เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 ตึกนิวเซ็นจูรี่ บี

บทที่ 13 ตึกนิวเซ็นจูรี่ บี

บทที่ 13 ตึกนิวเซ็นจูรี่ บี


การได้ด่า 'นางฟ้า (พิษ)' ต่อหน้า คือเรื่องที่สะใจและระบายความโกรธได้ดีที่สุด ไม่มีอะไรเทียบได้!

อย่างไรเสีย หลินเป่ยก็ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น

เขายิ่งรู้สึกว่าการมาที่ร้านกาแฟครั้งนี้มันถูกต้องแล้ว เพราะถ้าขึ้นศาลไปคงด่าไม่ได้ เนื่องจากพอศาลเปิดพิจารณาคดีจะถูกส่งตัวเข้าไปข้างใน ยิ่งด่าไม่ได้ใหญ่

ต้องทะนุถนอมโอกาสในครั้งนี้ ด่ามันให้หนัก ๆ สักตั้ง

สะใจโว้ย!

อารมณ์ของหลินเป่ยดีขึ้นมาก

เขาพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการพิจารณาคดีในอีกไม่กี่วันข้างหน้ากับหลัวเสียงอีกเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองจึงแยกย้ายกัน

หลัวเสียงกลับไปยังสำนักกฎหมาย ส่วนหลินเป่ยตัดสินใจพักผ่อนต่อ

วันนี้ไม่ขับรถ ยังคงพักผ่อน!

หลินเป่ยแวะร้านผลไม้หน้าชุมชน เขาซื้อแตงโมพันธุ์ฉีหลินไร้เมล็ดลูกกลมสวยสีสันสดใสมาหนึ่งลูก และซื้อน้ำอัดลมแช่เย็นอีกสองกระป๋อง

จากนั้นเขาก็ฮัมเพลง หิ้วแตงโมและน้ำอัดลม เดินทอดน่องสบาย ๆ กลับบ้านไป

เพิ่งเดินเข้าประตูใหญ่ของชุมชน เสียงเรียกเข้ามือถือดังขึ้น

หลินเป่ยหยิบมือถือขึ้นมารับสาย เขายังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงแหลมสูงบาดหูของผู้หญิงดังเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์

“ไอ้แซ่หลิน!”

“แกมันตัวอะไรกันแน่ แค่คนขับแท็กซี่กระจอก ๆ ยังคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญหรือไง?”

“ฉันเตือนแกนะ รีบไสหัวกลับมาเซ็นเอกสารยอมความให้ฉันเดี๋ยวนี้!”

“ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่!!!”

นี่ไม่ต้องคิดเลย ต้องเป็นเริ่นจวินเหม่ยแน่นอน

หลินเป่ยแค่นเสียงหัวเราะอย่างไม่แยแส

เขาค่อย ๆ เปล่งเสียงคำภาษาฮั่นสามพยางค์ออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ:

“X! แม่! มึง!”

จากนั้นกดวางสายทันที แล้วตามด้วยการบล็อกเบอร์

ในเมื่อเธอโทรศัพท์มาหาเรื่องเจ็บตัว ฉันย่อมสนองให้เธออยู่แล้ว

ไม่อย่างนั้นเธอคงคิดว่าฉันเป็นพ่อเธอจริง ๆ สิ ที่จะมาทนนิสัยเหม็นเน่าของเธอ

พอวางสาย หลินเป่ยเดินเข้ามาในทางเข้าตึก 17 แล้ว เขายื่นมือไปกดลิฟต์

ในไม่ช้า

เสียง “ติ๊งต่อง” ดังขึ้น ลิฟต์มาถึงแล้ว

หลินเป่ยเพิ่งเตรียมจะก้าวเข้าลิฟต์ ทันใดนั้นเสียง "โฮ่ง" ดังขึ้น พร้อมกับหมาดำตัวใหญ่ล่ำบึ้กตัวหนึ่งพุ่งกระโจนออกมาจากลิฟต์

“เชี่ย!”

หลินเป่ยตกใจสะดุ้ง เขารีบหลบตามสัญชาตญาณ

เนื่องจากเขาเคลื่อนไหวเร็วเกินไป แขนสะบัดอย่างแรง แตงโมที่หนักเกือบสิบกิโลกรัมกระแทกจนถุงพลาสติกขาด

“แปะ!”

แตงโมตกลงพื้นแตกกระจายเละเทะ น้ำแตงโมกระเซ็นไปทั่ว

“ฟู่ ๆ ๆ!”

โค้กก็ตกระเบิดเหมือนกัน พ่นฟองซ่าหมุนติ้วอยู่บนพื้น

หลินเป่ยไม่มีกะจิตกะใจจะเก็บกวาด เขายืนมองหมาดำตัวใหญ่ที่พุ่งออกมาจากลิฟต์ด้วยอาการขวัญหนีดีฝ่อ

ในตอนนี้ หมาดำตัวนั้นจ้องเขม็งมาที่เขาด้วยสายตาดุร้าย ส่งเสียงขู่คำรามต่ำ ๆ ในลำคอ

ขาทั้งสี่ยืนเกร็ง แยกเขี้ยวแยกฟัน ท่าทางพร้อมที่จะกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ

“ไอ้หมาบ้า! ไสหัวไป!”

หลินเป่ยเงื้อมือขึ้นด่าอย่างโมโห

เขาจำได้แล้ว นี่คือหมาที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ชั้น 13 เลี้ยงไว้ ดูเหมือนจะเป็นพันธุ์ร็อตไวเลอร์

ตัวดำมาก ตัวใหญ่มาก และดุมาก

แถมยัง "ซน" มาก เห็นคนทีไรชอบกระโจนเข้าใส่ แถมยังชอบเห่าส่งเสียงดังไม่เลือกหน้า

แต่เจ้าของหมาไม่เคยจูงสายจูงเลย...

หลินเป่ยเคยโดนไอ้หมาบ้านี่ทำตกใจมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง

วันนี้ จำนวนครั้งที่โดนหมาทำให้ตกใจ +1 อีกครั้ง

ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ทั้งแตงโมฉีหลินไร้เมล็ดและน้ำอัดลมแช่เย็นเละหมด ความสุขของหลินเป่ยหายไปแล้ว

เชี่ยเอ๊ย!!!

ให้อภัยไม่ได้!

หลินเป่ยโกรธมาก

แต่เขายังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงแหลมปรี๊ดเสียงหนึ่งดังขึ้นมาทันที

“เป็นบ้าหรือไง! แกมาด่าลูกชายฉันทำไม!!!”

ผู้หญิงอายุราวสามสิบปี แต่งหน้าจัดจ้าน ผมดัดลอนใหญ่ สวมรองเท้าส้นสูง เดินสับเท้าออกมาจากลิฟต์อย่างรวดเร็ว

เธอจ้องหลินเป่ยเขม็ง

เห็นได้ชัดว่าเป็นเจ้าของหมา

ส่วนเรื่องการเรียกหมาที่ตัวเองเลี้ยงว่า "ลูกชาย" นั้น แม้จะฟังดูหลุดโลกไปหน่อย แต่ในโลกแห่งความจริงอันน่าพิศวงใบนี้ ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่พบเห็นได้ยาก

เพียงแต่ว่า คนพวกนี้ไปทำลายกำแพงการสืบพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กับหมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...

หลินเป่ยไม่เข้าใจเอาเสียเลย

เขาข่มความโกรธในใจไว้แล้วเอ่ยปาก: “คุณผู้หญิงครับ...”

“แกเรียกใครคุณผู้หญิง? แกสิคุณผู้หญิง! ทั้งบ้านแกนั่นแหละคุณผู้หญิง!!!”

หลินเป่ยเพิ่งจะอ้าปาก ผู้หญิงคนนั้นกลับขนลุกชันทันทีเหมือนแมวโดนเหยียบหาง

หลินเป่ยถึงกับพูดไม่ออก

นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย?

หรือว่าโดนจี้ใจดำเข้า?

หลินเป่ยเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นด้วยสายตาแปลก ๆ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ดูจากการแต่งตัวและกลิ่นอายความกร้านโลกที่ปิดไม่มิดของเธอ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ

“มองอะไร!”

ผู้หญิงคนนั้นจิกตามองหลินเป่ยอย่างแรง สายตาดูแคลนและรังเกียจแทบจะทะลักออกมา

“แกอีกแล้วเหรอ ไอ้ชนชั้นต่ำไร้การศึกษา!”

“ฉันว่าแกต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ลูกชายฉันไปทำอะไรให้แก แกมาคลั่งอะไรอยู่ตรงนี้!”

“ถ้าลูกชายฉันเป็นอะไรขึ้นมา แกชดใช้ไหวหรือไง!”

พูดจบ ผู้หญิงคนนั้นย่อตัวลงกอดหมา ทั้งลูบไล้ทั้งปลอบโยน

ท่าทางเลี่ยน ๆ นั่น ทำเอาหลินเป่ยเห็นแล้วรู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อย

เขาถามกลับไปทันที: “หมาของคุณจู่ ๆ พุ่งออกมาทำผมตกใจ ทำแตงโมกับโค้กผมตกแตกหมด คุณไม่เห็นหรือไง?”

“ลูกชายฉันเรียบร้อยจะตาย เชื่อฟังมาก ไม่เคยกัดคน เมื่อกี้เขาแค่เล่นกับแกเฉย ๆ” ผู้หญิงคนนั้นเหลือบตามองบน “เป็นแกเองที่ถือไม่ดีทำตกพื้น จะโทษใครได้? อะไรนะ คิดจะตบทรัพย์เหรอ? สิ้นไร้ไม้ตอกแล้วหรือไง?”

หลินเป่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูด: “คุณไม่ดูเลยว่าหมาของคุณตัวใหญ่แค่ไหน! จู่ ๆ พุ่งพรวดออกมาใครจะไม่กลัว? อีกอย่าง คุณพาหมามาเดินเล่นทำไมไม่ใส่สายจูง?”

“หา? ใส่สายจูง?”

พอได้ยินคำนี้ ผู้หญิงคนนั้นมีปฏิกิริยาราวกับโดนกระตุ้น เธอรีบลุกขึ้นยืนตะโกนลั่น: “หรือว่าตอนที่แม่แกพาแกออกจากบ้าน เขาต้องเอาเชือกผูกคอแกด้วยเหรอ? บ้าจริง ๆ!”

หลินเป่ยขมวดคิ้ว “นี่มันหมา! หมาจะมาเทียบกับคนได้ยังไง?”

ผู้หญิงคนนั้นเหลือบมองหลินเป่ยด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม

“หมาแล้วทำไม ลูกชายฉันมีค่ามากกว่าไอ้บ้านนอกไอ้กระจอกจน ๆ อย่างแกเยอะ!”

“ถ้ามันกัดแก ฉันจ่ายไหว!”

“แต่ถ้าแกทำมันบาดเจ็บหรือป่วย ฉันขอบอกแกไว้เลย ต่อให้แกสิ้นเนื้อประดาตัว แกก็ชดใช้ไม่ไหว!”

“ยังกล้ามายุ่งไม่เข้าเรื่องอีก ไม่ส่องกระจกดูสารรูปตัวเองซะบ้าง”

จางไคเฟิ่งโกรธจนแทบบ้า

ก็แค่ไอ้บ้านนอกที่เช่าห้องอยู่ ทั่วทั้งตัวมีแต่กลิ่นอายความยากจน ยังกล้ามาด่าลูกชายของเธอ แถมยังคิดจะลงมือตีเขาอีก

ถึงขนาดกล้ามาสั่งสอนเธอ

นี่มันคิดจะปีนเกลียวเหรอ บ้าไปแล้วจริง ๆ!

ส่วนหลินเป่ยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง แถมยังไม่พูดจาเหมือนคน เขาไม่เกรงใจอีกต่อไป แค่นเสียงเย็นชาออกมาทีหนึ่ง: “ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมคนบางคน เกิดมาเป็นคนดี ๆ ไม่ชอบ ดันอยากไปเป็นหมา!”

พอได้ยินคำนี้ จางไคเฟิ่งระเบิดอารมณ์ทันที

เธอตะโกนใส่หน้าหลินเป่ย: “แกตดอะไร! ไอ้กระจอกจน ๆ ที่มาจากต่างถิ่น สันดานขยะไร้การศึกษาจริง ๆ!”

“เหอะ ๆ...”

หลินเป่ยหัวเราะเยาะ

“ผมพูดผิดเหรอ?”

“คุณเรียกมันลูกชายคำ ลูกชายคำ ในเมื่อหมาตัวนี้เป็นลูกชายคุณ งั้นคุณไม่เป็นหมาไปด้วยเหรอ?”

“เพราะถึงยังไง คนเราคลอดลูกชายออกมาเป็นหมาไม่ได้หรอก”

จางไคเฟิ่งโกรธจนหน้าเบี้ยว

เธอชี้หน้าหลินเป่ย กรีดร้องเสียงแหลม: “แกไปกินขี้มาหรือไงปากเหม็นขนาดนี้! ฉันสั่งให้แกขอโทษฉันเดี๋ยวนี้ ขอโทษลูกชายฉันด้วย! ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้แกไม่มีที่ยืนในหางโจว แกเชื่อไหม?”

“หมาของคุณทำผมตกใจ แต่คุณกลับจะให้ผมขอโทษเนี่ยนะ?”

หลินเป่ยหัวเราะเยาะออกมา

“คนอย่างคุณ ทำให้ผมนึกถึงสถานที่แห่งหนึ่ง คุณรู้ไหมว่าที่ไหน?”

“ที่ไหน?”

จางไคเฟิ่งถามออกไปตามสัญชาตญาณ

เพิ่งถามออกไปเธอนึกเสียใจทันที แต่สายเกินไปแล้ว

หลินเป่ยเผยสีหน้าเย้ยหยัน ค่อย ๆ เอ่ยออกมา:

“ตึกนิวเซ็นจูรี่... บี!”

*เป็นการเล่นคำภาษาจีน พ้องเสียงกับคำว่า “ไอ้โง่บัดซบแห่งยุคศตวรรษใหม่”

จบบทที่ บทที่ 13 ตึกนิวเซ็นจูรี่ บี

คัดลอกลิงก์แล้ว