เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 โรงงานพลาสติกซุ่นซิง

บทที่ 4 โรงงานพลาสติกซุ่นซิง

บทที่ 4 โรงงานพลาสติกซุ่นซิง


เช้าวันอาทิตย์นี้ เฉิงเหวินเหล่ยและหลิวเจียนต้องอยู่เวรเฝ้าบริษัท ส่วนเจียงฮ่าวเฉินได้หยุดพักผ่อนตามตาราง หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เขาแวะขึ้นไปทักทายเพื่อนร่วมงานทั้งสองบนออฟฟิศก่อน เพราะเขาเองก็พักอยู่ที่บริษัทนี่แหละ

จากนั้นเขาก็ยืมจักรยานของคุณลุง รปภ. ปั่นออกจากบริษัทไป

โรงงานพลาสติกซุ่นซิง ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักไท่เหลียง บนทางหลวงกวางไห่ ห่างจากบริษัทรถยนต์ซินซุ่นไปประมาณสองกิโลเมตร โรงงานแห่งนี้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกป้อนให้กับโรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าในละแวกใกล้เคียงเป็นหลัก

ในยุค 80 โรงงานนี้ถือว่ารุ่งเรืองมาก แต่ไม่กี่ปีมานี้มีโรงงานเอกชนผุดขึ้นมารอบๆ มากมาย กิจการของที่นี่เลยเริ่มฝืดเคือง เพราะเป็นโรงงานขนาดใหญ่ คนงานล้นมือ รายจ่ายบานตะไท

เจียงฮ่าวเฉินปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปหาเพื่อนที่โรงงานพลาสติก ปากก็ฮัมเพลงคลอไปกับเสียง เอี๊ยดอ๊าด ของโซ่จักรยานเก่าๆ ของลุงยามที่ดูเข้ากันเป็นจังหวะ

“ภาระบนบ่าฉันมันหนักอึ้ง ไหล่ของฉันปวดร้าว

ฉันแบกศักดิ์ศรีเร่ร่อนไปท่ามกลางผู้คน

ความหวังฉันอยู่สูงเสียดฟ้า แต่เรี่ยวแรงฉันน้อยนิด

ฉันแอบล้มลงในมุมที่ไม่มีใครเห็น

เตียงนอนฉันกว้างใหญ่ แต่ฉันไม่เคยหลับสนิท

ฉันกลัวว่าผ่านไปเพียงข้ามคืน โลกจะลืมฉันไป

ความปรารถนาฉันมีมากมาย แต่เงินเดือนฉันช่างน้อยนิด...”

นี่คือเพลงของ เจิ้งจื้อฮว่า สมัยเรียนเขาชอบเพลงนี้มาก ไม่รู้ทำไม พอเริ่มทำงานถึงรู้สึกว่าเพลงนี้มันช่างตรงกับชีวิตเขาตอนนี้เหลือเกิน

เมื่อมาถึงโรงงานซุ่นซิง เขาทักทายลุงยามที่ป้อมหน้าประตู ยื่นบุหรี่ให้มวนหนึ่ง แล้วจอดจักรยานล็อกไว้ข้างๆ ก่อนจะเดินดุ่มๆ ไปยังตึกเก่าสามชั้นที่อยู่ถัดไป

เขาคุ้นเคยกับที่นี่ดี เพราะเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นบัณฑิตมหาวิทยาลัยทำงานอยู่ที่นี่

ตอนที่เขาเพิ่งมาทำงานได้อาทิตย์กว่าๆ เขาขี่จักรยานลุงยามไปซื้อของที่หมู่บ้านซุ่นเจี้ยวหลังโรงงาน ระหว่างทางจักรยานดันเสีย เขาเลยไปหาร้านซ่อม แล้วบังเอิญเจอเจ้าของร้านที่เป็นคนบ้านเดียวกันชื่อ ‘เฮียหลี่’ หรือ ‘หลี่เหว่ย’ ชายวัย 40 กว่าปีที่อัธยาศัยดีมาก ชวนเขานั่งจิบน้ำชา กังฟู (ชาจีน) คุยกันถูกคอ

ในร้านตอนนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย ตัวเล็ก ผอมบาง ใส่แว่นตา ท่าทางเหมือนปัญญาชน พอได้คุยกันถึงรู้ว่าชื่อ เว่ยเหยาซวน จบปริญญาตรีด้านการจัดการ แต่รัฐจัดสรรให้มาเป็นคนคุมโกดังที่โรงงานพลาสติกซุ่นซิง ซึ่งถือว่าใช้คนไม่ถูกกับงานเอาซะเลย

หลังจากนั้น เขาก็แวะมานั่งดื่มชากับเว่ยเหยาซวนบ่อยๆ จนกลายเป็นเพื่อนสนิทคนแรกในเมืองไท่เหลียงแห่งนี้

ตึกพักพนักงานเก่าคร่ำครึ ทาด้วยสีเหลืองดิน แต่ก็ดูสะอาดสะอ้านดี เว่ยเหยาซวนเป็นระดับปัญญาชนเลยได้ห้องพักเดี่ยว ส่วนคนงานทั่วไปต้องนอนรวมกันห้องละสี่คน

เจียงฮ่าวเฉินเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองอย่างชำนาญ ผลักประตูห้องเข้าไป แล้วทิ้งตัวลงนั่งที่ปลายเตียงทันที

“เหยาซวน ไปเถอะ ไปนั่งเล่นร้านเฮียหลี่กัน ฉันจะไปยืมหัวแร้งบัดกรีด้วย”

เจียงฮ่าวเฉินพูดยังไม่ทันจะนั่งให้ก้นอุ่น

เว่ยเหยาซวนนั่งพิงหัวเตียง อ่านนิยายในมืออย่างเมามัน พอเห็นเจียงฮ่าวเฉินเข้ามาก็เงยหน้ามองแวบหนึ่ง แล้วก้มลงอ่านต่อ

“เดี๋ยวก่อนๆ ขอจบตอนก่อน ร้านเฮียหลี่ไม่น่ามีนะ แกซ่อมจักรยาน จะเอาหัวแร้งไปทำอะไร”

เว่ยเหยาซวนพับมุมหน้าหนังสือแล้วปิดลง ก่อนจะเงยหน้าพูดต่อ

“แต่ร้านซ่อมทีวีข้างๆ ร้านเฮียหลี่น่าจะมี เฮียแกสนิทกับช่างร้านนั้น เดี๋ยวให้แกไปยืมให้ก็ได้ ว่าแต่นายจะเอาหัวแร้งไปทำอะไร?”

“ซ่อมทีวี! จุดบัดกรีมันหลวมน่ะ” เจียงฮ่าวเฉินลุกขึ้นยืน เตรียมตัวออกไปข้างนอก

“นายซ่อมทีวีเป็นด้วย? เจ๋งนี่หว่า... แต่ถ้ารีบ เดี๋ยวฉันลองไปถามช่างซ่อมบำรุงที่โรงงานให้ก่อน เผื่อจะมี”

“งั้นออกไปพร้อมกันเลย เดี๋ยวฉันไปรอนายหน้าโรงงาน แล้วค่อยไปกินน้ำชาร้านเฮียหลี่ต่อ”

“โอเค ไปกัน!” เว่ยเหยาซวนเก็บของ แล้วเดินออกจากห้องพักมาพร้อมกัน

พอมาถึงหน้าโรงผลิต เจียงฮ่าวเฉินกำลังจะเลี้ยวออกไปรอที่หน้าประตูใหญ่ แต่สายตาเหลือบไปเห็นคนคนหนึ่งเดินจ้ำอ้าวเข้ามาจากทางประตูโรงงาน

เว่ยเหยาซวนเห็นเข้าก็รีบเข้าไปทัก

“อ้าว หัวหน้าหวัง รีบร้อนไปไหนครับเนี่ย? เห็นช่างเฉินไหมครับ แกอยู่ในโรงผลิตหรือเปล่า?”

ชายคนนั้นคือ หวังเจี้ยนหมิน หัวหน้าแผนกผลิต อายุเกือบ 40 ตัวเตี้ย อ้วนท้วม ผมบนหัวบางจนแทบนับเส้นได้ เป็นพนักงานเก่าแก่ของที่นี่

เจียงฮ่าวเฉินเคยเจอเขาบ่อยๆ เวลามาหาเว่ยเหยาซวน แต่ไม่ได้สนิทอะไร เลยแค่พยักหน้ายิ้มทักทายตามมารยาท

“อ้อ เสี่ยวเว่ยเองเหรอ อยู่ๆ”

หวังเจี้ยนหมินตอบสั้นๆ ทำท่าจะเดินหนี แต่พอมองเห็นเว่ยเหยาซวนกำลังจะเดินเข้าไปในโรงผลิต เขาก็รีบคว้าแขนดึงตัวเว่ยเหยาซวนมาหลบมุม แล้วกระซิบเสียงเครียด

“เสี่ยวเว่ย อย่าเพิ่งเข้าไปเลย เถ้าแก่กำลังของขึ้น”

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ?” เว่ยเหยาซวนถามเสียงเบา เจียงฮ่าวเฉินเห็นท่าไม่ดีเลยขยับเข้าไปฟังใกล้ๆ

“เฮ้อ... เครื่องจักรในไลน์ผลิตเสียพร้อมกันสองเครื่อง ช่างเฉินแกก็ซ่อมเป็นแค่พื้นฐาน เจออาการหนักๆ เข้าก็ไปไม่เป็น บ่ายนี้ต้องส่งของด้วย เถ้าแก่เลยด่าแกซะเละ ช่างเฉินแกก็ใช่ย่อย เถียงกลับฉอดๆ ตอนนี้ทะเลาะกันบ้านแตก นายอย่าเพิ่งเข้าไปหาเรื่องใส่ตัวเลย”

หวังเจี้ยนหมินเล่า

“จริงๆ ช่างเฉินแกก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอก จะไปโทษแกก็ไม่ได้ แกแค่อยู่มานานเฉยๆ”

เว่ยเหยาซวนแสดงความเห็น

เจียงฮ่าวเฉินนึกอะไรขึ้นมาได้ กำลังจะอ้าปากพูด แต่หวังเจี้ยนหมินก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

“เบาๆ หน่อยเสี่ยวเว่ย พูดแบบนี้เดี๋ยวซวย เถ้าแก่เขาก็รู้แหละ แต่เงินเดือนโรงงานเราแค่นี้ จะไปจ้างยอดฝีมือที่ไหนมาได้ ไม่เหมือนพวกโรงงานเอกชนที่กล้าทุ่มเงินจ้าง... เออ พวกนายรีบไปเถอะ เดี๋ยวเถ้าแก่เดินออกมาเจอจะงานเข้าเปล่าๆ”

“ครับๆ ขอบคุณครับหัวหน้า งั้นพวกผมไปก่อนนะ”

เว่ยเหยาซวนกำลังจะหันหลังกลับ แต่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้เลยหันไปถาม

“เอ้อ หัวหน้าหวัง ผมได้ยินมาว่าโรงงานเราจะเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชนเหรอครับ? เห็นเขาลือกันให้แซ่ด”

หวังเจี้ยนหมินที่กำลังจะเดินหนี พอได้ยินคำถามก็ชะงัก ขมวดคิ้วตอบ

“อืม ก็มีข่าวอยู่ ตอนนี้รัฐมีนโยบายนี้ น่าจะเร็วๆ นี้แหละ ไม่ใช่แค่โรงงานเราหรอก คงโดนกันหลายที่”

เจียงฮ่าวเฉินหูผึ่งทันที งั้นบริษัทรถยนต์ของเขาก็ต้องโดนด้วยสิ? ปกติเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องบ้านเมืองเท่าไหร่ สองเดือนมานี้ก็ดูแต่ละคร ไม่ค่อยได้ออกไปไหนเพราะคุยกับคนท้องถิ่นไม่ค่อยรู้เรื่อง ฟังภาษากวางตุ้งแล้วปวดหัว ส่วนใหญ่ก็ขลุกอยู่กับเว่ยเหยาซวนหรือไม่ก็ร้านเฮียหลี่

ปีนี้กระแสแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นเอกชนกำลังมาแรง แต่เด็กจบใหม่อย่างเจียงฮ่าวเฉินไม่เคยสนใจ ทว่าจู่ๆ สมองเขาก็ปวดตุบๆ ข้อมูลชุดหนึ่งผุดขึ้นมา:

ครึ่งปีหลังของปี 94 รัฐวิสาหกิจในเมืองนี้จำนวนมากจะถูกแปรรูปเป็นบริษัทมหาชน พนักงานจะต้องซื้อหุ้นเพื่อร่วมเป็นเจ้าของ...

นี่คือเศษเสี้ยวข้อมูลประวัติศาสตร์จากชิปอนาคต ถ้าไม่มีใครพูดสะกิดขึ้นมา ข้อมูลพวกนี้คงรอโหลดเข้าสมองเขาตอนนอนหลับตามปกติ

ถ้าจะเปลี่ยนโครงสร้างหุ้นในครึ่งปีหลังของปี 94 แปลว่าเขาต้องเตรียมเงินไว้ซื้อหุ้น ตามสัดส่วนแล้วเขาต้องใช้เงินอย่างน้อย 20,000 หยวน แต่ตอนนี้เงินเดือนบวกโบนัสรวมกันได้แค่ 400 กว่าหยวน เขาต้องหาเงิน 2 หมื่นให้ได้ก่อนถึงเวลานั้น... นี่มันงานช้างชัดๆ

แต่ตอนนี้... เจียงฮ่าวเฉินนึกถึงปัญหาเฉพาะหน้าได้ก่อน เครื่องฉีดพลาสติกที่เสียอยู่ ถ้าเขาซ่อมได้... ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นโอกาสทอง!

“พี่หวังครับ เครื่องฉีดพลาสติกนั่น... ผมน่าจะซ่อมได้นะครับ!”

เจียงฮ่าวเฉินโพล่งออกมา เขาอยากหาเงิน ถึงค่าซ่อมอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่เผื่อฟลุคได้ช่องทางทำกินอื่นๆ

เว่ยเหยาซวนฟังแล้วอึ้งไปนิด ก่อนจะหัวเราะ

“นายพอเถอะ แค่ซ่อมทีวีฉันก็ทึ่งจะแย่แล้ว นายจบศิลปะมาไม่ใช่เหรอ? หรือครูฟิสิกส์เป็นคนสอนวาดรูปให้นาย?”

“ก็น่าจะทำนองนั้นมั้ง!” เจียงฮ่าวเฉินยิ้มแห้งๆ เกาหัวแก้เขิน ไม่รู้จะอธิบายยังไง

จังหวะนั้นเอง ประตูโรงผลิตก็เปิดผาง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินจ้ำอ้าวออกมา

เจียงฮ่าวเฉินไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อน ชายคนนี้ดูอายุประมาณ 50 ปี ไว้ผมทรงลานบิน ผมเริ่มหงอกขาว สีหน้าบึ้งตึงเหมือนพร้อมจะกินหัวคนได้ทุกเมื่อ

“เสี่ยวหวัง! ยืนบื้ออะไรอยู่ตรงนั้น? ทางสำนักงานตัวแทนที่มณฑลว่ายังไงบ้าง?”

ชายคนนั้นตะโกนถามหวังเจี้ยนหมินเสียงดังลั่น

ทันใดนั้น สายตาเขาก็เหลือบไปเห็นเว่ยเหยาซวนที่ยืนอยู่ข้างกำแพง

“เสี่ยวเว่ย ไปช่วยเช็กสต๊อกสินค้าหน่อยสิ ดูซิว่าพอส่งของบ่ายนี้ไหม”

“หือ? แล้วนั่นใคร? ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าห้ามพาคนนอกเข้ามา!”

คราวนี้สายตาพิฆาตพุ่งมาที่เจียงฮ่าวเฉิน ทำเอาบรรยากาศมาคุหนักกว่าเดิม

เจียงฮ่าวเฉินที่เตรียมจะเดินหนีไปรอหน้าประตูอยู่แล้ว ดันยืนหลบอยู่หลังเว่ยเหยาซวน ตัวเบ้อเริ่มขนาดนี้จะหลบยังไงพ้น

“เถ้าแก่เฉา คือว่า...” เว่ยเหยาซวนอึกอัก กำลังจะแก้ตัว แต่หวังเจี้ยนหมินรีบชิงพูดขึ้นก่อน

“เถ้าแก่เฉาครับ คืออย่างนี้ ทางสำนักงานตัวแทนบอกว่าเร็วสุดช่างจะมาได้พรุ่งนี้ เสี่ยวเว่ยเขาได้ยินว่าเครื่องจักรเสีย เลยตามเพื่อนมาช่วยซ่อมครับ”

หวังเจี้ยนหมินโยนขี้ให้เจียงฮ่าวเฉินเต็มๆ! จริงๆ แกก็ไม่เชื่อหรอกว่าเจียงฮ่าวเฉินจะซ่อมได้ แต่เถ้าแก่กำลังของขึ้น ขืนบอกความจริงว่ายืนคุยเล่นกันมีหวังโดนด่ายับ เลยใช้เจียงฮ่าวเฉินเป็นโล่กำบังซะเลย

ได้ผล! สีหน้าของเถ้าแก่เฉาคลายความโกรธลง เปลี่ยนเป็นความสงสัยแทน เขาหันมามองเจียงฮ่าวเฉิน

“นายเป็นเพื่อนเสี่ยวเว่ยเหรอ? ซ่อมเครื่องจักรเป็นด้วย?”

ถึงจะรู้ว่าโดนหวังเจี้ยนหมินหลอกใช้ แต่เจียงฮ่าวเฉินก็ไม่ถือสา กลับเข้าทางเขาพอดี ไม่ต้องเสียเวลาหาทางเสนอตัว

“ครับ ซ่อมได้!” เจียงฮ่าวเฉินพยักหน้าตอบอย่างมั่นใจ

เถ้าแก่เฉาเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ หนุ่มน้อยตรงหน้าดูท่าทางเหมือนบัณฑิตหน้าใส อายุน่าจะยังน้อยมาก เทียบกับพวกวิศวกรซ่อมเครื่องจักรที่เคยเห็นจากในเมืองหลวง แต่ละคนอายุรุ่นลุงทั้งนั้น ขนาดช่างเฉินประจำโรงงานยังปาเข้าไป 40 กว่า

แต่ในเมื่อสงสัยก็ส่วนสงสัย งานวันนี้ต้องส่งของ ช่างศูนย์ก็มาไม่ทัน ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เขาเลยลองเสี่ยงดู

“ดีๆๆ! พ่อหนุ่ม ตามหัวหน้าหวังเข้าไปดูเครื่องเลย ถ้าซ่อมได้ คืนนี้ป๋าเลี้ยงคาราโอเกะ! เสี่ยวเว่ย นายก็ไปด้วยกัน!”

จบบทที่ บทที่ 4 โรงงานพลาสติกซุ่นซิง

คัดลอกลิงก์แล้ว