- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 1 เมาไม่ขับ
บทที่ 1 เมาไม่ขับ
บทที่ 1: เมาไม่ขับ
ณ ห้องรับรองส่วนตัวอันโอ่อ่าหรูหราของโรงแรมเจี้ยนเย่อินเตอร์เนชั่นแนล กลุ่มชายหญิงในชุดสูทชุดราตรีต่างกำลังผลัดกันชนแก้วสังสรรค์ ใบหน้าของแต่ละคนเริ่มแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์
“ประธานเฉินครับ ธุรกิจในวันข้างหน้า คงต้องขอฝากท่านด้วยนะครับ”
“ประธานเฉิน ผมขอคารวะท่านอีกสักแก้ว ท่านจิบตามสบายเลยนะครับ ส่วนแก้วนี้ผมจัดการเอง!”
“ประธานเฉินคะ ขอให้ท่านเงินทองไหลมาเทมา กิจการรุ่งเรืองเฟื่องฟูยิ่งๆขึ้นไปนะคะ”
...
ตัวเอกบนโต๊ะอาหารมื้อนี้คือ 'เฉินฮั่นเซิง' แทบทุกคำอวยพรและการยกแก้วคารวะล้วนพุ่งเป้ามาที่เขาแทบทั้งสิ้น
“ไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงโชคดีคนไหนกันนะคะ ที่ได้แต่งงานกับผู้ชายเพียบพร้อมอย่างท่านประธานเฉิน”
หญิงสาวคนหนึ่งที่ใบหน้าแดงซ่านยกแก้วไวน์ขึ้นจรดริมฝีปาก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนหยาดเยิ้ม
เฉินฮั่นเซิงในวัยสามสิบห้าปี กำลังอยู่ในช่วงพีคที่สุดของผู้ชาย ทั้งพละกำลัง ประสบการณ์ ความสามารถ และสถานะทางสังคม หล่อหลอมให้เขามีความมั่นใจที่ไม่รู้จบ บวกกับวาทศิลป์อันไม่เป็นรองใคร การจะดึงดูดสายตาของเพศตรงข้ามจึงเป็นเรื่องปกติวิสัย
“คุณจางคงยังไม่ทราบกระมัง ว่าประธานเฉินจนป่านนี้ก็ยังไม่ได้แต่งงาน เขาคือหนุ่มโสดเนื้อหอมระดับเพชรน้ำงามของวงการเชียวนะครับ” ใครคนหนึ่งในวงเหล้ารีบเอ่ยสำทับขึ้นทันควัน
“ถ้าอย่างนั้นคงเป็นเพราะประธานเฉินมาตรฐานสูงเกินไป จนมองข้ามผู้หญิงดาษดื่นอย่างพวกเราไปหมดแน่ๆ”
หญิงสาวตอบกลับพร้อมรอยยิ้มพราวเสน่ห์ มือเรียวส่งนามบัตรให้อีกฝ่าย สายตาที่ทอดมองมาแทบจะหยดหยาดเป็นสายน้ำ เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝันว่า
“ประธานเฉินทำธุรกิจใหญ่โตก็จริง แต่ก็ต้องหาจุดสมดุลระหว่างครอบครัวกับการงานบ้างนะคะ”
เฉินฮั่นเซิงรับนามบัตรมาตามมารยาท ทว่าในชั่วพริบตาที่ปลายนิ้วสัมผัสกัน เขารู้สึกคันยุบยิบที่กลางฝ่ามือ ที่แท้คุณจางคนนี้จงใจใช้นิ้วชี้เกลี่ยเบาๆลงบนกลางฝ่ามือของเขา พร้อมกับส่งสายตาหวานเชื่อมจ้องมองมาอย่างมีความนัย
เฉินฮั่นเซิงเพียงยิ้มรับอย่างเปิดเผย ก่อนจะนั่งลงด้วยท่าทีสุขุมไร้พิรุธ
เมื่องานเลี้ยงเลิกรา คนส่วนใหญ่บนโต๊ะต่างก็เมามายกันได้ที่ หญิงสาวสวยแซ่จางคนนั้นหันกลับมามองเฉินฮั่นเซิงด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ก่อนจะเดินจากไป
เฉินฮั่นเซิงเข้าใจความหมายนั้นดี เขาทำท่าทางยกมือถือขึ้นแนบหูเป็นเชิงว่า ‘เดี๋ยวโทรหา’ เพียงเท่านั้นเธอก็ยิ้มร่าออกมาอย่างพอใจ
ลูกน้องคนสนิทเดินเข้ามาถาม “ประธานเฉิน ให้ผมขับรถไปส่งไหมครับ”
“ไม่ต้อง”
เฉินฮั่นเซิงโบกมือปฏิเสธ “ฉันเพิ่งซื้อคอนโดใหม่ไว้ที่หมู่บ้านตรงข้ามนี่เอง ขับกลับไปเองได้ ไม่ถึงร้อยเมตรหรอก”
หลังจากลูกน้องแยกย้ายกันกลับไป เฉินฮั่นเซิงจึงค่อยๆเดินกลับมาที่รถแลนด์โรเวอร์ของตน เขาเอนศีรษะพิงเบาะหนังแท้ ใบหน้าฉายแววเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
ทุกครั้งหลังจบงานเลี้ยงสังสรรค์ นอกจากความจุกเสียดของเหล้าเบียร์ที่อัดแน่นเต็มกระเพาะแล้ว อารมณ์ความรู้สึกมักจะดำดิ่งลงสู่ความกดดันอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับความว่างเปล่ากำลังกัดกินจิตใจ
คนในยุทธภพ ย่อมไม่อาจลิขิตชะตาตนเอง
(TL: สำนวน หมายถึงเมื่ออยู่ในวงการหรือสังคมบางอย่าง จำต้องไหลตามน้ำแม้อยากจะขัดขืนก็ตาม)
“เฮ้อ...”
เฉินฮั่นเซิงถอนหายใจยาวเหยียดระบายความกลัดกลุ้ม หากใช้เกณฑ์ตื้นเขินอย่างเรื่องเงินทองมาวัดความสุข จริงๆแล้วตัวเขาเองถือว่ามีความสุขมากกว่าคนส่วนใหญ่มากโข ไม่ควรจะมีคำตำหนิใดๆอีก
เขาเปิดเครื่องเสียงรถยนต์ คาดเข็มขัดนิรภัยเตรียมสตาร์ทเครื่อง จังหวะนั้นเองมือก็คลำไปโดนวัตถุแข็งๆในกระเป๋าเสื้อ... นามบัตรของคุณจางคนสวยคนเมื่อกี้นั่นเอง
“จางหมิงหรง... ชื่อเพราะดีนี่”
เฉินฮั่นเซิงแค่นหัวเราะ ก่อนจะใช้นิ้วดีดเบาๆ นามบัตรใบหรูปลิวละลิ่วเป็นเส้นโค้งผ่านความมืดตกลงสู่พื้นถนน วินาทีต่อมา ล้อรถแลนด์โรเวอร์ก็บดขยี้ผ่านมันไปอย่างไร้ปรานี
สนามประลองชื่อเสียงและผลประโยชน์ของผู้ใหญ่ มักขาดไม่ได้ซึ่งการเสแสร้งแกล้งทำ ใครเผลอไปจริงจังคนนั้นก็คือไอ้โง่
ภายในรถแลนด์โรเวอร์ ท่วงทำนองเพลง “500 Miles” ดังก้องกังวานไปมา
If you miss the train I'm on
(หากเธอคลาดกับรถไฟขบวนที่ฉันนั่ง)
You will know that I am gone
(เธอคงรู้ดีว่าฉันได้จากไปแล้ว)
You can hear the whistle blow
(เธอจะได้ยินเสียงหวีดรถไฟดังกึกก้อง)
A hundred miles
(ห่างออกไปนับร้อยไมล์...)
...
เนื้อหาของเพลงนี้ช่างห่างไกลจากชีวิตปัจจุบันของเฉินฮั่นเซิงเหลือเกิน ทว่าอารมณ์ของเพลงกลับกัดกินใจเขาอย่างลึกซึ้ง การใช้ตัวเลขซ้ำๆในเนื้อเพลง สื่อถึงความยากลำบากของการเดินทางในชีวิตได้อย่างจับใจ
ไม่ว่ายุคสมัยไหน ผู้คนที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมาดิ้นรนทำมาหากิน บ้างก็ร่ำรวย บ้างก็ยากจน แต่ไม่ว่าจะมั่งมีหรือยากไร้ ความโศกเศร้าจากการพลัดพรากที่ฝังอยู่ในใจนั้นยากจะลบเลือน
“ไม่ได้กลับไปหาพ่อกับแม่นานแล้วแฮะ... ขับรถกลับไปหาพวกท่านคืนนี้เลยดีกว่า”
พอความคิดนี้แล่นเข้ามา บวกกับฤทธิ์ของเหล้านอกที่เริ่มออกอาการ เฉินฮั่นเซิงก็หมุนพวงมาลัยเปลี่ยนทิศทางไปโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น แสงสีขาวจ้าบาดตาก็สาดส่องเข้ามาทางด้านข้าง พร้อมเสียงดัง “โครม!!!” สนั่นหวั่นไหว... แล้วเฉินฮั่นเซิงก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย
...
“ไอ้เฉิน! ตื่นได้แล้วเว้ย รถเมล์จะสุดสายแล้ว”
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ เฉินฮั่นเซิงถูกปลุกด้วยเสียงเรียก พอเขาลืมตาขึ้นก็พบกับแสงแดดเจิดจ้า พร้อมกับอาการปวดหัวตุบๆราวกับจะระเบิด
“แม่งเอ๊ย... คราวหน้าจะไม่ดื่มเยอะขนาดนี้แล้ว”
เฉินฮั่นเซิงขมวดคิ้วสบถออกมา
“เมื่อวานเป็นงานเลี้ยงรุ่นฉลองจบมัธยมปลาย ทุกคนก็จัดหนักกันทั้งนั้นแหละ อีกอย่างถึงแกจะเมาเพราะอกหักมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนี่หว่า”
เจ้าของเสียงคือเด็กหนุ่มอายุราว 17-18 ปี รูปร่างท้วม ผิวคล้ำแดด เขายิ้มกว้างจนเห็นฟัน
“ฉันเตือนแกหลายครั้งแล้วว่าอย่าไปสารภาพรักกับ 'เซียวหรงอวี้' แกก็รั้นจะลองของหลังสอบเสร็จให้ได้ ผลลัพธ์เป็นไงล่ะ?”
“คนชอบเธอเยอะจนนับได้ไม่หมด แกมันก็แค่ไอ้หน้าโง่ที่ยอมตายเปล่าอีกคนเท่านั้นแหละ”
เจ้าอ้วนดำพูดจาซ้ำเติมอย่างสนุกปาก แต่พอเห็นเฉินฮั่นเซิงจ้องมองมาตาไม่กะพริบ เขาก็เริ่มชักสีหน้าไม่พอใจ
“อะไร? พูดถึงเซียวหรงอวี้แค่นิดหน่อย แกถึงกับโกรธเลยเหรอวะ?”
“เรามันเพื่อนซี้กันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยนะเว้ย แกกับผู้หญิงคนนั้นก็แค่เรียนห้องเดียวกันมาสามปี ฉันแนะนำนะ... ให้เรื่องเมื่อคืนเป็นแค่ความทรงจำ ปล่อยมันลอยไปตามสายลมเถอะว่ะ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะบ่นพร่ำเพรื่อไม่หยุด เฉินฮั่นเซิงทนไม่ไหวต้องเอ่ยขัดขึ้น
“นายเป็นใคร?”
“หา!?”
ใบหน้าของเด็กหนุ่มเปลี่ยนจากตกใจเป็นโมโห เมื่อรถเมล์จอดเทียบท่า เขาจึงกระชากแขนเฉินฮั่นเซิงที่ยังเดินโซซัดโซเซให้ลงจากรถ แล้วตะโกนใส่หน้าว่า
“อกหักนะโว้ยไม่ใช่สมองเสื่อม! ฉัน 'หวังจื่อปั๋ว' เพื่อนซี้แกไง! อย่าบอกนะว่าชื่อตัวเองแกก็ลืมไปแล้ว!”
“หวังจื่อปั๋ว?”
เฉินฮั่นเซิงมีเพื่อนสนิทชื่อหวังจื่อปั๋วจริงๆ แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่จีนนี่นา
“หวังจื่อปั๋วไม่ได้อยู่อิรักเหรอ?”
“ไอ้เชี่ยเฉิน! นี่แช่งให้ฉันรีบไปตายหรือไงวะ?”
คราวนี้เฉินฮั่นเซิงเงียบไป เพราะเขากำลังจ้องมองเงาสะท้อนบนกระจกป้ายรถเมล์อย่างตะลึงงัน... ภาพที่สะท้อนกลับมาคือเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ดูคุ้นเคยแต่ก็แปลกตา เหนือริมฝีปากยังมีไรหนวดจางๆของวัยหนุ่ม
ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆหมอก ถนนหนทางยังเป็นดินลูกรัง ฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายมองเห็นเป็นเม็ดๆได้ชัดเจนเมื่อต้องแสงแดด ร้านตัดผมข้างทางเปิดลำโพงเสียงดังลั่นสนั่นซอย
“จะพาเธอไปดูฝนดาวตกที่ร่วงหล่นบนโลกใบนี้ ให้หยาดน้ำตาของเธอรินไหลลงบนไหล่ของฉัน...”
(TL:เพลงประกอบซีรีส์ F4)
เมื่อประมวลภาพตรงหน้าเข้ากับเพลงฮิตที่เปิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง อาการวิงเวียนก็ตีขึ้นมาอีกครั้ง พล็อตเรื่องดาษดื่นแบบนี้ดันมาเกิดขึ้นกับเขาจริงๆหรือ... ทันใดนั้นกระเพาะอาหารก็บีบตัวอย่างรุนแรง จนเฉินฮั่นเซิงทนไม่ไหวต้องวิ่งไปอาเจียนข้างทาง
หวังจื่อปั๋วไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจ เขาเดินเข้ามาลูบหลังให้อย่างเป็นห่วง
“ปล่อยออกมาให้หมดเดี๋ยวก็ดีขึ้น”
หลังจากสำรอกของเก่าในท้องออกมาจนหมด สติสัมปชัญญะของเฉินฮั่นเซิงก็ค่อยๆแจ่มชัดขึ้น ภาพของหวังจื่อปั๋วตรงหน้าเริ่มซ้อนทับกับความทรงจำในอดีตจนเป็นหนึ่งเดียว
“พวกเรา... กำลังจะไปไหน?” เฉินฮั่นเซิงเงยหน้าขึ้นถามอย่างยากลำบาก
“ก็ไปโรงเรียน ไปเอาใบตอบรับเข้ามหาลัยไง”
ตอนนี้หวังจื่อปั๋วไม่แปลกใจกับท่าทีแปลกๆของเพื่อนแล้ว เขาเหมาเอาเองว่าคงเป็นผลพวงจากการอกหักกลางอากาศเมื่อคืน
พอบอกแบบนี้ เฉินฮั่นเซิงก็นึกขึ้นได้ลางๆว่าตอนนั้นเขามาเอาใบตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยกับหวังจื่อปั๋วจริงๆ เขาติดมหาลัยระดับสอง ส่วนหวังจื่อปั๋วติดมหาลัยชั้นนำ
ปีนี้ไม่ใช่ปี 2019... แต่มันคือปี 2002...
*****