- หน้าแรก
- ระบบวิศวะขั้นเทพ สัมผัสปุ๊บ เทพปั๊บ
- บทที่ 9 พบคนคุ้นเคยที่ร้านหนังสือ
บทที่ 9 พบคนคุ้นเคยที่ร้านหนังสือ
บทที่ 9 พบคนคุ้นเคยที่ร้านหนังสือ
“เสี่ยวเจียง อรุณสวัสดิ์!”
ขณะที่เจียงฮ่าวเฉินกำลังนั่งเหม่อลอย เสียงผู้จัดการซุนก็ดังมาจากหน้าประตูห้องทำงาน
“ผู้จัดการซุน อรุณสวัสดิ์ครับ!”
เจียงฮ่าวเฉินรีบลุกขึ้นทักทาย แล้วปรี่เข้าไปคว้าแก้วน้ำของผู้จัดการซุนไปเติมน้ำให้ทันที
ซุนเหวินหาวพยักหน้ารับ จิบน้ำเล็กน้อย แล้วเดินหายเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว
จังหวะนั้นเอง หลีจื่อหรงก็เดินเข้ามา เขาตรงดิ่งมาลากแขนเจียงฮ่าวเฉินออกไปที่ระเบียงชั้นสอง แล้วยื่นบุหรี่ให้มวนหนึ่ง
“เสี่ยวเจียง สูบหน่อย จะได้ตาสว่าง”
“พี่หลี เช้าขนาดนี้ต้องปลุกให้ตาสว่างเลยเหรอ? เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอครับ?”
เจียงฮ่าวเฉินรับบุหรี่มาพลางแซวเล่น แต่ในใจเขารู้ดีว่าหลีจื่อหรงคงมีเรื่องจะคุยด้วยแน่ๆ
สีหน้าของหลีจื่อหรงดูเคร่งเครียดผิดปกติ เขาจ้องหน้าเจียงฮ่าวเฉินเขม็ง
“เสี่ยวเจียง นายรู้จักผู้จัดการว่านเหรอ?”
“หือ? ทำไมถามแบบนั้นล่ะครับ?” เจียงฮ่าวเฉินทำหน้างง
“ก็เมื่อเช้านี้ พ่อฉันได้รับโทรศัพท์จากว่านเฉิงอัน โทรมาถามนู่นถามนี่เกี่ยวกับนายซะละเอียดยิบ โดยเฉพาะเรื่องเรียนจบที่ไหน สาขาอะไร นายก็รู้ พ่อฉันคุมฝ่ายบุคคลที่สำนักงานใหญ่ ส่วนว่านเฉิงอันก็อยู่บริษัทในเครือ พ่อเลยฝากมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ว่านเฉิงอันถึงมาสนใจนาย?”
หลีจื่อหรงถามด้วยความมึนงง
ทันใดนั้น หลีจื่อหรงเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้
“เดี๋ยวนะ หรือว่านายคิดจะย้ายไปอยู่กับเขา? อย่าหาทำนะโว้ย โรงงานนั้นขาดทุนยับเยิน โบนัสก็ไม่มี จ่ายเงินเดือนตรงเวลาก็บุญแล้ว”
“พี่หลี ผมเพิ่งรู้จักผู้จัดการว่านเมื่อคืนนี้เอง จะย้ายไปอยู่กับเขาได้ไง!”
เจียงฮ่าวเฉินพึมพำ อัดควันบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วค่อยๆ พ่นออกมา
ว่านเฉิงอันคิดจะทำอะไรกันแน่? เจียงฮ่าวเฉินรู้สึกหงุดหงิดลึกๆ แต่เขาไม่รู้หรอกว่า พ่อของว่านเฉิงอันเคยเป็นลูกน้องเก่าของหลีเสากวง (พ่อของหลีจื่อหรง) ทั้งสองบ้านมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ว่านเฉิงอันเลยกล้าโทรไปสืบประวัติเขา
โรงงานของว่านเฉิงอันตอนนี้ นอกจากวิศวกรหวังที่พอไปวัดไปวาได้แล้ว ช่างเทคนิคอีกสองคนก็เป็นเด็กจบใหม่ ฝีมือยังไม่ถึงขั้น แถมยังต้องเผชิญกับคลื่นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่กำลังจะมาถึง บวกกับผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่อง ทำให้ว่านเฉิงอันร้อนรน อยากสร้างทีมเทคนิคที่แข็งแกร่งขึ้นมา ในยุคนี้บริษัทเอกชนแย่งตัวคนเก่งกันอย่างดุเดือด บางที่ทุ่มเงินจ้างไม่อั้น ว่านเฉิงอันเลยไม่อยากตกขบวน
“ถ้างั้นก็แล้วไป ฉันกลัวนายจะน้อยใจที่อยู่ที่นี่แล้วไม่มีบทบาท จนตัดสินใจวู่วามลาออกไปซะก่อน”
หลีจื่อหรงถอนหายใจโล่งอก ทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้ ก่อนจะเดินกลับลงไปข้างล่าง
เสียง โครมคราม ดังมาจากในออฟฟิศ เพื่อนร่วมงานเริ่มทยอยมากันครบแล้ว เจียงฮ่าวเฉินดับบุหรี่แล้วเดินตามเข้าไป ยกนาฬิกาขึ้นดู 9:10 น.
“อาฮวา คุณพาเด็กๆ อีกสี่คนไปรับรถออดี้สี่คันที่เมืองเอก (กวางโจว) กลับมาหน่อย”
ผู้จัดการซุนตะโกนสั่งรองผู้จัดการโอวหยางฮวา แล้วโผล่หน้าออกมาสั่งงานลูกน้องข้างนอก
“พวกนายไปกับผู้จัดการโอว ส่วนเสี่ยวเฉิงอยู่เฝ้าออฟฟิศ”
สักพัก โอวหยางฮวาก็ขับรถพาลูกน้องสี่คนออกไป ออฟฟิศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
“เสี่ยวเจียง ไปร้านหนังสือให้หน่อย ไปซื้อกระดาษถ่ายเอกสารมาสักรีม แล้วถ่ายเอกสารใบราคาออกมา บ่ายนี้รถมาถึงจะได้เอาไปแปะโชว์”
ผู้จัดการซุนง่วนอยู่กับเครื่องถ่ายเอกสาร หันมาสั่งเจียงฮ่าวเฉิน
“ครับ!”
เจียงฮ่าวเฉินที่กำลังครุ่นคิดเรื่องว่านเฉิงอันอยู่ รับคำแล้วรีบเดินลงไปข้างล่าง ยืมจักรยานลุงยามปั่นออกจากบริษัทไป
ร้านหนังสือซินหัว ตั้งอยู่บนถนนวงแหวนเหนือ เจียงฮ่าวเฉินเคยคิดจะแวะมาหลายครั้ง แต่ก็ติดธุระจุกจิกตลอด มาอยู่ที่นี่สองเดือนครึ่งแล้วยังไม่เคยได้เหยียบเข้าไปเลย
คราวนี้ได้โอกาสมาซื้อกระดาษ เขาเลยกะว่าจะดูหนังสือติดไม้ติดมือกลับไปสักสองสามเล่ม เจียงฮ่าวเฉินปั่นจักรยานไปพลางคิดเพลินๆ แป๊บเดียวก็มาถึง
พอเข้าไปในร้าน เขาซื้อกระดาษและขอใบเสร็จเรียบร้อย ก็เดินขึ้นไปชั้นสอง เนื่องจากเขาเรียนจบครูศิลปะมา เลยตรงดิ่งไปที่ชั้นหนังสือหมวดศิลปะและการออกแบบ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เจียงฮ่าวเฉินกำลังยืนอ่านหนังสือเพลินๆ จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกดังขึ้นจากข้างหลัง ทำเอาเขาสะดุ้งโหยง
“เจียงฮ่าวเฉิน!” เสียงนี้คุ้นหูแต่ก็นึกไม่ออกทันทีว่าเป็นใคร
เจียงฮ่าวเฉินหันขวับไปมอง เห็นชายหนุ่มอายุ 20 ต้นๆ รูปร่างสูงโปร่ง ใส่ชุดยีนส์ทั้งตัว ไว้ผมทรงแสกข้าง 3:7 (ทรงยอดฮิตยุค 90) ยืนยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่
“เฉินเยี่ยนจง?” ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ทันใดนั้นความทรงจำก็ไหลย้อนกลับมา
เมื่อปีก่อนตอนยังเรียนอยู่ ทางวิทยาลัยจัดทริปไปวาดภาพนอกสถานที่ที่เทือกเขาไท่หาง เขาได้รู้จักกับเฉินเยี่ยนจงที่นั่น คุยไปคุยมาถึงรู้ว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน และเป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยวิจิตรศิลป์กวางโจว ได้ข่าวว่าจะจบปีนี้เหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่หลังจบการศึกษาก็ขาดการติดต่อ ไม่นึกว่าจะมาเจอกันที่นี่
“นายจริงๆ ด้วย? ฮ่าๆๆ เรียนจบแล้วก็หายหัวไปเลยนะ ตอนนี้ไปรวยอยู่ที่ไหนล่ะเพื่อน?”
เฉินเยี่ยนจงหัวเราะร่า
“รวยอะไรกันล่ะ พอเรียนจบฉันก็ถูกส่งมาทำงานที่ไท่เหลียงนี่แหละ เคยพยายามติดต่อนายนะ ก่อนจบส่งจดหมายไปบอกที่อยู่แล้ว แต่จนจบก็ไม่ได้รับจดหมายตอบกลับจากนายเลย!”
เจียงฮ่าวเฉินมองหน้าเฉินเยี่ยนจงด้วยความดีใจ พูดตามตรง การได้เจอเพื่อนเก่าในที่ต่างถิ่นแบบนี้มันเซอร์ไพรส์มาก เฉินเยี่ยนจงเป็นเพื่อนคนแรกในมณฑลกวางตุ้งที่เขารู้จัก แถมยังเป็นคนบ้านเดียวกันอีกด้วย ภาพความทรงจำตอนไปวาดรูปที่เทือกเขาไท่หางเมื่อปีก่อนผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เฉินเยี่ยนจงเป็นคนนิสัยดี แม้ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษา แต่ก็ดูเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง ทำอะไรคล่องแคล่ว ตอนนั้นได้เจอกันแค่ 20 วัน แต่คุยกันถูกคอมาก
“นายส่งจดหมายไปที่วิทยาลัยเหรอ? โธ่เอ๊ย ฉันออกมาทำงานที่ไท่เหลียงก่อนจบตั้งเดือนนึง มิน่าล่ะถึงไม่ได้รับจดหมาย”
“ไปๆ ไปนั่งคุยที่ห้องทำงานฉันดีกว่า!”
เฉินเยี่ยนจงกวักมือเรียก แล้วพาเจียงฮ่าวเฉินเดินไปที่ห้องทำงานฝั่งตะวันออกของชั้นสอง
เจียงฮ่าวเฉินมองไปรอบๆ แล้วก็เข้าใจทันที
“เยี่ยนจง นายได้งานที่ร้านหนังสือนี่เอง งานสบายเลยสิ?”
“อื้ม! ก็ทำๆ ไปก่อน ถือเป็นทางผ่าน ถ้ามีที่ดีกว่าค่อยขยับขยาย มาๆ สูบบุหรี่หน่อย!”
พอเข้าห้องมา เฉินเยี่ยนจงก็ยื่นบุหรี่ให้
“แล้วนายล่ะ? ตอนนี้ทำอะไรอยู่?”
“ฉันเหรอ ญาติฝากงานให้ทำที่บริษัทค้ารถยนต์ ก็ทำไปวันๆ แหละ ว่างจนจะหลับคาโต๊ะอยู่แล้ว”
เจียงฮ่าวเฉินจุดบุหรี่พลางบ่นอุบ
“เฮ้ย ดีจะตายไป ได้เงินเดือนเต็ม แถมมีเวลาว่างเหลือเฟือ เอาเวลาไปรับจ็อบหาเงินเพิ่มได้สบายเลย!”
เฉินเยี่ยนจงพูดพลางลุกไปหยิบแก้วกระดาษ หยิบใบชาใส่ แล้วกดน้ำร้อนยื่นให้
“เอ้า ดื่มชาหน่อย ที่นี่ไม่มีชุดชงชาแบบกังฟู ไว้วันหลังไปห้องฉันค่อยจัดเต็ม ฮ่าๆๆ!”
“ขอบใจเพื่อน!” เจียงฮ่าวเฉินรับแก้วชามา ยิ้มแห้งๆ
“ฉันจะไปมีความสามารถเท่านายได้ไง ฉันจบจากต่างจังหวัด ไม่ได้มีเส้นสายกว้างขวางเหมือนนายที่จบจากวิทยาลัยศิลปะในเมืองเอก จะไปหาจ็อบเสริมที่ไหนได้ ไม่เหมือนนายหรอก ดูท่าทางจะรับจ็อบฟันกำไรมาเยอะสิท่า?”
“ไม่ขนาดนั้นหรอก ช่วงงานกวางเจาแฟร์ก่อนหน้านี้ ฉันรับออกแบบบูธมาสองสามงาน แต่ลูกค้าตกลงแค่งานเดียว ได้มาสองพันกว่าเอง”
เฉินเยี่ยนจงพูดเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย
“สองพันกว่า? งานแบบนี้ยังมีอีกไหม? แนะนำฉันบ้างสิ!”
“นายคิดว่างานพวกนี้เป็นผักกาดขาวเหรอ จะได้มีเกลื่อนตลาด? งานพวกนั้นอาจารย์ฉันโยนมาให้หรอก แกงานล้นมือเลยแบ่งเศษงานมาให้ แต่น่าเสียดายที่ฉันฝีมือไม่ถึง เลยปิดจ๊อบได้แค่งานเดียว แต่ว่านะ...”
เฉินเยี่ยนจงชะงักไปนิด เหมือนลังเลที่จะพูดต่อ
“แต่อะไร? มีงานใหญ่เหรอ?” เจียงฮ่าวเฉินตาโต รีบซักไซ้
ตอนนี้เขาร้อนเงินจริงๆ เมื่อคืนพอแกะเพจเจอร์ออกมาดู ไอเดียธุรกิจสุดบรรเจิดก็ผุดขึ้นมาในหัว แต่มันต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต ไม่ใช่เล่นขายของ
“นายร้อนเงินขนาดนั้นเลยเหรอ?” เฉินเยี่ยนจงมองหน้าเพื่อนด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“ถามโง่ๆ ใครไม่อยากได้เงินบ้างวะ? ฮ่าๆๆ!” เจียงฮ่าวเฉินหัวเราะ
เฉินเยี่ยนจงกลอกตาใส่เพื่อนยิ้มๆ ส่ายหน้าเบาๆ
“อยากได้เงินก็ต้องมีฝีมือนะเว้ย!”
เขาหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อ
“เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ฉันแวะไปหาอาจารย์ที่กวางโจว ช่วงนี้แกกำลังรับงานยักษ์ ออกแบบและคุมงานสร้างรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมสูงหลายสิบเมตร มูลค่าโครงการหลายล้านหยวน แกยุ่งจนหัวหมุน เลยโยนงานยิบย่อยให้พวกลูกศิษย์ช่วยทำ เมื่ออาทิตย์ก่อนฉันไปหาแกอีก แกบอกว่ามีงานมูลค่าแสนกว่าหยวนอยู่ตัวนึง ถ้าทำได้กำไรน่าจะไม่ต่ำกว่า 5 หมื่น เสียดายที่ฉันทำไม่ได้ เลยไม่กล้ารับ”
“เล่ามาเร็วๆ! งานอะไร?” เจียงฮ่าวเฉินหูผึ่งทันที รีบดูดบุหรี่เฮือกสุดท้ายแล้วขยี้ทิ้ง
เงินแสนกว่าหยวนในปี 93 เนี่ยนะ? มันมหาศาลมาก! ขนาดในเมืองเศรษฐกิจอย่างไท่เหลียง เงินจำนวนนี้ก็ยังถือว่าก้อนใหญ่สุดๆ
ดวงตาของเขาเป็นประกายวาววับ ราวกับเห็นกองทองอยู่ตรงหน้า