- หน้าแรก
- ซุปตาร์พันหน้า ตำนานตัวประกอบสะท้านวงการ
- บทที่ 25: ไอ้หนุ่มหน้าตายคนนั้น
บทที่ 25: ไอ้หนุ่มหน้าตายคนนั้น
บทที่ 25: ไอ้หนุ่มหน้าตายคนนั้น
บทที่ 25: ไอ้หนุ่มหน้าตายคนนั้น
"คุณพระช่วย ซ่งถิงเย่!"
ดวงตาของโจวฉีซือเบิกกว้างเมื่อมองไปที่ซ่งถิงเย่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ โจวเย่
เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่า น้องสาวของเธอจะสามารถพาตัวซ่งถิงเย่ที่ "สาบสูญ" ไปกลับมาได้หลังจากการสอบเข้าเพียงครั้งเดียว
"พี่ซือ ไม่เจอกันนานเลยนะครับ" ซ่งถิงเย่กล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้ม
เขาอายุมากกว่าโจวเย่สองปี และโจวฉีซือก็แก่กว่าเขาหนึ่งปี
สมัยเด็ก บ้านของพวกเขาอยู่ติดกัน พ่อของซ่งถิงเย่และแม่ของโจวฉีซือก็เป็นเพื่อนร่วมงานกัน
ดังนั้น เด็กกลุ่มนี้จึงเล่นด้วยกันมาตั้งแต่ยังเล็ก
ซ่งถิงเย่จึงเรียกโจวฉีซือว่า "พี่" ได้อย่างสนิทใจ
หลังการสอบศิลปะสิ้นสุดลง เหล่านักเรียนศิลปะนับพันต่างออกมายืนออที่หน้าประตูโรงเรียนจนแน่นขนัดไปหมด
ปีนี้มีผู้สมัครสอบเข้าสาขาการแสดงของวิทยาลัยภาพยนตร์ปักกิ่ง (Beijing Film Academy) ทั่วประเทศกว่า 7,000 คน
เกินครึ่งจะถูกคัดออกตั้งแต่รอบแรก และผู้ที่จะผ่านเข้าสู่รอบสองได้มีไม่ถึง 3,000 คน
"ไปเถอะ พี่เลี้ยงข้าวเอง" โจวฉีซือเอ่ยชวน น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด
ซ่งถิงเย่ไม่ได้ปฏิเสธ ตอบตกลงพร้อมรอยยิ้ม
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว โจวเย่ก็คว้ามือเขาแล้วลากให้เดินเร็วขึ้น พลางบ่นอุบอิบ "ทำไมยังเดินช้าเป็นเต่าเหมือนตอนเด็กๆ เลยเนี่ย?"
โจวฉีซือเดินทอดน่องตามหลังทั้งสองคนอย่างสบายอารมณ์
เมื่อเห็นซ่งถิงเย่ถูกโจวเย่ลากถูลู่ถูกังจนเดินเซไปข้างหน้าเหมือนสมัยเด็ก รอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ
ทั้งสามคนเดินไปได้ไม่ไกลก็เลือกร้านอาหารแถวนั้นและขอห้องส่วนตัวเล็กๆ
หลังจากสั่งอาหารเสร็จ ยังไม่ทันที่ใครจะเอ่ยถาม ซ่งถิงเย่ก็ชิงเล่าเรื่องราวหลังจากที่น้ามารับตัวเขาไปให้ฟังก่อน
"นายย้ายไปอยู่เจิ้นโจวตั้งแต่จากยวีตูไปเลยงั้นเหรอ!" สองพี่น้องต่างประหลาดใจ
ซ่งถิงเย่พยักหน้า ไม่กล้าพูดอะไรมาก กลัวความจะแตก
ขืนโจวเย่รู้ว่าเขาเจอเธอที่สนามบินครั้งก่อนแต่แกล้งทำเป็นจำไม่ได้ มีหวังหูชาอีกรอบแน่
จากนั้นพวกเขาก็กินไปคุยไป
เมื่อได้ฟังประสบการณ์ชีวิตของซ่งถิงเย่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สองพี่น้องต่างก็ถอนหายใจด้วยความสะเทือนใจ
โดยเฉพาะตอนที่ซ่งถิงเย่เล่าเรื่องราวเหล่านั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบและสงบนิ่งราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ยิ่งทำให้สองพี่น้องรู้สึกปวดใจ มองเขาด้วยสายตาเหมือนกำลังมองมะระขี้นกผู้น่าสงสาร
ในขณะเดียวกัน
ที่กองถ่าย เก้าสกุล (The Mystic Nine) ณ โรงถ่ายเหิงเตี้ยน
เฉินเหว่ยถิง (William Chan) กำลังกล่าวขอโทษทางโทรศัพท์ไม่หยุดปาก
"พี่หัว ผมขอโทษจริงๆ คิวงานทางนี้แน่นมาก ปลีกตัวไม่ได้เลย"
"พี่ก็รู้ว่าบอสหยางให้ความสำคัญกับละครเรื่องนี้มาก แล้วก็ทุ่มเทสุดๆ กว่าจะได้บทนี้ให้ผม"
"ผมไม่กล้าเล่นแย่ๆ หรอกครับ ขนาดบทเล็กๆ ยังไม่กล้าทิ้งเลย ไปไม่ได้จริงๆ ครับพี่"
"หล่อครับ หล่อวัวตายควายล้ม หล่อกว่าผมอีก... แค่หล่อก็พอแล้วใช่ไหมครับ? แต่เรื่องฝีมือการแสดงผมไม่แน่ใจนะ"
"แต่เขาบู๊เก่งมาก น่าจะโอเค เดี๋ยวผมจะลองถามให้ ได้เรื่องยังไงจะรีบบอกครับ"
พอเห็นหลิวเต๋อหัว (Andy Lau) วางสายไปแล้ว เฉินเหว่ยถิงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วกวักมือเรียกผู้จัดการกองถ่ายที่กำลังหัวหมุนอยู่
"พี่ถิง มีอะไรหรือเปล่าครับ?" ผู้จัดการกองรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา
เฉินเหว่ยถิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็นึกชื่อซ่งถิงเย่ไม่ออก เลยได้แต่อธิบายลักษณะคร่าวๆ ไป
"ไอ้หนุ่มหล่อๆ หน้าตายๆ คนนั้นน่ะ ที่เพื่อนพี่แนะนำมาเป็นสตั๊นท์แมนให้ผมคราวก่อน ขอเบอร์ติดต่อเขาหน่อยสิครับ"
...โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นครืด
ซ่งถิงเย่หยิบขึ้นมาดู เห็นเบอร์ขึ้นต้นด้วย 00852 โทรมาจากฮ่องกง?
หรือว่าคาสิโนแกรนด์ลิสบัวจะโทรมาเชิญไปเป็นราชาโฮสต์? แต่เดี๋ยวนะ แกรนด์ลิสบัวไม่ได้อยู่ฮ่องกงนี่หว่า
ถึงจะงงๆ แต่ซ่งถิงเย่ก็กดรับสาย คนที่ใช้ชีวิตอยู่ชายขอบวงการบันเทิงอย่างเขา การไม่รับสายถือเป็นเรื่องต้องห้าม
มันเป็นกฎเหล็กเหมือนผัดถั่วลันเตาต้องใส่กระเพาะหมู หรือผัดเครื่องในวัวต้องใส่ผักดองนั่นแหละ
อีกอย่าง รับสายก็ไม่เสียตังค์นี่ เผื่อเป็นคนโทรมาจ้างงานล่ะ?
"สวัสดีครับ ผมซ่งถิงเย่ ขอทราบว่าใครเรียนสายครับ?" เขาพูดเป็นภาษากวางตุ้ง
ปลายสายแปลกใจเล็กน้อยที่ได้ยินเขาพูดกวางตุ้ง ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก
"คุณพูดกวางตุ้งได้เหรอ? เยี่ยมไปเลย! ผมเป็นผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดงของภาพยนตร์เรื่อง Shock Wave ตอนนี้มีบทนึงเหมาะกับคุณมาก ช่วงนี้พอจะมีคิวว่างไหมครับ?"
Shock Wave!
ซ่งถิงเย่แทบจะกัดลิ้นตัวเอง รีบวางตะเกียบลงทันที
"ว่างครับ ประมาณกี่วันครับ?"
Shock Wave! แม้หนังเรื่องนี้จะยังไม่เปิดกล้อง แต่ข่าวคราวก็แพร่ว่อนเน็ตไปหมดแล้ว
นักแสดงนำคือหลิวเต๋อหัว, ซ่งเจีย และเจียงอู่
ผู้กำกับคือชิวหลี่เทา ผู้กำกับมือฉมังเจ้าของผลงาน 'คืนผีเดือด' (Troublesome Night)
"บทของคุณมีไม่เยอะ ถ้าถ่ายราบรื่น สองสามวันก็น่าจะเสร็จ ค่าตัวหมื่นเหรียญฮ่องกง"
"เริ่มถ่ายวันที่ 18 มีนาคม คุณน่าจะมาถึงก่อนสักสามวัน สะดวกไหมครับ?" ปลายสายพูดจาฉะฉานรวดเร็ว
ตรงไปตรงมาขนาดนี้เลยเหรอ? ความตรงไปตรงมาของอีกฝ่ายทำเอาซ่งถิงเย่เริ่มระแวง 'นี่พวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะหลอกต้มตุ๋นให้ไปพม่าหรือเปล่าเนี่ย?'
"ไม่มีปัญหาครับ ไม่ต้องแคสต์เหรอครับ?" ถึงจะสงสัยแต่ซ่งถิงเย่ก็ตอบตกลงไปก่อน
แต่เขาก็ตั้งมั่นไว้แล้วว่า ถ้าบอกให้ไปถ่ายที่ไทย เขาจะรีบเก็บกระเป๋าหนีทันที
"ไม่ต้องหรอก วิลเลียมบอกว่าคุณหล่อกว่าเขาอีก แค่นั้นก็พอแล้ว เบอร์นี้ผูกกับวีแชทไว้หรือเปล่า?"
"เดี๋ยวผมแอดไปนะ รบกวนขออีเมลด้วย ผมจะส่งรายละเอียดการร่วมงานไปให้ นอกนั้นค่อยคุยกันทางวีแชท"
วิลเลียมนี่ใครหว่า? ซ่งถิงเย่งงเป็นไก่ตาแตก
แต่คงจะเป็นคนรู้จักแน่ๆ เพราะมีแต่คนที่เคยเห็นความหล่อเหลาของเขาเท่านั้นแหละ ถึงจะรู้สึกอับอายในความหล่อของตัวเอง
"ทางกองถ่ายติดต่อมาเรื่องบทน่ะ" ซ่งถิงเย่พูดขึ้นเองหลังจากวางสาย เมื่อเห็นสีหน้าอยากรู้อยากเห็นของโจวเย่และโจวฉีซือ
"ว้าว~ พี่เก่งจังเลย!" โจวเย่แกล้งทำเสียงเล็กเสียงน้อยแล้วตบมือเปาะแปะ
ซ่งถิงเย่ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขาชินกับยัยตัวแสบจอมเผด็จการอย่างโจวเย่มากกว่า
"กองถ่ายไหน? ไม่ใช่ว่านายยังสอบอยู่เหรอ?" โจวฉีซือถามด้วยความสงสัย
"ไม่เป็นไรครับ" ซ่งถิงเย่คีบแตงกวาขึ้นมากัด พลางเคี้ยวตุ้ยๆ "เรื่อง Shock Wave หลิวเต๋อหัวเป็นพระเอก เริ่มถ่ายวันที่ 18 มีนา นู่น ไม่ชนกับวันสอบหรอก"
พูดยังไม่ทันขาดคำ โจวเย่ก็คว้าหมับเข้าที่มือเขา กระชากตัวเขาเข้าไปหา แล้วพูดด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง
"หลิวเต๋อหัว! พี่ซ่งถิงเย่ ได้โปรดเถอะ ขอรูปถ่ายพร้อมลายเซ็นให้หนูหน่อยนะ!"
ดวงตากลมโตคู่สวยนั้นไร้ซึ่งอารมณ์อื่นใด มีเพียงความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้ลายเซ็นเท่านั้น
หลังอาหารค่ำ ซ่งถิงเย่เดินเล่นเป็นเพื่อนสองสาวอยู่พักใหญ่
จนกระทั่งอีเมลยืนยันการร่วมงานจากกองถ่ายส่งมาถึง พวกเขาจึงแยกย้ายกันกลับ
เมื่อกลับถึงโรงแรม
ซ่งถิงเย่รีบเปิดอ่านบทด้วยความกระตือรือร้น
เขาพบว่าตนได้รับบทเป็น "ตำรวจรุ่นลูก" ชื่อหงจี้เฟิง
ขณะไปเที่ยวกับพ่อที่เป็นตำรวจเกษียณ เขาบังเอิญเจอคนร้ายยึดอุโมงค์ฮุงฮอม... ระหว่างนั้นเขาเผลอเปิดเผยตัวตน เลยถูกคนร้ายจับมัดติดกับระเบิดที่มีกลไกซับซ้อนเพื่อใช้ข่มขู่ตำรวจ
เนื่องจากระเบิดซับซ้อนเกินไป พระเอกจึงกู้ไม่ทันก่อนเวลาจะหมด
สุดท้าย เพื่อความปลอดภัยของทุกคน หงจี้เฟิงจึงตัดสินใจสละชีพ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและจิตวิญญาณอันกล้าหาญของตำรวจ
"แค่นี้เหรอ?" ซ่งถิงเย่อึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นรายละเอียดตัวละครที่มีความยาวไม่ถึงร้อยคำ ตัวละครตายไวขนาดนี้ มิน่าล่ะถึงไม่ต้องแคสต์
ว่าแต่ วิลเลียมที่พูดถึงในโทรศัพท์นั่นคือใครกัน?
หรือจะเป็นเฉินเหว่ยถิง? ในบรรดาคนที่เขาเคยเจอ ก็มีแค่หมอนี่คนเดียวที่เป็นคนฮ่องกง
ซ่งถิงเย่คิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ แต่เขาไม่มีเบอร์ติดต่อของเฉินเหว่ยถิง และรู้สึกลำบากใจที่จะถามทีมงาน
ไม่ใช่กลัวโดนด่าว่าไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อผู้มีพระคุณ แต่กลัวข่าวลือจะแพร่ออกไปว่า เฉินเหว่ยถิงอุตส่าห์กระตือรือร้นแนะนำบทให้ตัวประกอบโนเนมจากแผ่นดินใหญ่ แต่ไอ้หมอนั่นดันไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเขา
อย่าได้ดูแคลนความสามารถในการใส่สีตีไข่ของนักข่าวบันเทิงฮ่องกงเชียวล่ะ ตัวอย่างเช่น
ตอนหลี่เจียซินแต่งงาน สื่อฮ่องกงพาดหัวว่า: "รถบัสหรูพุ่งชนตระกูลเศรษฐี" (เปรียบเธอเป็นรถสาธารณะ)
ตอนภาพหลุดจางป๋อจือ สื่อฮ่องกงพาดหัวว่า: "จางป๋อจือระบบเผาผลาญพัง เฉินกวานซีตัวสั่นงันงก"
ขนาดเจย์ โชว์ ยังไม่รอดฝีปากกรรไกรของสื่อฮ่องกง มีครั้งหนึ่งเขาซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่มาลองขี่ในซอย สื่อแอบถ่ายได้ วันรุ่งขึ้นพาดหัวหน้าหนึ่งว่า
"เจย์ โชว์ ขี่คนรักใหม่ในซอยเปลี่ยว"
คนไม่รู้คงนึกว่าเจย์ โชว์ ชอบช่วยเหลือหญิงสาวใจแตก แต่พออ่านเนื้อข่าวถึงรู้ว่าขี่มอเตอร์ไซค์
ช่างสรรหาคำมาพาดหัวได้เร้าใจจริงๆ แต่ก็ไร้จรรยาบรรณสิ้นดี