- หน้าแรก
- จอมยุทธ์ผ่ามิติ มหายุทธ์ทะลุหมื่นพิภพ
- บทที่ 18 การประลองจริง, อัจฉริยะตัวจริง
บทที่ 18 การประลองจริง, อัจฉริยะตัวจริง
บทที่ 18 การประลองจริง, อัจฉริยะตัวจริง
บทที่ 18 การประลองจริง, อัจฉริยะตัวจริง
“อัจฉริยะ!”
“ต่อให้ไม่นับพรสวรรค์ด้านพลังจิต เขาก็เป็นอัจฉริยะด้านทักษะยุทธ์ตัวจริง”
“ในอนาคต การบรรลุเจตจำนงขั้นสูงสุดคงไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับเจ้าเด็กนี่”
“ถ้าไม่กลัวว่าจะพูดไปแล้วไม่เป็นจริง ข้ารู้สึกว่าแม้แต่ขั้นกายภายนอกก็ยังเป็นไปได้สูงมาก”
ภายในห้องพักส่วนตัวของอาจารย์วิชายุทธ์ จางไห่เฟิงที่นั่งอยู่บนโซฟา มองดูฉากบนม่านแสงตรงหน้าแล้วอดทอดถอนใจออกมาไม่ได้
เดิมทีเขาแค่เห็นการแจ้งเตือนจากกล้องวงจรปิดว่ามีนักเรียนไม่ยอมพักเที่ยง แอบมาซ้อมเพิ่มในห้อง ก็เลยกะว่าจะดูหน่อยว่าเป็นยังไง
ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเห็นฉากที่ลีซีจวินฝึกฝนจนทะลุทะลวงอย่างต่อเนื่องกับตาตัวเอง
เริ่มจากระดับปราณโลหิตที่เพิ่มขึ้น ต่อด้วยการฝึกเพลงมวยที่ยอดเยี่ยมชุดหนึ่งซึ่งไม่รู้ไปเรียนมาจากไหน มันถึงกับสามารถสอดประสานกับ สามสิบหกกระบวนท่ายุทธ์แท้ ได้ ทำให้เขาอาศัยความเข้าใจนั้นทะลวงรวดเดียวจนฝึกฝนกระบวนท่าสังหารยุทธ์แท้·หมัดโอบสวรรค์ จนบรรลุขั้นสูงสุดได้
จางไห่เฟิงจ้องมองเหตุการณ์ต่ออย่างตั้งใจ
เมื่อเขาได้เห็นพรสวรรค์ของลีซีจวินอีกครั้ง ที่สามารถจดจำผลลัพธ์หลังการทะลวงได้อย่างสมบูรณ์แบบ และปล่อยหมัดโอบสวรรค์ขั้นสูงสุดออกมาได้อย่างมั่นคงต่อเนื่อง เขาก็ยิ่งพอใจมากขึ้นไปอีก
สหพันธรัฐในตอนนี้ต้องการอัจฉริยะแบบนี้แหละ ไม่ว่าพรสวรรค์นี้มันจะเหลือเชื่อแค่ไหน ขอแค่เจ้าเป็นอัจฉริยะมากพอ และไม่ได้ไปศรัทธาในลัทธิประหลาด อะไรก็พูดกันได้
ส่วนเรื่องเพลงมวย ตั้งแต่ยุคมหาวิบัติเริ่มต้น เพลงมวยที่ถูกรวบรวมและปรับปรุงใหม่จากวิทยายุทธ์เก่าแก่ก็มีอยู่ถมไป สามสิบหกกระบวนท่ายุทธ์แท้ ก็เป็นแค่กระแสหลักที่ทางการสนับสนุนเท่านั้น
จนถึงตอนนี้ก็ยังมีนักเรียนจากครอบครัวนักยุทธ์หรือครอบครัวที่ร่ำรวยหลายคน ที่ไม่ค่อยได้เรียน สามสิบหกกระบวนท่ายุทธ์แท้ แต่จะจ้างคนมาวัดโครงสร้างกระดูก รูปร่าง เพื่อฝึกเพลงมวยหรือเพลงเตะที่เข้ากับตัวเองที่สุด พอฝึกจนได้คะแนนราว 320 คะแนนแล้ว ก็จะอาศัยพื้นฐานนี้ไปต่อยอดฝึกวิชาหอก วิชามีด ที่มาจากรากเหง้าเดียวกัน เพื่ออัปคะแนนทักษะยุทธ์
“ถึงเวลาที่ข้าต้องลงทุนเพิ่มแล้ว”
จางไห่เฟิงเปิดมือถือเข้าสู่ระบบอาจารย์ของเขา ใช้อำนาจสูงสุดของตัวเองขออนุมัติทุนการศึกษา 100,000 หยวนทันที
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไปหาบัตรดำแบบไม่ระบุตัวตนที่เคยมีอยู่ใบหนึ่ง เติมเงินเข้าไปอีก 100,000 หยวน
เงินแสนก้อนแรกนั้นคือความช่วยเหลือจาก อาจารย์ ที่มีต่อนักเรียนที่ยอดเยี่ยม ส่วนเงินแสนก้อนนี้คือความช่วยเหลือจาก จางไห่เฟิง ที่มีต่อลีซีจวิน
ด้วยนิสัยเก็บงำความรู้สึกของนักเรียนคนนี้ คงจะเข้าใจความหมายของมันเป็นอย่างดี
ช่วงบ่าย คาบทักษะยุทธ์
จางไห่เฟิงที่ดูจะอดใจรอไม่ไหว เดินเข้าห้องเรียนทันทีที่เสียงกริ่งดัง
หลังจากกวาดสายตามองห้องสายยุทธ์ที่บรรยากาศเริ่มเต็มไปด้วยความกดดันและแข่งกันขยันของนักเรียน ม.6 เขาก็พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะตีหน้าขรึม แล้วพูดอย่างจริงจังว่า:
“ช่วงหลายวันนี้พวกเจ้าทำได้ดีมาก ยกเว้นนักเรียนบางคนที่ยังเหม่อลอย แอบอู้บ้าง แต่โดยพื้นฐานก็มีทักษะยุทธ์ที่ก้าวหน้าขึ้น”
“แต่ว่า แค่ทักษะยุทธ์ก้าวหน้ามันยังบอกอะไรไม่ได้”
“ในปีก่อนๆ นักเรียนที่ผลสอบดีมาตลอด แต่พอเข้าสนามสอบจริงกลับดึงพลังของตัวเองออกมาไม่ได้ถึงครึ่ง อาจารย์อย่างข้าก็เคยเห็นมาแล้ว”
“ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยยุทธ์ การสอบทักษะยุทธ์สุดท้ายก็ต้องดูที่การประลองจริง ผลงานในการประลองจริงต่างหากคือมาตรฐานสำคัญที่จะตัดสินคะแนนทักษะยุทธ์ของพวกเจ้า”
“ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว ข้าจะใช้ระบบสมองกลสุ่มจับคู่คนที่มีฝีมือใกล้เคียงกัน ออกมาเป็นกลุ่ม เพื่อทดสอบการประลองจริง”
พูดจบ บนหน้าจอขนาดใหญ่ด้านหน้าห้องเรียนก็ปรากฏชื่อนักเรียนที่ถูกสุ่มจับคู่ออกมาทีละคน เวทีประลองที่คล้ายกับกรงแปดเหลี่ยมก็ค่อยๆ ยกตัวสูงขึ้นจากกลางห้องยุทธ์ จางไห่เฟิงยืนอยู่บนนั้น เป่านกหวีดเสียงดังลั่น แล้วกวักมือเรียก:
“คู่แรก สวีเยียนเยียน สู้กับ ฉวี่จิ่งเฉิง”
หน้าจอขนาดใหญ่ด้านหน้าห้องฉายรูปของทั้งสองคน ระดับปราณโลหิต พร้อมกับมีเครื่องหมาย 'vs' สีแดงน้ำเงินอยู่ตรงกลาง สร้างบรรยากาศได้ดี ทำเอาลีซีจวินเกือบหลุดขำ
ในไม่ช้า ทั้งชายและหญิงก็เดินขึ้นไปบนเวที
สวีเยียนเยียนเป็นเด็กสาวหน้ากลมไว้ผมม้าธรรมดาๆ รูปร่างไม่สูงนัก
ส่วนฉวี่จิ่งเฉิงกลับหน้าตาหล่อเหลารูปร่างสูงโปร่ง มีข่าวลือว่าเจ้าชู้คบซ้อนผู้หญิงหลายคน
ทั้งสองฝ่ายประสานหมัดคำนับกันตามมารยาทการประลอง จากนั้นก็ตั้งท่าเตรียมพร้อม
สวีเยียนเยียนโจมตีออกไปเหมือนตอนที่ฝึก สามสิบหกกระบวนท่ายุทธ์แท้ ตามปกติ ท่าทางได้มาตรฐาน ดูแล้วเพลงมวยก็มีพื้นฐานอยู่บ้าง
แต่ฉวี่จิ่งเฉิงกลับเอี้ยวตัวหลบด้านหน้าไปครึ่งก้าว ยกแขนขึ้นปัดหมัดนั้นไว้ มืออีกข้างก็ต่อยสวนไปยังศีรษะของอีกฝ่ายทันที
สวีเยียนเยียนรีบถอยหลังหลบ กำลังจะใช้กระบวนท่าในสามสิบหกกระบวนท่ายุทธ์แท้สวนกลับ แต่ก็พลันรู้สึกถึงลมกรรโชกปะทะร่าง พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นฉวี่จิ่งเฉิงที่ตัวสูงใหญ่อยู่แล้ว พุ่งเข้าใส่ทั้งตัว
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีที่รุนแรงกะทันหัน พอเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังและลงมืออย่างเหี้ยมโหดของอีกฝ่าย เธอก็เผลอตื่นตระหนก สับสนไปชั่วขณะเพราะแรงกดดันนั้น
และในชั่วพริบตานั้นเอง ฉวี่จิ่งเฉิงก็ต่อยเข้าที่ท้องของเธอเต็มๆ ความเจ็บปวดจากการถูกโจมตีอย่างฉับพลันทำให้เธองอตัวลงไปนอนกองกับพื้น ส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด
การต่อสู้ของทั้งสองคนใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ ผลแพ้ชนะก็ชัดเจนแล้ว
จางไห่เฟิงที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ไม่ได้มีท่าทีอะไร เขาแค่โบกมือให้คนมาหามสวีเยียนเยียนไปห้องพยาบาล แล้วจึงเอ่ยปากว่า:
“ก่อนถึงขั้นกายภายนอก การต่อสู้ของนักยุทธ์มันก็รวดเร็วแบบนี้แหละ ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ หรือแม้แต่ความเป็นความตาย มันตัดสินกันในกระบวนท่าเดียวหรือสองกระบวนท่าเท่านั้น”
“ตอนนี้เทคโนโลยีการแพทย์ของสหพันธรัฐก้าวหน้ามาก แขนขาดขาขาดก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะงั้นตอนประลองจริงไม่ต้องกลัว ยิ่งกลัวก็ยิ่งตายเร็ว!”
ด้วยการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องของจางไห่เฟิง การฝึกประลองจริงก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
การต่อสู้ทีละคู่ในห้องก็โดยพื้นฐานแล้วขึ้นไปไม่นานก็รู้ผลแพ้ชนะ
ลีซีจวินตั้งใจดูการประลองจริงของเย่หลิวอวิ๋นเป็นพิเศษ แต่ก็ต้องผิดหวังเล็กน้อย
เพราะมันจบเร็วเกินไป อีกฝ่ายเพิ่งจะคำนับเสร็จ ฝ่ามือที่เย่หลิวอวิ๋นปล่อยออกไป ดูเหมือนจะธรรมดาๆ แต่อีกฝ่ายกลับหลบไม่พ้น โดนตีเข้าที่คอหอยเต็มๆ จนหน้าเขียวหน้าม่วงถูกหามลงไป
จนกระทั่งสุดท้าย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสมองกลจัดสรรมาจริงๆ หรือจางไห่เฟิงตั้งใจจะให้ลีซีจวินเป็นคู่ปิดท้าย
โดยพื้นฐานแล้วทุกคนต่างก็จับจ้องไปยังคู่สุดท้าย ลีซีจวิน และ โจวอี้ไป๋
และเมื่อภาพของลีซีจวินรวมถึงระดับปราณโลหิตของเขาปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่หน้าห้อง เสียงอุทานที่ไม่อาจระงับไว้ได้ก็ดังกระหึ่มขึ้นในห้องเรียนทันที
“อะไรวะ ระบบสมองกลมันรวนรึเปล่า?”
“เชี่ย ระดับปราณโลหิต 6 ข้าจำได้ว่าตอนเปิดเทอม พี่ลีเขา 5.7 ไม่ใช่เหรอ?”
เมื่อมีคนอุทานและชี้ไปที่ข้อมูลระดับปราณโลหิตที่เป็นตัวอักษรไค่ซูสีดำบนหน้าจอขนาดใหญ่ เกือบทั้งห้องสายยุทธ์ก็เริ่มส่งเสียงฮือฮาและตื่นเต้นขึ้นมา
“เครื่องตรวจปราณโลหิตไม่เสียแน่นอน ระดับปราณโลหิตของข้าก็ยังตรง”
“6.0 จริงดิ? นี่เพิ่งเปิดเทอมมาได้สัปดาห์กว่าๆ เองนะ เพิ่มขึ้น 0.3 ระดับปราณโลหิต?”
“ก่อนระดับ 7 ระดับปราณโลหิตมันก็อัปง่ายเป็นธรรมดา...”
“ถึงจะง่ายก็ไม่ง่ายแบบนี้โว้ย เจ้าลองเพิ่ม 0.3 ในสัปดาห์เดียวให้ข้าดูหน่อยสิ”
“ใครๆ ก็บอกว่าพี่ลีเป็นอัจฉริยะที่ถูกความจนบดบัง แต่ก็ไม่นึกว่าแค่ยาปราณโลหิตหกขวดจะทำให้เขาพัฒนาได้ขนาดนี้!”
“เพื่อนข้าที่อยู่ห้องเรียนหัวกะทิยังไม่เร็วขนาดนี้เลย เร็วเกินไปแล้ว พี่ลีเร็วเกิ๊น!”
ไม่แปลกใจที่นักเรียนในห้องจะตกตะลึงและวิพากษ์วิจารณ์กันขนาดนี้ เพราะความเร็วในการพัฒนาระดับนี้มันเร็วเกินไปจริงๆ
นักเรียนหลายคนในห้องกินยาปราณโลหิตทุกวันไม่เคยขาด อาหารสามมื้อก็เป็นอาหารบำรุงราคาสามร้อยกว่าหยวนที่มีเนื้อสิ่งมีชีวิตในตำนาน บางบ้านถึงขั้นกัดฟันส่งไปเรียนคลาสทำสมาธิด้วยซ้ำ
แต่ความเร็วในการพัฒนาของพวกเขา เมื่อเทียบกับลีซีจวินแล้ว ช่างเหมือนหอยทากคลานจริงๆ
แม้แต่จางไห่เฟิงที่เตรียมใจไว้แล้วก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองซ้ำๆ คิดในใจว่าหรือจะเติมเงินในบัตรดำนั่นเพิ่มอีกสักสองหมื่นดี?
มีเพียงโจวอี้ไป๋ที่ยืนอยู่บนเวทีในขณะนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่อื้ออึงและร้อนแรงของทั้งห้อง เขาเป็นคนเดียวที่ไม่ได้พูดอะไร และกำลังกำหมัดแน่น
(จบตอน)