เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 ความจริงอันน่าตกตะลึง

บทที่ 31 ความจริงอันน่าตกตะลึง

บทที่ 31 ความจริงอันน่าตกตะลึง


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 31 ความจริงอันน่าตกตะลึง

เฉินฉีและหลินถงซูกลับมาที่สถานีตำรวจแล้วตรงไปที่แผนกชันสูตรทันที เฉินฉีร้องเรียกเผิงซื่อจวี๋ “หัวหน้าเผิง ช่วยผมทดสอบอะไรบางอย่างทีสิ”

เผิงซื่อจวี๋มองเขาอย่างเย็นชาก่อนจะถามกลับ “มีอะไร?”

“คุณยังจำเลือดที่อยู่บนอาวุธ…”

“ผมทดสอบมันไปแล้วนี่”

“ไม่ใช่แบบนั้น ผมไม่ได้จะทดสอบดีเอ็นเอ แต่อยากทดสอบโดยใช้ไขมันในเส้นเลือดแทน เพื่อจะเอาไปเปรียบเทียบกับของผู้ตาย”

เผิงซื่อจวี๋มองเฉินฉีตั้งแต่หัวจรดเท้าและตอบว่า “ทำไมผมต้องทำตามที่คุณบอกด้วยล่ะ? ผมมีงานต้องทำอีกเยอะแยะ คงไม่มีเวลาจัดการตามคำร้องขอของคุณทุกเรื่อง”

“ผู้กองหลินเริ่มการสืบสวนอีกครั้งแล้วเหรอคะ?” หลินถงซูถามเขา

“ใช่แล้ว เขาเพิ่งกลับมาจากสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมเสือใหญ่ แถมยังนำหลักฐานบางอย่างมาด้วย ตอนนี้ผมยุ่งมาก ๆ ดังนั้นพวกคุณออกไปเถอะ”

หลินถงซูดึงแขนเสื้อของเฉินฉี “เราออกไปกันก่อนเถอะ”

“หัวหน้าเผิง!” เฉินฉีขึ้นเสียงกะทันหัน “ปกติแล้วบุคลิกภายนอกที่ทำให้คนอื่นประทับใจในตัวคุณคือความสุขุมรอบคอบ มีเป้าหมาย และเป็นกลางเสมอ แต่เมื่อกี้นี้คุณเพิ่งพูดว่า ‘ทำไมผมต้องทำตามที่คุณบอกด้วยล่ะ?’ ผมคิดว่านี่ออกจะเลือกปฏิบัติไปหน่อยนะ ในฐานะที่ผมเองก็เกี่ยวข้องกับการไขคดีนี้ ทำไมจะขอความช่วยเหลือจากที่นี่ไม่ได้? หน้าที่ของคุณคือปฏิบัติงานตามที่คนอื่นร้องขอไม่ใช่เหรอ?”

เผิงซื่อจวี๋ผุดลุกขึ้นมาจ้องหน้าเฉินฉีทันที “ถึงนิสัยของผมจะเป็นยังไงก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวิพากษ์วิจารณ์จากปากคุณ!”

หลินถงซูรู้สึกเสียขวัญมาก ตั้งแต่เธอเป็นตำรวจมา นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นคนกล้ายั่วโมโหหัวหน้าเผิง ตอนนี้เฉินฉีไม่ต่างอะไรกับคนที่ชอบแหย่รังแตนไปทั่วและกล้ามีเรื่องกับทุกคนตลอดเวลา

เธอพยายามกระตุกเสื้อของเฉินฉีเพื่อห้ามปราม แต่เขาไม่สนใจเธอแม้แต่น้อย “โปรดทำตามคำขอของผมด้วย แน่นอนว่าผมไม่ได้ขอให้คุณช่วยฟรี ๆ หรอก…”

เฉินฉีหยิบซองลูกอมรสมิ้นต์ออกมาวางบนโต๊ะ “นี่ครับ ค่าตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ”

เผิงซื่อจวี๋ตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นมุมปากกลับกระตุกยิ้ม “คุณคิดว่าผมเป็นเด็กน้อยรึไง?”

“ผมหาซื้อของที่แพงกว่านี้ให้ไม่ทันนี่นา”

“ทดสอบไขมันในเลือดงั้นเหรอ? เพราะอะไรถึงต้องทดสอบล่ะ? อธิบายให้ผมฟังหน่อยสิ”

“คุณจะช่วยผมใช่ไหม?”

“ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่คุณพูดมีเหตุผลมากพอหรือเปล่า”

“ผมคิดว่าคุณควรทดสอบมันก่อน แล้วพอได้ข้อสรุปออกมาผมจะอธิบายให้คุณฟังจนเข้าใจเอง เรียงลำดับขั้นตอนแบบนี้ดีกว่า”

เผิงซื่อจวี๋เหม่อไปครู่หนึ่งและรีบตอบกลับ “คุณไม่ควรโกหกผม เพราะผมเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นมาก ถ้าคุณคิดเล่นตุกติกขึ้นมา จากนี้ห้ามก้าวผ่านประตูบานนั้นเข้ามาเด็ดขาด!”

“ผมไม่กล้าโกหกแน่นอน!” เฉินฉียิ้มตอบ

เผิงซื่อจวี๋เดินไปที่ตู้เย็นแล้วหยิบตัวอย่างเลือดมาทำการทดสอบบนโต๊ะทดลอง เขาแกะซองลูกอมรสมิ้นต์ที่เฉินฉีให้มาและหยิบเข้าปากระหว่างทดลอง บรรยากาศในห้องเงียบสงัด แม้แต่หลินถงซูก็ไม่กล้าหายใจแรงจนเกิดเสียงดัง

“ในเมื่อเป็นเลือดของคนคนเดียวกัน... งั้นจุดประสงค์ในการทดสอบคืออะไรล่ะ?”

“เลือดของคนคนเดียวกันงั้นเหรอ? สมองคุณยังไม่เปิดระบบทำงานอีกหรือไง? ผมว่าผมใบ้ให้คุณตั้งเยอะแล้วนะ ยังไม่เข้าใจอีกเหรอเนี่ย?”

หลินถงซูอ้าปากพะงาบเหมือนจะตอบ “หรือว่า… มันคือ…”

“ไหนลองพูดซิ!” เฉินฉียิ้มและกระตุ้นให้เธอมั่นใจ

“หรือเป็นเลือดที่ถูกทิ้งไว้ก่อนหน้านี้?!”

เฉินฉีกลอกตาขึ้นฟ้าทันทีอย่างเอือมระอาเต็มทน “ในแต่ละวันที่ผ่านมาดูเหมือนสมองของคุณจะคิดอะไรได้น้อยลงจริง ๆ! ผมพูดไม่ออกเลย!”

“ไปตายซะ!” หลินถงซูยกขาเตะเขา

เผิงซื่อจวี๋ถือแท่งทดสอบในมือพร้อมเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ไขมันในเลือดจากตัวอย่างเลือดทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง! แต่ดีเอ็นเอกลับเหมือนกันทุกประการ! ผมเข้าใจแล้ว... พวกเขามีฝาแฝด!”

“ฝาแฝด!?” หลินถงซูรู้สึกช็อก

เฉินฉียิ้มจนดวงตาหรี่เล็กลง “นี่แหละ ความจริงที่ผมอยากรู้!”

“คุณรู้ได้ยังไงเนี่ย?” เผิงซื่อจวี๋ถามเขา

“ตอนแรกผมก็แค่ลองเดาส่งเดช เพราะสงสัยว่าในที่เกิดเหตุจะไม่มีรอยนิ้วมือ ดีเอ็นเอ หรือเอนไซม์ในน้ำลายของฆาตกรเลยได้ยังไง? แล้วทำไมฆาตกรต้องไว้ชีวิตเด็กชายด้วย? อีกอย่าง... ตอนผมพูดถึงพ่อกับแม่ของเด็กคนนั้นตอนไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล เขาก็แสดงอาการหวาดผวาแบบผิดปกติ! ดังนั้นผมเลยไปที่บ้านเกิดของกงเหวินเพื่อตามหาพ่อแม่ของเขา นี่ถือเป็นการเสี่ยงดวงอย่างหนึ่ง ถ้ากงเหวินวางแผนกับพ่อแม่ของเขาไว้ก่อนที่จะเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นเราคงไม่ได้ข้อมูลอะไรมาเลยจากการสอบถาม ผมลองงัดทักษะทุกอย่างที่มีมาใช้จนเค้นข้อมูลจากพวกเขาได้สำเร็จ แม่ของกงเหวินคลอดลูกออกมาเป็นฝาแฝดชาย แต่ในตอนนั้นครอบครัวของเขายากจนเกินกว่าจะเลี้ยงดูลูกทั้งสองคนไหว พวกเขาเลยตัดสินใจเลือกเลี้ยงแค่คนเดียว คือเก็บคนพี่ไว้และทิ้งคนน้องไป โดยที่วางทารกทิ้งไว้แถววัดในหมู่บ้านใกล้เคียง นับแต่นั้นมาก็ไม่เคยได้ยินข่าวของเด็กอีกเลย เงื่อนงำทั้งหมดจึงสามารถอธิบายสิ่งหนึ่งจากคดีนี้ได้ คือร่างของชายในที่เกิดเหตุไม่ใช่กงเหวิน แต่เป็นน้องชายฝาแฝดของเขา เพราะฉะนั้นกงเหวินนั่นแหละคือฆาตกร เด็กชายเห็นพ่อของตัวเองฆ่าทั้งแม่และยายต่อหน้าต่อตาเลยถึงขั้นเสียสติไป ไม่แน่ว่าตอนแรกกงเหวินก็ตั้งใจจะฆ่าลูกตัวเองด้วย แต่คำกล่าวที่ว่าเสือถึงร้ายก็ไม่มีวันกินลูกตัวเองเป็นเรื่องจริงเสมอ เขาจึงตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายว่าจะไม่ฆ่าเด็กชายทิ้ง!”

หลังฟังเรื่องราวจากเฉินฉีจบแล้ว ทั้งหลินถงซูและเผิงซื่อจวี๋รู้สึกช็อกจนพูดไม่ออกอยู่เป็นเวลานาน เฉินฉียังอธิบายต่อไป “ฟังดูไร้สาระใช่ไหมล่ะ? โลกของความจริงบางครั้งพีคกว่าโลกในนิยายด้วยซ้ำ ที่จริงก่อนหน้านี้เคยมีคดีฆาตกรรมสลับตัวแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนในรัฐเท็กซัส แฝดน้องฆ่าแฝดพี่และสวมรอยไปอาศัยอยู่กับพี่ชายบุญธรรมประมาณสองสามเดือน หลังจากนั้นพอเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นหลักฐานจึงปรากฏ ตำรวจพบร่าง ‘หล่อน’ นอนตายอยู่ภายในบ้าน และพวกเขาก็เริ่มสืบคดีกันหัวหมุนเหมือนที่พวกคุณกำลังทำอยู่ตอนนี้เปี๊ยบเลย หลังจากนั้นถึงได้รู้ว่าศพที่ตายนั้นไม่ใช่ตัวหล่อน แต่เป็นแฝดคนน้องที่สวมรอย”

“เพราะอย่างนี้คุณเลยขอให้พี่ชายฉันช่วยตามหาคนที่หน้าตาคล้ายกับกงเหวินใช่ไหม?” หลินถงซูถามต่อ “คุณคิดว่าป่านนี้เขาจะหลบหนีไปจากเมืองหลงอันแล้วหรือยัง?”

“คงไม่ มีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาจะยังอยู่ในเมืองหลงอันนี้ ผมขอให้เพื่อนคนขับรถช่วยติดใบปลิวประกาศตามหากงเหวินโดยใช้คำว่า ‘ตามหาคนหาย’ ถึงอย่างนั้นก็ไม่เจอใครที่หน้าตาคล้ายกงเหวินเลย ซึ่งถ้าผมเป็นเขา ผมจะไปซ่อนที่ไหนน่ะเหรอ? ใช่แล้ว ผมคงสวมรอยใช้ชีวิตเป็นฝาแฝดน้องชายของตัวเองไปซะ แทนที่อีกคนอย่างแนบเนียน แถมเมืองหลงอันก็มีขนาดค่อนข้างกว้าง ตำรวจจะไม่มีทางคิดออกแน่ว่าจะมีเหตุการณ์ซับซ้อนแบบนี้เกิดขึ้น ต่อให้ระดมสมองกันจนหัวแทบระเบิดก็ตาม!”

หลินถงซูมองเฉินฉีด้วยสายตาประหลาดใจอีกครั้ง สองวันที่ผ่านมานี้เธอคิดอยู่ตลอดว่าเขาคงทำตัวขี้เกียจไปวัน ๆ เท่านั้น กลับกลายเป็นว่าเขาค้นพบความลับตั้งหลายอย่างและเกือบไขคดีได้ทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว เป็นคนคนเดียวที่เก่งกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสถานี! ถึงขั้นนี้แล้วเธออดสงสัยไม่ได้ ‘เฉินฉี แท้จริงแล้วคุณเป็นใครกันแน่?’

“ระหว่างที่ผมทำการชันสูตรศพผมเจอรอยแผลบนผิวหนังของเขาหลายแห่ง บริเวณเอวมีหมอนรองกระดูกยื่นออกมาเล็กน้อย เดาว่าเขาน่าจะทำงานเป็นกรรมกรใช้แรงงาน เอาล่ะ ผมจะแจ้งเบาะแสนี้ให้ผู้กองหลินทราบและให้เขาทำการสืบสวนจากจุดนี้ต่อไป!” เผิงซื่อจวี๋พูดแล้วหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นกดโทรออกทันที

“ขอบคุณมากนะครับ หัวหน้าเผิง!” เฉินฉีหันหลังกลับและเดินออกจากห้องไป

ระหว่างที่เดินออกมาหน้าตาของหลินถงซูกลับไม่มีความสุขเอาซะเลย ซึ่งท่าทางเหล่านั้นไม่อาจหลุดรอดไปจากสายตาของเฉินฉี เขาถามเธอทันที “คุณเป็นอะไรไปน่ะ?”

“ปะ... เปล่าซะหน่อย”

“ให้ผมเดานะ ก่อนหน้านี้ผมรับปากคุณไว้ว่าจะช่วยคุณสร้างผลงานชิ้นใหม่ แต่ตอนนี้ความจริงกำลังจะถูกหัวหน้าเผิงถ่ายทอดให้พี่ชายของคุณรับรู้ เพราะแบบนี้คุณถึงไม่ค่อยโอเคใช่ไหมล่ะ?”

“เปล่านะ! ไม่ว่าคนที่ทำผลงานได้จะเป็นใคร แต่ถึงยังไงสุดท้ายคดีนี้ก็ต้องปิดแฟ้มได้อยู่ดี คุณเห็นฉันเป็นคนใจแคบขนาดนั้นเลยรึไง?” หลินถงซูบุ้ยปาก

เฉินฉีหยิบโทรศัพท์ออกมาพิมพ์ข้อความบางอย่างยาวเหยียด หลินถงซูที่กำลังรอให้คนปลอบเห็นเขาไม่สนใจแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ เฉินฉีพิมพ์ความเสร็จแล้วจึงเงยหน้าขึ้น “การแบ่งปันข้อมูลเป็นพื้นฐานของความร่วมมือ ถ้าผมมัวปิดบังความจริงไว้จะยิ่งทำให้หน่วยงานของพวกคุณสูญเสียทั้งทรัพยากรและเวลาไปเปล่า ๆ มันเป็นเรื่องของหลักการและจิตสำนึกที่พึงมี พี่ชายคุณรู้เบาะแสแล้วถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เขาไม่มีทางตามล่าฆาตกรได้แน่ ผมมีวิธีที่เร็วกว่านั้นในการจับตัวกงเหวิน!”

“วิธีอะไรล่ะ!?” ดวงตาหลินถงซูเปล่งประกายขึ้นมาอีกครั้ง

“ตามผมไปที่องค์กรข่าวในสำนักพิมพ์สิ”

จบบทที่ บทที่ 31 ความจริงอันน่าตกตะลึง

คัดลอกลิงก์แล้ว