- หน้าแรก
- ตำนานแห่งอาชูร่า
- บทที่ 36 : ความโศกเศร้าของกิเลนอัสนีม่วง
บทที่ 36 : ความโศกเศร้าของกิเลนอัสนีม่วง
บทที่ 36 : ความโศกเศร้าของกิเลนอัสนีม่วง
“หืม! เจ้า... กระบี่ในมือเจ้านั่นมัน...” แสงสีม่วงที่กำลังจะส่งตัวเขากลับจางหายไป การวาร์ปถูกยกเลิก เฟิงเซียวเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง สบเข้ากับดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจของกิเลนยักษ์
“หรือว่ามันรู้จักกระบี่เซวียนหยวน?”
เฟิงเซียวคิดได้ทันที กิเลนที่อยู่มานับล้านปี ย่อมรอบรู้เรื่องราวในใต้หล้า จะไม่รู้จักกระบี่เซวียนหยวนที่เลื่องลือไปทั้งสามภพได้อย่างไร เขาจึงตอบกลับไปอย่างมั่นใจ
“ใช่ครับ! นี่คือกระบี่เซวียนหยวน!”
คำตอบยืนยันของเฟิงเซียวทำให้กิเลนสงบลง มันกล่าวเสียงเรียบ “มนุษย์เอ๋ย... เจ้าคงมาเพื่อเอา ‘แก่นโลหิต’ ของข้าสินะ!”
“ใช่ครับ! กระบี่เซวียนหยวนถูกผนึก ต้องใช้โลหิตกิเลนเท่านั้นจึงจะคลายผนึกได้!” แม้จะแปลกใจที่อีกฝ่ายรู้จุดประสงค์ แต่ความหวังก็ลุกโชนขึ้นในใจ ในเมื่อกิเลนเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงธรรม บางทีมันอาจจะเต็มใจช่วยเขาก็ได้
“ฮ่าๆๆๆๆ...” จู่ๆกิเลนอัสนีม่วงก็ระเบิดเสียงหัวเราะกึกก้องจนหูเฟิงเซียวอื้ออึง แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าเสียงหัวเราะนั้นแฝงไปด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง
“ถ้า... ถ้าเจ้ามาก่อนหน้านี้สักวัน ข้าคงเต็มใจมอบโลหิตให้เจ้าโดยไม่ลังเล... แต่ตอนนี้ ผนึกของกระบี่เซวียนหยวนจะเกี่ยวข้องอันใดกับข้า? เจ้าจะเป็นนายแห่งเซวียนหยวนหรือไม่ ข้าก็ไม่สน! ไยข้าต้องไปแก้ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องของตนด้วย!”
คำตอบเย็นชาราวกับน้ำเย็นสาดโครมใส่หน้า เฟิงเซียวโพล่งขึ้นด้วยความไม่พอใจ “ท่านเป็นถึงกิเลน ย่อมรู้อยู่แล้วว่าอีกไม่นานทวีปมังกรสวรรค์จะเกิดหายนะ เมื่อนั้นสรรพชีวิตที่ท่านปกป้องจะต้องล้มตาย ท่านไม่อยากให้กระบี่เซวียนหยวนคลายผนึกเพื่อใช้พลังที่แข็งแกร่งที่สุดปกป้องโลกหรอกหรือ!?”
เฟิงเซียวพูดจาฉะฉาน แต่ในใจก็หวั่นๆ เพราะจำคำจักรพรรดิมาพูดทั้งดุ้น ถ้าเป็นเรื่องมั่วซั่วคงหน้าแตกยับเยิน
“หึหึ... มนุษย์เอ๋ย ต่อให้คลายผนึกชั้นที่สองได้ เจ้ามีความมั่นใจแค่ไหนว่าจะคลายผนึกอีกห้าชั้นที่เหลือได้ทันเวลา? ตำนานกล่าวว่าผนึกแต่ละชั้นยากขึ้นเป็นทบทวี! แทนที่ข้าจะเสียสละการบำเพ็ญนับพันปีเพื่อเป้าหมายที่แทบเป็นไปไม่ได้ สู้ข้าเก็บพลังไว้รับมือกับหายนะด้วยตัวเองไม่ดีกว่าหรือ!”
“เสียสละการบำเพ็ญนับพันปี?” เฟิงเซียวงุนงง
“พี่เฟิง โลหิตกิเลนที่ว่าคือ ‘แก่นโลหิต’ ของกิเลนเจ้าค่ะ กว่าจะกลั่นออกมาได้สักหยดต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรถึงหนึ่งพันปี หากเสียไป การบำเพ็ญนับพันปีก็จะหายไปพร้อมกัน...” เสียงเศร้าๆของเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์อธิบายในห้วงจิต
“เป็นแบบนี้นี่เอง... มิน่าล่ะมันถึงงกนัก ไม่ยอมให้สักหยด”
“แล้วทำไมท่านถึงบอกว่าหากเป็นเมื่อวานจะช่วยผมล่ะ?” เฟิงเซียวถามอย่างไม่ยอมแพ้
“เพราะ... เมื่อวาน ข้ายังมีทายาท... แต่วันนี้... ไม่มีอีกแล้ว... มันไม่มีวันได้ลืมตาดูโลกอีกแล้ว... การสืบทอดสายเลือดกิเลน... ต้องรอไปอีกนับล้านปี...”
กลิ่นอายแห่งความโศกเศร้าแผ่ปกคลุมทั่วทั้งห้องโถง ร่างยักษ์ของกิเลนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง...
ท่ามกลางบรรยากาศหดหู่ กิเลนอัสนีม่วงเริ่มเล่าเรื่องราวให้ฟัง การสูญเสียลูกน้อยที่ฟูมฟักมานับล้านปี เป็นความเจ็บปวดที่แม้แต่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยากจะทานทน มันต้องการระบาย และมนุษย์ตรงหน้าคือผู้ฟังเพียงหนึ่งเดียว
กิเลนใช้เวลาฟักไข่นานนับล้านปี ดังนั้นการสืบทอดแต่ละรุ่นจึงห่างกันนานมาก ทุกครั้งที่กิเลนตัวใหม่ถือกำเนิด กิเลนตัวเก่าจะค่อยๆสลายไป นี่คือเหตุผลที่มันยินดีช่วยหากเป็นเมื่อวาน เพราะลูกของมันกำลังจะเกิด เมื่อลูกโตเต็มที่ในอีกหนึ่งเดือน ตัวมันเองก็ต้องสลายไปตามธรรมชาติ การเสียสละแก่นโลหิตจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป
แต่ช่วงเวลาสามสิบนาทีก่อนไข่ฟักตัว คือช่วงที่กิเลนอ่อนแอที่สุด พลังลดเหลือเพียงหนึ่งในสิบ
เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน... เป็นช่วงเวลาสำคัญ แต่แล้ว... หายนะก็มาเยือน
เพราะพลังของกิเลนลดลง ม่านพลังป้องกันจึงอ่อนแอตามไปด้วย ‘หมาป่าเนตรมารสองหัว’ สัตว์อสูรระดับเหนือเทพที่เจ้าเล่ห์และโลภมาก เฝ้ารอโอกาสนี้มาหลายหมื่นปีเพื่อกลืนกินไข่กิเลนและวิวัฒนาการเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มันฉวยโอกาสบุกเข้ามาทำลายม่านพลังและเข้าถึงตัวไข่กิเลน!
กิเลนอัสนีม่วงตั้งตัวไม่ทัน ได้แต่ทนมองไอแห่งความตายจากหมาป่าห่อหุ้มไข่แสนรัก สัญญาณชีพในไข่ที่กำลังเต้นแรงค่อยๆแผ่วลง จนกระทั่ง... สูญสลาย
ความโศกเศร้าเปลี่ยนเป็นความบ้าคลั่ง กิเลนอัสนีม่วงที่เหลือพลังเพียงหนึ่งในสิบเข้าปะทะกับสัตว์อสูรระดับเหนือเทพอย่างดุเดือด...
การต่อสู้จบลงในสิบนาที... กิเลนเป็นฝ่ายชนะ แต่ลูกของมันก็จากไปตลอดกาล เสียงคำรามสุดท้ายก่อนหน้านี้คือเสียงร้องแห่งความสิ้นหวังของหมาป่าเนตรมารนั่นเอง
“พลังแค่หนึ่งในสิบยังตบสัตว์อสูรระดับเหนือเทพตายคาที่...” เฟิงเซียวเหงื่อแตกพลั่ก พลังของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ช่างน่ากลัวจริงๆ
เฟิงเซียวสังเกตเห็นไข่กิเลนสีขาวใบใหญ่ห่างไป 5 เมตร รอบๆไข่มีไอสีดำมืดปกคลุม และห่างออกไป 20 เมตร มีซากศพของหมาป่าสองหัวขนาดยักษ์นอนตายอยู่
เฟิงเซียวถอนหายใจยาว มองกิเลนด้วยความสงสาร แล้วก้มมองกระบี่เซวียนหยวนในมือ... ความหวังริบหรี่จนแทบดับวูบ กิเลนตัวต่อไปจะเกิดอีกทีในอีกหนึ่งล้านปีข้างหน้า และในยามวิกฤตเช่นนี้ กิเลนตัวเดียวที่เหลืออยู่ย่อมไม่ยอมเสียสละพลังของตนแน่
“ขอโทษนะ... หว่านเอ๋อร์...”
“พี่เฟิง... ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ บางที... นี่อาจเป็นชะตากรรมของหว่านเอ๋อร์ก็ได้...” เสียงสะอื้นไห้ของหว่านเอ๋อร์บาดลึกเข้าไปในใจของเฟิงเซียว เขาขบกรามแน่น กำหมัดจนสั่นระริก
“ฉัน... ไม่เคยรู้จักคำว่ายอมแพ้! ทั้งในโลกจริง และในโลกหลุนหุย!”
“หว่านเอ๋อร์รอคอยมาหลายหมื่นปี... วิญญาณพ่อบุญธรรมชี้ทางให้... กระบี่เซวียนหยวนยอมรับฉันเป็นนาย... ทุกอย่างบอกฉันว่าตนเองมีภารกิจยิ่งใหญ่รออยู่ ถ้าแค่ด่านแรกยังยอมแพ้ ฉันจะมีหน้าไปเจออุปสรรคข้างหน้าได้ยังไง! จะมีหน้าไปพบหว่านเอ๋อร์ กระบี่เซวียนหยวน และพ่อบุญธรรมได้ยังไง!”
เฟิงเซียวเงยหน้าขึ้น แววตามุ่งมั่นจ้องมองไปยังกิเลนอัสนีม่วง “บอกผมมา! ผมต้องทำยังไงท่านถึงจะยอมมอบโลหิตให้?”
“เสียใจด้วยเจ้ามนุษย์ เป็นไปไม่ได้... เว้นแต่ลูกของข้าจะฟื้นขึ้นมาเดี๋ยวนี้...” กิเลนตอบอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“งั้น...” เฟิงเซียวขมวดคิ้ว “มีวิธีไหนที่จะช่วยลูกของท่านได้บ้าง!”
กิเลนทำท่าจะส่ายหน้า แต่เมื่อเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่ม มันก็ถอนหายใจ “วิธีรักษาน่ะมี... แต่มันก็เหมือนไม่มีนั่นแหละ!”
เฟิงเซียวตาเป็นประกาย “บอกมาเถอะครับ! ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ผมจะทำให้ได้!”
กิเลนส่ายหน้ายิ้มขื่น “ข้าชื่นชมความกล้าของเจ้านะ แต่บางเรื่องความกล้าก็ช่วยอะไรไม่ได้ วิธีเดียวที่จะช่วยลูกข้าได้... หายสาบสูญไปจากจักรวาลหลายพันล้านปีแล้ว...”
“อะไรกัน!? ...มันคืออะไร!” เฟิงเซียวเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมกิเลนถึงหมดหวัง
“มีสิ่งหนึ่ง... ที่บรรจุพลังแห่งความโกลาหลของฟ้าดิน หลอมรวมสรรพสิ่ง ขจัดความตายและโรคร้าย มอบชีวิตและความหวัง พลิกผันกฎเกณฑ์และสัจธรรม...”
“เอ๊ะ? หรือว่าที่กิเลนพูดถึงคือ...” เสียงอุทานของหว่านเอ๋อร์ดังขึ้นในหัว
“สิ่งนั้นคือโลหิตชนิดหนึ่ง ตั้งแต่จักรวาลถือกำเนิด มีเพียงผู้เดียวที่ครอบครองมัน นามของเขาคือ ‘ผานกู่’ และเลือดนั้นเรียกว่า... ‘โลหิตแห่งความโกลาหล’!”
“อะ... อะไรนะ!?” เฟิงเซียวและหว่านเอ๋อร์อุทานพร้อมกัน
“พี่เฟิง... สวรรค์เข้าข้างพี่จริงๆด้วย!”
“..........”
กายาโกลาหล... ที่แท้ก็ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แล้วทำไม ‘หลุนหุย’ ถึงระบุว่าเขามีกายาบรรพโกลาหลล่ะ?
กิเลนอัสนีม่วงเห็นเฟิงเซียวนิ่งไปก็นึกว่าเขาถอดใจ จึงพูดต่อ “มีเพียงโลหิตแห่งความโกลาหลเท่านั้นที่สามารถชำระไอแห่งความตายจากไข่และอัดฉีดพลังชีวิตใหม่เข้าไปได้... เข้าใจหรือยังเจ้ามนุษย์? เอาล่ะ เจ้าอยู่นานเกินไปแล้ว ข้าจะส่งเจ้ากลับ อย่าได้มาตามหาข้าอีก ข้ามีหน้าที่ต้องทำ ไม่อาจสละพลังเพื่อความหวังลมๆแล้งๆของคนอื่นได้!”
“เดี๋ยว! เดี๋ยวครับท่าน! เดี๋ยวก่อน!”
เฟิงเซียวแทบจะกระโดดโลดเต้น ความรู้สึกเหมือนตกนรกแล้วเด้งขึ้นสวรรค์มันเป็นแบบนี้นี่เอง! เขาพยายามข่มความตื่นเต้น แล้วจ้องตากิเลนเขม็ง
“ถ้าผมช่วยลูกท่านได้... ท่านจะให้เลือดผมใช่ไหม?”
กิเลนยิ้มอย่างจนใจ กำลังจะเอ่ยปากเตือนสติ แต่เมื่อเห็นแววตามั่นใจของเฟิงเซียว หัวใจของมันก็กระตุกวูบ... ความหวังริบหรี่จุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง
หรือมนุษย์ผู้เป็นนายแห่งเซวียนหยวนคนนี้... จะนำปาฏิหาริย์มาให้ข้า?
กิเลนสูดหายใจลึก “ถ้าเจ้าช่วยลูกข้าได้จริง... ข้าย่อมให้เจ้าทุกอย่าง!”
คำพูดของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เชื่อถือได้เสมอ เฟิงเซียวพยักหน้า เดินตรงไปที่ไข่กิเลนที่ถูกไอสีดำปกคลุม
กิเลนกลั้นหายใจ จ้องมองทุกการกระทำของเขาด้วยใจระทึก
“พี่เฟิง! เลือดเจ้าค่ะ! มันต้องสำเร็จแน่!” หว่านเอ๋อร์ส่งเสียงเชียร์อย่างตื่นเต้น
“อืม!” ความหวังเดียวอยู่ที่ปลายนิ้วนี้แล้ว! เฟิงเซียวยื่นมือขวาไปเหนือไข่กิเลน ในใจสั่งการ
“เลือด!”
หยดเลือดสีแดงสดซึมออกมาจากปลายนิ้วของเขา หยดลงบนเปลือกไข่กิเลน...
*****