เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 85 รื้อฟื้นที่เกิดเหตุ

บทที่ 85 รื้อฟื้นที่เกิดเหตุ

บทที่ 85 รื้อฟื้นที่เกิดเหตุ


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 85 รื้อฟื้นที่เกิดเหตุ

เฉินฉีขับรถมาถึงหน้าสำนักงานตำรวจและลดกระจกลง พร้อมพูดกับหลินถงซูว่า “ผมมารับคุณหนูหลินไปทานเนื้อเสียบไม้ครับ” เมื่อเขารับเธอขึ้นรถมาแล้ว ก็ขับรถไปที่ร้านค้าแผงลอยริมถนนที่ขายเนื้อเสียบไม้ทันที แม้ว่าคืนนี้อากาศหนาวเย็นอยู่พอสมควร แต่ที่ร้านยังคงมีลูกค้ามาอุดหนุนไม่ขาดสาย

หลังจากสั่งอาหาร เฉินฉีเปิดโซดาสองขวดพร้อมพูดไปพลางว่า “ให้ผมเดานะ คดีนี้คงหนักเอาการ ถึงทำให้คุณดูหมดอาลัยตายอยากขนาดนี้”

“เฮ้อ มีคดีไหนบ้างล่ะที่ราบรื่น”

“ถ้างั้น... ก็เล่าให้ผมฟังสักหน่อยสิ?”

หลินถงซูเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับคดีและความคืบหน้าของทีมสืบสวน เฉินฉีพยักหน้าตอบรับขณะที่ฟัง เธอถามว่า “แล้วที่ฟังมาคุณมีความคิดเห็นอะไรบ้างมั้ย?”

“พอดีผมไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเอง ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อสันนิษฐานที่ผมได้ยินจากคุณอีกที ถ้าผมออกความเห็นไปกลัวจะทำให้รูปคดีเพี้ยนเอาน่ะ”

“อะแฮ่ม... คุณหัดเป็นคนสงบปากสงบคำตั้งแต่เมื่อไหร่!”

เฉินฉียิ้ม “เนื้อเสียบไม้มาแล้ว!”

เนื้อเสียบไม้ถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะต่อหน้าหลินถงซู เธอมองอาหารตรงหน้าที่มีทั้งเนื้อแกะย่าง กระดูกอ่อนย่าง เต้าหู้ปลาย่าง มะเขือยาวย่าง และอีกหนึ่งอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เธอหยิบมันขึ้นมาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น “นี่เนื้ออะไรเหรอ?”

“หนอนไหมย่างไง รู้ไหมว่านี่เป็นของกินที่เหมาะกับช่วงหน้าหนาวของเมืองหลงอันเลยนะ ลองชิมสักคำสิ”

“หนอน... แมลงเนี่ยนะ?” หลินถงซูเหม่อลอยและมือสั่น

เฉินฉีฉวยโอกาสหยิบหนอนไหมย่างหนึ่งไม้ใส่ในปากหลินถงซูพร้อมพูดว่า “ด้านนอกกรอบกลิ่นหอมมัน เนื้อด้านในนุ่มละมุนและชุ่มฉ่ำ กัดเข้าไปแล้วรสชาติเหมือนกับน้ำผลไม้รสกลมกล่อมระเบิดไปทั่วทั้งปาก! ลองกัดดูสิ!”

หลินถงซูไม่กล้าแม้แต่จะลองกัด พอลิ้นของเธอสัมผัสกับมัน เธอตัดสินใจไม่กินและคายทิ้ง

หลินถงซูเปลี่ยนเรื่องคุย “คุณว่าพ่อแม่ของเจียงเหมยทำเกินไปไหม?”

“ไม่หรอก” เฉินฉีตอบและยกคำถามขึ้นมาหนึ่งคำถาม

“คุณเคยได้ยินความคิดของคนหัวโบราณรึเปล่าล่ะ?” และอธิบายต่อ

“การแต่งงานสมัยก่อนจนถึงรุ่นพ่อแม่ในปัจจุบันนี้ มีผลต่อชนชั้นในสังคมอย่างชัดเจน แต่แปลกนะ... มันกลับบอกไม่ได้ว่าการแต่งงานเพื่อแสดงถึงชนชั้นเหล่านั้น มันมีความสุขสำหรับคนที่แต่งรึเปล่า ความรักดูเหมือนจะเป็นความสุขสมหวังและบั้นปลายชีวิตที่สวยงามเมื่อแต่งงานกับคนที่รู้สึกเหมือนกันกับเรา แต่ก็ยังมีบางสังคมที่ใช้มันเป็นเครื่องมือราวเป็นแค่วัตถุยังไงอย่างนั้น พวกเขาทำแบบนั้นเพื่อสร้างรากฐานทางชนชั้นให้กับลูก ๆ ของพวกเขา โดยที่พวกเขาเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมด ถึงอย่างนั้นก็เถอะ... ถ้าไม่มีสังคมชนชั้นแต่แรกก็คงไม่มีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้น เพราะความตั้งใจของคนเป็นพ่อแม่ คืออยากให้ลูกสาวมีความสุขที่สุดและมีฐานะมั่นคง ต่อให้เป็นพ่อแม่ของคุณ พวกเขาคงรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน”

“ฉัน... พ่อแม่ของฉันไม่อยู่แล้วซะหน่อย...” หลินถงซูพูดเบา ๆ

“เอ่อ... ผมขอโทษ”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันโอเค... แต่ฉันคิดอีกแบบหนึ่ง... คนเราคงมีความสุขที่แท้จริงไม่ได้ ถ้าไม่ได้แต่งงานหรือได้อยู่ด้วยกันกับคนที่รักจริง ๆ”

“ผมเห็นด้วย ผมรู้สึกว่าคนที่เป็นพ่อและแม่ ถ้ามีวิสัยทัศน์กว้างพอคงมองไปที่ตัวตนและนิสัยใจคอของคนมากกว่าชนชั้น แต่เมื่อมองเรื่องของชนชั้นแล้วมันเป็นแรงจูงใจที่ดีกว่า ความทะเยอทะยานทำให้พ่อแม่ใช้เกณฑ์นี้มาเปรียบเทียบกับมาตรฐานทางสังคมและความรัก และความรักเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เลยแตกต่างจากรากฐานทางวัตถุที่มีเรื่องเงินทอง ชื่อเสียง หรือชนชั้นมาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญพวกมันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ พ่อแม่ส่วนใหญ่มองว่าความรู้สึกเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันได้ อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง แต่พวกเขาคงลืมไปว่าทรัพย์สินหรือยศถาอะไรพรรค์นั้นได้มาง่าย ก็หายไปได้ง่าย ๆ เหมือนกัน”

เฉินฉีเอื้อมมือไปหาหลินถงซูพร้อมหยิบหนอนไหมย่างไม้สุดท้ายป้อนให้ แต่ถูกสกัดมือไว้เสียก่อน เธอขมวดคิ้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ลองกัดเข้าไปหนึ่งคำ แม้ว่าเนื้อสัมผัสจะแปลกแต่ไม่ถึงกับกลืนยากขนาดนั้น คงเพราะมีรสชาติของเครื่องปรุงช่วยให้กินง่าย

เธอโบกไม้เสียบที่พึ่งกินเสร็จไปมาและพูดว่า “ฉันว่าไม่ถูกต้องเลยสักนิดที่ต้องถูกบงการอิสรภาพที่เราจะรักใครสักคน ถ้าพวกเขาบังคับเจียงเหมยสำเร็จ เธอคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต นี่ไม่ต่างจากการที่พ่อแม่เอาลูกตัวเองมาเป็นสินค้า แล้วทำการซื้อขายโดยไม่สนอะไรเลย”

เฉินฉียิ้ม “คุณพูดถูก พ่อแม่ชาวจีนส่วนใหญ่คิดว่าลูก ๆ ของพวกเขาเป็นแค่สินค้าส่วนตัว และซื้อขายกันเหมือนแทนตัวลูกด้วยเงิน เพราะแบบนี้พวกเขาถึงคอยพยายามก้าวก่ายและควบคุมชีวิตของลูก ๆ รวมถึงตัดสินใจแทนให้ทุกอย่าง นี่อาจเป็นสาเหตุหลักของโศกนาฏกรรมในครอบครัวส่วนมากที่หวังเงินและทรัพย์สิน” สีหน้าหลินถงซูบึ้งตึงขณะถามกลับ “ฟังแล้วดูเหมือนอยากให้ฉันพิจารณาคุณอย่างนั้นแหละ... คุณมีรถแล้วนี่ แล้วบ้านล่ะ?”

“อยากเห็นไหมล่ะ?”

“อยาก! พาฉันไปดูสิ”

หลังจากทั้งคู่กินเนื้อเสียบไม้เสร็จ เฉินฉีขับรถพาหลินถงซูไปที่บ้านพักของเขา เมื่อขับมาจอดหน้าบ้าน พบว่าบ้านของเขาอยู่ในชุมชนเล็ก ๆ แต่ก็ดูมีขนาดใหญ่กว่าบ้านหลังอื่น เขาใช้กุญแจไขเปิดประตู เธอแซวว่า “บ้านถึงจะสไตล์เรียบ ๆ แต่กว้างอยู่นะ ไม่เห็นเข้ากับคุณเลย” หลินถงซูไม่คาดคิดว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้ว ภาพตรงหน้าจะแตกต่างจากภาพที่เธอคิดไว้

บ้านหลังนี้มีขนาดภายในกว้างกว่าที่คาดไว้ มีของตกแต่งที่ไม่มากหรือรกจนเกินไป เฉินฉีรีบแก้ตัว “บ้านของหนุ่มโสดก็เรียบง่ายแบบนี้ทั้งนั้นแหละ พื้นที่ใช้สอยเลยดูเยอะไปหน่อย”

“คุณมีบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย!?” หลินถงซูประหลาดใจ

“แปลกขนาดนั้นเลยเหรอ? จริงสิ... คุณต้องการชาสักถ้วยไหมครับ?” เฉินฉีถามด้วยรอยยิ้มกวนประสาท

“ไม่ล่ะ! ขอบคุณ... ฉันดื่มน้ำเปล่าก็พอ”

ขณะที่เฉินฉีรินน้ำให้หลินถงซู เธอแอบเข้าไปในห้องนอนของเขาเพราะคิดว่าห้องนอนเป็นสิ่งที่สะท้อนรสนิยมของบุคคลได้มากที่สุด ห้องนอนของเฉินฉีมีเตียง ตู้ โต๊ะ และบนโต๊ะมีเพียงคอมพิวเตอร์พร้อมกับหนังสือเกี่ยวกับอาชญากรรมแค่สองสามเล่ม

หลินถงซูรู้สึกไม่หนำใจ จึงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า พบว่าภายในตู้เต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่พับไว้อย่างเรียบร้อยและเรียบง่าย ดูเหมือนว่าเขาเป็นคนที่มีนิสัยการใช้ชีวิตที่เป็นระเบียบมาก

เมื่อหลินถงซูออกมาขากห้องและกำลังปิดประตู ปรากฏว่าเฉินฉีมายืนอยู่ข้างเธอพร้อมน้ำหนึ่งแก้ว บรรยากาศในตอนนั้นทำเอาเธอรู้สึกกลัวเล็กน้อย เฉินฉียิ้มและพูดว่า “สนุกมากมั้ยครับคุณหนู? มาแอบดูห้องคนอื่นเนี่ย”

เธอตอบกลับด้วยท่าทีไม่รู้ไม่เห็น “ก็... มันเป็นนิสัยของอาชีพฉันนี่นา”

“ถ้างั้น... ข้อสรุปคงเป็นเจ้าของบ้านก็ดูเป็นชายโสดวัยกลางคนที่ใช้ชีวิตคนเดียวปกติ และดูเหมือนจะมีนิสัยที่น่ารักเอาการเลยด้วย ถ้าสักวันนึงผมถูกฆ่า... ตำรวจอาจได้ข้อสรุปแบบนี้ก็ได้”

“จุ๊ จุ๊ จุ๊” หลินถงซูขัดเฉินฉีทันทีและพูดต่อ “ไม่พูดแบบนี้สิ คุณนี่ไม่รู้อะไรซะเลยว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด! พูดเป็นลางแบบนี้ฉันไม่โอเคนะ”

เมื่อพวกเขากลับไปที่ห้องนั่งเล่น ภายในห้องกลับไม่มีโทรทัศน์และดูโล่งเกินไป สักพักหลินถงซูถามขึ้นว่า “คุณไม่มีความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้สักนิดเลยเหรอ?”

“การฆ่าตัวตายคือกุญแจสำคัญของคดีนี้ มันดูเหมือนเป็นการฆาตกรรมที่จัดการศพได้ไม่ดี แต่ประเด็นคือทำไมถึงต้องจัดฉากศพและสร้างสถานการณ์รอบ ๆ ให้เหมือนคู่รักพากันมาฆ่าตัวตาย? ถ้ารู้ว่าทำแบบนี้ไปก็หลอกตำรวจไม่ได้แต่ทำไม... ทำไมฆาตกรถึงตัดสินใจทำแบบนี้?”

หลินถงซูยืนกัดเล็บตัวเองเพราะคิดตามไม่ทัน

"อา... เหตุผลที่คุณพูดมาดูเหมือนจะมีเหตุผลนะ แต่คุณยังไม่เคยเห็นสถานที่เกิดเหตุจริงซะหน่อยนี่”

“ที่เกิดเหตุเหรอ? งั้นคุณคิดว่าเราควรทำยังไงต่อ?”

“จำลองสถานที่เกิดเหตุไงล่ะ”

“ถูกต้อง! งั้นเรามาลองดูกัน คุณต้องช่วยผมแสดง...” หลินถงซูได้ยินก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อยเมื่อคิดว่าจะต้องแสดงอะไรแบบนี้ต่อหน้าเฉินฉี “ไม่ ไม่! เราต้องใช้คนอย่างน้อยสามคน”

“ไม่ต้องกังวล คุณเล่นเป็นทั้งผู้หญิงที่เป็นเหยื่อและฆาตกรในเวลาเดียวกันก็ได้”

เธอลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อคิดเสียว่าทำเพื่อไขคดีจึงไม่ควรหลบเลี่ยง ดังนั้นเธอจึงวางแก้วน้ำและยืนขึ้น “เราจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี?”

เฉินฉียืนขึ้นและผลักโต๊ะวางถ้วยกาแฟออกไป เขาชี้ไปที่ช่องว่างระหว่างโต๊ะวางถ้วยกาแฟและโซฟา “สมมุติว่านี่เป็นถ้ำ ส่วนด้านหลังที่ปล่อยโล่งไว้ ให้สมมุติว่าทั้งสองกำลังเข้าไปในถ้ำที่ไม่มีใครอยู่”

หลินถงซูพยักหน้า

เฉินฉียื่นมือไปหาหลินถงซู เธอลังเลก่อนที่จะเอื้อมมือไปจับ พวกเขาสมมุติว่าคู่รักกำลังจับมือกันเดินเข้าไปในถ้ำ หลินถงซูที่แสดงเป็นเหยื่อผู้หญิงทำทีเห็นปากถ้ำและอุทานเสียงดังว่า “นั่นไงถ้ำ!” เธอรู้สึกอายเล็กน้อย พร้อมกับรู้สึกอยากหัวเราะไปในเวลาเดียวกัน แต่เฉินฉียังคงแสดงบทบาทสมมุติต่อไปอย่างจริงจัง

“ที่รัก... ในเมื่อพ่อแม่ของเธอไม่ยอมให้เราได้อยู่ด้วยกัน นี่คงเป็นวิธีเดียวที่เราสองคนจะอยู่ด้วยกันได้”

หลินถงซูพยายามคิดตามเกี่ยวกับบทพูดว่าควรจะแสดงต่อไปยังไง “ฉันหวังว่าชาติหน้า เราจะได้อยู่คู่กันตลอดไป”

เฉินฉีทำเป็นหยิบของบางอย่างออกมา และจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลินถงซู “คุณแน่ใจใช่ไหม?”

“ค่ะ...”

เฉินฉีกลับมาแสดงท่าทางตามปกติและถามหลินถงซูว่า “คุณคิดว่าฝ่ายชายฉีดเข็มฉีดยาพิษให้อีกฝ่ายยังไง?”

“รอยเข็มอยู่ด้านหลังของเจียงเหมย ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะเป็นตอนที่เขา... อุ้มเธอ!”

“รังเกียจผมไหม?” เฉินฉีถาม

หลังจากหลินถงซูเข้าใจความหมายของเขา ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู แต่เธอตอบกลับด้วยการส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยท่าทีเขินอายและเกร็งเล็กน้อย

เฉินฉีเอื้อมมือออกไปโอบกอดหลินถงซู ความรู้สึกของเธอเมื่อถูกโอบกอดจนจมอยู่ในอ้อมแขนของเขา ความอบอุ่นนั้นทำให้หัวใจของเธอปั่นป่วนและร้อนเหมือนไฟที่โหมอย่างดุเดือด ทำให้เธอหดตัวลงโดยไม่รู้ตัว หลินถงซูรู้สึกอบอุ่นเหมือนเคยได้รับอ้อมกอดที่คุ้นเคยแบบเดียวกันนี้จากที่ไหนสักแห่ง เธอไม่เคยสัมผัสอ้อมกอดอันอบอุ่นอย่างนี้มานานแล้ว วงแขนของเขาทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและสบายใจมาก

ตอนนี้เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองคือหลินถงซูหรือเจียงเหมย ลึก ๆ ในใจเธอคิดว่าความรู้สึกในตอนนี้ ราวกับเธอและเขาเป็นคู่รักที่ถูกลิขิตไว้ให้จบชีวิตลงด้วยกัน เมื่อเฉินฉีแสดงท่าทีที่สมมุติว่าฝ่ายชายกำลังฉีดเข็มยาพิษที่หลังของเจียงเหมย หลินถงซูก็รับรู้ถึงความเศร้าภายในใจของอีกฝ่าย ถ้าเธอเป็นเจียงเหมยในตอนนั้นก็คงรู้สึกไม่ต่างกันกับเธอในตอนนี้

เธอเงยหน้าขึ้นมองไปที่หน้าของเฉินฉีและจูบเบา ๆ บนแก้มของเขา

เฉินฉีตกใจกับความเผลอไผลของหลินถงซู แต่พอเธอรู้สึกตัวก็รีบผลักตัวเองออกมาจากอ้อมอกเขา “ฉัน... คือฉันไม่... เปล่าไม่ใช่แบบนั้นนะ...”

“ใช่แล้ว! จูบ!”

“อะ... อะไรนะ?” หลินถงซูสงสัยว่าเธอคงได้ยินผิดเลยถามออกไปว่า “คุณยังอยาก...”

“ผมพอสรุปได้ว่าถ้าทั้งสองฆ่าตัวตายเพราะความหลงใหลในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต อารมณ์ของพวกเขาจะอยู่ในจุดสูงสุด ซึ่งไม่แปลกที่พวกเขาจะจูบกันอย่างแน่นอน!”

ความคิดที่กำลังปั่นป่วนของหลินถงซูถูกดึงกลับมาด้วยคำพูดของเฉินฉีให้จดจ่ออยู่กับประเด็นการไขคดี เธอพยายามทบทวนตามแนวคิดของเฉินฉีแล้วออกความเห็น “ถ้าพวกเขาจูบกัน... งั้นจะหลงเหลือคราบน้ำลายที่พอใช้ตรวจดีเอ็นเอในช่องปากของผู้เสียชีวิตรึเปล่า? แต่คงช่วยอะไรไม่ได้มากหรอกใช่ไหม?”

“ช่วยไม่ได้มากขนาดนั้น... แต่เป็นอีกหนึ่งเบาะแสที่น่าจะเป็นไปได้”

จบบทที่ บทที่ 85 รื้อฟื้นที่เกิดเหตุ

คัดลอกลิงก์แล้ว