เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1-5

บทที่ 1-5

บทที่ 1-5


บทที่ 1 ข้ามมิติสู่กลืนกินดารา

​วันที่ 16 มิถุนายน ปี ค.ศ. 2056 เวลาสองทุ่ม เมืองหยางโจว เขตอี๋อัน

​ภายในตึกพักอาศัยที่ดูค่อนข้างเก่าหลังหนึ่ง เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งนอนฟุบอยู่บนโต๊ะคอมพิวเตอร์ เขาหมดสติไปทั้งที่ใบหน้ายังดูเจ็บปวดรวดร้าว

​เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ นิ้วมือของเด็กหนุ่มคนนั้นก็เริ่มขยับเบาๆ

​“อูย... เจ็บจัง!”

​ฉินมู่กุมหัวตัวเองตามสัญชาตญาณ แล้วค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง

​“ที่นี่ที่ไหนกัน?”

​เขามองไปรอบๆ อย่างสับสน ห้องนี้ดูไม่คุ้นตาเลย ข้าวของในห้องก็มีไม่มากนัก นอกจากเตียงนอนหนึ่งหลัง ตู้เสื้อผ้าหนึ่งใบ ก็มีเพียงโต๊ะคอมพิวเตอร์ตัวนี้

​บนโต๊ะด้านซ้ายมีกรอบรูปตั้งอยู่ ในรูปนั้นมีชายหญิงคู่หนึ่งที่เขาไม่รู้จัก กับเด็กผู้ชายตัวน้อยอีกคนหนึ่ง

​มันคือรูปถ่ายครอบครัว

​ทันทีที่เห็นรูปนั้น ความทรงจำมากมายก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวของฉินมู่ไม่หยุด

​ไวรัส RR, การวิวัฒนาการ, สัตว์ประหลาด, นักรบ

​ภาพเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง

​“ฉันอาศัยอยู่ที่เมืองหยางโจว เขตอี๋อัน ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดเมืองบริวารของฐานที่มั่นเจียงหนาน... ฉันเป็นนักเรียนมัธยมปลาย”

​“ไม่ใช่สิ วันนี้วันที่ 16 มิถุนายน การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่งจบลง และวันนี้คือวันที่ประกาศผลสอบ”

​“ฉันมีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งชื่อว่า หลัวเฟิง ตอนสอบเขาก็เกิดหน้ามืดเป็นลมไปใช่ไหม?”

​“เดี๋ยวก่อนนะ... หลัวเฟิงเหรอ??”

​“นี่มันคือโลกในนิยายเรื่องกลืนกินดารานี่นา!”

​เมื่อความทรงจำกลับคืนมาเรื่อยๆ ในที่สุดฉินมู่ก็มั่นใจแล้วว่า เขาได้ข้ามมิติมาอยู่ในโลกของ ‘กลืนกินดารา’ เสียแล้ว!

​เขาลองลูบหน้าตัวเองแล้วไปส่องกระจกดู พบว่าใบหน้านี้แทบจะเหมือนกับตัวเขาในชาติก่อนทุกประการ เพียงแต่ดูอ่อนเยาว์และดูเด็กกว่ามาก ฉินมู่ได้แต่นิ่งเงียบไป

​เขาข้ามมิติมาจริงๆ หลังจากที่ทำงานล่วงเวลาจนเผลอหลับไป พอตื่นมาอีกทีเขาก็มาอยู่ที่นี่เสียแล้ว

​เจ้าของร่างเดิมนี้ก็ชื่อฉินมู่เหมือนกัน พ่อของเขาเป็นทหารที่เสียชีวิตไปเมื่อแปดปีก่อนระหว่างการต่อสู้กับฝูงสัตว์ประหลาดที่บุกรุกเข้ามา

​ส่วนแม่เป็นนักวิจัยของกองทัพ เมื่อห้าปีก่อนเธอออกไปทำงานวิจัยข้างนอกแล้วถูกสัตว์ประหลาดเจอเข้า ทีมวิจัยทั้งทีมจึงไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาเลย

​เขาต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุเพียง 13 ปีเท่านั้น

​หลายปีที่ผ่านมา เขาฝึกฝนตัวเองอย่างหนักเพราะอยากเป็นนักรบ เพื่อที่จะได้ไปกำจัดสัตว์ประหลาดพวกนั้นให้สิ้นซาก

​การจะเป็นนักรบได้นั้นต้องผ่านเงื่อนไขสามอย่าง คือ แรงต่อยต้องถึง 900 กิโลกรัม ความเร็วต้องถึง 25 เมตรต่อวินาที และต้องมีความเร็วในการตอบสนองของประสาทที่ยอดเยี่ยม

​แต่น่าเสียดายที่พรสวรรค์ของเจ้าของร่างเดิมนั้นธรรมดามาก แม้จะฝึกแทบตาย แต่จนถึงตอนนี้เขาก็เป็นได้แค่สมาชิกในระดับกลางของสำนักสุดขีดเท่านั้น

​ตอนที่ทำได้ดีที่สุด แรงต่อยของเขาก็อยู่ที่ 756 กิโลกรัม ส่วนด้านความเร็วนั้นเขามีพรสวรรค์ค่อนข้างดี ทำคะแนนได้ดีที่สุดคือ 24.12 เมตรต่อวินาที ซึ่งถือว่าเกือบจะถึงเกณฑ์ของว่าที่นักรบแล้ว ส่วนความเร็วในการตอบสนองก็ถึงเกณฑ์ไปเรียบร้อยแล้วด้วย

​แต่น่าเสียดายที่แรงต่อยยังไม่พอ แม้แต่เกณฑ์สมาชิกระดับสูงที่ต้องการแรงต่อย 800 กิโลกรัมเขาก็ยังไปไม่ถึง

​อย่าดูถูกช่องว่างเล็กน้อยนี้เชียว เพราะหากไม่มีโอกาสพิเศษจริงๆ สำหรับเจ้าของร่างเดิมแล้ว ตัวเลขพวกนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่แทบจะเอื้อมไม่ถึงเลย

​เพราะแม้เขาจะฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งแค่ไหน พลังของเขาก็หยุดนิ่งไม่ขยับมานานแล้ว

​ในที่สุด ด้วยการฝึกที่หนักเกินไป ร่างกายของเขาก็เริ่มสะสมอาการบาดเจ็บภายในไว้มากมาย เมื่อครึ่งปีก่อนเขาเคยเป็นลมล้มพับไปในห้องฝึกซ้อม และต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึงสามวันกว่าจะฟื้น

​หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เขาพยายามจะฝึกซ้อม เขาจะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนมีเข็มมาทิ่มแทงไปทั่วตัว จนเส้นทางของการเป็นนักรบแทบจะถูกตัดขาดลง

​เขาพยายามทำทุกวิถีทาง ทั้งซื้อยามารับประทาน หรือลองใช้วิธีรักษาแปลกๆ แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

​ความฝันของเขาเกือบจะพังทลายลง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ และหันมาฝากความหวังไว้กับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแทน

​ขอเพียงแค่เขาสอบติดโรงเรียนเตรียมทหาร และใช้ทรัพยากรของที่นั่น เขาก็ยังมีโอกาสที่จะรักษาตัวให้หาย และมีหวังเล็กๆ ที่จะได้เป็นนักรบอีกครั้ง

​แต่ใบประกาศคะแนนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก็ได้ทำลายความฝันนั้นลงอย่างไม่มีชิ้นดี

​ผู้เข้าสอบ: ฉินมู่

เพศ: ชาย

เลขประจำตัวประชาชน: 426123203705016012

เลขที่นั่งสอบ: 5878643567890745

วิชาศิลปศาสตร์: 211

วิชาวิทยาศาสตร์: 228

วิชาคณิตศาสตร์: 121

คะแนนรวม: 560

เกณฑ์คะแนนสอบติด: 561

​ต่างกันเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น ที่ทำให้เจ้าของร่างเดิมสูญเสียความหวังไปจนหมดสิ้น

​ด้วยความเสียใจและโกรธแค้นอย่างที่สุด เขาจึงวูบหมดสติไป และเมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็กลายเป็นฉินมู่จากอีกโลกหนึ่งไปเสียแล้ว

​“ขาดอีกแค่คะแนนเดียวเองเหรอเนี่ย!”

​ฉินมู่ถอนหายใจยาว

​จริงๆ แล้วเจ้าของร่างเดิมเก่งมากเลยนะ เขามีจิตใจที่แน่วแน่เหนือกว่าคนทั่วไปเสียอีก แต่น่าเสียดายที่โชคชะตาเล่นตลกกับเขา

​ตอนที่รู้ว่าร่างกายเสียหายจนรักษาไม่ได้ เขาก็ไม่ได้ท้อแท้จนหมดหวัง แต่พยายามจะเลือกเดินอีกเส้นทางเพื่อทำฝันให้สำเร็จ

​แต่น่าเสียดายจริงๆ แค่คะแนนเดียวเท่านั้น มันเหมือนอยู่ห่างกันเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดระหว่างสวรรค์กับนรก

​ฉินมู่พยายามเรียบเรียงความจำในหัวอยู่นาน จนในที่สุดเขาก็เริ่มสงบใจลงได้

​ในชาติก่อนฉินมู่ชอบอ่านนิยายมาก และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง ‘กลืนกินดารา’ นี่แหละ

​เขาอ่านมันหลายรอบมาก จนจำเนื้อเรื่องส่วนใหญ่รวมถึงเหตุการณ์สำคัญๆ ได้ขึ้นใจ

​โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก

​บนโลกมนุษย์ มีสัตว์ประหลาดอยู่มากมายนับไม่ถ้วน พวกมันยึดครองทั้งท้องฟ้าและมหาสมุทร จนมนุษย์ต้องถอยร่นมาอาศัยอยู่แต่ในฐานที่มั่นต่างๆ

​และเมื่อมนุษย์ต้องยอมแลกด้วยอะไรมากมาย จนเหล่าผู้นำระดับสูงเกือบจะตายกันหมดเพื่อเอาชนะสัตว์ประหลาดและก้าวออกไปสู่โลกภายนอกได้สำเร็จ

​พวกเขาก็จะได้พบว่าจักรวาลนี้กว้างใหญ่เพียงใด แค่ในดาราจักรทางช้างเผือกก็มีดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มากกว่าสองแสนดวงแล้ว

​และทางช้างเผือกก็เป็นเพียงหนึ่งในแปดดาราจักรที่ปกครองโดยจักรวรรดิหยินหลัน ซึ่งเป็นเพียงอารยธรรมระดับเริ่มต้นของจักรวาลเท่านั้น

​การปกครองถึงแปดดาราจักร นี่มันเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันนะ?

​แต่นั่นเป็นเพียงแค่ระดับเริ่มต้นเท่านั้น

​เหนือขึ้นไปอีก คือจักรวรรดิระดับกลางที่ชื่อว่าจักรวรรดิมังกรดำ ซึ่งปกครองดาราจักรมากกว่าแปดพันแห่ง

​จักรวรรดิมังกรดำมีอารยธรรมระดับเริ่มต้นอยู่ในสังกัดถึงห้าร้อยกว่าอารยธรรม

​จักรวรรดิหยินหลันเองก็เป็นเพียงหนึ่งในอารยธรรมบริวารของจักรวรรดิมังกรดำเท่านั้น

​และแม้แต่จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่อย่างมังกรดำ ก็ยังเป็นเพียงอารยธรรมบริวารเล็กๆ ของจักรวรรดิเฉียนอู ซึ่งเป็นอารยธรรมระดับสูงในจักรวาล

​เหนือขึ้นไปอีกยังมีเขตแดนของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เผ่าพันธุ์ต่างๆ อีกนับล้าน มีจักรวาลดั้งเดิม ทะเลจักรวาล ไปจนถึงดินแดนต้นกำเนิด

​จักรวาลนี้ช่างกว้างใหญ่นัก มีเผ่าพันธุ์มากมายที่พยายามเอาชีวิตรอด มีผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน และมีทั้งโอกาสกับอันตรายอยู่เต็มไปหมด

​ในโลกใบนี้ แม้แต่เทพเจ้าที่เป็นอมตะก็ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

​ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงคือเหล่านายเหนือจักรวาลที่ควบคุมกาลเวลาและมิติ หรือผู้แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลผู้สร้างจักรวาลขึ้นมาเอง

​โลกนี้กว้างใหญ่เกินไป เมื่อเทียบกันแล้ว โลกมนุษย์ของเราดูเล็กจิ๋วไปเลย

​แต่ถึงจะเล็กจิ๋วเพียงใด โลกใบนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

​และตอนนี้เขาก็ได้กลายเป็นเพื่อนร่วมชั้นของหลัวเฟิง พระเอกของเรื่องนี้ไปเสียแล้ว

​ถ้าเขาไม่ได้ข้ามมิติมาพร้อมกับ ‘ตัวช่วย’ พิเศษล่ะก็ สิ่งแรกที่ฉินมู่จะทำก็คือรีบไปทำตัวสนิทสนมกับหลัวเฟิงให้เร็วที่สุด

​การสอบเพิ่งจะจบลง หลัวเฟิงยังไม่ได้เป็นแม้แต่ว่าที่นักรบด้วยซ้ำ ถ้าเขารู้เนื้อเรื่องล่วงหน้าแบบนี้ การจะเข้าไปตีสนิทคงไม่ใช่เรื่องยาก

​แต่ตอนนี้ฉินมู่ไม่ได้คิดแบบนั้น

​เพราะในหัวของเขามีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณที่แปลกประหลาดอยู่

​และสิ่งที่เชื่อมโยงกับเขาก็อยู่ตรงหน้าเขานี่เอง ทางด้านขวาของโต๊ะคอมพิวเตอร์

​มันคือแมลงตัวเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ มีเปลือกที่ยืดหยุ่น รูปร่างดูคล้ายกับหนอนผีเสื้อ

​นี่คือตัวอ่อนของเผ่าพันธุ์แมลง เป็นตัวอ่อนที่หลับใหลมานานหลายปีแต่ก็ยังมีชีวิตอยู่

​ผ่านความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณนั้น ฉินมู่รู้ได้ทันทีว่ามันได้กลายเป็นร่างแยกของเขาไปแล้ว

​เหมือนกับที่หลัวเฟิงมีร่างแยกเป็นอสูรทองคำเขาเดียวในเวลาต่อมานั่นเอง

​ฉินมู่สามารถรับรู้ความรู้สึกและควบคุมทุกอย่างของมันได้อย่างชัดเจน

​เขาจึงลองส่งกระแสจิตดู และย้ายจิตสำนึกของตัวเองเข้าไปในร่างของตัวอ่อนแมลงนั้น

​ทันใดนั้น การมองเห็นของฉินมู่ก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน โลกตรงหน้าเขาดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นพันๆ เท่า

​ยักษ์ตนหนึ่งปรากฏขึ้นในสายตาจนทำให้เขาตกใจ แต่พอตั้งสติได้เขาก็รู้ว่านี่คือมุมมองของตัวอ่อนแมลง และยักษ์ที่เห็นอยู่นั้นก็คือตัวเขาเองนั่นเอง

​เผ่าพันธุ์แมลงเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่ง เพราะพวกมันสามารถกลืนกิน วิวัฒนาการ และกลายพันธุ์ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

​ในโลกของกลืนกินดารานี้ เผ่าพันธุ์แมลงก็มีตัวตนอยู่จริงๆ

​ไม่ใช่แค่มีอยู่เฉยๆ นะ แต่เผ่าพันธุ์แมลงยังเป็นหนึ่งในหกเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งยึดครองดินแดนในจักรวาลอยู่นับล้านๆ แห่งเลยทีเดียว

​ข้ามมิติมาแล้ว แถมยังมีตัวช่วยสุดเจ๋งอีกด้วย!

​หลังจากที่ตื่นเต้นอยู่พักใหญ่ ฉินมู่ก็พยายามบังคับตัวเองให้ใจเย็นลง ถ้าเขาไม่อยากอยู่อย่างไร้ค่าเหมือนในชาติก่อน เขาก็ต้องเริ่มวางแผนเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองได้แล้ว

​การสอบจบไปแล้ว การจะเปลี่ยนชีวิตด้วยการเรียนคงทำไม่ได้แล้ว ดังนั้นความหวังเดียวของเขาก็คือเจ้าตัวอ่อนแมลงที่อยู่ตรงหน้านี้

​ฉินมู่ที่รู้เหตุการณ์ในอนาคตดีรู้ว่า โลกใบนี้จะต้องเจอกับภัยพิบัติมากมาย

​ในอนาคตอันใกล้อารยธรรมมนุษย์บนโลกจะต้องเผชิญกับหายนะที่เกือบจะทำให้สิ้นเผ่าพันธุ์

​ในอีกสามปีข้างหน้า หรือก็คือวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2060 อสูรทองคำเขาเดียวจะบุกโจมตีฐานที่มั่นนิวยอร์กในอเมริกา

​นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่เกือบจะทำลายล้างมนุษยชาติ

​มันคือสงครามเต็มรูปแบบระหว่างมนุษย์และสัตว์ประหลาด

​ภายใต้การนำของอสูรทองคำเขาเดียวที่มาจากส่วนลึกของจักรวาล ฐานที่มั่นส่วนใหญ่จะถูกพวกสัตว์ประหลาดตีแตก ซึ่งนั่นรวมถึงเมืองหยางโจวที่เขาอยู่นี่ด้วย!

​ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอย่าง ‘หง’ และ ‘เทพสายฟ้า’ ต้องยอมสู้ตายด้วยการเผาผลาญจิตวิญญาณจนหมดสติไป และเกือบจะต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทรา

​ส่วนหลัวเฟิงที่เป็นพระเอก ก็ต้องยอมสละยอดฝีมือถึงห้าคนและยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ก็ยังสู้ไม่ได้

​สุดท้ายเขาก็ต้องพึ่งพามรดกของฮูเหยียนป๋อ เจ้าของดวงดาวหยุนม่อ เพื่อเข้าสิงร่างของอสูรทองคำเขาเดียว จึงจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

​ถ้าไม่ได้เป็นนักรบ ในสงครามแบบนั้น แม้แต่จะเป็นแค่เบี้ยที่เป็นแนวหน้าก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอเลย

​ในโลกใบนี้ ถ้าอยากจะกำหนดโชคชะตาของตัวเอง ก็ต้องมีพลัง และต้องเป็นนักรบให้ได้เท่านั้น

บทที่ 2 ตัวอ่อนเผ่าพันธุ์แมลง

​หากคิดจะเป็นนักรบ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเข้ารับการทดสอบว่าที่นักรบ

​ฉินมู่ผู้รอบรู้เนื้อเรื่องและได้รับความทรงจำทั้งหมดของร่างเดิมมาแล้วเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี

​ในฐานะสมาชิกของสำนักสุดขีด เขาสามารถเข้ารับการทดสอบว่าที่นักรบได้ในวันที่หนึ่งของทุกเดือน แต่การจะเป็นนักรบที่แท้จริงได้นั้น ไม่ใช่แค่สอบผ่านการวัดระดับเบื้องต้นเท่านั้น

​เขายังต้องเข้ารับการทดสอบภาคสนามอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อผ่านการทดสอบนั้นแล้วเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นนักรบได้อย่างเต็มตัว

​ซึ่งการทดสอบภาคสนามของว่าที่นักรบนั้น ในหนึ่งปีจะมีเพียงสองครั้ง คือวันที่ 1 สิงหาคม และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ของทุกปี

​ตอนนี้คือวันที่ 16 มิถุนายนแล้ว นั่นหมายความว่าถ้าเขาไม่สามารถเป็นว่าที่นักรบได้ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม เขาก็จะพลาดการทดสอบในรอบวันที่ 1 สิงหาคมไปอย่างแน่นอน และหากจะเป็นนักรบให้ได้ ก็ต้องรอไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

​นั่นเป็นสิ่งที่ฉินมู่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

​ระยะเวลาก่อนที่อสูรทองคำเขาเดียวจะบุกโจมตีฐานที่มั่นนิวยอร์กในอเมริกามีเวลาเหลือแค่สามปีครึ่งเท่านั้น

​ฉินมู่จะยอมเสียเวลาเปล่าไปครึ่งปีได้อย่างไร?

​แม้ว่าเขาจะมีร่างแยกเป็นตัวอ่อนเผ่าพันธุ์แมลง ซึ่งตามทฤษฎีแล้วเขาอาจจะไม่ต้องสนการทดสอบนักรบเลยก็ได้ แค่รอให้ฝูงแมลงแข็งแกร่งขึ้นก็พอ

​ในสถานการณ์ปกติ ขอเพียงมีทรัพยากรที่เพียงพอ ในเวลาอันสั้นตัวอ่อนเพียงตัวเดียวก็สามารถพัฒนาจนกลายเป็นฝูงแมลงขนาดใหญ่ได้

​เพราะในตัวอ่อนแต่ละตัวจะมีการเก็บรักษาพันธุกรรมทั้งหมดของทั้งเผ่าพันธุ์เอาไว้ และสามารถฟักออกมาเป็นหน่วยรบต่างๆ ได้ตามต้องการ

​แต่ในความเป็นจริง ฉินมู่ได้รับรู้จากความทรงจำอันแหว่งวิ่นของตัวอ่อนว่า ในระหว่างการหลับใหลอันยาวนาน ข้อมูลพันธุกรรมของหน่วยรบต่างๆ ในคลังเกือบทั้งหมดได้สูญหายไปแล้ว

​ในคลังพันธุกรรมตอนนี้ เหลือเพียงแมลงงานที่มีรูปร่างคล้ายมดงานยักษ์เพียงชนิดเดียวเท่านั้น และแมลงงานนี้ก็ทำได้เพียงวิวัฒนาการไปเป็น "รังแม่" ระดับต่ำสุดเท่านั้นเอง

​นั่นหมายความว่า การพัฒนาของฝูงแมลงจะต้องพึ่งพาการออกไปช่วงชิงพันธุกรรมมาวิเคราะห์แล้วจึงวิวัฒนาการต่อยอดไป

​เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ต้องใช้เวลา แต่ยังต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเติบโตของฝูงแมลงด้วย

​ซึ่งเมืองหยางโจวที่เขาอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมแน่นอน

​มีเพียง "เขตแดนรกร้าง" เท่านั้นที่จะตอบโจทย์สภาพแวดล้อมการเติบโตของเผ่าพันธุ์แมลงได้ แต่ในเขตนั้นเต็มไปด้วยฝูงสัตว์ประหลาด ไม่ใช่ที่ที่คนธรรมดาจะย่างกรายเข้าไปได้ง่ายๆ

​ปัญหากลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง หากต้องการพัฒนาฝูงแมลง ฉินมู่ต้องเป็นนักรบให้ได้เสียก่อน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นว่าที่นักรบ เพราะมีเพียงผู้ที่มีสถานะนี้เท่านั้นที่จะเข้าสู่เขตแดนรกร้างได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

​เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป เรื่องการเป็นนักรบนั้นรีบร้อนไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือหาอะไรให้ตัวอ่อนที่หิวโซมานานแสนนานได้กินก่อน

​เขาค้นดูทั่วบ้าน ในที่สุดก็เจอเนื้อแช่แข็งไม่กี่ชิ้นที่ถูกลืมทิ้งไว้ในตู้เย็น

​ฉินมู่หยิบเนื้อแช่แข็งออกมาวางตรงหน้าตัวอ่อนเผ่าพันธุ์แมลง

​เจ้าตัวอ่อนที่หิวจัดจนแทบคลั่งเมื่อได้กลิ่นอาหารก็รีบอ้าปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม กัดเนื้อแช่แข็งจนแตกละเอียดอย่างง่ายดายแล้วเริ่มกลืนกินอย่างตะกละตะกลาม

​ระหว่างที่ตัวอ่อนกำลังกินอาหาร ฉินมู่ก็ถือโอกาสสำรวจบ้านที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตาหลังนี้ไปด้วย พร้อมกับหาดูว่าพอจะมีอาหารอย่างอื่นอีกไหม

​บ้านหลังนี้อยู่บนชั้นที่สิบแปด เป็นห้องขนาดเล็กที่มีสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น

​ห้องนอนหนึ่งเป็นของเขา ส่วนอีกห้องเป็นห้องนอนของพ่อแม่

​ห้องของพ่อแม่นั้น ร่างเดิมไม่กล้าเข้าไปทำความสะอาดเลยแม้แต่น้อย เขายังคงรักษาสภาพทุกอย่างให้เหมือนตอนที่พวกท่านยังอยู่

​เขาผลักประตูเข้าไปในห้องนั้น

​กลางห้องมีเตียงคู่หนึ่งหลัง ด้านซ้ายเป็นตู้เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าต่างๆ

​บนหัวเตียงมีรูปถ่ายครอบครัววางอยู่ ด้านขวาเป็นโต๊ะเขียนหนังสือและมีชั้นวางหนังสือตั้งอยู่ข้างๆ

​ชั้นหนังสือนั้นเต็มไปด้วยตำรา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีววิทยา พันธุกรรม และเรื่องของสัตว์ประหลาด

​หนังสือพวกนี้เป็นของสะสมของคุณแม่ที่เป็นนักวิจัยของกองทัพทิ้งเอาไว้

​ฉินมู่เดินไปที่ชั้นหนังสือ หยิบขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วลองเปิดดู พบว่าเขาอ่านไม่รู้เรื่องเลยจึงวางกลับคืนที่เดิม

​การตกแต่งในห้องนั่งเล่นนั้นแสนเรียบง่าย มีเพียงโทรทัศน์หนึ่งเครื่อง โซฟา และโต๊ะน้ำชา

​หลังจากเดินหาจนทั่วแล้ว เขาก็ไม่พบอาหารอย่างอื่นที่พอจะให้ตัวอ่อนกินได้อีกเลย

​ในขณะที่เขากำลังหาของกินอยู่นั้น เจ้าตัวอ่อนเผ่าพันธุ์แมลงก็ฟาดเนื้อแช่แข็งก้อนที่ใหญ่กว่าตัวมันหลายเท่าไปเกือบหมดแล้ว

​ในความรู้สึกของฉินมู่ ทันทีที่อาหารเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายมันไป พริบตาเดียวพวกมันก็สลายหายไปด้วยพลังการย่อยสลายที่น่ากลัว

​เมื่อกินอาหารเข้าไปเป็นจำนวนมาก ความรู้สึกอบอุ่นก็เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างของตัวอ่อนโดยมีกระเพาะเป็นศูนย์กลาง

​ภายใต้สายตาของฉินมู่ ร่างกายที่เคยเหี่ยวแห้งของตัวอ่อนเริ่มพองขยายขึ้นจนเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า

​เมื่อตัวอ่อนเริ่มฟื้นตัว ฉินมู่ก็รู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นจางๆ ในร่างกายของตนเองด้วย แต่มันยังเบาบางมากนัก

​"ดูเหมือนแรงจะเพิ่มขึ้นนิดหน่อย จุดแผลภายในร่างกายก็รู้สึกสบายขึ้นด้วย"

​ฉินมู่ลองกำหมัด สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย

​"ไม่มีอะไรให้กินแล้วแฮะ"

​"พลังงานที่ได้จากอาหารแค่นี้ ยังไม่พอให้ตัวอ่อนกลับคืนสู่สภาพปกติเลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการฟักตัวออกมาเป็นแมลงงานเลย"

​ร่างเดิมไม่มีนิสัยชอบตุนอาหารไว้เสียด้วย ฉินมู่จึงต้องหาทางจัดการด้วยตัวเอง

​เขาเปิดโทรศัพท์มือถือ ลองกดรหัสผ่านตามความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง

​โทรศัพท์เครื่องนี้ดูล้ำสมัยกว่าในชาติก่อนนิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยนไปมากนัก ฉินมู่จึงทำความเข้าใจวิธีใช้ได้อย่างรวดเร็ว

​เขาเปิดแอปพลิเคชันของธนาคารขึ้นมา ยอดเงินแสดงให้เห็นว่ามีอยู่ 523,586.23 หยวน

​"ยังดีที่มีเงินเหลืออยู่ไม่น้อย"

​เงินก้อนนี้เป็นเงินออมของพ่อแม่ รวมกับเงินชดเชย และเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลในแต่ละเดือนที่สะสมมา

​ในฐานะลูกหลานของผู้เสียสละเพื่อชาติ รัฐบาลจะให้เงินช่วยเหลือเดือนละ 3,000 หยวน จนกว่าจะอายุครบสิบแปดปี

​หลายปีที่ผ่านมาร่างเดิมใช้เงินไปไม่น้อยเพื่อฝึกฝนให้เป็นนักรบ และหลังจากที่บาดเจ็บก็เสียเงินรักษาตัวไปอีกหลายแสนหยวน

​เงินที่เหลืออยู่นี้ ถ้าเขาใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆ ก็พอให้อยู่ไปได้อีกนานทีเดียว

​แต่ฉินมู่ไม่ได้คิดจะทำอย่างนั้นแน่นอน

​ชาติที่แล้วเขาอยู่อย่างไร้ค่ามาพอแล้ว ชาตินี้เขาอยากจะลองใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ดูบ้าง

​เขาเหลือบมองเวลา

​"ยังไม่ถึงสามทุ่มเลย ออกไปซื้อของหน่อยดีกว่า"

​ฉินมู่จำได้ว่าแถวข้างล่างตึกไม่ไกลนักมีตลาดสดอยู่ ที่นั่นมีเขียงเนื้ออยู่หลายร้าน

​มีทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ไปจนถึงเนื้อสัตว์ประหลาดก็มีขาย เพียงแต่เนื้อสัตว์ประหลาดจะมีราคาแพงกว่าเนื้อทั่วไปมาก

​ตัวอ่อนเผ่าพันธุ์แมลงไม่ใช่สัตว์ที่กินแต่เนื้ออย่างเดียว ในทางตรงกันข้ามมันกินได้เกือบทุกอย่าง ในสภาวะคับขันแม้แต่ดินมันก็กินเพื่อประทังชีวิตได้

​แต่แน่นอนว่า สิ่งที่เหมาะกับมันที่สุดก็คือเลือดและเนื้อของสิ่งมีชีวิต

​ฉินมู่หยิบตัวอ่อนเผ่าพันธุ์แมลงใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านใน จัดแจงตัวเองเล็กน้อยแล้วรีบออกจากบ้านทันที

​หมู่บ้านที่ฉินมู่อาศัยอยู่เป็นเขตที่พักอาศัยของครอบครัวทหาร ระบบรักษาความปลอดภัยจึงดีเยี่ยม

​เขาลงลิฟต์จากชั้นสิบแปดแล้วเดินลัดเลาะไปตามซอยแคบๆ

​ในยุคสมัยนี้ นอกจากบางพื้นที่แล้ว ที่ดินส่วนใหญ่ถูกใช้ประโยชน์จนเกือบจะถึงขีดจำกัด

​ตึกที่พักอาศัยแต่ละหลังดูเหมือนแท่งคอนกรีตสี่เหลี่ยมขนาดมหึมา แม้แต่เขตบ้านพักทหารก็ไม่มีข้อยกเว้น

​หลังจากเดินผ่านซอยมาหลายซอย ในที่สุดฉินมู่ก็มาถึงถนนสายเล็กๆ สายหนึ่ง

​ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว แสงไฟตามถนนสว่างไสว ผู้คนจำนวนมากเพิ่งจะเลิกงานทำให้ถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่

​กลิ่นหอมของอาหารจากแผงลอยริมทางโชยมาเตะจมูก ดึงดูดลูกค้าที่ผ่านไปมา

​มีเสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้า มีคนทักทายกลุ่มเพื่อนฝูง บรรยากาศดูคึกคักวุ่นวายไม่มีเค้าลางของวันสิ้นโลกเลยสักนิด

​ถ้าฉินมู่ไม่เห็นชื่อเมนูแปลกๆ ที่เขียนอยู่บนป้ายหน้าร้านค้าแถวนั้น เขาคงคิดว่าตัวเองยังอยู่ที่ถนนคนเดินในย่านชุมชนเมืองจากชาติก่อนแน่ๆ

​"หมูสามชั้นหมูป่าเขาเดียวปิ้งย่าง"

​"สุนัขจิ้งจอกขนเหล็กตุ๋นหม้อดิน"

​"เนื้อแพะเขาปุยเสียบไม้ย่าง"

​......

​เขาไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้น แต่รีบก้าวเดินไปยังจุดหมาย ซึ่งก็คือตลาดสดที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนน

​เนื่องจากเป็นเวลาค่ำแล้ว เนื้อบนเขียงของร้านค้าต่างๆ จึงเหลืออยู่ไม่มากนัก บางร้านก็เริ่มเก็บแผงกันแล้ว

​ฉินมู่ซื้อเนื้อจากทุกร้านที่ยังเปิดอยู่จนเกลี้ยงท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของเจ้าของร้าน

​เขาได้เนื้อหมูธรรมดามาหกสิบกว่าชั่ง และเนื้อหมูป่าเขาเดียวอีกห้าสิบชั่ง

​เนื้อหมูธรรมดายังพอว่า ราคาแค่สิบกว่าหยวนต่อชั่ง

​แต่เนื้อสัตว์ประหลาดนั้นต่างออกไป แม้จะเป็นเนื้อของหมูป่าเขาเดียวซึ่งเป็นสัตว์ประหลาดระดับ H ที่ถูกที่สุด ก็ยังมีราคากว่าร้อยหยวนต่อชั่ง

​เนื้อเพียงเท่านี้ทำให้ฉินมู่ต้องควักเงินจ่ายไปเกือบ 7,000 หยวน ซึ่งเกือบเท่ากับเงินเดือนสองเดือนของคนงานทั่วไปเลยทีเดียว

​สาเหตุที่เขาซื้อเนื้อสัตว์ประหลาดมาด้วย เพราะอยากรู้ว่าถ้าให้ตัวอ่อนกินเนื้อหมูธรรมดากับเนื้อสัตว์ประหลาด ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันอย่างไร

​ฉินมู่หิ้วเนื้อหนักร้อยกว่าชั่งกลับมาที่บ้าน

​นี่ยังดีที่ตอนนี้เขามีร่างกายที่แข็งแรงพอสมควร ถ้าเป็นในชาติก่อน หิ้วของหนักขนาดนี้เขาคงเหนื่อยจนสลบไปแล้ว

​เขาวางเนื้อทั้งหมดลงที่กลางห้องนั่งเล่น แล้ววางเจ้าตัวอ่อนไว้ท่ามกลางกองเนื้อเหล่านั้น

​เพียงแค่เขาส่งกระแสจิต ร่างของตัวอ่อนก็เริ่มกลืนกินก้อนเนื้ออย่างบ้าคลั่ง เนื้อก้อนแล้วก้อนเล่าที่ใหญ่กว่าตัวมันหลายเท่าถูกสูบหายเข้าไปในปาก ราวกับว่าร่างกายของมันเป็นหลุมดำที่ไม่มีวันเต็ม

​ร่างกายของมันค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนสังเกตได้ และกระแสความอบอุ่นจางๆ ก็เริ่มไหลเวียนไปทั่วร่างกายของฉินมู่เช่นกัน

บทที่ 3 การทดสอบ

​“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”

​จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูขัดจังหวะขึ้นมา

​ฉินมู่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่าใครกันที่มาหาเขาในเวลาดึกดื่นเช่นนี้

​แม้จะสงสัย แต่เขาก็ขยับตัวอย่างรวดเร็ว รีบหิ้วก้อนเนื้อและตัวอ่อนที่วางอยู่ในห้องนั่งเล่นเข้าไปเก็บในห้องครัวทันที

​เขาเพียงแค่ส่งกระแสจิต ตัวอ่อนก็หยุดกินอาหารทันทีเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น

​หลังจากจัดระเบียบทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉินมู่ก็เดินไปที่ประตูและมองผ่านตาแมวออกไป

​เขาเห็นชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยมคนหนึ่งยืนอยู่ ใบหน้าของเขาดูเหนื่อยล้าเต็มที และเขามีแขนเพียงข้างเดียว

​“อาชิงนี่เอง”

​เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ฉินมู่ก็รีบเปิดประตูต้อนรับและเชิญเขาเข้ามานั่งในห้องนั่งเล่น

​ชายคนนี้มีชื่อว่าหวังชิง เขาเป็นทหารผ่านศึกและเคยเป็นหัวหน้าหมู่ของพ่อฉินมู่สมัยที่ยังเป็นทหารอยู่

​ในเหตุการณ์ฝูงสัตว์ประหลาดบุกถล่มเมื่อแปดปีก่อน พ่อของเขาต้องเสียชีวิตลง ส่วนหวังชิงเองก็ต้องสูญเสียแขนไปข้างหนึ่ง

​หวังชิงมักจะบอกเสมอว่า ที่เขารอดชีวิตกลับมาได้ก็เพราะพ่อของฉินมู่ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงเสียเพียงแขนแค่ข้างเดียว

​หลังจากลาออกจากกองทัพ หวังชิงก็คอยดูแลฉินมู่มาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังจากที่แม่ของฉินมู่เสียชีวิตไปอีกคน หากไม่ได้หวังชิงช่วยไว้ ร่างเดิมก็คงจะประคับประคองตัวอยู่ต่อไม่ไหวแน่ๆ

​“เสี่ยวมู่ ผลสอบออกมาหรือยัง”

​อาชิงถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงบนใบหน้าที่อ่อนล้า

​“ออกมาแล้วครับ ได้ 560 คะแนน ขาดไปแค่คะแนนเดียว”

​ฉินมู่ตอบด้วยแววตาที่ซับซ้อน

​“560 หรือ?”

​อาชิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา เขามองฉินมู่ด้วยความสงสารและเห็นใจ ผ่านไปพักใหญ่เขาจึงเอ่ยขึ้น

​“แล้วหลานวางแผนจะทำยังไงต่อ จะเรียนซ้ำอีกปี หรือจะเข้าเรียนอนุปริญญาแทนล่ะ”

​ตลอดหลายปีมานี้ เขาคือคนที่ห่วงใยร่างเดิมมากที่สุด คอยจัดการดูแลทุกอย่างให้จนมองฉินมู่เหมือนลูกหลานในไส้ไปแล้ว

​“ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเลยครับ”

​ฉินมู่ส่ายหัว เพราะเขาเพิ่งมาถึงโลกนี้ได้ไม่นาน แผนการในอนาคตจึงยังไม่ได้คิดไว้ชัดเจนนัก

​ในหัวของเขายังคงมีความสงสัยและคำถามมากมายเกี่ยวกับโลกใบนี้

​“เรื่องนี้ต้องคิดให้ดีๆนะ ​ถ้ามีเรื่องอะไรก็โทรหาอาได้ตลอด ไม่ว่าหลานจะตัดสินใจยังไง อาจะคอยสนับสนุนหลานเอง”

​หลังจากคุยสัพเพเหระกันอีกไม่กี่ประโยค อาชิงก็สังเกตสีหน้าของฉินมู่อย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าดูปกติไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เขาจึงเบาใจลง

​เขารู้จักเด็กคนนี้ดีเกินไป

​หลายปีมานี้ เพื่อที่จะเป็นนักรบ เด็กคนนี้ฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งจนไม่ห่วงสุขภาพตัวเองเลย

​หากอาชิงไม่ได้ใช้เส้นสายในกองทัพช่วยหาซื้ออาหารเสริมชั้นดีของพวกทหารมาให้ ด้วยการฝึกที่หนักหน่วงขนาดนั้น ร่างกายของฉินมู่คงจะพังไปนานแล้ว

​ที่เขารีบร้อนมาหาคืนนี้ ก็เพราะกลัวว่าหากผลสอบออกมาไม่ดี หลานคนนี้จะคิดสั้นทำอะไรวู่วามลงไป

​อาชิงย้ำแล้วย้ำอีกว่ามีเรื่องอะไรให้บอกเขาได้ทันที เมื่อมั่นใจว่าฉินมู่ดูโอเคดี เขาจึงขอตัวกลับ

​อาชิงเองก็พักอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันนี้ ภรรยาของเขาเสียชีวิตไปนานแล้วด้วยโรคประจำตัว ตอนนี้ที่บ้านจึงมีเพียงลูกสาวและลูกชาย ลูกสาวคนโตอายุ 15 ปี เพิ่งจะสอบเข้ามัธยมปลายในปีนี้ ส่วนลูกชายคนเล็กอายุ 11 ปี ยังเรียนอยู่ชั้นประถม

​หลังเกษียณจากกองทัพ อาชิงได้รับมอบหมายให้เข้าทำงานในโรงงานผลิตยุทโธปกรณ์ทหาร งานไม่หนักแต่ต้องทำตั้งแต่เช้าจรดค่ำและใช้เวลานาน ทำให้ค่อนข้างเหนื่อยล้า

​ปกติแล้ว ไม่ว่าร่างเดิมจะมีปัญหาอะไร อาชิงจะคอยช่วยจัดการให้เสมอ ทั้งสองจึงมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมาก

​หลังจากส่งอาชิงที่หน้าประตูแล้ว ฉินมู่ก็กลับเข้าห้องนั่งเล่นและปล่อยให้ตัวอ่อนกินเนื้อต่อ

​ด้วยการกินอย่างต่อเนื่องของตัวอ่อน ฉินมู่รู้สึกได้ถึงพลังงานจางๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเขาอย่างสม่ำเสมอ มันช่วยซ่อมแซมแผลภายในและบนร่างกาย พร้อมกับช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายไปพร้อมกันด้วย

​เพียงแต่เขายังไม่รู้ว่า พลังนั้นเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

​“พรุ่งนี้ลองไปที่สำนักสุดขีดดูหน่อยดีกว่า จะได้ทดสอบพละกำลังกับความเร็วดู”

​“หวังว่ามันจะเพิ่มขึ้นมากพอสมควรนะ”

​ฉินมู่รำพึงในใจ

​แม้เผ่าพันธุ์แมลงจะแข็งแกร่ง แต่ตัวนี้ยังเป็นเพียงแค่ตัวอ่อน เขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่ามันจะช่วยเพิ่มพลังให้เขาได้มากขนาดไหน

​เขาได้แต่หวังว่า หลังจากที่มันสะสมพลังงานได้มากพอจนวิวัฒนาการเป็นแมลงงาน พลังที่ส่งสะท้อนกลับมาจะช่วยให้เขากลายเป็นว่าที่นักรบได้สำเร็จ

​แม้เวลาจะล่วงเลยไปเกือบห้าทุ่มแล้ว แต่ฉินมู่ยังไม่มีความรู้สึกง่วงเลยสักนิด เขาจึงกลับไปนั่งที่โต๊ะคอมพิวเตอร์เพื่อเปิดดูข่าวสารล่าสุด เพื่อทำความเข้าใจโลกใบนี้ให้มากขึ้น

​“ในเขตแดนรกร้าง มีนักรบพบเห็นยอดฝีมือระดับเทพสงครามจากสำนักสุดขีดต่อสู้กับสัตว์ประหลาดเจ้าอาณาเขต หลังจากต่อสู้อย่างดุเดือด ยอดฝีมือคนนั้นก็ได้ฟันมันตายในดาบเดียว”

​“กองทัพประกาศความสำเร็จในการพัฒนาปืนใหญ่เลเซอร์รุ่นใหม่ ซึ่งมีโอกาสที่จะปรับขนาดให้เล็กลงได้ในเร็วๆ นี้”

​“พันธมิตร HR ประสบความสำเร็จในการคิดค้นน้ำยาพันธุกรรมชนิดใหม่ที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถทางร่างกายของนักรบได้”

​ฉินมู่ค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตอย่างหิวกระหาย เมื่อนำมารวมกับความทรงจำเดิมที่มีอยู่ ทำให้เขามองเห็นภาพของโลกใบนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

​กว่าเขาจะหลับลงได้ ก็เป็นเวลาเกือบเช้าแล้ว

​รุ่งเช้า เมื่อแสงแรกเริ่มจับขอบฟ้า เสียงนาฬิกาปลุกก็ปลุกฉินมู่ให้ตื่นขึ้น

​แม้เมื่อคืนจะนอนไม่ค่อยพอ แต่เขากลับรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก

​หลังจากลองสำรวจตัวเองดู เขาก็รู้ว่านั่นเป็นผลจากการที่ตัวอ่อนเผ่าพันธุ์แมลงกินอาหารแล้วส่งพลังงานกลับมาช่วยซ่อมแซมบาดแผลภายในร่างกายไปส่วนหนึ่งนั่นเอง

​พอลุกจากเตียง สิ่งแรกที่ฉินมู่ทำคือเดินเข้าไปในห้องครัว

​เนื้อร้อยกว่าชั่งถูกตัวอ่อนกินจนหมดเกลี้ยงแล้ว หลังจากผ่านการกินมาทั้งคืน ร่างกายของมันก็เติบโตจากขนาดเท่าฝ่ามือ กลายเป็นขนาดเท่าครึ่งหนึ่งของแขนคนแล้ว

​“ปกติแล้วตัวอ่อนเผ่าพันธุ์แมลงจะมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของท่อนแขน ตอนนี้ร่างกายของมันกลับมาสมบูรณ์แล้วสินะ”

​จากข้อมูลที่ส่งผ่านมา ตัวอ่อนไม่เพียงแต่กลับมามีขนาดปกติเท่านั้น แต่พลังงานที่สะสมไว้เพื่อรอการฟักตัวเป็นแมลงงานยังเพิ่มขึ้นมาถึงหนึ่งในห้าส่วนแล้วด้วย

​เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้รับ ฉินมู่กำหนดให้พลังงานที่ต้องใช้ในการวิวัฒนาการเป็นแมลงงานคือ 5 แต้ม โดยเนื้อหมูธรรมดาร้อยชั่งจะให้พลังงานประมาณ 1 แต้ม

​ส่วนเนื้อหมูป่าเขาเดียวนั้นมีพลังงานมากกว่าเนื้อหมูธรรมดาถึงสองเท่า

​นั่นหมายความว่า หากตัวอ่อนต้องการวิวัฒนาการเป็นแมลงงาน เขาต้องใช้เนื้อหมูธรรมดา 500 ชั่ง หรือเนื้อหมูป่าเขาเดียว 250 ชั่ง

​เมื่อคืนนี้ตัวอ่อนกินเนื้อหมูธรรมดาไป 60 ชั่ง และเนื้อหมูป่าเขาเดียวอีก 50 ชั่ง พลังงานส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้ฟื้นฟูร่างกาย ส่วนที่เหลือสะสมไว้จนตอนนี้มีพลังงานอยู่ 1 แต้มแล้ว

​ขอเพียงได้กินเนื้อหมูป่าเขาเดียวอีก 200 ชั่ง หรือเนื้อหมูธรรมดาอีก 400 ชั่ง มันก็จะสามารถสร้างรังดักแด้เพื่อกลายเป็นแมลงงานได้สำเร็จ

​เนื้อหลายร้อยชั่ง หากเทียบกับขนาดตัวของมันที่ใหญ่เท่าท่อนแขน ต่อให้กินไม่หยุดก็น่าจะต้องใช้เวลาสักวันสองวัน

​เวลาเพียงวันสองวันในการเปลี่ยนจากตัวอ่อนเป็นแมลงงานอาจจะดูน่าทึ่งสำหรับเผ่าพันธุ์อื่น แต่สำหรับเผ่าพันธุ์แมลงแล้ว ถือว่าช้ามาก

​เพราะปกติเมื่อตัวอ่อนฟักออกมาจากรังแม่ มันจะสามารถกระตุ้นพันธุกรรมในตัวเพื่อกลายเป็นแมลงงานได้ทันที

​แต่เจ้าตัวนี้ผ่านการหลับใหลมานานจนพลังงานในตัวเหือดแห้งไปหมด และเพื่อยื้อชีวิตไว้ มันถึงกับยอมให้ร่างกายเหี่ยวแห้งลงไปอย่างที่เห็น

​“เนื้อหมูป่าเขาเดียวให้พลังงานมากกว่าเนื้อหมูธรรมดาแค่สองเท่า แต่ราคากลับแพงกว่าถึงหกเจ็ดเท่า ดูไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย”

​“แต่ถึงจะไม่คุ้มค่า แต่มันก็ช่วยประหยัดเวลาไปได้มากกว่าครึ่ง ตอนนี้สิ่งที่ฉันขาดที่สุดคือเวลา ดังนั้นซื้อเนื้อหมูป่าเขาเดียวดีกว่า”

​ตอนนี้เขามีเงินอยู่ห้าแสนกว่าหยวน ในระยะสั้นเขาจึงไม่ได้ขาดแคลนเงินทุนนัก

​วันนี้วันที่ 16 แล้ว เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งเดือนก็จะถึงวันทดสอบในเดือนหน้า เขาต้องหาทางให้ตัวอ่อนสะสมพลังงานและวิวัฒนาการเป็นแมลงงานให้เร็วที่สุด เพื่อที่มันจะได้ช่วยเพิ่มระดับพลังให้ตัวเขาเองด้วย

​ดังนั้นตั้งแต่เช้าตรู่ ฉินมู่จึงรีบวิ่งไปที่ตลาดสด ยอมจ่ายเงินไปกว่า 30,000 หยวน เพื่อซื้อเนื้อหมูป่าเขาเดียวมาถึง 300 ชั่ง ให้เจ้าตัวอ่อนได้กินอย่างเต็มที่

​หลังจากจัดการเรื่องอาหารเสร็จ ฉินมู่ก็มุ่งหน้าไปยังสำนักสุดขีดเพื่อทดสอบแรงต่อยของตัวเอง

​ช่วงเช้าตรู่นี้ยังมีผู้คนไม่มากนัก ตอนที่เขาเดินเข้าไปในสำนักสุดขีด ก็เริ่มเห็นสมาชิกสองสามคนเดินเข้าไปเริ่มการฝึกซ้อมประจำวันกันบ้างแล้ว

​เขาเดินตรงไปยังห้องฝึกซ้อมบนชั้นสามของตึกเรียนระดับกลาง

​ในห้องฝึกตอนนี้ยังมีคนไม่เยอะ ฉินมู่เดินไปที่มุมหนึ่งแล้วเปิดเครื่องทดสอบแรงต่อยขึ้นมา

​เขายืนประจันหน้ากับเครื่องทดสอบ พยายามทบทวนวิธีการออกแรงของเจ้าของร่างเดิม

​หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาก็เริ่มส่งแรงมาจากช่วงเอวและสะโพก กระดูกสันหลังดีดตัวขึ้นราวกับคันศร รวบรวมพลังทั่วร่างแล้วซัดหมัดเข้าใส่เป้าทดสอบอย่างแรง

​“740 กิโลกรัม!”

​“บ้าน่า ทำไมถึงได้แค่ 740 กิโลกรัมเองล่ะ น้อยกว่าเมื่อก่อนอีก แถมตอนที่ออกแรงยังรู้สึกเจ็บแปล๊บไปทั่วตัวด้วย บาดแผลภายในกำลังส่งผลต่อการออกแรงของฉันจริงๆ สินะ”

​สีหน้าของฉินมู่เปลี่ยนไปทันที

​“ปัง!”

​เขาลองซัดหมัดเข้าไปอีกครั้ง

​“738 กิโลกรัม”

​หลังจากลองต่อยติดต่อกันอีกหลายครั้ง

​“อ๋อ ฉันเข้าใจแล้ว วิธีการออกแรงของฉันมันผิดนี่เอง!”

​แววตาของฉินมู่เป็นประกายขึ้นมาเมื่อเขาเริ่มเข้าใจ

​ชาติก่อนเขาเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่เคยฝึกฝนอะไรมาเลย เขาจึงไม่รู้วิธีที่จะดึงพลังที่แท้จริงของร่างกายนี้ออกมาใช้อย่างถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นอย่างที่เห็น

​บวกกับอาการบาดเจ็บที่คอยรบกวน คะแนนที่ออกมาแบบนี้จึงไม่แปลกนัก

​“ฟู่ว—”

​ฉินมู่รวบรวมสมาธิ พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ เขาพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดจากการออกแรง และค่อยๆ ปรับท่าทางการส่งแรงให้ถูกต้องยิ่งขึ้น

​“ปัง—”

​“752 กิโลกรัม!”

​“ปัง—”

​“767 กิโลกรัม”

​“ปัง—”

​หลังจากพยายามปรับท่าทางอยู่หลายครั้ง คะแนนที่ออกมาก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด

บทที่ 4 การเปลี่ยนผ่านของตัวอ่อน

​ด้วยความช่วยเหลือจากความทรงจำของร่างเดิม ทำให้ฉินมู่เรียนรู้ได้ไวมาก และระดับแรงต่อยของเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

​หลังจากใช้เวลาลองผิดลองถูกซ้ำๆ มาทั้งวัน ผลการทดสอบแรงต่อยที่ดีที่สุดคือ 786 กิโลกรัม ส่วนความเร็วอยู่ที่ 25.26 เมตรต่อวินาที

​คะแนนนี้หากเทียบกับช่วงที่ร่างเดิมทำได้ดีที่สุด พลังเพิ่มขึ้นมาประมาณ 30 กิโลกรัม ส่วนความเร็วพุ่งทะลุเกณฑ์ขั้นต่ำของว่าที่นักรบไปเรียบร้อยแล้ว

​เดิมทีร่างเดิมก็ถนัดด้านความเร็วอยู่แล้ว จึงขาดอีกเพียงนิดเดียวก็จะถึงเกณฑ์

​“แรงต่อยเพิ่มขึ้นจริงๆ ด้วย ส่วนเรื่องความเร็วนี่ผ่านเกณฑ์ไปแล้ว”

​“น่าเสียดายที่แผลตามตัวยังไม่หายดี ไม่อย่างนั้นคะแนนคงจะดีกว่านี้อีก”

​ฉินมู่พอใจมาก แม้แรงต่อยจะเพิ่มมาแค่ 30 กิโลกรัม แต่นั่นเป็นสัญญาณชัดเจนว่าความแข็งแกร่งของเขากำลังพัฒนาขึ้นจริงๆ

​เขาสัมผัสได้ถึงตัวอ่อนที่บ้านซึ่งยังคงกินไม่หยุด

​“ถ้าตัวอ่อนเผ่าพันธุ์แมลงวิวัฒนาการเป็นแมลงงานเมื่อไหร่ พลังที่ส่งกลับมาคงช่วยให้พลังพุ่งไปถึง 900 กิโลกรัมได้ไม่ยาก”

​ฉินมู่รู้สึกฮึกเหิมในใจ

​แต่การทดสอบครั้งนี้ก็ทำให้เขาพบปัญหาใหญ่ประการหนึ่ง

​นั่นคือแม้เขาจะข้ามมิติมาและสืบทอดความจำมาทั้งหมด แต่ตัวเขาในชาติก่อนเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนมาก่อน

​พอบวกกับผลกระทบจากอาการบาดเจ็บภายใน ทำให้ท่าทางที่เขาทำออกมามักจะผิดเพี้ยนไปเสมอ

​พูดง่ายๆ ก็คือ “สมองเข้าใจ แต่ร่างกายทำไม่ได้”

​นี่ขนาดแค่ท่าทางการออกหมัดง่ายๆ นะ

​ถ้าเป็นพวกท่าร่าง หรือวิชาหอกที่ซับซ้อนกว่านี้ คงจะอาการหนักกว่านี้แน่ๆ

​วิธีแก้ปัญหานี้มีเพียงทางเดียว คือต้องฝึกฝน ฝึกฝนซ้ำๆ จนมันกลายเป็นสัญชาตญาณของร่างกายไปเอง

​“ช่วงนี้ต้องรีบทำความคุ้นเคยกับการออกแรง ท่าร่าง และวิชาหอกให้เร็วที่สุด”

​ฉินมู่จะไม่ยอมให้ตัวเองสอบตกเพียงเพราะพื้นฐานไม่แน่น ทั้งที่สมรรถภาพทางกายถึงเกณฑ์แล้วเด็ดขาด

​เขาเลิกทดสอบแรงต่อยและความเร็ว

​ส่วนความเร็วในการตอบสนองของประสาทนั้น ไม่ต้องทดสอบก็รู้ว่าต้องออกมาแย่แน่ๆ ฉินมู่จึงตั้งใจจะฝึกวิชาหอกและท่าร่างให้คล่องแคล่วเสียก่อนค่อยมาทดสอบ

​เขาเดินไปยังหน้าห้องเก็บอาวุธที่อยู่ข้างๆ ห้องฝึกซ้อม

​เมื่อผลักประตูเข้าไป ข้างในเต็มไปด้วยอาวุธนานาชนิด ทั้งดาบ หอก กระบี่ ง้าว ขวาน ค้อน และอาวุธอื่นๆ อีกมากมาย

​อาวุธแต่ละชนิดยังแบ่งย่อยออกเป็นหลายประเภท เช่น หอก ก็ยังมีทั้งหอกประดับ หอกยาว หอกคู่ หอกสองหัว หอกขอเกี่ยว และอื่นๆ

​ร่างเดิมฝึกวิชาหอกมาโดยตลอด

​ฉินมู่หยิบหอกที่ร่างเดิมเคยใช้ประจำขึ้นมาตามความทรงจำ

​มันคือหอกยาวรุ่นพั่วจวิน 2

ตัวหอกทำจากโลหะผสมพิเศษ ด้ามหอกแข็งแกร่งแต่ก็มีความยืดหยุ่นในตัว

​ฉินมู่สูง 182 เซนติเมตร ส่วนหอกยาวเล่มนี้สูงกว่าเขาเล็กน้อย

​แน่นอนว่านี่ไม่ใช่หอกพั่วจวิน 2 ของจริง เป็นเพียงของเลียนแบบที่มีน้ำหนักและรูปร่างใกล้เคียงกัน แม้จะใช้ต่อสู้จริงไม่ได้ แต่เหมาะมากสำหรับการนำมาใช้ฝึกซ้อม

​หอกได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งอาวุธ เพราะเป็นอาวุธยาวที่ได้เปรียบมากในการรับมือกับสัตว์ประหลาด จึงเป็นอาวุธที่นักรบส่วนใหญ่เลือกใช้

​แม้แต่ "หง" ผู้แข็งแกร่งที่สุดในโลก ก็ยังใช้หอกเป็นอาวุธคู่กาย

​พอได้จับหอกพั่วจวิน ฉินมู่ลองเหวี่ยงไปมาสองสามครั้ง ความรู้สึกตื่นเต้นก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที

​ในฐานะลูกผู้ชาย ใครบ้างจะไม่ชอบอาวุธเย็นเท่ๆ แบบนี้?

​เขาเริ่มฝึกซ้อมตามท่าทางเดิมในความทรงจำ

​วิชาหอกมีท่าพื้นฐานมากมาย ทั้งแทง ปัก ฟาด กระแทก พัน ม้วน ขวาง ยึด กด และควง

​ท่าหลักๆ คือ ขวาง ยึด และแทง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิชาหอก

​ฉินมู่เน้นฝึกสามท่านี้เป็นหลัก

​ในความทรงจำ เสียงของครูฝึกในสำนักดังขึ้นที่ข้างหู

​“การแทงหอกต้องราบเรียบและรวดเร็ว พุ่งออกและดึงกลับให้ตรงแน่ว พลังต้องส่งไปถึงปลายหอก ให้ปลายหอกพุ่งเป็นเส้นตรงเดียว ออกหอกเหมือนมังกรพ่นน้ำ ชักหอกกลับเหมือนเสือโคร่งเข้าถ้ำ!”

​หลังจากฝึกไปได้พักหนึ่ง ฉินมู่ยังรู้สึกเงอะงะอยู่บ้าง

​แม้จะมีความทรงจำรวมเข้ากับตัวเขาแล้ว และรู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่แขนขาดูจะไม่รักดี ทำท่าทางออกมาเพี้ยนไปหมดจนรู้สึกขัดใจ

​“กระบองเรียนเป็นเดือน ดาบเรียนเป็นปี แต่หอกต้องเรียนทั้งชีวิต... การจะฝึกหอกให้เก่งนี่ไม่ง่ายจริงๆ”

​แต่เมื่อฝึกซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ฉินมู่ก็เริ่มจับจังหวะได้บ้างแล้ว

​“อ้าว พี่มู่ ไม่เห็นมาซ้อมตั้งนาน แผลหายดีแล้วเหรอครับ?”

​เวลาผ่านไป สมาชิกที่คุ้นเคยกันก็เริ่มทยอยมาฝึกซ้อม และเห็นฉินมู่ที่กำลังตั้งใจฝึกอยู่

​ฉินมู่ลดหอกลงแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม

​“ดีขึ้นแล้วล่ะ แต่ไม่ได้ออกกำลังกายมานานจนตอนนี้เริ่มฝีมือตกไปเยอะเลย”

​เมื่อครึ่งปีก่อน เรื่องที่ฉินมู่ฝึกหนักจนต้องหามส่งรถพยาบาลไปจากสำนักสุดขีดนั้นเป็นที่รู้กันไปทั่ว

​หลังจากบาดเจ็บครั้งนั้น เพราะไม่สามารถฝึกซ้อมได้ ร่างเดิมจึงไม่ค่อยได้มาที่สำนักอีกเลย

​เพื่อนสมาชิกคนนั้นไม่ได้ติดใจอะไร คุยกันสัพเพเหระสองสามประโยคแล้วต่างคนก็แยกย้ายไปฝึกซ้อมของตัวเอง

​ตลอดทั้งวัน นอกจากจะมีคนคุ้นเคยเดินเข้ามาทักทายแสดงความห่วงใยบ้าง ฉินมู่ก็ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการฝึกซ้อม เขาไม่ได้เจอเหตุการณ์ถูกหาเรื่องหรือโดนดูถูกอะไรเลย

​ระหว่างการฝึก แม้ร่างกายจะยังรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้าง แต่ตราบใดที่ไม่ออกแรงระเบิดพลังจนสุดฝีเท้า เขาก็ยังพอรับไหว

​จนถึงเวลาค่ำ ฉินมู่ที่เหนื่อยล้าจนแทบหมดแรงก็กลับมาถึงบ้าน

​เขาอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายอย่างง่ายๆ กินอะไรนิดหน่อย แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง

​“สะใจชะมัด”

​แม้ร่างกายจะเพลีย แต่จิตใจของเขากลับกระปรี้กระเปร่ามาก

​ความรู้สึกที่ได้ครอบครองพลังมันช่างน่าหลงใหล โดยเฉพาะการได้เห็นตัวเองเก่งขึ้นทีละนิด มันช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ

​ความคืบหน้าในการกินของตัวอ่อนเผ่าพันธุ์แมลงก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน เนื้อหมูป่าเขาเดียว 300 ชั่งถูกฟาดไปเกือบหมดแล้ว และพลังงานที่สะสมไว้เพื่อเป็นแมลงงานก็พุ่งไปถึง 3 แต้ม

​ตามจังหวะนี้ พรุ่งนี้เช้าพลังงานคงจะเพียงพอสำหรับการวิวัฒนาการ

​ฉินมู่เข้าสู่ห้วงนิทราไปด้วยความตื่นเต้น

​วันต่อมา แค่ตีห้ากว่าๆ ฉินมู่ก็ตื่นขึ้นมาเองโดยไม่ต้องรอเสียงนาฬิกาปลุก

​“ฟู่ว... จริงๆ ด้วย พลังงานสะสมพอจะเปลี่ยนเป็นแมลงงานแล้ว!”

​เนื้อหมูป่าเขาเดียว 300 ชั่งถูกกินจนเกือบเกลี้ยง ตัวอ่อนที่มีขนาดเท่าท่อนแขนตอนนี้ช่วงท้องบวมเป่งออกมาเล็กน้อย

​เลือดเนื้อเหล่านั้นถูกกลืนกินและเปลี่ยนเป็นของเหลวที่มีความหนาแน่นของพลังงานสูงมากเก็บไว้ในร่างกาย

​ตอนนี้ เพียงแค่เขาออกคำสั่ง ตัวอ่อนที่สะสมพลังงานได้ครบ 6 แต้ม ก็พร้อมจะวิวัฒนาการเป็นแมลงงานทันที

​ฉินมู่หิ้วตัวอ่อนมาที่ห้องนั่งเล่น เคลียร์พื้นที่ให้กว้างพอ แล้วเริ่มกระบวนการฟักตัวอย่างตื่นเต้น

​“วิวัฒนาการเป็นแมลงงาน!”

​เพียงแค่เขาส่งกระแสจิต ร่างกายของตัวอ่อนก็เริ่มพองขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว

​มันพองตัวออกเหมือนลูกโป่ง แล้วเปลี่ยนสภาพกลายเป็นดักแด้แมลงที่เต้นตุบๆ เหมือนหัวใจ

​ทุกครั้งที่ดักแด้เต้น มันจะเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า

​เพียง 15 นาทีผ่านไป ตัวอ่อนขนาดเท่าท่อนแขนก็กลายเป็นดักแด้แมลงขนาดยักษ์ สูง 1.5 เมตร และกว้างเกือบ 1 เมตร

​และแล้วก็มีเสียงเปลือกแตกดังขึ้น

​แมลงประหลาดที่ขดตัวอยู่ข้างในค่อยๆ คลานออกมาจากดักแด้

​รูปร่างของมันดูเหมือนมดขนาดยักษ์ หน้าตาดุร้ายน่าเกรงขาม ลำตัวยาวเกือบ 2 เมตร มี 6 ขา มีก้ามขนาดใหญ่ที่ปาก และมีเปลือกแข็งหนาหุ้มอยู่ที่หลัง

​นี่คือแมลงงาน หน่วยพื้นฐานที่สุดของเผ่าพันธุ์แมลง เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่รวบรวมทรัพยากรและเป็นตัวทำการก่อสร้างต่างๆ ของเผ่าพันธุ์

​แม้จะไม่ใช่หน่วยรบโดยตรง แต่แมลงงานก็มีความแข็งแกร่งไม่น้อยเลย

​มันมีน้ำหนักมากกว่า 300 ชั่ง เปลือกของมันสามารถกันกระสุนจากอาวุธเบาได้ และมีพละกำลังมหาศาลขนาดที่ยกของที่หนักกว่าตัวมันหลายสิบเท่าได้อย่างสบายๆ แม้ความเร็วจะดูด้อยไปนิด แต่ความสามารถโดยรวมก็นับว่าเป็นสัตว์ประหลาดระดับ H ได้เลย

​ทันทีที่แมลงงานออกจากไข่ ฉินมู่สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่รุนแรงพุ่งเข้าสู่ร่างกาย ไหลเวียนไปตามเส้นสายและกระดูกทั่วร่าง

​“พอฟักตัวสำเร็จแล้ว พลังของฉันแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ ด้วย แถมแผลภายในก็ดีขึ้นมาก!”

​ฉินมู่ลองกำหมัด สัมผัสถึงพลังที่เพิ่มพูนขึ้นจนเขารู้สึกตื่นเต้นจนตัวสั่น

​“เดี๋ยวค่อยไปทดสอบที่สำนักดู ว่าถึงระดับว่าที่นักรบหรือยัง”

​รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของฉินมู่

​“แต่ตอนนี้ ต้องออกไปซื้อเนื้อมาเพิ่มก่อน แมลงงานต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อวิวัฒนาการเป็นรังแม่”

​“พอสะสมพลังงานได้ครบ ฉันจะให้แมลงงานใช้ความสามารถพิเศษสร้างดักแด้พรางตัวเป็นไข่สัตว์ประหลาด แล้วพอฉันได้เป็นว่าที่นักรบแล้ว ค่อยแอบพามันออกไปนอกเมือง”

​“ตามความทรงจำของแมลงงาน การเปลี่ยนจากแมลงงานไปเป็นรังแม่ต้องใช้พลังงานถึง 500 แต้ม นั่นหมายความว่ามันต้องกินเนื้อหมูธรรมดาถึง 50,000 ชั่ง หรือเนื้อหมูป่าเขาเดียวถึง 25,000 ชั่ง!”

​ฉินมู่ลองคำนวณดูแล้วถึงกับปากสั่น

​ต่อให้ซื้อเนื้อหมูธรรมดาที่ถูกที่สุด 50,000 ชั่ง หรือก็คือ 25 ตัน ขนาดซื้อราคาส่งก็ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดแสนหยวน

​แต่ถ้าซื้อเนื้อหมูป่าเขาเดียว ก็ต้องใช้เงินอย่างน้อยสองล้านกว่าหยวน!

​คำนวณดูแล้ว เงินที่มีอยู่ตอนนี้... ไม่พอใช้แน่นอน!

บทที่ 5 น้ำยาซ่อมแซมเซลล์ร่างกายมนุษย์

​เวลาหกโมงเช้ากว่าๆ หลังจากที่ซื้อเนื้อหมูธรรมดามาลอตใหญ่และจัดการดูแลเจ้าแมลงงานเรียบร้อยแล้ว ฉินมู่ก็รีบเดินทางไปยังสำนักสุดขีดเพื่อทดสอบระดับพลังทันที

​“แรงต่อย 910 กิโลกรัม ความเร็ว 27.1 เมตรต่อวินาที!”

​ฉินมู่รู้สึกดีใจอย่างบ้าคลั่งในใจ ผลจากการที่ตัวอ่อนวิวัฒนาการเป็นแมลงงานแล้วส่งพลังสะท้อนกลับมานั้นดีเกินกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก

​เกณฑ์สมรรถภาพทางกายของนักรบคือแรงต่อยต้องถึง 900 กิโลกรัม และความเร็ว 25 เมตรต่อวินาที ซึ่งตอนนี้เขาผ่านเกณฑ์ทั้งหมดแล้ว

​โดยเฉพาะเรื่องความเร็วที่พุ่งทะลุเกณฑ์ไปไกลทีเดียว

​“แรงกับความเร็วพอแล้ว ทีนี้ก็เหลือแค่ความเร็วในการตอบสนองของประสาท”

​ฉินมู่เดินไปที่หน้าประตูห้องขนาดเล็กห้องหนึ่งในห้องฝึกซ้อม เขาพยายามสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ที่กำลังตื่นเต้น

​การทดสอบนักรบแบ่งเป็น แรงต่อย, ความเร็ว และความเร็วในการตอบสนองของประสาท

​สิ่งที่ฉินมู่กังวลที่สุดก็คือการทดสอบอย่างสุดท้ายนี้ เพราะมันคือการทดสอบทักษะโดยรวม ทั้งท่าร่าง พละกำลัง และความเร็วที่ต้องใช้ประสานกัน

​เมื่อผลักประตูเข้าไป เขาเห็นเครื่องมือขนาดใหญ่และราคาแพงตั้งอยู่บนพื้น

​ด้านหน้าของเครื่องมือชิ้นนี้มีลำกล้องโลหะคล้ายกับปืนกลแกตลิงหกลำกล้อง แต่จำนวนลำกล้องนั้นมีมากกว่าหลายเท่า นับรวมๆ แล้วมีท่อโลหะอยู่หลายสิบอันเลยทีเดียว

​เกณฑ์การทดสอบคือเขาต้องยืนอยู่ในวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.6 เมตร เพื่อหลบหลีกลูกกระสุนยางและลำแสงสีแดงที่ยิงออกมาจากตัวเครื่อง

​เงื่อนไขคือห้ามก้าวออกจากวงกลม หากร่างกายถูกลำแสงหรือลูกกระสุนจะถูกหักคะแนน และถ้าคะแนนเหลือไม่ถึงเกณฑ์ก็จะถือว่าไม่ผ่าน

​“แต๊ก!”

​ฉินมู่เปิดเครื่องแล้วก้าวเข้าไปยืนในวงกลมสีแดง

​ขอบของวงกลมขนาด 3.6 เมตรนั้นเริ่มส่งแสงสีแดงจางๆ พุ่งขึ้นไปด้านบนทันที

​“วื้ด—— วื้ด——”

​ปากกระบอกปืนขนาดใหญ่ของเครื่องทดสอบเริ่มหมุนวน ลำกล้องนับสิบอันพ่นแสงสีแดงออกมาเกือบจะพร้อมกัน ความเร็วของแต่ละลำแสงนั้นช้าเร็วต่างกันไป แม้แต่ทิศทางการบินก็ยังไขว้สลับซับซ้อน

​ฉินมู่จ้องมองไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ ร่างกายของเขาขยับโยกย้ายไปมาทั้งหน้าหลังซ้ายขวา พยายามแทรกตัวผ่านช่องว่างของลูกกระสุนสีแดงที่พุ่งเข้ามา

​“ตุบ! ตุบ!”

​เขาถูกยิงเข้าที่ร่างติดต่อกันหลายครั้ง

​ยังดีที่กระสุนพวกนี้ทำจากหัวยางและมีแรงกระแทกต่ำ จึงไม่รู้สึกเจ็บเท่าไหร่

​“อูย—”

​หลังจากที่เขาระเบิดพลังเพื่อหลบหลีกอย่างต่อเนื่อง จู่ๆ ร่างกายของฉินมู่ก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ พร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นไปทั่วตัว

​“แผลเก่ากำเริบอีกแล้ว!”

​ฉินมู่สีหน้าเคร่งเครียดทันที การที่ร่างกายเกิดอาการเกร็งกะทันหันทำให้เขาถูกกระสุนยิงใส่รัวๆ อย่างต่อเนื่อง

​หนึ่งนาทีผ่านไป ปากกระบอกปืนของเครื่องทดสอบก็ค่อยๆ ลดความเร็วลงจนหยุดหมุน หน้าจอตรงกลางปรากฏข้อมูลผลการทดสอบขึ้นมา

​“ภายใน 60 วินาที ถูกยิง 89 ครั้ง สัมผัสลำแสงสีแดง 5 ครั้ง... ไม่ผ่าน!”

​“เป็นอย่างที่ฉันเดาไว้จริงๆ การทดสอบแรงต่อยกับความเร็วมันค่อนข้างเรียบง่ายเลยผ่านได้ แต่พอต้องใช้ท่าร่างที่ซับซ้อนก็ไปไม่เป็นเลย”

​“อาการบาดเจ็บในร่างกายนี่แหละคือปัญหาใหญ่”

​เมื่อเห็นผลการสอบ ฉินมู่ก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก คะแนนนี้ยังห่างไกลจากเกณฑ์ผ่านทางทหารมากเกินไป

​แม้เมื่อเช้าหลังจากตัวอ่อนเปลี่ยนเป็นแมลงงานแล้ว แผลจะได้รับการรักษาไปส่วนหนึ่ง แต่มันก็แค่บางส่วนเท่านั้น พอเขาต้องออกแรงอย่างหนักต่อเนื่องกัน ร่างกายจะเริ่มเจ็บแปล๊บและแข็งทื่อทันที

​อาการบาดเจ็บเรื้อรังนี้ ฉินมู่ไม่มีวิธีอื่นแก้ นอกจากต้องให้เจ้าแมลงงานกินอาหารเยอะๆ เพื่อส่งพลังมาค่อยๆ ซ่อมแซมร่างกายเขาไปเรื่อยๆ

​หลังจากลองทดสอบดูอีกหลายครั้งแต่คะแนนก็ยังไม่กระเตื้อง ฉินมู่จึงหยุดพักเพื่อทำสมาธิ

​“ไม่รู้ว่าแผลพวกนี้ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะหายขาด ถ้าเกิดวันทดสอบจริงมาถึงแล้วยังไม่หายอีกล่ะก็ ยุ่งแน่ๆ”

​เขาคิดด้วยความกังวล

​“นอกจากเรื่องบาดเจ็บแล้ว ท่าร่างกับความเร็วการตอบสนองของฉันก็ยังแย่จริงๆ นั่นแหละ ต้องฝึกให้หนักขึ้น ช่วงนี้ฉันคงต้องเน้นฝึกสองอย่างนี้เป็นหลักแล้วล่ะ”

​เมื่อรู้ซึ้งถึงจุดบกพร่องของตัวเอง ฉินมู่จึงเริ่มฝึกซ้อมอย่างเจาะจง

​จะมีก็เพียงช่วงเวลาพักเท่านั้นที่เขาจะส่งกระแสจิตกลับไปดูเจ้าแมลงงานที่บ้านบ้าง

​ตั้งแต่ตัวอ่อนวิวัฒนาการมาเป็นแมลงงาน ความเร็วในการกินของมันก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

​แต่น่าเสียดายที่เมื่อแมลงงานไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ พลังที่ส่งกลับมาหาฉินมู่จึงมีเพียงแค่การรักษาแผลเท่านั้น ส่วนสมรรถภาพทางกายไม่ได้เพิ่มขึ้นอีก

​ถึงอย่างนั้นฉินมู่ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร เพราะนี่เป็นเพียงแมลงงานตัวเดียว การที่มันช่วยให้เขาถึงระดับว่าที่นักรบได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ยิ่งมันยังช่วยรักษาแผลให้เขาได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

​ขอแค่เขาได้เป็นนักรบ แล้วพามันออกไปที่เขตแดนรกร้างเพื่อวิวัฒนาการเป็นรังแม่ เมื่อถึงตอนนั้น พลังของเขาคงจะพุ่งขึ้นครั้งใหญ่อย่างแน่นอน

​ตอนนี้ สิ่งที่ต้องทำคือตั้งใจเตรียมตัวสอบว่าที่นักรบ

​เขาต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบความเร็วในการตอบสนองของประสาทให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้!

​ฉินมู่ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการฝึกซ้อม เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางการฝึกที่หนักหน่วง

​แต่ถึงอย่างนั้น คะแนนของเขาก็ยังห่างจากเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่อีกพอสมควร

​หากยังเป็นอยู่แบบนี้ เขาคงเข้าสอบสิ้นเดือนไม่ทันแน่ ฉินมู่เริ่มต้องคิดเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าสอบตกขึ้นมา เขาจะทำอย่างไรต่อดี!

​คืนวันที่ 23 มิถุนายน

​หลังจากฝึกซ้อมมาทั้งวัน ฉินมู่ที่เหนื่อยล้าแทบขาดใจก็กลับมาถึงบ้าน

​เขาอาบน้ำล้างตัวอย่างง่ายๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่บนโซฟาพลางเปิดโทรทัศน์ดูข่าว

​“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”

​เสียงเคาะประตูดังขึ้น ฉินมู่ลุกไปที่ประตูแล้วมองผ่านตาแมว

​เขารีบเปิดประตูต้อนรับชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยมที่มีแขนข้างเดียวทันที

​“อาชิงครับ”

​หวังชิงพยักหน้า ในมือที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวนั้นถือถุงใบหนึ่งเดินเข้ามาข้างใน

​“เอ๊ะ ทำไมในห้องถึงหอมขนาดนี้ล่ะ?”

​ทันทีที่ก้าวเข้าบ้าน หวังชิงก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว

​“อ๋อ สองวันนี้ผมทำความสะอาดห้องครับ เลยซื้อสเปรย์ปรับอากาศมาฉีดเล่นๆ สงสัยจะฉีดหนักมือไปหน่อย”

​ฉินมู่ตอบด้วยสีหน้าปกติพร้อมรอยยิ้ม

​ความจริงแล้ว เป็นเพราะเขากลัวว่าจะมีใครได้กลิ่นจากตัวเจ้าแมลงงานเข้า จึงต้องฉีดสเปรย์ดับกลิ่นไว้ขนานใหญ่

​และก่อนจะเปิดประตู เขาก็ส่งกระแสจิตสั่งให้แมลงงานเก็บซ่อนกลิ่นอายและแอบอยู่ในห้องนอนของเขาให้มิดชิดเรียบร้อยแล้ว

​“งั้นเหรอ... นี่ ดูสิ อามีของดีมาฝากหลานด้วยนะ”

​หวังชิงพูดพลางยิ้มกว้าง เขาหยิบห่อของที่ถูกหุ้มไว้อย่างดีออกมาจากอกเสื้อ

​เมื่อเปิดห่อออกมา ข้างในเป็นกล่องที่ดูธรรมดาใบหนึ่ง แต่บนกล่องนั้นมีตัวอักษรตัวโตเขียนไว้ว่า น้ำยาซ่อมแซมเซลล์ร่างกายมนุษย์

​“นี่มันคือ...?”

​ฉินมู่ยังตามไม่ค่อยทัน

​“น้ำยาซ่อมแซมเซลล์ร่างกายมนุษย์น่ะ อาไหว้วานวานเพื่อนทหารเก่าให้ช่วยหาของดีจากในกองทัพมาให้”

​“นี่เป็นผลพลอยได้จากการวิจัยน้ำยาพันธุกรรมชนิดหนึ่ง”

​“สำหรับนักรบมันอาจจะไม่มีผลอะไรมาก แต่สำหรับคนที่ยังไม่ถึงระดับนักรบ โดยเฉพาะคนที่มีแผลเรื้อรังจากการฝึกหนัก มันมีผลในการรักษาดีเยี่ยมมาก แถมยังช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกายได้นิดหน่อยด้วย”

​“วิธีใช้ก็ง่ายๆ แค่ฉีดเข้าเส้นเลือดก็พอ”

​หวังชิงอธิบายพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นฉินมู่ยืนอึ้ง

​“เรื่องนี้หลานห้ามไปบอกใครนะ มันเป็นของดีที่มีใช้แค่ในกองทัพเท่านั้น ข้างนอกแทบจะไม่มีหลุดออกมาขายเลย”

​ฉินมู่รู้จักน้ำยาชนิดนี้ดี เพราะมันเป็นยารักษาที่ยอดเยี่ยมมาก ร่างเดิมของเขาก่อนหน้านี้เคยพยายามจะหาซื้อมาตลอดแต่ก็หาไม่ได้เลย

​แม้ราคาป้ายจะระบุไว้ว่าสองแสนหยวนต่อเข็ม แต่ในความเป็นจริงมันหมุนเวียนอยู่ในกองทัพเท่านั้น ตลาดมืดแทบไม่มีขาย ต่อให้ยอมจ่ายเงินเพิ่มอีกหลายเท่าก็ยังหาซื้อไม่ได้

​“ฮ่าๆ ตอนหลานบาดเจ็บครั้งก่อน อาไปขอให้เพื่อนทหารหลายคนช่วยซื้อให้แต่ก็หาไม่ได้เลย”

​“แต่โชคดีที่เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกับอาคนหนึ่งทำความดีความชอบจนได้รางวัลจากกองทัพมา เขาถึงได้เจ้านี่มา”

​หวังชิงเล่าด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

​“อาชิงครับ... ของชิ้นนี้ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ! มันมีค่าเกินไป!”

​ฉินมู่ปฏิเสธไปตามสัญชาตญาณ

​มันล้ำค่ามากจริงๆ ถึงราคาป้ายจะบอกว่าสองแสนหยวน แต่ถ้าหลุดไปถึงตลาดมืด ต่อให้ล้านหยวนก็มีคนแย่งกันซื้อ!

​นั่นไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย

​ฉินมู่รู้สถานะทางการเงินของบ้านอาชิงดี เขาทำงานในโรงงานผลิตอาวุธ เงินเดือนแค่ห้าพันหยวนเท่านั้น

​ต่อให้เพื่อนทหารจะช่วยซื้อให้ในราคาทุน แต่นั่นก็คือเงินสองแสนหยวน!

​เงินสองแสนหยวน... อาชิงต้องทำงานโดยไม่กินไม่ใช้ถึงสามปีครึ่งกว่าจะเก็บเงินก้อนนี้ได้!

​“ถ้าหลานไม่รับแล้วใครจะรับล่ะ อาตั้งใจซื้อมาให้หลานโดยเฉพาะเลยนะ! อาต้องรอตั้งครึ่งปีกว่าจะมีโอกาสได้มันมา เพื่อที่จะให้แผลของหลานหายดียังไงล่ะ”

​หวังชิงแสร้งทำหน้าดุและดุใส่

​“รีบเปิดเอาไปใช้เดี๋ยวนี้เลย! อาเห็นนะว่าช่วงนี้หลานกลับไปฝึกที่สำนักสุดขีดทุกวัน ร่างกายหลานมีแผลเก่าอยู่ ถ้าขืนฝึกแบบนี้ต่อไป แผลจะยังไม่ทันหายหลานก็จะกลายเป็นคนพิการไปเสียก่อนที่จะได้เป็นนักรบน่ะสิ”

​ฉินมู่นิ่งเงียบไป บอกตามตรงว่าเขาไม่คิดเลยว่าจะมีใครดีกับเขาได้ขนาดนี้

​ตามปกติแล้ว เวลาคนข้ามมิติมาเป็นเด็กกำพร้า มักจะต้องเจอกับการถูกรังแกหรือต้องเผชิญวิกฤตสารพัดรูปแบบไม่ใช่หรือ

​ฉินมู่รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก เขามองเข้าไปในดวงตาของอาชิงที่แม้จะดูเหนื่อยล้าแต่ก็ยังฉายแววสดใสและจริงใจ

​ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ยิ้มออกมาและเลิกลังเลอีกต่อไป

​“ตกลงครับ ผมจะใช้มัน”

​เขาเปิดกล่องออก แล้วหยิบกระบอกฉีดโลหะออกมาจากข้างใน ก่อนจะฉีดของเหลวใสเข้าสู่แขนของตัวเองตามคำแนะนำทันที

จบบทที่ บทที่ 1-5

คัดลอกลิงก์แล้ว