- หน้าแรก
- ตำนานแห่งอาชูร่า
- บทที่ 6 : กระบี่เซวียนหยวนที่ถูกผนึก (ตอนต้น)
บทที่ 6 : กระบี่เซวียนหยวนที่ถูกผนึก (ตอนต้น)
บทที่ 6 : กระบี่เซวียนหยวนที่ถูกผนึก (ตอนต้น)
“เอ่อ... หว่านเอ๋อร์ แล้วผนึกชั้นที่สองล่ะ?” เฟิงเซียวร้อนใจอยากจะปลดผนึกทั้งหมดให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ยลโฉมพลังที่แท้จริงของกระบี่เซวียนหยวน
“นายท่าน... การจะปลดผนึกชั้นที่สอง ต้องใช้... ต้องใช้ ‘เลือดกิเลน’ มาชำระล้างเจ้าค่ะ” เสียงของเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์สั่นเครือเล็กน้อย
ตุ้บ!
เฟิงเซียวแข้งขาอ่อนจนแทบจะหน้าทิ่มดิน
กิเลนคืออะไร? มันคือหนึ่งในห้าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งทวีปมังกรสวรรค์ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวตนระดับสูงสุดของทวีปนี้เลยทีเดียว!
จะให้ไปรีดเลือดกิเลน? ล้อเล่นหรือเปล่า! แค่มันผายลมออกมาเบาๆ ผู้เล่นเลเวล 100 ก็คงตายซ้ำตายซากนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว!
“นายท่าน หว่านเอ๋อร์รู้ว่ามันยากแสนสาหัส แต่... อย่างน้อยก็ยังพอมีความหวังนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าสักวันหนึ่งนายท่านจะต้องทำได้ หว่านเอ๋อร์รอคอยมาตั้งหลายหมื่นปียังไม่เคยถอดใจ แล้วตอนนี้เราก็ทำสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือ! สิ่งที่นายท่านต้องทำในตอนนี้คือรีบแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุดเจ้าค่ะ” เซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์เอ่ยปลอบใจเฟิงเซียวเบาๆ สำหรับนางแล้ว เขาคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้
“วางใจเถอะหว่านเอ๋อร์ ฉันไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆหรอกนะ ยังไม่ได้ลองจะรู้ได้ไงว่าทำไม่ได้” คำพูดของหว่านเอ๋อร์ปลุกไฟในตัวเฟิงเซียวให้ลุกโชน เขาจะยอมแพ้ให้สาวน้อยดูแคลนได้อย่างไร อีกอย่าง กระบี่เซวียนหยวนคือเป้าหมายที่เขาไล่ตามมาตลอดในโลกความเป็นจริง แม้ตอนนี้จะอยู่ในเกม แต่เขาก็จะไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด
ผนึกที่สามารถกักขังอานุภาพของกระบี่เซวียนหยวนได้ ย่อมไม่อาจคลายออกได้โดยง่าย... ก็ดี! ถือซะว่าเป็นบททดสอบสำหรับเราก็แล้วกัน เฟิงเซียวตั้งปณิธานแน่วแน่
“หว่านเอ๋อร์ ช่วยเล่าเรื่องสงครามเทพและมารให้ฟังหน่อยได้ไหม? แล้วทำไมกระบี่เซวียนหยวนถึงถูกผนึก?” เฟิงเซียวเอ่ยถามข้อข้องใจ แม้เมื่อครู่หว่านเอ๋อร์จะเอ่ยถึงสงครามเทพมาร แต่เขาก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก เพราะเกมทุกเกมย่อมต้องมีเนื้อเรื่องปูมหลัง สงครามเทพมารก็คงเป็นแค่พล็อตเรื่องของเกมนี้กระมัง
“รายละเอียดทั้งหมดหว่านเอ๋อร์ก็รู้ไม่มากนัก รู้เพียงคร่าวๆเท่านั้น นายท่านยังอยากจะฟังไหมเจ้าคะ?”
“อืม เล่ามาเถอะ ฉันฟังอยู่... แล้วก็อีกอย่าง... ต่อไปไม่ต้องเรียกฉันว่านายท่านแล้วได้ไหม มันฟังดู... จั๊กจี้ยังไงชอบกล เธอเรียกฉันว่า ‘เฟิงหุน’ หรือถ้าจะให้ดีเรียก ‘พี่เฟิง’ ก็ได้นะ” สำหรับคนยุคใหม่อย่างเฟิงเซียวแล้ว คำว่า “นายท่าน” มันฟังดู... ‘โรคจิต’ ไปหน่อย
แต่เฟิงเซียวคงลืมไปว่า อย่างน้อยๆเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์ก็มีอายุหลายหมื่นปีแล้ว ถ้าจะให้นับญาติกันจริงๆละก็...
“อ๊ะ... เจ้าค่ะ พะ... พี่เฟิง”
“พี่เฟิง ท่านรู้จัก ‘แดนเทพ’ ไหมเจ้าคะ? แดนมนุษย์อยู่บนผืนพิภพ แดนเทพอยู่บนสรวงสวรรค์ นับตั้งแต่เทพบรรพกาลผานกู่เบิกฟ้า ผ่าความโกลาหลเพื่อสร้างโลก แดนเทพก็คอยเฝ้ามองดูแดนมนุษย์มาโดยตลอด ทั้งการดำรงเผ่าพันธุ์ วิวัฒนาการ สงคราม สันติภาพ ความรุ่งโรจน์ และความเสื่อมสลาย”
“แดนเทพแบ่งออกเป็นแดนเทพตะวันออกและแดนเทพตะวันตก แดนเทพตะวันออกคือ ‘แดนสวรรค์’ ในตำนานของชาวจีน ปกครองโดยเง็กเซียนฮ่องเต้ และมีองค์พระยูไลผู้ทรงอิทธิฤทธิ์คอยดูแล ส่วนแดนเทพตะวันตกปกครองโดยมหาเทพซุส ทั้งสองฝ่ายแทบไม่ข้องแวะกัน แต่ก็ไม่เคยมีความขัดแย้งต่อกัน”
“องค์พระยูไลผู้เปี่ยมเมตตา เง็กเซียนฮ่องเต้ผู้ปรีชา พระแม่หวังหมู่ผู้ใจบุญ และเหล่าทวยเทพที่รักใคร่กลมเกลียวดุจพี่น้อง... ที่นั่นไม่มีความยากจน ไม่มีความโลภ ไม่มีการกดขี่ ไม่มีสงคราม ชีวิตในแดนเทพดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและสงบสุข พวกเราทุกคนต่างเชื่อว่าชีวิตเช่นนี้จะคงอยู่ตลอดไป จนกระทั่งวันหนึ่ง... ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตลอดกาล”
เฟิงเซียวทรุดตัวลงนั่งบนผืนหญ้า ตั้งใจฟังเรื่องราวราวกับเทพนิยายที่หว่านเอ๋อร์ถ่ายทอดออกมาด้วยความตื่นตะลึง
“พิธีกรรมชำระกายเพื่อเวียนว่ายตายเกิดขององค์พระยูไลซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆหนึ่งร้อยล้านปีได้เวียนมาถึง พิธีกรรมนี้จะช่วยชำระล้างพลังตบะของพระองค์ให้บริสุทธิ์และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในวันนั้น พลังของพระองค์จะสูญสลายไปชั่วคราว ถือเป็นช่วงเวลาที่พระองค์อ่อนแอที่สุดในรอบร้อยล้านปี แต่ทวยเทพทั้งหลายไม่ได้กังวล เพราะแดนเทพไม่มีศัตรู หรือต่อให้มี ก็ไม่มีใครอาจหาญมาคุกคามพวกท่านได้”
“ทว่า... ในวินาทีที่พิธีกรรมเริ่มขึ้น และพลังของพระองค์สลายไปนั่นเอง ฉากอันน่าสะพรึงกลัวก็บังเกิดขึ้น บนฟากฟ้าเหนือแดนเทพ จู่ๆก็ปรากฏสิ่งมีชีวิตประหลาดจำนวนมหาศาลโผล่ออกมาจากความว่างเปล่า แต่ละตนล้วนมีพลังมหาศาล เหล่าทวยเทพที่เคยชินกับความสงบสุขและไม่ได้เตรียมการป้องกันใดๆต่างตั้งรับไม่ทัน ได้แต่เบิกตามองดูองค์พระยูไลถูกหัวหน้ากลุ่มผู้บุกรุกสังหารในฝ่ามือเดียว... วันนั้นเองที่องค์พระยูไลดับขันธ์ และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามระหว่างแดนเทพกับผู้บุกรุกที่เรียกตัวเองว่า ‘เผ่ามาร’”
“พระยูไล... ตายแล้ว!?” เฟิงเซียวถามเสียงหลงด้วยความตกตะลึง
“เจ้าค่ะ... ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทวยเทพทั้งมวล พระองค์ดับขันธ์ไปเช่นนั้นเอง ความศรัทธาของชาวสวรรค์พังทลายลงในพริบตา”
“ไม่มีใครรู้ว่าพวกที่เรียกตัวเองว่าเผ่ามารมาจากไหน หรือทำไมต้องโจมตีแดนเทพ สิ่งเดียวที่พวกมันทำคือทำลายล้างและเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ราวกับมีความแค้นฝังลึกกับแดนเทพมานับกัปนับกัลป์ เหล่าทวยเทพภายใต้การนำของเง็กเซียนฮ่องเต้ลุกขึ้นสู้ พร้อมทั้งขอความช่วยเหลือไปยังแดนเทพตะวันตก แต่พวกมันแข็งแกร่งเกินไป โดยเฉพาะหัวหน้าของพวกมันที่เรียกตัวเองว่า ‘จอมมาร’ แม้แต่ฉีเทียนต้าเซิ่ง (หงอคง) ก็ยังพ่ายแพ้แก่เขา ทัพสวรรค์ถอยร่นไม่เป็นขบวน ทุกวันมีเทพต้องสังเวยชีวิต สวรรค์ชั้นฟ้าถูกทำลายย่อยยับลงทุกเมื่อเชื่อวัน”
“ในที่สุด มหาเทพซุสแห่งแดนตะวันตกก็นำทัพเทพมาช่วยด้วยตัวเอง เพราะเกรงว่าเป้าหมายต่อไปของพวกมารจะเป็นพวกเขา แต่ผลลัพธ์กลับเหนือความคาดหมาย... แม้สองแดนเทพจะร่วมมือกันก็ยังพ่ายแพ้ เพราะจอมมารผู้นั้นแข็งแกร่งจนน่ากลัว ในสงครามครั้งก่อน เขาไม่ได้เอาจริงเลยด้วยซ้ำ ยามเมื่อเขาเอาจริง พลังอำนาจนั้นทัดเทียมกับองค์พระยูไลเลยทีเดียว”
“ด้วยความสิ้นหวัง... เหล่าทวยเทพจึงนึกถึงความหวังสุดท้าย...”
“มันคืออะไร!?” เฟิงเซียวรู้สึกหัวใจเต้นระรัว เรื่องราวที่หว่านเอ๋อร์เล่ามา ทุกประโยคล้วนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
“ค่ายกลประหารเทพ!”
“ค่ายกลประหารเทพของกระบี่เซวียนหยวนในตำนานน่ะเหรอ!?” เฟิงเซียวอุทานลั่น
“เจ้าค่ะ... การจะเปิดใช้งานค่ายกลนี้ต้องใช้ มุกโลหิตหมื่นวิญญาณ ร่วมกับ ระฆังตงหวง, กระบี่เซวียนหยวน, ขวานผานกู่, กาหลอมปีศาจ, และเจดีย์ฮ่าวเทียน เพื่อสร้าง ‘ค่ายกลเก้าสวรรค์’ โดยมีกระบี่เซวียนหยวนเป็นแกนกลาง จึงจะสามารถปลดปล่อย ‘ค่ายกลประหารเทพ’ ที่มีอานุภาพทำลายล้างฟ้าดินและกลืนกินสวรรค์ได้ แต่ทว่า... ในตอนที่รวบรวมสิบสุดยอดศาสตราเทพนั้น เหล่าทวยเทพกลับต้องตื่นตระหนกเมื่อพบว่า ระฆังตงหวง, ขวานผานกู่ และเจดีย์ฮ่าวเทียน ได้หายสาบสูญไปแล้ว”
“แต่สถานการณ์ไม่เปิดโอกาสให้ลังเลอีกต่อไป ด้วยความจำยอม เหล่าทวยเทพจึงต้องใช้มุกโลหิตหมื่นวิญญาณ ร่วมกับ พิณฝูซี, กระถางเสินหนง, ตราประทับคงถง, กระจกคุนหลุน, และหินหนี่วา เพื่อสร้าง ‘ค่ายกลแห่งความสูญเสีย’ แทน และอัดพลังเทพของกาปลอมปีศาจเข้าไป โดยใช้กระบี่เซวียนหยวนเป็นแกนกลาง เพื่อฝืนเปิดใช้งาน ‘ค่ายกลประหารเทพ’ ผ่านทาง ‘ค่ายกลแห่งความสูญเสีย’”
“สะ... สำเร็จไหม?”
“อาจจะเจ้าค่ะ... หว่านเอ๋อร์ไม่เห็นเหตุการณ์ตอนนั้น ทราบเพียงว่าค่ายกลประหารเทพถูกเปิดใช้งานสำเร็จ เทพจำนวนนับไม่ถ้วนหมดสติไปเพราะทนแรงกดดันไม่ไหว แต่จอมมารผู้นั้นแข็งแกร่งเกินคาด เขาสามารถต้านทานพลังของค่ายกลได้ ท้ายที่สุด เขาเพียงแค่ถูกผนึกไว้เท่านั้น ไม่ได้ดับสูญ... และเมื่อหว่านเอ๋อร์ฟื้นขึ้นมา ประโยคแรกที่ได้ยินคือ... ‘ฟ้าดิน... ถูกพลิกกลับแล้ว’ หว่านเอ๋อร์ไม่เข้าใจความหมายของคำคำนั้น และไม่มีใครเอ่ยถึงมันอีกเลย ตั้งแต่วันนั้น แม้จอมมารจะถูกผนึกไปแล้ว แต่ที่น่าแปลกคือสีหน้าของชาวสวรรค์กลับดูหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม ราวกับมีเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวกว่าจอมมารเป็นร้อยเท่ากำลังจะเกิดขึ้น”
“ผลกระทบจากการฝืนใช้ค่ายกลประหารเทพผ่านค่ายกลแห่งความสูญเสียเริ่มปรากฏ สุดยอดศาสตราเทพทั้ง 7 ชิ้นที่ร่วมในพิธีถูกผนึกทั้งหมด ไม่มีเทพองค์ใดในแดนสวรรค์สามารถคลายผนึกได้ ส่วนกระบี่เซวียนหยวนที่เป็นแกนกลางยิ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องแบกรับผนึกจากศาสตราเทพอีก 6 ชิ้นที่เหลือ ทำให้มีผนึกซ้อนทับกันถึง 7 ชั้น”
“สงครามเทพมารกินเวลาเพียงหนึ่งเดือน แต่หนึ่งเดือนนั้นทำให้แดนสวรรค์แทบล่มสลาย และหลังจากจอมมารถูกผนึกได้ 100 วัน หว่านเอ๋อร์ก็... กลายสภาพเป็นจิตวิญญาณกระบี่ และแบกรับภารกิจตามหาผู้มีร่างบรรพโกลาหลนับแต่นั้นมา”
เฟิงเซียวนั่งนิ่งฟังเรื่องราวจากปากเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์ แต่ภายในใจกลับเกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำรุนแรง
*****