทวิจารณ์ไว้มากมาย และสร้างกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม
รายการในรอบนี้จึงเชิญนักวิจารณ์ระดับแนวหน้ามานั่งรับชมสด เพื่อเตรียมตัดต่อเป็นคลิปพิเศษในช่วงปฏิกิริยาตอบรับ
หลี่เค่อโส่วเมื่อฟังท่อนเพลงนี้จบ ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างที่สุด
วิจารณ์ผ่านอินเทอร์เน็ตมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็ได้มาฟังการแสดงสด เจียงหยวนนำเสนอเนื้อเพลงในระดับยอดเยี่ยมให้ได้สัมผัสตั้งแต่เริ่มต้น
ต่างจากคนอื่น เขาศึกษาเนื้อเพลงมาเป็นสิบปีแล้ว ดังนั้นเมื่อการแสดงเริ่มขึ้น เขาจึงมุ่งความสนใจไปที่เนื้อร้องเป็นพิเศษ
ประการแรกคือ ทุกประโยคลงท้ายด้วยสระ "ไอ" ทั้งหมด แค่จุดนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
แต่หลี่เค่อโส่วไม่รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย เพราะเพลง "ทะเลปะการัง" นั้นมีการสัมผัสคล้องจองไปจนจบเพลง ราวกับว่าผู้แต่งเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำในเรื่องคำคล้องจอง
สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงคือ เนื้อเพลงท่อนนี้ โดยเฉพาะประโยคที่ว่า [ชายคานั้นดุจหน้าผา กระดิ่งลมราวกับทะเลกว้าง ฉันรอคอยเธอหวนกลับมา] นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตภาพอย่างแท้จริง
แต่พอมาถึงประโยคถัดไป กลับไม่มีจินตภาพหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย
และทุกประโยคล้วนน่าลิ้มลอง ไม่ใช่เพียงการยัดเยียดถ้อยคำที่สวยหรู แต่กลับอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาและอารมณ์อย่างแท้จริง
หลี่เค่อโส่วอยากจะหันไปซุบซิบกับเฉินไห่ แต่ทันทีที่ลู่ชิงเกอเริ่มขับร้อง เขาก็รีบหุบปากและตั้งใจฟังอย่างแน่วแน่
เฉินไห่ที่นั่งอยู่ด้านข้างก็ลูบต้นขาที่เพิ่งโดนตบ พร้อมกับฟังเพลงต่อไปอย่างเงียบ ๆ
"ฉันส่งเธอจากไป ไกลสุดพันลี้ เธอเงียบงันไร้สีสัน"
"ยุคสมัยแห่งความเงียบงัน บางทีไม่ควรเลย ความรักที่ห่างไกลเกินไป..."
เสียงร้องที่ใสกระจ่างของลู่ชิงเกอดังกังวานขึ้น
ท่อนฮุกคือไคลแม็กซ์ที่เผยชื่อเพลงออกมาอย่างชัดเจน
เสียงของลู่ชิงเกอกับเจียงหยวนสร้างมิติที่ชัดเจนและเติมเต็มสีสันให้กับบทเพลงนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ผู้ชมในฮอลล์รู้สึกทึ่ง เสียงของลู่ชิงเกอที่โพล่งขึ้นมาในท่อนฮุกนั้น ให้ความรู้สึกเหมือนไข่มุกที่ร่วงลงกระทบจานหยก
ด้านหลังเวที หวังซีฉุนนั่งอยู่ในห้องพักของพี่สาว มองดูจอมอนิเตอร์ และเมื่อได้ฟังท่อนนี้ หัวใจของเธอก็รู้สึกเปรี้ยวจี๊ดขึ้นมาทันทีด้วยความริษยา
ตอนที่เลือกเพลงนั้น แค่เพียงฟังท่อนเดียว เธอก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือเพลงที่ดีเยี่ยม
ตอนนี้ฟังไปแล้วครึ่งเพลง เธอก็ยิ่งมั่นใจหนักขึ้นไปอีก
ถ้าหากตอนนั้นเธอไวกว่านี้ คนที่ยืนร้องคู่กับเจียงหยวนอยู่บนเวทีในตอนนี้คงจะเป็นเธอไปแล้วอย่างแน่นอน
หวังซีฉุนนั่งหน้าบึ้งตึง แต่หูของเธอก็ยังคงเพลิดเพลินไปกับบทเพลงนั้นอยู่
หลิวจื่อกับฟู่เลี่ยนฉีที่นั่งอยู่ขนาบข้าง ก็มองหน้าจอด้วยความอิจฉาเช่นกัน
แต่เป็นความอิจฉาที่แตกต่างไปจากหวังซีฉุนโดยสิ้นเชิง
พวกเธอคิดว่า หากได้ร้องเพลง "เชียนหลี่จือไว่" นี้ ก็ถือว่าได้ร่วมร้องเพลงใหม่ของเจียงหยวน
ไม่แน่ว่าอาจจะได้อัดเสียงร่วมกัน ปล่อยเพลงด้วยกัน ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการเกาะกระแสครั้งใหญ่เลยทีเดียว
พักเรื่องความคิดของพี่สาวที่อยู่หลังเวทีไว้ก่อน บนเวที ลู่ชิงเกอเพิ่งจะร้องท่อนฮุกจบลงไป ผู้ชมต่างรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างทั่วถึง
คราวนี้เฉินไห่รอจังหวะที่เหมาะสม แล้วตบไปที่ต้นขาของตนเองอย่างแรง!
นี่คือการตบเพื่อเอาคืนหลี่เค่อโส่ว! เพราะโดยปกติแล้วเขาเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นอยู่แล้ว
หลี่เค่อโส่วสะดุ้งสุดตัว กำลังจะหันไปต่อว่า แต่เจียงหยวนก็เริ่มร้องเพลงต่อเสียก่อน เขาจึงต้องรีบหันกลับมาตั้งใจดูการแสดง
"ได้ยินเสียงร่ำไห้ จึงเข้าป่าตามหาดอกสาลี่ขาว พบเพียงแถบตะไคร่น้ำ,
ฟ้าอยู่เหนือขุนเขา ฝนหลั่งรดแปลงดอกไม้ ผมทั้งสองข้างของฉันขาวโพลน"
เมื่อจบท่อนฮุก เจียงหยวนก็ต่อด้วยท่อนแร็ปทำนองจีนโบราณในทันที
"ได้ยินเสียงร่ำไห้ จึงเข้าป่าตามหาดอกสาลี่ขาว พบเพียงแถบตะไคร่น้ำ,
ฟ้าอยู่เหนือขุนเขา ฝนหลั่งรดแปลงดอกไม้ ฉันรอเธอมา"
แม้เนื้อเพลงจะซ้ำกันรวมทั้งหมดสี่ประโยค แต่กลับให้ความรู้สึกถึงการไหลผ่านของกาลเวลา
เมื่อฟังท่อนแร็ปนี้จบ เฉินไห่และหลี่เค่อโส่วก็ตบไปที่ต้นขาของตนเองพร้อมกัน!
เฉินไห่คิดว่า ท่อนนี้ไพเราะล้ำเลิศเกินไปแล้ว การนำท่อนแร็ปแบบนี้มาใส่ไว้ในเพลงอย่างไม่คาดคิด ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกตื่นตะลึง แถมเจียงหยวนยังร้องได้อย่างยอดเยี่ยมมาก
ส่วนหลี่เค่อโส่ว ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ เนื้อเพลงท่อนนี้ช่างเขียนได้ดีเหลือเกิน!
เมื่อฟังตามเสียงร้องของเจียงหยวน เขาก็เหมือนได้เห็นภาพของใครบางคนที่ได้ยินเสียงร่ำไห้ จึงวิ่งเข้าป่าไปตามหา แต่กลับพบเพียงดอกสาลี่ขาวและตะไคร่น้ำ เขารอจนกระทั่งผมหงอกขาวโพลน รอมาทั้งชีวิตก็ยังคงไม่พบเจอ
เพียงแค่ไม่กี่ประโยค กลับสามารถวาดภาพจินตนาการออกมาได้อย่างชัดเจนถึงเพียงนี้ หลี่เค่อโส่วรู้สึกทึ่งเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนนักวิจารณ์คนอื่น ๆ แม้จะทึ่งกับเพลง 《เชียนหลี่จือไว่》 เช่นกัน แต่พวกเขาก็ต่างขยับเก้าอี้หนีห่างจากไอ้บ้าสองคนนี้ไปอย่างเงียบเชียบ
บนเวที เจียงหยวนร้องแร็ปพร้อมกับเดินตรงไปยังลู่ชิงเกอกลางเวที ทั้งสองสบตากัน และลู่ชิงเกอก็เริ่มร้องเพลงต่อ
"อาภรณ์ขาวดุจแก้วผลึก ใสโปร่งดุจละอองธุลี ความรักของเธออันบริสุทธิ์ผุดผ่อง"
"เธอมาจากสายฝน เปลี่ยนความโศกเศร้าเป็นบทกวี ทำให้ฉันเปียกปอนอยู่ในห้วงปัจจุบัน"
ลู่ชิงเกอหันข้างเข้าหาเจียงหยวน ขณะขับขานบทเพลงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอย่างท่วมท้น
"เด็ดดอกบัวเหนือผิวน้ำ เงาเรือยังอยู่ แต่เธอไม่กลับมา"
"ถูกวันเวลาปกคลุม ดอกไม้ที่เธอบอกว่าบาน อดีตกลายเป็นความว่างเปล่า"
เจียงหยวนและลู่ชิงเกอสบตากัน พลางขับร้องโต้ตอบกันไปมาคนละประโยค จนกระทั่งถึงท่อนฮุก
"ฉันส่งเธอจากไป ไกลสุดพันลี้ เธอเงียบงันไร้สีสัน"
"ยุคสมัยแห่งความเงียบงัน บางทีไม่ควรเลย ความรักที่ห่างไกลเกินไป"
ลู่ชิงเกอขับร้องท่อนนั้นซ้ำอีกครั้ง เพียงไม่กี่ประโยคนี้ เธอฝึกซ้อมมาแล้วนับร้อยครั้งในสัปดาห์ ทำให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้งยิ่ง
เจียงหยวนร้องประสานเสียง
"ฉันส่งเธอจากไป ไกลสุดขอบฟ้า เธอจะยังอยู่ไหม"
"เสียงพิณมาจากไหน เป็นตายยากเดา ใช้ทั้งชีวิต..."
ทั้งคู่ดื่มด่ำกับการแสดงอย่างแท้จริง พวกเขานำทุกสิ่งที่ฝึกซ้อมมาหลายวันมาถ่ายทอดบนเวทีจนหมดสิ้น
ผู้ชมรู้สึกดื่มด่ำตามไปจนเนื้อเพลงฝังลึกเข้าไปในจิตใจ
สำหรับการแสดงครั้งนี้ เดิมทีเจียงหยวนต้องการนำเรื่องราวในวิดีโอเพลงมาจัดทำเป็นการแสดงประกอบเพลง เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจเรื่องราวและเข้าถึงอารมณ์ได้ง่ายขึ้น ทว่า เวลาในการเตรียมตัวมีน้อยเกินไป ทางรายการจึงปัดตกความคิดนี้ไป
แต่ในตอนนี้ เพียงแค่ฉากอันงดงามและเสียงร้องของทั้งคู่ แม้จะไม่มีการแสดงละครประกอบ ในสายตาของผู้ชมกลับเปรียบเสมือนการได้ชมภาพยนตร์รักโรแมนติกสุดซึ้งที่กำลังโลดแล่นอยู่ในห้วงความคิด
ในทางวรรณกรรม สิ่งนี้ถูกเรียกว่า 'การเว้นที่ว่าง' คือการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ใช้จินตนาการของตนเอง
เมื่อจบท่อนฮุก มีการทิ้งจังหวะไว้ชั่วครู่ จากนั้นคีย์เพลงก็ถูกยกสูงขึ้น
เจียงหยวนและลู่ชิงเกอขับร้องด้วยอารมณ์ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น
เจียงหยวน: "เสียงพิณมาจากไหน"
ลู่ชิงเกอ: "เป็นตายยากเดา"
ในประโยคสุดท้าย เจียงหยวนกับลู่ชิงเกอสบตากัน แล้วร้องประสานเสียงพร้อมกัน
"ใช้ทั้งชีวิตเพื่อรอคอย"
เมื่อบทเพลงจบลง ดนตรีก็บรรเลงท่วงทำนองปิดท้ายอันเปี่ยมด้วยบรรยากาศ การแสดงสิ้นสุดลงท่ามกลางการจ้องมองสบตากันของคนทั้งสอง
แม้เสียงดนตรีจะเงียบลงแล้ว เจียงหยวนก็ยังคงจ้องมองสบตากับลู่ชิงเกออยู่ครู่หนึ่ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การแสดงรอบนี้ พวกเขาทุ่มเทความรู้สึกทั้งหมดลงไปอย่างแท้จริง
แม้แต่ตอนซ้อมก็ยังไม่เข้มข้นเท่านี้ แต่เมื่อถึงวันจริง ทั้งสองก็ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อการแสดงบนเวที
ในข้อนี้ เจียงหยวนและลู่ชิงเกอมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก เพราะไม่ว่าเมื่อใดที่พวกเขาได้ขึ้นสู่เวที พวกเขาจะทุ่มเทให้กับการแสดงอย่างสุดความสามารถเสมอ
ความเงียบเข้าปกคลุมหมู่ผู้ชมอยู่หลายวินาที ก่อนที่เสียงปรบมือจะดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วทั้งฮอลล์
“เป็นการร้องที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ!” หม่าจัวปรบมืออยู่หลังเวทีพร้อมกล่าวชื่นชม
เขาเคยชมรอบซ้อมมาแล้ว
แม้รอบซ้อมจะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่ในการแสดงจริง ทั้งคู่กลับยกระดับการร้องและอารมณ์ให้สูงขึ้นไปอีกขั้น
นับเป็นการแสดงที่สมบูรณ์แบบในระดับที่หาชมได้ยากยิ่ง
“ดีมากจริง ๆ!” หลิวเซิ่งหลุนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เขารู้สึกพอใจอย่างยิ่งที่ได้เชิญลู่ชิงเกอและคณะมาร่วมรายการ
รายการ “มุมเมือง” ทางฝั่งนั้นให้เจียงหยวนร้องคู่กับเย่เซวียนฉี เพื่อสร้าง ‘คู่จิ้นน้ำแข็งหิมะฉีหยวน’
ตอนนี้เขาจึงจับลู่ชิงเกอมาร้องคู่กับเจียงหยวนบ้าง
ภาพในความคิดของเขาลอยเด่นชัดทันทีว่า เมื่อรายการออกอากาศ คู่จิ้นคู่ใหม่จะต้องถือกำเนิดขึ้นอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิวเซิ่งหลุนก็หัวเราะออกมาเสียงดัง จนทำให้หม่าจัวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย
บนเวที เจียงหยวนกับลู่ชิงเกอได้สติกลับคืนมาเมื่อได้ยินเสียงเชียร์ของผู้ชม
ทั้งสองหันมองหน้ากัน ก่อนจะโค้งคำนับเพื่อขอบคุณผู้ชม
จากนั้น ฉีอีซึ่งเป็นพิธีกรประจำเวทีรองก็ส่งสัญญาณเรียกให้ทั้งสองคนเดินไปยังเวทีรอง
ขณะที่ทั้งคู่เดินไปยังเวทีรอง โซนของเหล่านักวิจารณ์ที่นั่งอยู่ข้างเวทีก็แตกฮือ และเริ่มถกเถียงกันอย่างดุเดือด
ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างก็เช่นกัน บรรยากาศภายในฮอลล์จึงคึกคักถึงขีดสุด เสียงพูดคุยดังระงมไปทั่ว
(จบแล้ว)