- หน้าแรก
- หน้าต่างความชำนาญ ยิ่งฝึกข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 940 - แดนอัคคีเย็นยะเยือก กฎการแย่งชิง
บทที่ 940 - แดนอัคคีเย็นยะเยือก กฎการแย่งชิง
บทที่ 940 - แดนอัคคีเย็นยะเยือก กฎการแย่งชิง
บทที่ 940 - แดนอัคคีเย็นยะเยือก กฎการแย่งชิง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ห้วงอวกาศไร้ต้นกำเนิด ไร้ซึ่งขอบเขต
หลังจากหานอี้ออกจากทะเลเทพชางอวิ๋นได้หนึ่งร้อยสามสิบปี ในที่สุดเขาก็หยุดลง
หนึ่งร้อยสามสิบปีนี้ เขาข้ามผ่านระยะทางอันยาวไกลมหาศาล ต้องรู้ว่าจากภพความโกลาหลเต้าหลิงไปยังทะเลเทพชางอวิ๋น หากใช้นาวาเต๋าเหาะเหินของผู้ฝึกตนขอบเขตภพนิพพาน ยังใช้เวลาเพียงสามสิบปีโดยประมาณ
แต่ความเร็วของหานอี้ในตอนนี้ เทียบเท่ากับความเร็วของประมุขต้นกำเนิดยามขับเคลื่อนนาวาเต๋าเลยทีเดียว
ผ่านไปถึงหนึ่งร้อยสามสิบปี เขาถึงจะมาถึงจุดหมายปลายทาง จะเห็นได้ว่าระยะทางจากทะเลเทพชางอวิ๋นมายังสถานที่แห่งนี้ ไกลกว่าระยะทางจากเต้าหลิงไปยังทะเลเทพชางอวิ๋นเสียอีก
ทว่า
หนึ่งร้อยกว่าปีสำหรับผู้ฝึกตนระดับเทียนจุนนับว่าสั้นนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับจ้าวพิภพครึ่งก้าว หรือผู้หลุดพ้นนิรันดร์เลย
เมื่อหานอี้หยุดลง สายตาของเขาก็หรี่ลงเล็กน้อย เพราะเขาได้เห็นดินแดนมหัศจรรย์ที่บันทึกไว้ในหยกแล้ว
เสาเพลิงสวรรค์สายแล้วสายเล่า ทิ้งตัวลงมาจากที่สูงเสียดฟ้า ราวกับพายุฝนอันไร้ที่สิ้นสุด พุ่งตรงลงสู่เบื้องล่าง
ด้านบนมองไม่เห็นต้นกำเนิดของเพลิงสวรรค์ ด้านล่างมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของเพลิงสวรรค์
ราวกับเสาเพลิงที่ขาดช่วงเป็นระยะๆ ตั้งตระหง่านอยู่ในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต
หานอี้รู้สึกสะท้านใจ
ด้วยสัมผัสรับรู้และสายตาของเขาในตอนนี้ ต่อให้เป็นอาณาจักรเต๋าแห่งหนึ่งในเต้าหลิง เขาก็สามารถมองทะลุปรุโปร่งได้ แต่เขากลับมองไม่ทะลุถึงต้นกำเนิดและจุดสิ้นสุดของเสาเพลิงเหล่านี้เลย
ราวกับว่า เสาเพลิงเหล่านี้ พุ่งทะลุลงมาจากมิติอื่น แล้วผ่านห้วงอวกาศไร้ต้นกำเนิด เพื่อไปยังมิติอื่นอีกทีหนึ่ง
หานอี้ค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปใกล้ เขาถึงได้พบว่า เพลิงสวรรค์ที่ร่วงหล่นลงมาเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ในสถานะเปลวเพลิง แต่กลับดูเหมือนของเหลว ราวกับสายน้ำ
เขาลองยื่นมือออกไป ใช้นิ้วสองนิ้วคีบเพลิงสวรรค์มาหนึ่งสาย พบว่ามันไม่ร้อน แต่กลับมีความเย็นยะเยือก แผ่ซ่านจากนิ้วมือ ลามไปทั่วร่างกาย
เขาเตรียมตัวไว้แล้ว ผิวหนังที่นิ้วมือหลุดลอกออก เปลวเพลิงที่เกาะติดอยู่บนผิวหนังลุกลามแผดเผาผิวหนังส่วนนี้จนมอดไหม้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเพลิงสวรรค์ก็ดับลงตามไปด้วย
หานอี้ตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง และยิ่งตรวจสอบ สายตาของเขาก็ยิ่งเคร่งขรึมขึ้น
เปลวเพลิงชนิดนี้ นอกจากจะเย็นยะเยือกแล้ว ยังมีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือปฏิกิริยาต่อพลังพิภพค่อนข้างเชื่องช้า และเมื่อออกจากม่านเพลิง สุดท้ายหากไม่มีอะไรให้เผาผลาญ มันก็จะดับลงเอง
"เปลวเพลิงที่แปลกประหลาดนัก"
"ไม่เคยได้ยินชื่อเปลวเพลิงชนิดนี้มาก่อนเลย"
หลายปีมานี้ในฐานะทูตเทพชางอวิ๋น ก่อนที่ร่างต้นของเขาจะเปิดภพความโกลาหลและเข้าใจพลังพิภพ หากมีเวลาเขาก็มักจะค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ความรอบรู้ของเขาเพิ่มพูนขึ้นตามกาลเวลา
เขารู้จักไฟวิเศษในห้วงอวกาศไร้ต้นกำเนิดมาไม่น้อย
แต่ไม่มีชนิดไหนที่ตรงกับเพลิงสวรรค์ตรงหน้านี้เลย ดูเหมือนว่าเพลิงสวรรค์นี้ จะเป็นไฟวิเศษที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่
อย่างไรก็ตาม
เพลิงสวรรค์ที่ร่วงหล่นลงมาเหล่านี้ ไม่ได้ต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกัน แต่เป็นสายๆ เป็นลำๆ ลักษณะเหมือนเสา หานอี้สามารถลอดผ่านช่องว่างระหว่างเสาเพลิงสองต้น เข้าไปลึกข้างในได้
คำว่าช่องว่างนี้ เป็นการเทียบกับห้วงอวกาศไร้ต้นกำเนิด แต่สำหรับตัวเขาแล้ว มันกว้างใหญ่ไพศาลมาก
ในอดีตเทียนจุนท่านนั้นที่มาที่นี่ ก็เข้าไปข้างในได้ ตราบใดที่ไม่สัมผัสโดนเพลิงสวรรค์เหล่านี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร และเพลิงสวรรค์เหล่านี้ก็ค่อนข้างเสถียร ไม่แตกกระจายสุ่มสี่สุ่มห้า และไม่ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หานอี้บินลึกเข้าไปในดงเสาเพลิง ใช้เวลาบินนานถึงหนึ่งเดือนเต็ม ถึงจะพบความเคลื่อนไหว สายตาของเขาไหววูบ รีบพุ่งเข้าไปใกล้
ห่างออกไปช่วงหนึ่ง เขาเห็นสัตว์ยักษ์ประหลาดสองตัว กำลังหยอกล้อกันอยู่ในเสาเพลิง
หานอี้สายตาคมกริบ
ต้องรู้ว่า แม้เขาจะไม่เกรงกลัวเพลิงสวรรค์เหล่านี้ แต่หากเป็นเทียนจุนคนอื่น ถ้าไม่แตะต้องก็แล้วไป แต่ถ้าแตะโดนเข้าจริงๆ หากชักช้า ย่อมต้องถูกเผาบาดเจ็บ หรือหากเชื่องช้ากว่านั้น ก็อาจถูกเผาจนตายได้เลย
แต่ในตอนนี้ สัตว์ยักษ์ประหลาดสองตัวนี้ กลับเหมือนปลาที่ว่ายเล่นในน้ำ แหวกว่ายอยู่ในเพลิงสวรรค์อย่างสนุกสนาน
มองดูให้ละเอียด สัตว์ยักษ์สองตัวนี้ รูปร่างคล้ายมังกรแท้ ลำตัวยาวถึงหนึ่งล้านจ้าง พวกมันพันกันนัวเนีย เดี๋ยวพุ่งออกจากเสาเพลิง เดี๋ยวพุ่งกลับเข้าไป เปลวเพลิงที่กระเซ็นออกมาจากเสาเพลิง สาดกระจายออกไปรอบนอก
และเพลิงสวรรค์ที่ทรงพลังขนาดนี้ กลับไม่สร้างความระคายเคืองให้แก่สัตว์ยักษ์ทั้งสองเลยแม้แต่น้อย ทำให้หานอี้รู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
เขาซ่อนเร้นกลิ่นอาย ดังนั้นสัตว์ยักษ์ทั้งสองจึงไม่สามารถสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้
หลังจากสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปใกล้ เตรียมจะจับสัตว์ยักษ์ทั้งสองมาศึกษาดูสักหน่อย
ร่างกายขนาดล้านจ้าง แม้จะเรียกว่าสัตว์ยักษ์ แต่สำหรับหานอี้แล้ว ไม่นับเป็นอะไรเลย ร่างต้นของเขาก่อนจะทะลวงขั้น ก็มีขนาดถึงแสนล้านจ้าง ใหญ่โตกว่าสัตว์ยักษ์สองตัวนี้มากนัก
แต่ขณะที่เขากำลังจะลงมือ สัตว์ยักษ์ทั้งสองดูเหมือนจะตื่นตกใจกะทันหัน มุดเข้าไปในเสาเพลิง แล้วดำดิ่งลงไปด้านล่างตามกระแสเพลิงสวรรค์
หานอี้รู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ลงมือต่อ
ขณะที่เขากำลังจะมุ่งหน้าต่อไป ก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวอีกครั้ง และครั้งนี้ ความเคลื่อนไหวรุนแรงกว่าเดิม
เขาค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ ก็พบผู้ฝึกตนคนหนึ่ง กำลังไล่ล่าสัตว์ยักษ์ตัวหนึ่ง สัตว์ยักษ์ตัวนี้ รูปร่างหน้าตาเหมือนกับสองตัวที่เขาเพิ่งเจอเปี๊ยบ รูปร่างคล้ายมังกรแท้
และ
เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้น ก็พบว่าสัตว์ยักษ์ที่ถูกไล่ล่าตัวนี้ บังเอิญหนีหลุดจากวงล้อมของผู้ฝึกตนผู้นั้น และกำลังหนีมาทางทิศที่เขาอยู่พอดี
หานอี้สีหน้ายินดี ยื่นมือคว้าออกไปข้างหน้า พลังพิภพทะลักทลาย ก่อตัวเป็นกรงขัง กักขังสัตว์ยักษ์ที่หนีมาตรงหน้าเขาเอาไว้
สัตว์ยักษ์คำรามลั่น แต่เมื่อถูกหานอี้ใช้พลังพิภพกักขังแล้ว ก็ถูกจับยัดใส่ในอุปกรณ์มิติ แล้วคว้าไว้ในมือโดยตรง
ในเวลานี้
ผู้ฝึกตนที่ไล่ล่าสัตว์ยักษ์ ก็รู้สึกตัวแล้วเช่นกัน เขามองมาที่หานอี้ ทีแรกแววตาเย็นชา แต่สัมผัสลึกลับบางอย่าง ทำให้เขารับรู้ถึงกลิ่นอายอันตรายจากตัวหานอี้ สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไป แล้วเอ่ยถามหานอี้ว่า
"สหายเต๋า หลงเข้ามาที่นี่งั้นรึ?"
ความคิดในใจของหานอี้หมุนเร็วรี่ เขาจึงพยักหน้าเออออไปตามน้ำ "ใช่แล้ว ข้าผ่านทางมาเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าที่นี่เป็นดินแดนมหัศจรรย์ จึงเข้ามาสำรวจดู"
"ขอถามสหายเต๋า ที่นี่คือที่ใดกันแน่ เหตุใดในห้วงอวกาศไร้ต้นกำเนิด ถึงมีสถานที่แปลกประหลาดเช่นนี้ได้?"
หานอี้พูดไป แต่รวบห้านิ้วเข้าหากัน กักขังสัตว์ยักษ์ไว้ในอุ้งมือ หากมองดูดีๆ จะเห็นว่าในช่องว่างระหว่างนิ้วของเขา ภายในอุปกรณ์มิติโปร่งใส สัตว์ยักษ์ตัวหนึ่งกำลังถูกพลังพิภพอันทรงพลังกักขัง แม้จะดิ้นรน แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้น
เห็นท่าทางของหานอี้ ผู้ฝึกตนผู้นั้นสายตาวูบไหว ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า
"ขอสหายเต๋าโปรดคืนสัตว์ตัวนี้ให้แก่ข้าก่อน สัตว์ตัวนี้มีประโยชน์ต่อสำนักของข้าอย่างมาก ข้าสัญญาว่าจะมอบสิ่งตอบแทนที่สหายเต๋าพึงพอใจให้"
"ส่วนคำถามของสหายเต๋า ข้าก็ยินดีที่จะไขข้อข้องใจให้"
"ว่าอย่างไร?"
แม้จ้าวพิภพเฟิงเซวี่ยจะมีท่าทีจริงใจ แต่ในใจก่นด่าไปแล้ว
เขาตามหามาหลายปี เพิ่งจะได้สัตว์อัคคีมาเจ็ดตัว นี่เป็นตัวที่แปด ทุกตัวล้วนสำคัญยิ่ง ไม่อาจสูญเสียไปได้
และหานอี้ที่โผล่มาอย่างกะทันหัน ดูจากภายนอก เป็นทูตเทพสามวงแหวน เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขอบเขตภพมายา ระดับเดียวกับเขา แต่เขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายลึกลับจากตัวหานอี้ นี่จึงทำให้เขาเปลี่ยนท่าที ไม่ลงมือแย่งชิงทันที แต่ต้องการแลกเปลี่ยนสัตว์อัคคีจากมือหานอี้แทน
ส่วนหลังจากแลกเปลี่ยนแล้ว เขาจะลงมือหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ สู้ไม่ได้ เขาก็มั่นใจว่าจะหนีรอดได้
แต่หานอี้ดูเหมือนจะรู้วัตถุประสงค์ของเขา จึงกักขังสัตว์อัคคีไว้ในมือแน่น ไม่มีความคิดที่จะคืนให้เลย
เมื่อเผชิญกับคำพูดของจ้าวพิภพเฟิงเซวี่ย หานอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย
"ไม่ได้ แต่หากเจ้าบอกความลับของที่นี่ได้ ข้าอาจจะยอมแลกเปลี่ยนสัตว์อัคคีตัวนี้ให้เจ้า"
หานอี้เป็นคนรักษาคำพูด หากจ้าวพิภพขอบเขตภพมายาผู้นี้สามารถบอกความลับของดินแดนแห่งนี้แก่เขาได้จริง เขาจะมอบสัตว์อัคคีให้แก่อีกฝ่าย ก็ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง
แต่ในขณะนั้นเอง
เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่ง ก็ดังมาจากด้านข้าง
"เอ๊ะ หานอี้?"
หานอี้หันไปมอง ก็เห็นประมุขเผ่าต้นกำเนิดปรากฏตัวขึ้น และกำลังพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
จ้าวพิภพเฟิงเซวี่ยเห็นประมุขต้นกำเนิดเข้ามาใกล้ สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ไม่กล้ารอช้า หันหลังหนีทันที
แต่ประมุขต้นกำเนิดเป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตภพนิพพาน อีกทั้งยังผ่านการนิพพานมาแล้วถึงแปดครั้ง ความแข็งแกร่งของเขา ภายใต้ระดับขอบเขตภพที่แท้จริง แทบจะหาคู่ต่อกรได้ยาก ย่อมไม่ยอมปล่อยให้ผู้ฝึกตนขอบเขตภพมายาหนีไปได้ง่ายๆ
"กฎเดิม ส่งสัตว์อัคคีออกมา จะละเว้นชีวิตเจ้า"
ประมุขต้นกำเนิดยังไม่ทันได้เข้ามาหาหานอี้ ก็พุ่งไล่ตามจ้าวพิภพเฟิงเซวี่ยไป เขาโบกมือเบาๆ เจดีย์มายาองค์หนึ่งก็พุ่งตามไปครอบจ้าวพิภพเฟิงเซวี่ย กักขังไว้ภายใน
จ้าวพิภพเฟิงเซวี่ยหน้าซีดเผือด รีบโยนมิติมายาออกมาอันหนึ่ง ภายในมิตินั้น มีสัตว์อัคคีเจ็ดตัว ถูกผนึกไว้ในอาคมพลังพิภพ
ประมุขต้นกำเนิดรับมิติมายามาแล้ว สีหน้ายินดี โบกมือเก็บเจดีย์มายากลับคืนมา
ส่วนจ้าวพิภพเฟิงเซวี่ยสีหน้าเคียดแค้น แต่ต่อให้ไม่ยินยอมเพียงใด เขาก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม ได้แต่ก้มหน้าก้มตา มุดหนีเข้าไปในส่วนลึกของเสาเพลิงโดยไม่พูดจา
หานอี้ที่อยู่ไม่ไกล สายตาฉายแววสงสัยวูบหนึ่ง
จ้าวพิภพครึ่งก้าวของดาวบรรพชนเทพ พูดง่ายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แค่ส่งสัตว์อัคคีออกมา ก็ปล่อยให้กลับไปได้ หากเจอกันคราวหน้า มิใช่ว่าเป็นภัยคุกคามหรอกหรือ ทำไมไม่ฆ่าตัดตอนเสียแต่เนิ่นๆ?
แต่ไม่นาน เขาก็เข้าใจ นี่น่าจะเป็นกฎที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า หรือไม่ก็เป็นคุณสมบัติบางอย่างของพื้นที่แห่งนี้
หลังจากเก็บมิติมายาที่ขังสัตว์อัคคีทั้งเจ็ดตัวไว้แล้ว ประมุขต้นกำเนิดถึงหันมามองหานอี้ แววตาเป็นประกาย กล่าวว่า
"ร่างจำแลงครรภ์เทพ?"
"ทูตเทพชางอวิ๋นสามวงแหวน"
"หานอี้ เจ้าถึงกับหาร่างจำแลงครรภ์เทพมาได้ ช่างเป็นวาสนาที่ยิ่งใหญ่จริงๆ"
แม้ในขณะนี้หานอี้จะไม่ใช่ร่างต้น แต่เป็นร่างจำแลง แต่ประมุขต้นกำเนิดก็ยังจำกลิ่นอายได้ ไม่ได้มองหานอี้เป็นคนแปลกหน้า
"คารวะประมุขต้นกำเนิด"
"ประมุขต้นกำเนิด ที่นี่คือสถานที่ชิงตำแหน่งเจ้าเมืองนครใต้ชางอวิ๋นงั้นหรือ?"
"สัตว์ยักษ์ลึกลับในมือข้าตัวนี้ แท้จริงแล้วคืออะไร?"
"แดนเพลิงที่เหมือนสายน้ำนี้ คือที่ใด?"
"ท่านบรรพชนเทพและสหายเต๋าท่านอื่น ตอนนี้อยู่ที่ใด?"
หานอี้หยุดลง เมื่อครู่เขาใจร้อนเกินไป แต่เขาเชื่อว่า ประมุขต้นกำเนิดจะต้องบอกเขาอย่างละเอียดแน่นอน
และก็เป็นจริงดังคาด
ประมุขต้นกำเนิดโบกมือ กล่าวว่า "หานอี้ อย่ารีบร้อน ไป เราคุยกันระหว่างทาง"
"หานอี้ เจ้าคงทิ้งตราประทับจิตสำนึกไว้บนเสานิรันดร์ของเต้าหลิงแล้วสินะ"
"จ้าวพิภพครึ่งก้าวที่อายุเยาว์เช่นนี้ ในอนาคตอาจชิงตำแหน่งจ้าวพิภพผู้หลุดพ้นนิรันดร์คนที่แปดของเต้าหลิงได้"
หานอี้สายตาวูบไหว ไม่ได้ขัดจังหวะประมุขต้นกำเนิด เรื่องที่เขาเปิดภพความโกลาหลด้วยตนเอง เขาไม่คิดจะบอกใครข้างนอก
อีกทั้ง
ร่างจำแลงนี้แม้จะรู้ว่าร่างต้นเปิดภพความโกลาหล แต่ก็ไม่รู้เรื่องวิกฤตการณ์ของเต้าหลิงและเหตุการณ์หลังจากนั้น
ประมุขต้นกำเนิดกล่าวต่อว่า
"เจ้ามาได้ ก็นับว่ามีใจแล้ว"
"ถูกต้อง ดินแดนแห่งนี้ คือสถานที่ที่เหล่าเจ้าเมืองชางอวิ๋นเลือกให้เหล่าจ้าวพิภพครึ่งก้าวแย่งชิงตำแหน่งเจ้าเมืองคนที่เจ็ด"
"ดินแดนแห่งนี้ เหล่าจ้าวพิภพเรียกมันว่า แดนอัคคีเย็นยะเยือก"
"ความเป็นมาของมัน แม้แต่เจ้าเมืองหลายท่านและจ้าวพิภพผู้หลุดพ้นนิรันดร์ ก็ยังไม่รู้ รู้เพียงว่ามันปรากฏขึ้นเมื่อสิบภพความโกลาหลก่อน"
"ส่วนต้นกำเนิดและจุดสิ้นสุดของมัน หากเจ้าลองตรวจสอบดูสักหน่อย ก็จะรู้ว่า ด้วยระดับจ้าวพิภพครึ่งก้าว ไม่อาจตรวจสอบได้ แต่นี่ยังไม่ใช่ขีดจำกัดของแดนอัคคีแห่งนี้ เพราะแม้แต่ผู้หลุดพ้นนิรันดร์ ก็ยังหาต้นกำเนิดและจุดสิ้นสุดของมันไม่พบ ลึกลับอย่างยิ่ง"
"..."
จากการบอกเล่าของประมุขต้นกำเนิด หานอี้ก็ค่อยๆ เข้าใจเกี่ยวกับดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้ และกฎการแย่งชิงตำแหน่งเจ้าเมืองชางอวิ๋นคนที่เจ็ดในครั้งนี้
ดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้ ในแนวระนาบ ขอบเขตไม่ได้กว้างมากนัก ด้วยพลังของผู้หลุดพ้นนิรันดร์ สามารถตรวจสอบจนสุดขอบเขตได้
แต่หากเป็นในแนวตั้ง กลับไม่รู้จุดเริ่มต้น ไม่เห็นจุดสิ้นสุด เหล่าผู้หลุดพ้นนิรันดร์เคยตรวจสอบแล้ว ได้ข้อสรุปเดียวกัน ราวกับว่าเสาเพลิงเหล่านี้ ปรากฏขึ้นมาจากจุดสูงสุดของห้วงอวกาศไร้ต้นกำเนิดที่แม้แต่นิรันดร์ก็ตรวจสอบไม่ได้ และทิ้งตัวลงสู่จุดที่ลึกที่สุดของห้วงอวกาศไร้ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นที่ที่นิรันดร์ก็ตรวจสอบไม่ได้เช่นกัน
ในเสาเพลิงของแดนอัคคีแห่งนี้ มีสัตว์ยักษ์มหัศจรรย์ชนิดหนึ่ง นั่นก็คือสัตว์ยักษ์คล้ายมังกรแท้ที่หานอี้จับได้ก่อนหน้านี้
สัตว์ยักษ์ชนิดนี้ เหล่าจ้าวพิภพตั้งชื่อเรียกง่ายๆ ให้มันว่า สัตว์อัคคี
ความเป็นมาของสัตว์อัคคีชนิดนี้ก็ลึกลับเช่นกัน พวกมันปรากฏตัวออกมาจากเสาเพลิง ดูเหมือนว่าเสาเพลิงจะเป็นแหล่งกำเนิดของพวกมัน และสามารถว่ายทวนและตามเสาเพลิงไปได้เรื่อยๆ จนหลุดพ้นจากขอบเขตการตรวจสอบของนิรันดร์
และการชิงตำแหน่งเจ้าเมืองในครั้งนี้ เป้าหมายคือการล่าสัตว์อัคคีระดับนิรันดร์หนึ่งตัว
ฝ่ายใดล่าสัตว์อัคคีระดับนิรันดร์ได้ก่อน ก็จะได้รับการยอมรับจากเจ้าเมืองอีกหกท่าน ให้สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองคนที่เจ็ด
และสัตว์อัคคีระดับนิรันดร์ ตามคำบอกเล่าของเจ้าเมืองชางอวิ๋นคนแรก เขาเคยเห็นว่า ยามที่สัตว์อัคคีตัวนั้นแหวกว่าย จะมีสัตว์อัคคีตัวเล็กๆ นับไม่ถ้วนแหวกว่ายตามไปด้วย
ดังนั้น เหล่านิรันดร์จึงอนุมานว่า ขอเพียงจับสัตว์อัคคีได้มากพอ นำมารวมไว้ที่เดียวกัน หรือฆ่าทิ้ง ก็อาจจะล่อสัตว์อัคคีระดับนิรันดร์ออกมาได้
ด้วยเหตุนี้ ตลอดหลายหมื่นปีมานี้ เหล่าผู้หลุดพ้นนิรันดร์ที่เข้าร่วมศึกชิงตำแหน่งเจ้าเมืองคนที่เจ็ด รวมถึงจ้าวพิภพครึ่งก้าวภายใต้สังกัด จึงพากันออกล่าสัตว์อัคคีไปทั่ว
ส่วนเหตุผลที่ประมุขต้นกำเนิดไม่ได้ฆ่าจ้าวพิภพเฟิงเซวี่ยคนนั้น เป็นเพราะในการแย่งชิงครั้งนี้ เหล่าเจ้าเมืองได้ร่วมกันตั้งกฎขึ้นมาข้อหนึ่ง นั่นคือห้ามฆ่าคนพร่ำเพรื่อเพื่อแย่งชิงสัตว์อัคคี
หากอีกฝ่ายยอมส่งสัตว์อัคคีทั้งหมดออกมา ก็ควรละเว้นชีวิต
แน่นอน หากยังดื้อดึงไม่ยอมแพ้ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดฉากที่หานอี้เห็นก่อนหน้านี้
"จริงสิ ก่อนเจ้าจะมาที่นี่ เต้าหลิงเป็นอย่างไรบ้าง?" ประมุขต้นกำเนิดถาม
หลังจากมาถึงดินแดนแห่งนี้ ก็อยู่ห่างไกลจากเต้าหลิงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพวกเขา หรือท่านบรรพชนเทพ ก็ไม่อาจตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเต้าหลิงได้ หลายหมื่นปีมานี้ เท่ากับถูกปิดกั้นอยู่ที่นี่
แน่นอน เวลาแค่นี้ สำหรับจ้าวพิภพครึ่งก้าวและผู้หลุดพ้นนิรันดร์ ยังถือว่าสั้นมาก ประมุขต้นกำเนิดคิดว่า เต้าหลิงก็น่าจะยังปลอดภัยดี
หานอี้ส่ายหน้า "ก่อนข้าออกมา เต้าหลิงสงบสุขดี หลังจากออกมาแล้ว ระยะทางอันยาวไกลก็ตัดขาดการส่งกระแสจิตทั้งหมด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เต้าหลิงเป็นอย่างไรบ้าง"
จู่ๆ ประมุขต้นกำเนิดก็มองไปข้างหน้า สีหน้ายินดีขึ้นมาอีกครั้ง
"รีบไป มีกลิ่นอายของสัตว์อัคคี และกลิ่นอายไม่เบาเลย"
[จบแล้ว]