เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13: กลัวความสูงไหม?

บทที่ 13: กลัวความสูงไหม?

บทที่ 13: กลัวความสูงไหม?


บทที่ 13: กลัวความสูงไหม?

"ฮัลโหล ครับ นั่นใครครับ?"

ภายในร้านเหล้า ซ่งถิงเย่ใช้ไหล่หนีบโทรศัพท์แนบหู มือประคองถาดผลไม้เดินไปเสิร์ฟที่โต๊ะลูกค้า

"คุณซ่งถิงเย่ใช่ไหม? ผมเป็นผู้กำกับฝ่ายแคสติ้งจากกองถ่าย The Advisors Alliance (สุมาอี้ นักปราชญ์ยอดกุนซือ) นะครับ ยินดีด้วย คุณผ่านการคัดเลือกแล้ว"

"ผมผ่านเหรอครับ!?" ซ่งถิงเย่ตกใจจนเกือบทำถาดผลไม้หล่นใส่หัวลูกค้า

ผ่านไปตั้งสิบวันจนเขาถอดใจไปแล้ว จู่ๆ กลับได้รับข่าวดีว่าผ่านซะงั้น!

"ใช่ครับ พรุ่งนี้สิบโมงเช้าเตรียมบัตรประชาชนมาเซ็นสัญญาที่สถานที่แคสติ้งด้วยนะ ห้ามสายล่ะ"

"ได้ครับผู้กำกับ ผมจะไปให้ตรงเวลา ขอบคุณมากครับ" ซ่งถิงเย่พยักหน้ารับรัวๆ

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด~ จนกระทั่งปลายสายวางหูไป เขาถึงยอมวางโทรศัพท์ลงอย่างอาลัยอาวรณ์

"ยิ้มหน้าบานเป็นกระด้งเชียวนะ เกิดคึกอะไรขึ้นมาฮะ?" หลี่ลี่ที่อยู่ในบาร์โบกมือถาม ปากคอเราะร้ายเช่นเคย

"ผมแคสต์ผ่านแล้ว! กองถ่ายเรียกให้ไปเซ็นสัญญาพรุ่งนี้" ซ่งถิงเย่ยิ้มร่าราวกับจิ้งจอกที่ขโมยไก่สำเร็จ

ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ คนโบราณท่านว่าไว้ไม่ผิดจริงๆ

"ดังใหญ่แล้วนะเรา! เดี๋ยววันบวงสรวงเปิดกล้องเจ๊จะตามไปมอบดอกไม้ เป็นแฟนคลับให้สักวัน" หลี่ลี่พลอยยิ้มตามไปด้วย

ซ่งถิงเย่พยักหน้าหงึกหงัก ซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล

บรรยากาศแบบนี้มันต้องร้องเพลง 'พี่สาวครับ' บูชาแล้วล่ะ... ไม่สิ ต้องเพลง 'ในโลกนี้มีเพียงพี่สาวที่ดีที่สุด' ต่างหาก

"แต่ก่อนอื่นเธอต้องเลี้ยงข้าวเจ๊ก่อนนะ แล้วค่าดอกไม้เธอก็ต้องเป็นคนจ่ายด้วย" หลี่ลี่เสริมขึ้นมา

"โธ่เจ๊! เลี้ยงหมาล่าทั่งชามละ 13 หยวนได้ไหมล่ะ?" ซ่งถิงเย่ส่งสายตาหยอกล้อกลับไป

— —

วันรุ่งขึ้น ซ่งถิงเย่เดินทางมาถึงโรงแรมวีไอพีแกรนด์ก่อนเวลานัดครึ่งชั่วโมง

สวี่ฟางยังคงเป็นคนมารับเขาเหมือนเดิม หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธี สวี่ฟางก็พาซ่งถิงเย่ไปส่งที่ฝ่ายกฎหมาย

เขารอผลมาสิบวัน แต่ขั้นตอนการเซ็นสัญญาใช้เวลาไม่ถึงห้านาที เป็นสัญญามาตรฐานทั่วไป ถ้ามีข้อสงสัยก็เก็บไว้ในใจซะ

ค่าตัวก่อนหักภาษีอยู่ที่ 20,000 หยวน ระยะเวลาการทำงานในกองถ่ายรวม 15 วัน แบ่งเป็นช่วงวันที่ 18 ถึง 22 มกราคม และ 8 ถึง 17 มีนาคม

โดย 5 วันแรกเป็นช่วงการฝึกอบรมเข้มข้น (Workshop) ส่วน 10 วันหลังคือช่วงถ่ายทำจริง

ซ่งถิงเย่พอใจกับตารางเวลานี้มาก เพราะการสอบคัดเลือกเข้าวิทยาลัยภาพยนตร์ปักกิ่งปี 2016 จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ไปจนถึง 10 มีนาคม

แม้จะสิ้นสุดวันที่ 10 มีนาคม แต่โดยปกติคณะการแสดงจะสอบเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ จึงไม่กระทบกับคิวถ่ายทำแต่อย่างใด

"ไปครับพี่สวี่ ผมเลี้ยงข้าวเอง" ซ่งถิงเย่ตื่นเต้นสุดขีด

ไม่นับบทตัวประกอบพิเศษที่ผ่านมา นี่คือสัญญาการเป็นนักแสดงฉบับแรกในชีวิตของเขาอย่างแท้จริง

พอฝ่ายกฎหมายกำชับว่าพรุ่งนี้ต้องเริ่มเข้าคอร์สฝึกอบรม เขาก็รู้สึกตัวลอยเหมือนกำลังเดินอยู่บนปุยเมฆ

สวี่ฟางยิ้มรับคำชวน เขารู้สึกภูมิใจไม่น้อยที่มองคนไม่ผิด

ในอนาคตถ้าซ่งถิงเย่โด่งดังขึ้นมา เขาก็สามารถคุยโวในวงเหล้าได้ว่า...

"สมัยก่อน ในค่ำคืนที่พายุโหมกระหน่ำ ฉันกับซ่งถิงเย่ จักรพรรดิภาพยนตร์พันหน้า นั่งกินหมาล่าทั่งชามละ 13 หยวนด้วยกันมาแล้ว..."

สวี่ฟางไม่ได้เลือกร้านหรูหราอะไร แค่ร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ ข้างโรงแรม

สั่งกับข้าวมาสามอย่าง และเนื่องจากตอนบ่ายยังมีธุระ ทั้งคู่จึงไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ นั่งกินไปคุยไปตามประสา

สวี่ฟางติดตามผู้กำกับมานานกว่าสิบปี รู้ตื้นลึกหนาบางและเรื่องเน่าเฟะในวงการบันเทิงเป็นอย่างดี

แต่เขาเป็นคนปากหนัก ไม่ชอบนินทาใคร ทำเพียงแค่แนะนำกฎระเบียบและข้อควรปฏิบัติในกองถ่ายให้ซ่งถิงเย่ฟัง

ในร้านเปิดฮีตเตอร์อุ่นสบาย สวี่ฟางถอดเสื้อขนเป็ดวางไว้ คีบไข่ผัดกุยช่ายเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะพูดต่อ "กองถ่ายเราจะเริ่มถ่ายทำหลังปีใหม่ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่พระราชวังจิ๋นซี ถึงตอนนั้นนายก็แวะมาได้นะ"

ซ่งถิงเย่รินน้ำชาให้เขาพลางถามด้วยความแปลกใจ "พี่สวี่ กองถ่ายไม่ได้เชิญผม แล้วผมจะไปได้เหรอครับ?"

"อยากมาก็มาเถอะ" สวี่ฟางกระดกน้ำชาจนหมดถ้วย เช็ดปากแล้วว่า "วันนั้นคนเยอะแยะ นายแค่ไปยืนเนียนๆ อยู่ข้างๆ เวลาเขาถ่ายรูปหมู่ ไม่มีใครมาไล่หรอกน่า ไม่ต้องห่วง"

เขาเจตนาจะช่วยซ่งถิงเย่หาพื้นที่สื่อ วันนั้นนอกจากผู้กำกับและทัพนักแสดงนำแล้ว ยังมีโปรดิวเซอร์และผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการมาร่วมงานเพียบ

แถมยังมีสื่อมวลชนอีกนับร้อยสำนัก แค่ไปโผล่หน้าเข้ากล้องสักหน่อย สร้างตัวตนให้คนจำได้ก็ไม่เสียหายอะไร

"ขอบคุณครับพี่สวี่ ผมขอดื่มชาแทนเหล้าคารวะพี่เลย" ซ่งถิงเย่กล่าวด้วยความซาบซึ้ง

จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ของสวี่ฟางก็ดังขึ้น เขาเหลือบมองหน้าจอ เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่สำคัญนัก จึงกดรับสายต่อหน้าซ่งถิงเย่ทันที

"ไอ้บ้า ป่วยหรือไง? ฉันไม่ใช่หัวหน้าตัวประกอบนะ มาขอคนกับฉันทำไม?"

"เออ กองฉันเป็นละครพีเรียด มีสตันท์แมนเยอะแยะ แต่ตอนนี้มันยังไม่เปิดกล้องไม่ใช่รึไง?"

"อะไรนะ! จะเอาแบบหล่อ สูงยาวเข่าดี เป็นงานสลิง แถมต้องบู๊เก่งด้วย? ประสาทรึเปล่า? นี่แกหาแสตนด์อินหรือหาพระเอกกันแน่..."

ซ่งถิงเย่นั่งฟังเงียบๆ ก็พอจะจับใจความได้ ปลายสายน่าจะเป็นเพื่อนของสวี่ฟางที่ต้องการตัวประกอบพิเศษเร่งด่วน เลยโทรมาขอความช่วยเหลือ

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก กองถ่ายมักจะยืมตัวคนกันไปมาอยู่บ่อยๆ

ขณะที่สวี่ฟางคุยโทรศัพท์ สายตาของเขาก็ค่อยๆ เบนมาจับจ้องที่ซ่งถิงเย่ หลังจากกวาดตามองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ถามแทรกขึ้นมาว่า

"กลัวความสูงไหม?"

ซ่งถิงเย่ส่ายหน้า อย่าว่าแต่ไม่กลัวความสูงเลย ถ้าไม่มีแรงโน้มถ่วงป่านนี้เขาคงบินขึ้นไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับดวงอาทิตย์แล้ว

"เคยขึ้นสลิงไหม?"

ไม่แน่ใจว่าคำว่า 'ขึ้น' ของสวี่ฟางเป็นกริยาหรือคำนาม แต่เขาจะเหมาว่าเป็นคำนามไปก่อนแล้วกัน

"เคยครับ ผมตีลังกากลับหลังกลางอากาศได้สิบรอบรวดโดยไม่เวียนหัวเลยครับ" ซ่งถิงเย่ตอบอย่างมั่นใจ

เขาไม่ได้โม้ เขาเคยทำได้จริงๆ แต่ทำในระบบนะ พลาดเมื่อไหร่โดนระบบเฆี่ยนยับ คืนเดียวโดนจัดหนักจนแทบราด

ไม่เพียงแค่นั้น เขายังทำท่ายากกลางอากาศได้อีกเพียบ

ถ้าผู้กำกับไม่กลัวโดนกองเซ็นเซอร์แบน เขาจะโชว์ท่าไม้ตาย 'เหาะลงจากฟ้า' ของอาจารย์สวี่จิ่นเจียงให้ดูด้วยซ้ำ... สวี่ฟางยกนิ้วโป้งให้ ก่อนจะหันไปพูดกับปลายสาย

"แกโชคดีแล้วไอ้หนู พอดีฉันมีเด็กอยู่คนนึง ถ้าแกสะดวก เดี๋ยวคืนนี้ฉันให้เขาลองไปเทสต์ดู"

หลังจากวางสาย สวี่ฟางก็หันมาบอกซ่งถิงเย่

"รู้จักกองถ่ายเรื่อง The Mystic Nine (เก้าสกุล) ไหม? ที่เฉินเหว่ยถิงกับจ้าวลี่อิ่งเล่นน่ะ ตอนนี้พระเอกขาดแสตนด์อินพอดี นายอยากไปลองดูไหม?"

ซ่งถิงเย่เริ่มสนใจ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้มีตารางฝึกอบรม เขาก็ลังเล

"พี่สวี่ ห้าวันต่อจากนี้ผมติดเทรนนิ่งไม่ใช่เหรอครับ?"

สวี่ฟางโบกมือปัดอย่างไม่ยี่หระ

"นายมีบทพูดแค่ครึ่งชั่วโมง จะเทรนอะไรนักหนา แค่ไปร่วมอ่านบทตอนหนึ่งทุ่มก็พอ..."

ซ่งถิงเย่ไม่เคยอยู่กองถ่ายมาก่อนเลยไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง พอสวี่ฟางชี้โพรงให้แบบนี้ เขาก็พลันตาสว่าง

โยชิ! (เยี่ยม!) ที่แท้มันก็มีลูกเล่นแบบนี้นี่เอง

หลังจากกินข้าวกันร่วมชั่วโมง ทั้งสองก็กลับไปที่โรงแรม

ช่วงบ่าย ซ่งถิงเย่ได้สัมผัสการดูแลแบบนักแสดงตัวจริงเสียที ช่างแต่งหน้าพูดจาคะขาอ่อนหวาน

ชุดที่ใส่ก็ใหม่เอี่ยม สะอาดสะอ้าน มีกลิ่นหอมจางๆ ไม่ใช่ชุดเน่าๆ ผ่านการใช้งานมาโชกโชนเหมือนเคย

"หล่อเกินไป! เขาเล่นเป็นกุนซือ ไม่ใช่ตัวท็อปหออี๋หง ทำไมแต่งออกมาหล่อขนาดนี้? แก้ใหม่!" ผู้กำกับเห็นลุคของซ่งถิงเย่แล้วไม่พอใจอย่างแรง

ช่างแต่งหน้าไม่มีทางเลือกนอกจากก้มหน้าก้มตาแก้ใหม่ ซ่งถิงเย่ไม่ได้ว่าอะไร แต่การนั่งเฉยๆ นานๆ ก็ทำเอาเขาง่วง

เขาเผลอสัปหงกไปหลายรอบ ระบบก็ขยันเด้งแจ้งเตือนถามว่าจะเริ่มฝึกฝนเลยไหมอยู่นั่นแหละ

กว่าจะจัดการเรื่องภาพลักษณ์เสร็จสิ้นเวลาก็ล่วงเลยไปถึงหกโมงเย็น กินเวลาไปร่วมสามสี่ชั่วโมง

— —

ซ่งถิงเย่ไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งเหยาะๆ ตรงไปยังถนนเซียงเจียง

ยามค่ำคืน ถนนเซียงเจียงประดับไฟสว่างไสว ได้บรรยากาศยุค 90 อย่างแท้จริง นักท่องเที่ยวหนาตา ต่างพากันมาเช็คอินถ่ายรูป

"สวัสดีครับ ผมเป็นแสตนด์อินที่พี่สวี่แนะนำมา ตอนนี้ผมอยู่บนถนนเซียงเจียงแล้วครับ"

"อยู่ตรงไหน?" ซ่งถิงเย่เงยหน้ามองรอบๆ แล้วตอบ "ผมยืนอยู่ใต้ป้ายบริษัทหลักทรัพย์หมิงจูครับ"

ทันทีที่พูดจบ เขาก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากไม่ไกล

"สุดหล่อ!"

"ทางนี้ สุดหล่อ!"

เมื่อมองตามเสียงไป ก็เห็นชายร่างผอมสูงสวมหมวกเบเรต์กำลังโบกไม้โบกมือให้อย่างบ้าคลั่ง

ซ่งถิงเย่หันมองซ้ายขวา ไม่แน่ใจว่าเรียกเขาหรือเปล่า เพราะอย่างที่รู้กันว่า ในมณฑลกวางตุ้ง ผู้ชายทุกคนคือ 'สุดหล่อ' (เหลียงไจ๋)

ถ้าตะโกนว่า 'สุดหล่อ' ก็คงใช่เขาแหละ แต่ถ้าตะโกนว่า 'ไอ้ตี๋' หรือ 'ไอ้หนุ่ม' (เตียวเหมา) อาจจะรู้ตัวเร็วกว่า แต่นี่เล่นตะโกน 'สุดหล่อ' เฉยเลย

เสียงตะโกนนั้นเรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวหนุ่มๆ ที่มั่นหน้าในความหล่อของตัวเองให้หันมามองกันเป็นแถว!

"ไม่ต้องมองหาใครแล้ว ไอ้หนุ่ม นายแหละ รีบมานี่เร็วเข้า"

ในที่สุดรหัสลับก็ตรงกัน ซ่งถิงเย่ถึงได้มั่นใจและรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา

จบบทที่ บทที่ 13: กลัวความสูงไหม?

คัดลอกลิงก์แล้ว