เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 56 สรุปแล้วก็แค่วาดวิมานในอากาศ

บทที่ 56 สรุปแล้วก็แค่วาดวิมานในอากาศ

บทที่ 56 สรุปแล้วก็แค่วาดวิมานในอากาศ


บรรยากาศต้นฤดูใบไม้ร่วงในเจี้ยนเย่เริ่มมีความเย็นแฝงมากับสายลม ทว่ายามแสงแดดตกกระทบกายกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับถูกฉาบเคลือบไว้ ท้องฟ้าโปร่ง เมฆลอยเอื่อย ให้ความรู้สึกสงบและอบอุ่นใจ

ในบ่ายวันที่ไม่มีเรียน เฉินฮั่นเซิงพาเสิ่นโหยวชูและหูหลินอวี่ไปพบอวี่เยว่ผิง รองเลขาธิการคณะกรรมการเยาวชน

เสิ่นโหยวชูมาเพื่อแสดงความขอบคุณ หูหลินอวี่มาเพื่อขอโทษในความใจร้อนครั้งก่อน ส่วนเฉินฮั่นเซิงนั้น... มาเพื่อขอการสนับสนุนโครงการธุรกิจของเขา

“เธอใส่เสื้อเก่าๆแบบนี้ตลอดไม่หนาวเหรอ?”

เมื่อเห็นเสิ่นโหยวชูยังคงใส่ชุดนักเรียนมัธยมตัวโคร่ง เฉินฮั่นเซิงก็เริ่มคิดว่าควรจะหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เธอสักชุดดีไหม

“ไม่หนาวค่ะ”

เสิ่นโหยวชูส่ายหน้า ก่อนจะกระซิบเสริมเบาๆว่า “ที่เสฉวนหนาวกว่าเจี้ยนเย่ตั้งเยอะ ฉันยังไม่กลัวเลย”

หูหลินอวี่เหลือบมองเสิ่นโหยวชูด้วยความประหลาดใจ ในความทรงจำของเธอ เสิ่นโหยวชูไม่น่าจะกล้าพูดจาโต้ตอบกับเฉินฮั่นเซิงแบบนี้ได้

อวี่เยว่ผิงที่นั่งอยู่ในห้องทำงานเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นนักศึกษาสามคนเดินเข้ามาที่ประตู แน่นอนว่าเขาจำเฉินฮั่นเซิงได้แม่น และก็จำหูหลินอวี่คนที่ตบโต๊ะใส่เขาได้เช่นกัน

“บ่ายนี้ไม่มีเรียนหรอ?”

อวี่เยว่ผิงเอ่ยถามเฉินฮั่นเซิง

“ห้องผมว่างตอนบ่ายครับ”

เฉินฮั่นเซิงยิ้มตอบ พร้อมอธิบายเหตุผลที่พาหูหลินอวี่และเสิ่นโหยวชูมาด้วย

“หูหลินอวี่รู้ตัวว่าคราวก่อนทำตัวไม่เหมาะสมที่มาเอะอะโวยวายในห้องทำงานอาจารย์ วันนี้เลยตั้งใจมาขอโทษครับ”

หูหลินอวี่พูดด้วยสีหน้าจริงใจ “ท่านรองคะ คราวก่อนหนูใจร้อนเกินไป ไม่ทันได้พิจารณาสถานการณ์ให้ถี่ถ้วน หลังจากฟังเฉินฮั่นเซิงอธิบาย หนูถึงเข้าใจว่างานของคณะกรรมการเยาวชนต้องมองภาพรวมและมีการจัดการที่เป็นระบบ หนูขอโทษจริงๆค่ะที่วันนั้นวู่วามไปหน่อย”

อวี่เยว่ผิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะบอกกับหูหลินอวี่ว่า “ไม่ต้องคิดมากหรอก พวกเธอยังเป็นเด็กปีหนึ่ง บางทีอาจจะใจร้อนไปบ้าง ฉันเข้าใจและให้อภัยได้”

จากนั้นเขาก็หันไปตำหนิเฉินฮั่นเซิงทีเล่นทีจริง “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ฉันลืมไปตั้งนานแล้ว เธอยังจะพาเพื่อนมาขอโทษเป็นทางการอีก”

เฉินฮั่นเซิงยิ้มรับ พลางชี้ไปที่แฟ้มเอกสารในมือหูหลินอวี่ “นี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากสาขาการจัดการสาธารณะเซคสองครับ ขอบคุณท่านรองที่สละเวลาอันมีค่ามาดูแลพวกเรา”

อวี่เยว่ผิงทำท่าจะปฏิเสธ “ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก ฉันยังไม่ได้ช่วยอะไรห้องพวกเธอเป็นพิเศษเลย”

“แค่เรื่องทุนการศึกษาของเสิ่นโหยวชูผ่านการอนุมัติก็ถือเป็นความกรุณาอย่างสูงที่ท่านมีต่อห้องเราแล้วครับ” เฉินฮั่นเซิงแย้ง

สุดท้าย เมื่อเห็นว่าเป็นแค่แฟ้มใส่เอกสารธรรมดาๆราคาไม่กี่ตังค์ ประกอบกับในตู้เขาก็ขาดแคลนของพวกนี้อยู่พอดี อวี่เยว่ผิงจึงยอมรับไว้แต่โดยดี

เฉินฮั่นเซิงแนะนำเสิ่นโหยวชูต่อ “นี่เสิ่นโหยวชูครับ เธอตั้งใจเอาของฝากจากบ้านเกิดมาให้ท่านรอง เป็นผักกาดดองคลุกพริก พริกมาจากเสฉวน แต่ผักกาดเก็บเอาในมหาลัยเรานี่เอง เรียกว่า 'อัฐยายซื้อขนมยาย' ก็คงได้ครับ”

เสิ่นโหยวชูหยิบขวดผักกาดดองออกมาจากถุง ด้วยความที่ไม่เจนจัดในสังคม มือไม้ของเธอจึงสั่นเทาเล็กน้อย

อวี่เยว่ผิงพินิจดูเสิ่นโหยวชู สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือชุดนักเรียนเก่าคร่ำครึ ดูจากดีไซน์น่าจะเป็นแบบที่ใช้กันก่อนปี 2000 บางจุดซักจนสีซีดจาง รองเท้าผ้าใบที่สวมอยู่เดิมทีคงเป็นสีขาว แต่เพราะใส่มานานจนกลายเป็นสีเทาหม่นๆ

เธอก้มหน้าด้วยความขัดเขินตลอดเวลา อวี่เยว่ผิงเข้าใจดีว่านี่เป็นลักษณะร่วมของเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน ความรู้สึกด้อยค่ามักจะส่งผลกระทบต่อการเข้าสังคม

ด้วยเหตุนี้ อวี่เยว่ผิงจึงคาดการณ์ได้ตั้งแต่แรกว่าฐานะทางบ้านของเฉินฮั่นเซิงน่าจะดีพอสมควร เพราะครั้งแรกที่มาเยือนห้องทำงานคณะกรรมการเยาวชน เขาไม่มีท่าทีเกร็งหรือประหม่าเลยสักนิด แถมตอนนี้ยังทำตัวสนิทสนมกลมกลืนได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เฉินฮั่นเซิงสังเกตเห็นอาการมือสั่นของเสิ่นโหยวชู จึงลุกขึ้นไปรับขวดแก้วมาถือไว้เอง “ไม่ต้องกลัว นิ่งๆไว้”

อวี่เยว่ผิงยิ้มมุมปาก เฉินฮั่นเซิงคนนี้ถึงจะหน้าหนาไปหน่อย แต่ก็ดูแลเพื่อนร่วมห้องได้ดีทีเดียว มิน่าล่ะถึงได้เป็นหัวหน้าห้อง

“พวกเธอช่วยกันจัดตู้หนังสือหน่อยนะ”

เฉินฮั่นเซิงสั่งสองสาว แล้วควักบุหรี่ออกมาจุดให้อวี่เยว่ผิง

อวี่เยว่ผิงอารมณ์ดีขึ้นมาก คนเรามักรู้สึกมีคุณค่าเมื่อ “เป็นที่ต้องการ” แม้แฟ้มเอกสารและผักกาดดองจะมีมูลค่าไม่ถึง 10 หยวน แต่การแสดงความกตัญญูรู้คุณของสาขาการจัดการสาธารณะเซคสองก็ทำให้อวี่เยว่ผิงรู้สึกอิ่มเอิบใจ

ถึงแม้สไตล์การทำงานของอวี่เยว่ผิงจะดูเจ้ายศเจ้าอย่างไปบ้าง แต่เฉินฮั่นเซิงก็สามารถ “เจาะไข่แดง” เข้าไปนั่งในใจเขาได้สำเร็จ

“ท่านรองครับ เด็กยากจนในมหาลัยเราน่าจะมีเยอะเลยใช่ไหมครับ?”

เฉินฮั่นเซิงชวนคุยพลางพ่นควันบุหรี่

อวี่เยว่ผิงไม่ปิดบัง “ตามปกติแล้วงบประมาณที่ได้มักจะน้อยกว่าจำนวนเด็กที่ยากจนจริงๆ ปีๆนึงก็มีเด็กที่ตกสำรวจไปไม่น้อยเหมือนกัน”

“ทางมหาลัยเองก็กดดันนะครับ จริงๆแล้วเราน่าจะหาช่องทางให้พวกเขาหาเงินค่าครองชีพได้ด้วยตัวเองมากกว่า”

เฉินฮั่นเซิงเสนอแนะ

อวี่เยว่ผิงนึกว่าเฉินฮั่นเซิงหมายถึงงานพาร์ตไทม์ในมหาลัย “เรามีตำแหน่งงานว่างในโรงอาหาร หอสมุด แล้วก็ศูนย์กิจกรรมนักศึกษาอยู่นะ แต่เด็กที่สนใจทำมีไม่ค่อยเยอะ”

เฉินฮั่นเซิงจุดบุหรี่มวนต่อมาให้อวี่เยว่ผิง แล้วเอ่ยว่า “ที่ผมหมายถึงคือ เราน่าจะเปิดช่องทางอื่นๆเพิ่มเติมครับ”

“เสี่ยวเฉิน เธอมีไอเดียอะไรก็พูดมาตรงๆเถอะ”

อวี่เยว่ผิงเริ่มรู้ทันว่าเฉินฮั่นเซิงคงมีแผนอะไรในใจ

“ปิดท่านรองไม่มิดจริงๆ”

เฉินฮั่นเซิงหัวเราะ “แหะๆ” “ตั้งแต่เห็นเอกสารโครงการสนับสนุนนักศึกษาเริ่มธุรกิจ ผมก็สนใจมาตลอด พอดีได้ข่าวว่าผู้จัดการเขตเจียงหลิงของเซินทงเอ็กซ์เพรสกำลังอยากขยายตลาดในมหาลัย ผมเลยคิดว่าถ้าเอาสองเรื่องนี้มาผูกโยงเข้าด้วยกันจะเป็นไปได้ไหม”

นี่ก็เป็นการวาดวิมานในอากาศอีกรอบ เพราะจงเจี้ยนเฉิงไม่ได้มีความคิดอยากจะบุกตลาดมหาลัยเลยสักนิด

อวี่เยว่ผิงครุ่นคิด “วันนั้นฉันก็บอกไปแล้วว่าโรงเรียนไม่มีทรัพยากรจะสนับสนุนจริงๆจังๆ อย่างมากก็ให้ได้แค่ห้องเก็บของร้างๆชั้นล่างตึกเรียน”

“แค่นั้นก็พอแล้วครับท่านรอง”

เฉินฮั่นเซิงตอบอย่างถ่อมตัว “พวกเราทำแค่สเกลเล็กๆ ไม่ต้องถึงมือผู้บริหารระดับสูงหรอกครับ แบบนั้นกดดันเปล่าๆ ขอแค่ท่านรองช่วยชี้แนะเป็นครั้งคราวก็พอแล้ว”

อวี่เยว่ผิงหัวเราะ “ไอ้หนู อย่ามาหว่านล้อมฉันซะให้ยาก ห้องว่างพวกนั้นเมื่อก่อนก็มีเด็กอยากขอใช้ แต่ติดขัดเรื่องกฎระเบียบเลยต้องปฏิเสธไป”

อวี่เยว่ผิงลูบคางที่เริ่มมีเนื้อของตัวเอง พลางคิดตาม “แต่ถ้าอ้างชื่อโครงการสนับสนุนนักศึกษาเริ่มธุรกิจ ก็น่าจะมีน้ำหนักพอให้ผ่านได้ แล้วถ้าจ้างเด็กยากจนมาทำงานสักคนสองคน ภาพลักษณ์ก็จะดูดีขึ้นไปอีก ถ้ามีรายได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ ผู้บริหารก็น่าจะเห็นชอบด้วย”

“เซียนชัดๆ นี่แหละผู้เชี่ยวชาญปัญหาในรั้วมหาลัยตัวจริง”

เฉินฮั่นเซิงชมในใจ อวี่เยว่ผิงอยู่ในวงการนี้มานาน รู้ทางหนีทีไล่ ทะลุปรุโปร่งทุกซอกทุกมุม แม้แต่อุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นก็ยังมองขาดล่วงหน้า

ตอนนี้ก็เหลือแค่รอดูท่าทีของอวี่เยว่ผิงแล้ว

อวี่เยว่ผิงเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มองขวดผักกาดดองบนโต๊ะ แล้วมองไปที่หูหลินอวี่กับเสิ่นโหยวชูที่กำลังช่วยจัดตู้เอกสารอย่างขะมักเขม้น สุดท้ายก็มองกลับมาที่เฉินฮั่นเซิงซึ่งทำตัวตามสบายเหมือนบ้านตัวเอง พลางประเมินความเสี่ยงในการอนุมัติโครงการนี้

สำหรับสถาบันการเงิน เอกสารโครงการสนับสนุนธุรกิจนั้นทำขึ้นมาแบบขอไปทีเพื่อส่งรายงานเบื้องบน จนถึงตอนนี้ยังไม่มีนักศึกษาคนไหนเข้ามาคุยเรื่องนี้กับคณะกรรมการเยาวชนจริงๆจังๆ หนึ่งคือโรงเรียนไม่มีงบ สองคือนักศึกษาเองก็ไม่ค่อยสนใจ

ในเมื่อไม่มีงบ ก็ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้นคนจึงสนใจน้อย การจะอนุมัติหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอวี่เยว่ผิงเพียงคนเดียว

ถ้าเป็นนักศึกษาคนอื่น คนขี้รำคาญอย่างอวี่เยว่ผิงคงปัดตกไปนานแล้ว แต่นี่เป็นเฉินฮั่นเซิง แถมเขาเพิ่งจะรับน้ำใจจากสาขาการจัดการสาธารณะเซคสองมาหมาดๆ

อวี่เยว่ผิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “เซินทงเอ็กซ์เพรสฉันก็เคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง ถ้าได้เจอกับผู้จัดการเขตเจียงหลิงคนนั้นสักหน่อยก็คงดี”

*****

จบบทที่ บทที่ 56 สรุปแล้วก็แค่วาดวิมานในอากาศ

คัดลอกลิงก์แล้ว