เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20: ผมจำได้ว่าเธอแซ่โจว

บทที่ 20: ผมจำได้ว่าเธอแซ่โจว

บทที่ 20: ผมจำได้ว่าเธอแซ่โจว


บทที่ 20: ผมจำได้ว่าเธอแซ่โจว

เสียงล้อรถบดไปบนพื้นถนนปูแผ่นหินสีครามดังกรอบแกรบ

หลังจากลัดเลาะผ่านเส้นทางคดเคี้ยวในหมู่บ้าน รถไฟฟ้าก็มาจอดสนิทที่หน้าบ้านอิฐแดงสองชั้นหลังคาทรงแบนที่ยังไม่ได้ฉาบปูน

บริเวณลานโล่งหน้าบ้านมีต้นลิ้นจี่ต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา

ใต้ต้นไม้มีสุนัขพันธุ์ทางสีเหลืองตัวหนึ่งนอนหมอบอยู่

เมื่อเห็นรถไฟฟ้าแล่นเข้ามา มันก็ลุกพรวดขึ้นมาตั้งท่าระวังภัยทันที

แต่พอจำได้ว่าเป็นซ่งถิงเย่ หางของมันก็แกว่งไกวอย่างบ้าคลั่งพร้อมส่งเสียงครางหงิงๆ แล้วกระโจนเข้าใส่ด้วยความดีใจ

เสียงความเคลื่อนไหวหน้าบ้านทำให้หญิงวัยกลางคนสวมผ้ากันเปื้อนเดินถือตะหลิวออกมาจากครัว ใบหน้าของเธอมีความคล้ายคลึงกับสองพี่น้องอยู่หลายส่วน

เมื่อเห็นซ่งถิงเย่ ใบหน้าของเธอก็เปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี

"น้าครับ ผมกลับมาแล้ว" ซ่งถิงเย่จอดรถแล้วตะโกนเรียกพร้อมรอยยิ้ม

"ผอมลงอีกแล้วนะเนี่ย รีบไปล้างมือเร็วเข้า เดี๋ยวก็ได้กินข้าวแล้ว" ผู้เป็นน้าพินิจดูหลานชายอย่างละเอียด บ่นกระปอดกระแปดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและห่วงใย

"รับทราบครับผม!" ซ่งถิงเย่ขานรับอย่างร่าเริง

ยังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าบ้าน เด็กชายสองคนกับเด็กหญิงอีกหนึ่งคนก็วิ่งกรูกันออกมาจากข้างใน เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังซ่งถิงเย่พลางตะโกนเรียกไม่หยุดปาก "พี่จ๋า! พี่จ๋า!"

"เอาล่ะๆ พอได้แล้ว!"

ซ่งโยวโยวเดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม วางมาดพี่สาวคนโต โบกมือสั่งการทันที

"เจียฮุย ยกโต๊ะออกมา เจียฮ่าว ไปตามลุงที่ทุ่งนากลับมากินข้าว เจียซิน ไปปิดทีวีซะ"

ทั้งสามคนนี้คือลูกของน้า พี่คนโตชื่อหวงเจียฮุย อายุ 15 ปี คนรองชื่อหวงเจียฮ่าว อายุ 13 ปี และน้องเล็ก หวงเจียซิน อายุ 11 ปี

ภายใต้การอบรมเลี้ยงดูของน้า เด็กทั้งสามไม่เพียงไม่รังเกียจพี่น้องสองคนที่มาอาศัยอยู่ด้วย แต่กลับรักใคร่และติดพี่ชายพี่สาวมาก

เหตุผลนั้นเรียบง่าย เพราะพี่ชายหาเงินเก่ง ทุกครั้งที่กลับมาช่วงตรุษจีนจะมีอั่งเปาซองโตมาฝาก ส่วนพี่สาวก็เรียนเก่งแถมใจดี เวลาไปถามการบ้านพี่สาว เข้าใจง่ายกว่าถามครูที่โรงเรียนเสียอีก

ในห้องครัว น้ามองภาพเด็กๆ ห้าคนหยอกล้อกันอย่างกลมเกลียวด้วยความอิ่มเอิบใจ รอยย่นที่หางตาพับย่นเมื่อเธอระบายยิ้มออกมา

เนื่องจากห้องหับในบ้านมีจำกัด นอกจากห้องของเด็กผู้หญิงสองคนที่แยกกันอยู่คนละห้องแล้ว ซ่งถิงเย่ต้องนอนเบียดกับลูกพี่ลูกน้องชายอีกสองคน

ในห้องมีเตียงสองหลัง

หลังหนึ่งเป็นเตียงคู่ อีกหลังเป็นเตียงเดี่ยว ซ่งถิงเย่วางกระเป๋าลงบนเตียงเดี่ยวแล้วยื่นมือไปทางซ่งโยวโยว

"เอามือถือมา"

ซ่งโยวโยวไม่เข้าใจว่าพี่จะเอาไปทำไม แต่ก็ล้วงมือถือออกจากกระเป๋าส่งให้ซ่งถิงเย่แต่โดยดี

โทรศัพท์สีขาวเครื่องนั้นยังดูใหม่เอี่ยม ไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย

"อะ เอาเครื่องใหม่ไป เครื่องนี้พี่ยึด" ซ่งถิงเย่หยิบกล่องโทรศัพท์ Vivo x5pro ที่ยังไม่แกะซีลพลาสติกออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้น้องสาว

สีหน้าของซ่งโยวโยวเปลี่ยนจากงุนงงเป็นตื่นเต้นดีใจทันควัน เธอกุลีกุจอแกะกล่องโทรศัพท์ออกดู

มือถือสีขาวมุกวาววับถูกหยิบออกมา เธอพลิกดูซ้ายขวาด้วยความถูกใจเป็นที่สุด

"พี่ เอาซิมการ์ดมา" ซ่งโยวโยวแบมือขอ ไม่มีการเล่นตัวหรือแสร้งปฏิเสธตามมารยาท

"ไม่เกรงใจกันเลยนะเรา" ซ่งถิงเย่แซว

"ก็พี่เป็นพี่ชายฉัน เราเป็นคนกันเองนี่ ถ้าเป็นของคนอื่นให้มา อย่าว่าแต่รับเลย ฉันไม่ปรายตามองด้วยซ้ำ" ซ่งโยวโยวพูดด้วยท่าทีสบายๆ แต่น้ำเสียงจริงจังมาก

ซ่งถิงเย่ยกนิ้วโป้งให้เธอในใจ รู้สึกพอใจมากกับนิสัยของน้องสาวในตอนนี้

เขาเชื่อเสมอว่าลูกผู้หญิงต้องเลี้ยงดูอย่างพรั่งพร้อม! ไม่ใช่แค่เรื่องวัตถุเงินทอง แต่ที่สำคัญกว่าคือการเปิดโลกทัศน์และสภาพจิตใจที่มั่นคง

ไม่อย่างนั้นพอโตขึ้น อาจจะโดนพวกจิ๊กโก๋หลอกไปง่ายๆ ด้วยหมูกระทะแค่หม้อเดียว

ยิ่งซ่งโยวโยวหน้าตาสะสวยและขาดความอบอุ่นจากพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก

แม้ว่าน้าจะดีกับเธอมาก แต่สำหรับซ่งโยวโยวที่เริ่มจำความได้แล้ว การมีอยู่ของพ่อแม่เป็นสิ่งที่ใครก็แทนที่ไม่ได้

เด็กผู้หญิงที่โตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้มักจะมีความคิดความอ่านเกินวัยและมีจิตใจที่ละเอียดอ่อนเปราะบาง

แค่ได้เจอใครมาทำดีด้วยนิดหน่อย เอาใจใส่นิดหน่อย ก็อาจเผลอใจตกลงไปในหลุมพรางคำหวานของผู้ชายห่วยๆ ได้ง่ายๆ

ตอนนี้พอเห็นว่าซ่งโยวโยวมีความคิดที่หนักแน่นชัดเจน ซ่งถิงเย่ก็เบาใจ รู้สึกว่าความทุ่มเทตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า

หลังจากคุยกันสักพัก จนได้ยินเสียงน้าเรียกให้ลงไปกินข้าว สองพี่น้องจึงเดินลงไปข้างล่างพร้อมเสียงหัวเราะ

ในห้องนั่งเล่น มีชายวัยสี่สิบกว่าเพิ่มมาอีกคน

ใบหน้าของเขาคล้ำแดด นั่งก้มหน้าสูบบุหรี่เงียบๆ พอได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็เงยหน้ามองไปทางบันได

"ลุงครับ/ลุงคะ" ซ่งถิงเย่และซ่งโยวโยวทักทายขึ้นพร้อมกัน

หวงเสียนจิ้นรีบขยี้ดับบุหรี่ เผยให้เห็นขาเทียมที่ขาขวาท่อนล่างภายใต้ขากางเกง

เมื่อสองปีก่อน เขาประสบอุบัติเหตุในไซต์ก่อสร้าง ไม่เพียงเสียขาขวาท่อนล่าง แต่ยังเสียนิ้วมือซ้ายไปอีกสามนิ้ว

เนื่องจากอุบัติเหตุเกิดจากการที่เขาไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัย ทางไซต์งานจึงจ่ายเงินช่วยเหลือตามมนุษยธรรมให้เพียง 50,000 หยวน

ไม่มีไซต์งานไหนรับคนพิการเข้าทำงาน เขาจึงทำได้แค่กลับมาทำนาที่บ้าน

นับแต่นั้น ภาระหัวหน้าครอบครัวจึงตกมาอยู่บนบ่าของหลานชายอย่างซ่งถิงเย่โดยปริยาย

หวงเสียนจิ้นมองซ่งถิงเย่ แววตาแฝงความรู้สึกซับซ้อน... ความรู้สึกผิด? ความละอาย? หรืออะไรบางอย่างที่ท้ายที่สุดก็กลั่นออกมาเป็นคำทักทายหนักๆ ว่า

"กลับมาแล้วเรอะ ล้างไม้ล้างมือเตรียมกินข้าวเถอะ"

มื้อเย็นวันนี้จัดเต็มมาก มีทั้งไก่ ปลา และผักสดๆ น้าคอยคีบกับข้าวใส่ชามซ่งถิงเย่ไม่หยุด ส่วนซ่งถิงเย่ก็คอยปัดปฏิเสธไม่หยุดเช่นกัน

พิธีกรรมเดิมๆ แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี

ชีวิตยามค่ำคืนในชนบทนั้นเงียบเหงา หลังกินข้าวอาบน้ำเสร็จ ทุกคนก็มานั่งล้อมวงดูทีวีและคุยกัน

ส่วนใหญ่จะเป็นซ่งถิงเย่ที่เป็นฝ่ายพูด เล่าเรื่องตลกๆ ที่เกิดขึ้นในกองถ่ายให้ทุกคนฟัง

ประมาณสามทุ่ม ทุกคนก็เริ่มแยกย้ายกันเข้าห้องนอน

ซ่งถิงเย่นั่งเล่นในห้องนั่งเล่นต่ออีกสักพัก คุยแชทกับจางเค่อซินและหลี่ลี่ในกลุ่มชื่อ 【แก๊งสามหมาโสดโฮ่งๆๆ】

ทั้งสองคนนั้นพอกลับถึงบ้านก็โดนจับดูตัวไปเป็นสิบรอบ จนแทบจะประสาทกินกันอยู่แล้ว

คุยได้สักครึ่งชั่วโมง ซ่งถิงเย่ก็ลุกขึ้นเตรียมจะไปนอน ตอนเดินผ่านห้องของซ่งโยวโยว เขาเห็นประตูเปิดอยู่และเธอกำลังนั่งดูอะไรบางอย่างอยู่ที่โต๊ะ

ก๊อกๆๆ ซ่งถิงเย่เคาะประตู

"ทำไมยังไม่นอนอีก?"

"ดูรูปอยู่น่ะ" ซ่งโยวโยวชูอัลบั้มรูปเล่มหนาขึ้นมาโบกให้ซ่งถิงเย่ดู

ซ่งถิงเย่เดินเข้าไปที่โต๊ะ ถึงได้รู้ว่าเธอเอาอัลบั้มรูปสมัยเด็กออกมาดู

ที่มุมขวาล่างของอัลบั้ม มีลายมือตัวบรรจงเขียนไว้หนึ่งประโยค:

"ณ ซีซาน ลมป่าพัดกึกก้อง เสียงกวางร้องกังวานในราตรีอันสดใส"

ชื่อของสองพี่น้องมีที่มาจากประโยคนี้นั่นเอง ทั้งสองชื่อล้วนสื่อถึงเสียงธรรมชาติที่ไพเราะชัดเจน

"พี่ดูรูปนี้สิ นี่ตอนตรุษจีน พ่อพาเราไปเที่ยวฉือฉีโข่ว"

"รูปนี้งานวันส่งท้ายปีเก่าที่โรงเรียนพ่อ พี่กับพ่อขึ้นไปแสดงบนเวทีด้วยกัน"

"รูปนี้พ่อสอนพี่ตีกลอง"

"เอ่อ... รูปนี้รูปหลุดตอนพี่ตกลงไปในคูน้ำ ข้ามไปๆ อย่าดู"

"..."

ดวงตาของซ่งโยวโยวเป็นประกายขณะชี้ชวนดูทีละรูปพร้อมบรรยายอย่างออกรส

รูปบางใบเก่ามาก เก็บรักษาไม่ดีจนพลาสติกที่เคลือบยับย่นและเหลืองอ๋อย แต่เธอกลับจำรายละเอียดได้แม่นยำ

"ทำไมเหมือนรูปมันหายไปตั้งเยอะ?" ซ่งถิงเย่พลิกดูอัลบั้มแล้วเจอช่องว่างหลายจุด

"อื้ม..." ซ่งโยวโยวพยักหน้า พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "รูปแม่น่ะ ฉันทิ้งไปหมดแล้ว เขาไม่เอาฉัน ฉันก็ไม่เอาเขาเหมือนกัน"

ใจของซ่งถิงเย่กระตุกวูบ ชั่วขณะนั้นเขาไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ลูบหัวน้องสาวเบาๆ เป็นการปลอบโยน

ซ่งโยวโยวเอนหัวซบไหล่พี่ชาย สัมผัสถึงความปลอดภัยที่โหยหามานาน

"หือ..." มือที่กำลังพลิกหน้าอัลบั้มชะงัก เธอชี้ไปที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ในรูปใบหนึ่งแล้วถามด้วยความสงสัย

"พี่ คนนี้ใครอะ?"

ซ่งถิงเย่มองตามนิ้วของเธอไป

ในรูปมีเด็กสองคน แต่เพราะความชื้นทำให้ใบหน้าเลือนรางไปมาก

ทว่าเด็กผู้ชายที่ใส่เสื้อยืดลายอุลตร้าแมนนั่นคือเขาแน่ๆ แต่เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่ยืนข้างๆ ใส่เสื้อสายเดี่ยวลายจุดแดงพื้นขาวคนนั้นคือใครกัน?

วันที่ถ่ายรูปตรงมุมขวาล่างระบุว่า 20 พฤษภาคม 2002 ลองคำนวณดู ตอนนั้นเขาฉลองวันเกิดครบ 7 ขวบพอดี

วันเกิด! ซ่งถิงเย่นึกขึ้นได้ทันที

"จำได้ไหม ตอนเราเด็กๆ มีน้าผู้หญิงที่เป็นเพื่อนร่วมงานของพ่ออาศัยอยู่บ้านตรงข้าม?"

ซ่งโยวโยวขมวดคิ้ว ก่อนจะตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่

"อ๋อ~ จำได้แล้ว! พี่สาวคนนี้เป็นลูกสาวของน้าคนนั้น เขามาเล่นบ้านเราบ่อยๆ แล้วพี่กับเขาก็เกิดวันเดียวกันด้วย"

"อืม..." ซ่งถิงเย่พยักหน้า มองใบหน้าเลือนรางในรูปแล้วยิ้ม "ตอนนั้นเพื่อความประหยัดและสะดวก ทั้งสองบ้านเลยมักจะจัดงานวันเกิดรวมกันทีเดียว"

"ใช่ๆ~" ซ่งโยวโยวทำจมูกย่น แกล้งบ่นอุบ "พี่เขาใจดีมาก แบ่งเค้กให้ฉันกินด้วย ไม่เหมือนพี่ ขี้งกชะมัด เสียดายที่ต่อมาบ้านเขาย้ายไปไหนก็ไม่รู้"

ซ่งถิงเย่ส่ายหน้า ตอนนั้นเขายังเด็กมาก จำอะไรแทบไม่ได้แล้ว อีกอย่างตอนที่พวกเขาย้ายบ้าน เขาถูกพ่อพาไปแข่งกีตาร์ระดับเขตพอดี จะไปรู้ได้ไงว่าเขาย้ายไปไหน

"แล้วพี่จำชื่อเขาได้ป่ะ?" ซ่งโยวโยวถามอีกครั้ง

ซ่งถิงเย่ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหยิบรูปใบนั้นขึ้นมา เพ่งมองเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนไพล่มืออยู่ข้างๆ เขา

เด็กหญิงคนนั้นยิ้มกว้างสดใส เขาครุ่นคิดอยู่นาน ความทรงจำอันเลือนรางก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมา

"พี่จำได้ลางๆ ว่าเขาแซ่โจวนะ... โจวไท่หรือเปล่านะ?"

จบบทที่ บทที่ 20: ผมจำได้ว่าเธอแซ่โจว

คัดลอกลิงก์แล้ว