- หน้าแรก
- ฟ้องให้ยับ ปราบเกรียนด้วยหมายศาล
- บทที่ 13 ตึกนิวเซ็นจูรี่ บี
บทที่ 13 ตึกนิวเซ็นจูรี่ บี
บทที่ 13 ตึกนิวเซ็นจูรี่ บี
การได้ด่า 'นางฟ้า (พิษ)' ต่อหน้า คือเรื่องที่สะใจและระบายความโกรธได้ดีที่สุด ไม่มีอะไรเทียบได้!
อย่างไรเสีย หลินเป่ยก็ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น
เขายิ่งรู้สึกว่าการมาที่ร้านกาแฟครั้งนี้มันถูกต้องแล้ว เพราะถ้าขึ้นศาลไปคงด่าไม่ได้ เนื่องจากพอศาลเปิดพิจารณาคดีจะถูกส่งตัวเข้าไปข้างใน ยิ่งด่าไม่ได้ใหญ่
ต้องทะนุถนอมโอกาสในครั้งนี้ ด่ามันให้หนัก ๆ สักตั้ง
สะใจโว้ย!
อารมณ์ของหลินเป่ยดีขึ้นมาก
เขาพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการพิจารณาคดีในอีกไม่กี่วันข้างหน้ากับหลัวเสียงอีกเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองจึงแยกย้ายกัน
หลัวเสียงกลับไปยังสำนักกฎหมาย ส่วนหลินเป่ยตัดสินใจพักผ่อนต่อ
วันนี้ไม่ขับรถ ยังคงพักผ่อน!
หลินเป่ยแวะร้านผลไม้หน้าชุมชน เขาซื้อแตงโมพันธุ์ฉีหลินไร้เมล็ดลูกกลมสวยสีสันสดใสมาหนึ่งลูก และซื้อน้ำอัดลมแช่เย็นอีกสองกระป๋อง
จากนั้นเขาก็ฮัมเพลง หิ้วแตงโมและน้ำอัดลม เดินทอดน่องสบาย ๆ กลับบ้านไป
เพิ่งเดินเข้าประตูใหญ่ของชุมชน เสียงเรียกเข้ามือถือดังขึ้น
หลินเป่ยหยิบมือถือขึ้นมารับสาย เขายังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงแหลมสูงบาดหูของผู้หญิงดังเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์
“ไอ้แซ่หลิน!”
“แกมันตัวอะไรกันแน่ แค่คนขับแท็กซี่กระจอก ๆ ยังคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญหรือไง?”
“ฉันเตือนแกนะ รีบไสหัวกลับมาเซ็นเอกสารยอมความให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
“ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่!!!”
นี่ไม่ต้องคิดเลย ต้องเป็นเริ่นจวินเหม่ยแน่นอน
หลินเป่ยแค่นเสียงหัวเราะอย่างไม่แยแส
เขาค่อย ๆ เปล่งเสียงคำภาษาฮั่นสามพยางค์ออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ:
“X! แม่! มึง!”
จากนั้นกดวางสายทันที แล้วตามด้วยการบล็อกเบอร์
ในเมื่อเธอโทรศัพท์มาหาเรื่องเจ็บตัว ฉันย่อมสนองให้เธออยู่แล้ว
ไม่อย่างนั้นเธอคงคิดว่าฉันเป็นพ่อเธอจริง ๆ สิ ที่จะมาทนนิสัยเหม็นเน่าของเธอ
พอวางสาย หลินเป่ยเดินเข้ามาในทางเข้าตึก 17 แล้ว เขายื่นมือไปกดลิฟต์
ในไม่ช้า
เสียง “ติ๊งต่อง” ดังขึ้น ลิฟต์มาถึงแล้ว
หลินเป่ยเพิ่งเตรียมจะก้าวเข้าลิฟต์ ทันใดนั้นเสียง "โฮ่ง" ดังขึ้น พร้อมกับหมาดำตัวใหญ่ล่ำบึ้กตัวหนึ่งพุ่งกระโจนออกมาจากลิฟต์
“เชี่ย!”
หลินเป่ยตกใจสะดุ้ง เขารีบหลบตามสัญชาตญาณ
เนื่องจากเขาเคลื่อนไหวเร็วเกินไป แขนสะบัดอย่างแรง แตงโมที่หนักเกือบสิบกิโลกรัมกระแทกจนถุงพลาสติกขาด
“แปะ!”
แตงโมตกลงพื้นแตกกระจายเละเทะ น้ำแตงโมกระเซ็นไปทั่ว
“ฟู่ ๆ ๆ!”
โค้กก็ตกระเบิดเหมือนกัน พ่นฟองซ่าหมุนติ้วอยู่บนพื้น
หลินเป่ยไม่มีกะจิตกะใจจะเก็บกวาด เขายืนมองหมาดำตัวใหญ่ที่พุ่งออกมาจากลิฟต์ด้วยอาการขวัญหนีดีฝ่อ
ในตอนนี้ หมาดำตัวนั้นจ้องเขม็งมาที่เขาด้วยสายตาดุร้าย ส่งเสียงขู่คำรามต่ำ ๆ ในลำคอ
ขาทั้งสี่ยืนเกร็ง แยกเขี้ยวแยกฟัน ท่าทางพร้อมที่จะกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ
“ไอ้หมาบ้า! ไสหัวไป!”
หลินเป่ยเงื้อมือขึ้นด่าอย่างโมโห
เขาจำได้แล้ว นี่คือหมาที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ชั้น 13 เลี้ยงไว้ ดูเหมือนจะเป็นพันธุ์ร็อตไวเลอร์
ตัวดำมาก ตัวใหญ่มาก และดุมาก
แถมยัง "ซน" มาก เห็นคนทีไรชอบกระโจนเข้าใส่ แถมยังชอบเห่าส่งเสียงดังไม่เลือกหน้า
แต่เจ้าของหมาไม่เคยจูงสายจูงเลย...
หลินเป่ยเคยโดนไอ้หมาบ้านี่ทำตกใจมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง
วันนี้ จำนวนครั้งที่โดนหมาทำให้ตกใจ +1 อีกครั้ง
ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ทั้งแตงโมฉีหลินไร้เมล็ดและน้ำอัดลมแช่เย็นเละหมด ความสุขของหลินเป่ยหายไปแล้ว
เชี่ยเอ๊ย!!!
ให้อภัยไม่ได้!
หลินเป่ยโกรธมาก
แต่เขายังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงแหลมปรี๊ดเสียงหนึ่งดังขึ้นมาทันที
“เป็นบ้าหรือไง! แกมาด่าลูกชายฉันทำไม!!!”
ผู้หญิงอายุราวสามสิบปี แต่งหน้าจัดจ้าน ผมดัดลอนใหญ่ สวมรองเท้าส้นสูง เดินสับเท้าออกมาจากลิฟต์อย่างรวดเร็ว
เธอจ้องหลินเป่ยเขม็ง
เห็นได้ชัดว่าเป็นเจ้าของหมา
ส่วนเรื่องการเรียกหมาที่ตัวเองเลี้ยงว่า "ลูกชาย" นั้น แม้จะฟังดูหลุดโลกไปหน่อย แต่ในโลกแห่งความจริงอันน่าพิศวงใบนี้ ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่พบเห็นได้ยาก
เพียงแต่ว่า คนพวกนี้ไปทำลายกำแพงการสืบพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กับหมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...
หลินเป่ยไม่เข้าใจเอาเสียเลย
เขาข่มความโกรธในใจไว้แล้วเอ่ยปาก: “คุณผู้หญิงครับ...”
“แกเรียกใครคุณผู้หญิง? แกสิคุณผู้หญิง! ทั้งบ้านแกนั่นแหละคุณผู้หญิง!!!”
หลินเป่ยเพิ่งจะอ้าปาก ผู้หญิงคนนั้นกลับขนลุกชันทันทีเหมือนแมวโดนเหยียบหาง
หลินเป่ยถึงกับพูดไม่ออก
นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย?
หรือว่าโดนจี้ใจดำเข้า?
หลินเป่ยเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นด้วยสายตาแปลก ๆ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ดูจากการแต่งตัวและกลิ่นอายความกร้านโลกที่ปิดไม่มิดของเธอ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ
“มองอะไร!”
ผู้หญิงคนนั้นจิกตามองหลินเป่ยอย่างแรง สายตาดูแคลนและรังเกียจแทบจะทะลักออกมา
“แกอีกแล้วเหรอ ไอ้ชนชั้นต่ำไร้การศึกษา!”
“ฉันว่าแกต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ลูกชายฉันไปทำอะไรให้แก แกมาคลั่งอะไรอยู่ตรงนี้!”
“ถ้าลูกชายฉันเป็นอะไรขึ้นมา แกชดใช้ไหวหรือไง!”
พูดจบ ผู้หญิงคนนั้นย่อตัวลงกอดหมา ทั้งลูบไล้ทั้งปลอบโยน
ท่าทางเลี่ยน ๆ นั่น ทำเอาหลินเป่ยเห็นแล้วรู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อย
เขาถามกลับไปทันที: “หมาของคุณจู่ ๆ พุ่งออกมาทำผมตกใจ ทำแตงโมกับโค้กผมตกแตกหมด คุณไม่เห็นหรือไง?”
“ลูกชายฉันเรียบร้อยจะตาย เชื่อฟังมาก ไม่เคยกัดคน เมื่อกี้เขาแค่เล่นกับแกเฉย ๆ” ผู้หญิงคนนั้นเหลือบตามองบน “เป็นแกเองที่ถือไม่ดีทำตกพื้น จะโทษใครได้? อะไรนะ คิดจะตบทรัพย์เหรอ? สิ้นไร้ไม้ตอกแล้วหรือไง?”
หลินเป่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูด: “คุณไม่ดูเลยว่าหมาของคุณตัวใหญ่แค่ไหน! จู่ ๆ พุ่งพรวดออกมาใครจะไม่กลัว? อีกอย่าง คุณพาหมามาเดินเล่นทำไมไม่ใส่สายจูง?”
“หา? ใส่สายจูง?”
พอได้ยินคำนี้ ผู้หญิงคนนั้นมีปฏิกิริยาราวกับโดนกระตุ้น เธอรีบลุกขึ้นยืนตะโกนลั่น: “หรือว่าตอนที่แม่แกพาแกออกจากบ้าน เขาต้องเอาเชือกผูกคอแกด้วยเหรอ? บ้าจริง ๆ!”
หลินเป่ยขมวดคิ้ว “นี่มันหมา! หมาจะมาเทียบกับคนได้ยังไง?”
ผู้หญิงคนนั้นเหลือบมองหลินเป่ยด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
“หมาแล้วทำไม ลูกชายฉันมีค่ามากกว่าไอ้บ้านนอกไอ้กระจอกจน ๆ อย่างแกเยอะ!”
“ถ้ามันกัดแก ฉันจ่ายไหว!”
“แต่ถ้าแกทำมันบาดเจ็บหรือป่วย ฉันขอบอกแกไว้เลย ต่อให้แกสิ้นเนื้อประดาตัว แกก็ชดใช้ไม่ไหว!”
“ยังกล้ามายุ่งไม่เข้าเรื่องอีก ไม่ส่องกระจกดูสารรูปตัวเองซะบ้าง”
จางไคเฟิ่งโกรธจนแทบบ้า
ก็แค่ไอ้บ้านนอกที่เช่าห้องอยู่ ทั่วทั้งตัวมีแต่กลิ่นอายความยากจน ยังกล้ามาด่าลูกชายของเธอ แถมยังคิดจะลงมือตีเขาอีก
ถึงขนาดกล้ามาสั่งสอนเธอ
นี่มันคิดจะปีนเกลียวเหรอ บ้าไปแล้วจริง ๆ!
ส่วนหลินเป่ยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง แถมยังไม่พูดจาเหมือนคน เขาไม่เกรงใจอีกต่อไป แค่นเสียงเย็นชาออกมาทีหนึ่ง: “ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมคนบางคน เกิดมาเป็นคนดี ๆ ไม่ชอบ ดันอยากไปเป็นหมา!”
พอได้ยินคำนี้ จางไคเฟิ่งระเบิดอารมณ์ทันที
เธอตะโกนใส่หน้าหลินเป่ย: “แกตดอะไร! ไอ้กระจอกจน ๆ ที่มาจากต่างถิ่น สันดานขยะไร้การศึกษาจริง ๆ!”
“เหอะ ๆ...”
หลินเป่ยหัวเราะเยาะ
“ผมพูดผิดเหรอ?”
“คุณเรียกมันลูกชายคำ ลูกชายคำ ในเมื่อหมาตัวนี้เป็นลูกชายคุณ งั้นคุณไม่เป็นหมาไปด้วยเหรอ?”
“เพราะถึงยังไง คนเราคลอดลูกชายออกมาเป็นหมาไม่ได้หรอก”
จางไคเฟิ่งโกรธจนหน้าเบี้ยว
เธอชี้หน้าหลินเป่ย กรีดร้องเสียงแหลม: “แกไปกินขี้มาหรือไงปากเหม็นขนาดนี้! ฉันสั่งให้แกขอโทษฉันเดี๋ยวนี้ ขอโทษลูกชายฉันด้วย! ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้แกไม่มีที่ยืนในหางโจว แกเชื่อไหม?”
“หมาของคุณทำผมตกใจ แต่คุณกลับจะให้ผมขอโทษเนี่ยนะ?”
หลินเป่ยหัวเราะเยาะออกมา
“คนอย่างคุณ ทำให้ผมนึกถึงสถานที่แห่งหนึ่ง คุณรู้ไหมว่าที่ไหน?”
“ที่ไหน?”
จางไคเฟิ่งถามออกไปตามสัญชาตญาณ
เพิ่งถามออกไปเธอนึกเสียใจทันที แต่สายเกินไปแล้ว
หลินเป่ยเผยสีหน้าเย้ยหยัน ค่อย ๆ เอ่ยออกมา:
“ตึกนิวเซ็นจูรี่... บี!”
*เป็นการเล่นคำภาษาจีน พ้องเสียงกับคำว่า “ไอ้โง่บัดซบแห่งยุคศตวรรษใหม่”