- หน้าแรก
- หน้าต่างความชำนาญ ยิ่งฝึกข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 660 - สามย่างก้าวขอบเขตเต๋า เริ่มต้นการเดินทางไกลอีกครั้ง
บทที่ 660 - สามย่างก้าวขอบเขตเต๋า เริ่มต้นการเดินทางไกลอีกครั้ง
บทที่ 660 - สามย่างก้าวขอบเขตเต๋า เริ่มต้นการเดินทางไกลอีกครั้ง
บทที่ 660 - สามย่างก้าวขอบเขตเต๋า เริ่มต้นการเดินทางไกลอีกครั้ง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หนึ่งร้อยปีผ่านไป ความวุ่นวายในยุคขีดสุดค่อยๆ สงบลง ขุมกำลังบางแห่งถูกฝังกลบไปในห้วงเวลานี้
ค่ายกลเต๋าแห่งศาลเจ้าเซียนซุ่ยจู๋ค่อยๆ สลายไป กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนที่แดนหยวนเต๋าจะร่วงหล่นเมื่อร้อยปีก่อน
ภายในศาลเจ้าเซียน เขาเทียนขุย
หานอี้ลืมตาขึ้นจากการบำเพ็ญเพียร ภายในดวงตาสะท้อนภาพเงาร่างนับไม่ถ้วน แต่ละเงาร่างล้วนมีชีวิตเป็นของตัวเอง ซ้อนทับกันราวกับไร้ที่สิ้นสุด แต่เพียงชั่วพริบตาก็สลายไปราวกับฟองสบู่
ร่างอวตารหมื่นยมโลก
ร้อยปีมานี้ อาศัยช่วงเวลาที่ยุคขีดสุดวุ่นวาย เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการขยายร่างอวตารหมื่นยมโลก ร่างอวตารหมื่นยมโลกของเขา จากหนึ่งแสนเมื่อร้อยปีก่อน มาจนถึงวันนี้ เพิ่มขึ้นเกือบร้อยเท่า จนแตะระดับเกือบสิบล้านแล้ว
แน่นอน
เซียนสิบล้านคนกระจัดกระจายอยู่ในเก้าโลกยุคขีดสุด ก็เปรียบเสมือนเม็ดทรายในมหาสมุทร ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากนัก
แต่สำหรับเขาแล้ว ค่าความชำนาญที่ร่างอวตารสิบล้านคนมอบให้ ไหลบ่าเข้ามาในหน้าต่างความชำนาญอย่างบ้าคลั่งทุกวัน ทำให้ความก้าวหน้าของวิชาเซียนต่างๆ บนหน้าต่างความชำนาญ เพิ่มขึ้นด้วยความเร็วที่แม้แต่เขายังรู้สึกประหลาดใจ
จนถึงวันนี้ วิชาควบคุมกระบี่และอาณาจักรกระบี่สามพันภพที่เขาให้ความสำคัญที่สุด ต่างก็บรรลุถึงขั้นเก้าระดับสูง ใกล้จะถึงระดับสูงสุดแล้ว
และสิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นคือ วิชาเซียนเคลื่อนย้ายเขตแดนเจตจำนง ก็ก้าวเข้าสู่ขั้นเก้าเช่นกัน และเช่นเดียวกับที่อาณาจักรกระบี่สามพันภพให้กำเนิดวิชาแสงกระบี่เจิดจรัส วิชาเซียนขั้นเก้านี้ ก็ให้กำเนิดวิชาใกล้เคียงวิถีเต๋าขึ้นมาวิชาหนึ่ง
รอยประทับเจตจำนง!
สิ่งที่เรียกว่ารอยประทับเจตจำนง คือการทิ้งเจตจำนงไว้ ณ ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง จากนั้นก็สามารถเคลื่อนย้ายไปยงตำแหน่งนี้ได้ในพริบตา ข้ามผ่านมิติ ไม่จำกัดด้วยสิ่งกีดขวาง
ตำแหน่งที่ทิ้งเจตจำนงไว้ เปรียบเสมือนพิกัด
อย่างไรก็ตาม วิชาใกล้เคียงวิถีเต๋า · รอยประทับเจตจำนงนี้ ระยะห่างระหว่างร่างต้นและเจตจำนงต้องไม่ไกลเกินไป ตามสถานการณ์ของวิชาใกล้เคียงวิถีเต๋านี้ ระยะทางน่าจะประมาณข้ามผ่านแดนเซียนต้าหลัวจากเหนือจรดใต้ได้
กล่าวคือ หากเขาทิ้งเจตจำนงไว้ที่เมืองเซียนขั้วใต้ซึ่งอยู่ทางใต้สุดของต้าหลัว เขาสามารถเคลื่อนย้ายจากศาลเจ้าเซียนซุ่ยจู๋ ไปยังเมืองเซียนขั้วใต้ได้ในความคิดเดียว
แน่นอน สำหรับบรรพชนเต๋าตัวจริง จากเหนือจรดใต้ ข้ามผ่านแดนเซียนต้าหลัว ก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งถึงสองลมหายใจ วิชาใกล้เคียงวิถีเต๋าของเขานี้ เมื่อเผชิญหน้ากับบรรพชนเต๋า ยังถือว่าไม่เพียงพอ แต่หากพัฒนาเป็นวิชาเต๋าที่แท้จริง ระยะทางไกลขึ้น จนถึงขั้นครอบคลุมเก้าโลกยุคขีดสุดได้ ประโยชน์ของวิชาเต๋านี้ ก็จะดูท้าทายสวรรค์อย่างยิ่ง
นอกจากวิชาเซียนแล้ว ระดับพลังของหานอี้ ภายใต้การผลักดันของค่าความชำนาญ ก็มาถึงจุดวิกฤต อีกไม่นาน ก็จะสามารถทะลวงขั้น ก้าวเข้าสู่เซียนจุนขั้นสูงสุดได้
【วิชาเซียน: คัมภีร์สัจธรรมมิหลัวหุนหยวน (บทต้าหลัว 89/100)】
เวลาหนึ่งร้อยปี อาศัยร่างอวตารหมื่นยมโลก ผลลัพธ์ที่ได้นั้นมหาศาลนัก
บนยอดเขาเทียนขุย หานอี้เดินออกมาจากตำหนักบำเพ็ญเพียร จิตเซียนกวาดผ่านทั่วทั้งเขาเทียนขุย จากนั้นร่างก็ไหววูบ มุ่งตรงไปยังวังเซียนคลังลี้ลับ
ร้อยปีมานี้ เขาได้ขึ้นไปบนวังเซียนคลังลี้ลับหลายครั้ง ก้าวขึ้นสู่ชั้นที่ 80 ขึ้นไป ซึ่งเดิมทีเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรเฉพาะของเสวียนจ้างเต้าจู่
และของในชั้นที่ 80 ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ หรือวัตถุรองรับเต๋าที่บันทึกความลับ ของวิเศษต่างๆ ที่ตกทอดมาจากยุคขีดสุด ล้วนทำให้หานอี้เปิดหูเปิดตา
ครั้งนี้ที่มา เขาขึ้นไปยังชั้นที่เก้าสิบสามเหมือนเช่นเคย ในชั้นนี้ มีคัมภีร์บทหนึ่ง ตามที่เสวียนจ้างเต้าจู่กล่าวไว้ มันเป็นสิ่งที่จ้าวผู้ครองพิภพยุคขีดสุดเขียนขึ้นด้วยตนเอง
เมื่อถึงระดับนี้ เขาได้ก้าวขึ้นสู่ชั้นสูงสุดของวังเซียนคลังลี้ลับ ได้รับรู้ความลับที่เฉพาะบรรพชนเต๋าเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้รับรู้ รวมถึงความลับต่างๆ ที่ซุ่ยจู๋เต้าจู่ซึ่งมีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ยุคขีดสุดเริ่มก่อกำเนิดจนถึงปัจจุบันทิ้งเอาไว้
อาจกล่าวได้ว่า หานอี้ได้สัมผัสกับความลับที่แท้จริงของยุคขีดสุด หรือแม้แต่ความโกลาหลแล้ว
เขาถึงได้รู้ว่า ระดับพลังของจ้าวผู้ครองพิภพยุคขีดสุด ไม่ใช่แค่เทียนจุนธรรมดา แต่จ้าวผู้ครองพิภพท่านนี้ คือยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวสู่การหลุดพ้นแห่งความโกลาหล
และจ้าวผู้ครองพิภพยุคขีดสุด ไม่ใช่ตัวตนดั้งเดิมของโลกยุคขีดสุด แต่มาจากความโกลาหล ลงมาจุติในตอนที่มหาโลกยุคขีดสุดกำลังก่อตัว ยึดครองฐานันดรเจ้าโลก จึงได้กลายเป็นจ้าวผู้ครองพิภพ
นอกจากนี้
เผ่าพันธุ์ดั้งเดิมของมหาโลกยุคขีดสุด คือเทพบรรพกาล หรือกู่เสิน หากไม่มีจ้าวผู้ครองพิภพยุคขีดสุดลงมาจุติ และไม่มีแดนปัญญาเข้ามาแทรกแซง เทพบรรพกาลแห่งมหาโลกยุคขีดสุดจะค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น จนถือกำเนิดจ้าวผู้ครองพิภพเผ่าเทพ นำพาเผ่าเทพยุคขีดสุดเข้าร่วมดาวบรรพชนเทพ กลายเป็นหนึ่งในสาขาของเผ่าเทพโกลาหลบนดาวบรรพชนเทพ นามว่า เผ่าเทพยุคขีดสุด
ตระกูลเทพหนานกงที่หานอี้เข้าร่วม ก็มีที่มาเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น เผ่าเทพหลายสาขาบนดาวบรรพชนเทพ ก็ล้วนเป็นเผ่าเทพจากมหาโลกนับไม่ถ้วนในเก้าอาณาเขตเต๋าแห่งความโกลาหล ที่ทำลายกำแพงโลกมารวมตัวกันที่ดาวบรรพชนเทพ จนเกิดเป็นความยิ่งใหญ่ของดาวบรรพชนเทพ
น่าเสียดาย มหาโลกยุคขีดสุดนั้นพิเศษ ถูกจ้าวผู้ครองพิภพยุคขีดสุดหมายตา หลังจากลงมาจุติ แม้จะมอบสถานะเผ่าพันธุ์อันดับหนึ่งให้แก่เทพบรรพกาล แต่ฐานันดรจ้าวผู้ครองพิภพ ก็ไม่มีวาสนาต่อเทพบรรพกาลอีกต่อไป และหลังจากจ้าวผู้ครองพิภพหายสาบสูญไปอย่างลึกลับ ก็ยิ่งตกต่ำจนเกือบสูญพันธุ์ มาจนถึงทุกวันนี้ แม้แต่วิถีสวรรค์ก็ไม่อนุญาตให้เผ่าเทพทะลวงสู่ขอบเขตสรรค์สร้าง
และที่หานอี้มาดูคัมภีร์ที่จ้าวผู้ครองพิภพยุคขีดสุดทิ้งไว้ ก็เพราะเขาเตรียมจะบัญญัติวิถี
การบัญญัติวิถีในที่นี้ ไม่ใช่การสร้างวิชาอาคมธรรมดา แต่เป็นการกลั่นผลึกความเข้าใจของตนเอง ให้กลายเป็นผลมรรคา วิถีในที่นี้ หมายถึง 'วิถีและกฎเกณฑ์'
เส้นทางของบรรพชนเต๋าทุกท่าน ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลมรรคาของบรรพชนเต๋าทุกท่าน ก็ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นกัน
การเลื่อนขั้นเป็นบรรพชนเต๋า จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องมีผลมรรคา เพียงแค่กฎเกณฑ์เกิดการผลัดเปลี่ยน โลกต้าหลัวเลื่อนขั้นเป็นอาณาเขตเต๋าก็พอ
ก้าวนี้ สำหรับเซียนจุนคนอื่น ยากเย็นแสนเข็ญ กระบวนการผลัดเปลี่ยนของโลกต้าหลัว เปรียบเสมือนการเปิดโลกในความโกลาหล หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ทุกอย่างก็จะสูญสลาย กลายเป็นความว่างเปล่า
แต่สำหรับหานอี้ ที่มีหน้าต่างความชำนาญ ขอแค่เขาบำเพ็ญเพียรตามขั้นตอน ปั่นค่าความชำนาญ เมื่อความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น กฎเกณฑ์โลกต้าหลัวสมบูรณ์ การเลื่อนขั้นเป็นอาณาเขตเต๋า ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
สิ่งที่ยากคือ การบำเพ็ญเพียรหลังจากเข้าสู่ขอบเขตเต๋า
จนถึงวันนี้ เขาก็ได้รู้แล้วว่า ขอบเขตเต๋าแบ่งออกเป็นสามก้าว บรรพชนเต๋ากว่าเก้าส่วนในโลกยุคขีดสุดหรือแม้แต่ในความโกลาหล ล้วนอยู่ในก้าวที่หนึ่ง
ขอบเขตเต๋าก้าวที่หนึ่ง อาณาเขตเต๋าสมบูรณ์แล้ว แก่นสำคัญที่สุด คือการบัญญัติวิถี สร้างสรรค์ 'วิถีและกฎเกณฑ์' ที่เป็นของตนเอง แล้วหลอมรวมให้กลายเป็นผลมรรคา ผลมรรคาคือหัวใจสำคัญของการบำเพ็ญเพียรในก้าวที่หนึ่ง เมื่อผลมรรคาเป็นรูปเป็นร่าง ก็สามารถก้าวเข้าสู่ก้าวที่สอง
วั่นเจี๋ยเต้าจู่อยู่ในก้าวนี้
ส่วนการบำเพ็ญเพียรขอบเขตเต๋าก้าวที่สอง ที่สำคัญที่สุดคือการหลอมรวมผลมรรคาและอาณาเขตเต๋าให้เป็นหนึ่งเดียว
เสวียนจ้างเต้าจู่อยู่ในขั้นตอนนี้ คือกระบวนการหลอมรวมผลมรรคาและอาณาเขตเต๋า อยู่ในขอบเขตเต๋าก้าวที่สอง หอคอยยักษ์สามสิบสามชั้นของเขา มีสามสิบชั้นที่ควบแน่นเป็นจริงแล้ว นั่นคือผลมรรคาและอาณาเขตเต๋าหลอมรวมกัน ขาดเพียงสามชั้นสุดท้าย หากหลอมรวมได้อย่างสมบูรณ์ ก็จะก้าวเข้าสู่ก้าวที่สาม
อาณาเขตเต๋าและผลมรรคาที่หลอมรวมกันแล้ว เรียกว่า วิถีนอก เมื่อวิถีนอกก่อตัวขึ้น จึงจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเต๋าก้าวที่สาม
และขอบเขตเต๋าก้าวที่สาม คือการนำวิถีนอกเข้าสู่ร่างกาย หลอมรวมกับกายเนื้อเต๋าและจิตวิญญาณเต๋า การบำเพ็ญเพียรทั้งชีวิต กลับคืนสู่ความเป็นหนึ่ง บรรลุความสมบูรณ์แบบแห่งโลกใบหนึ่ง
ส่วนหลังจากสมบูรณ์แบบแล้ว จะทะลวงสู่เทียนจุนได้อย่างไร หานอี้ก็สุดจะรู้
ในแดนหยวนเต๋า หานอี้ได้รับของขวัญชิ้นสุดท้ายจากหวงถิงเต้าจู่ นั่นคือ "คัมภีร์หวงถิง" และประจวบเหมาะกับที่เขาได้รู้เรื่องสามก้าวขอบเขตเต๋า จึงอยากมาดูคัมภีร์ที่จ้าวผู้ครองพิภพยุคขีดสุดทิ้งไว้
แต่ทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่ชั้นที่เก้าสิบสามของวังเซียนคลังลี้ลับ เสียงของเสวียนจ้างเต้าจู่ก็ดังขึ้นในหัว
"หานอี้ ขึ้นมาที่ชั้นเก้าสิบเก้า"
หานอี้ชะงักฝีเท้า เดินผ่านคัมภีร์ที่จารึกอยู่บนศิลาจารึกโบราณ มุ่งหน้าสู่ชั้นที่สูงกว่า ครู่ต่อมา เขาก็ก้าวเข้าสู่ชั้นที่เก้าสิบเก้า
ที่นี่ คือสถานที่บำเพ็ญเพียรส่วนตัวของเสวียนจ้างเต้าจู่
ชั้นนี้กว้างขวางมาก และไม่มีสิ่งของวางอยู่เลย ตรงกลางสุด บนเบาะรองนั่ง ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ เหนือศีรษะชายหนุ่ม หลังคาสูงสุดของวังเซียนคลังลี้ลับเปิดโล่ง มองเห็นความว่างเปล่าโดยตรง
"คารวะท่านบรรพชนเต๋า" หานอี้โค้งคำนับ
ร้อยปีมานี้ หานอี้ได้มาเข้าพบเสวียนจ้างเต้าจู่หลายครั้ง เพื่อสอบถามเรื่องการทะลวงสู่ขอบเขตเต๋า ในเรื่องนี้ เสวียนจ้างเต้าจู่รู้สิ่งใดก็บอกจนหมดสิ้น ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
เสวียนจ้างเต้าจู่เห็นกลิ่นอายบนร่างหานอี้เข้มข้นขึ้นกว่าเมื่อสามสิบปีก่อนที่เจอกัน แววตาฉายแสงลึกล้ำ น้ำเสียงยินดีกล่าวว่า
"ดูกลิ่นอายของเจ้า น่าจะใกล้ถึงเซียนจุนขั้นสูงสุดแล้ว"
"เช่นนี้ก็หมายความว่า ศาลเจ้าเซียนเรากำลังจะมีบรรพชนเต๋าท่านที่สามในเร็วๆ นี้แล้ว"
"ดี ดียิ่งนัก"
หานอี้ส่ายหน้าเบาๆ กล่าวว่า "ข้าแม้จะใกล้ถึงเซียนจุนขั้นสูงสุด แต่กว่าจะเลื่อนขั้นเป็นบรรพชนเต๋า ยังต้องใช้เวลาอีกนาน"
"จริงสิ ท่านบรรพชนเต๋าเรียกข้ามา มีเรื่องอันใดจะสั่งการหรือไม่?"
เสวียนจ้างเต้าจู่พยักหน้า กล่าวว่า "มีเรื่องหนึ่งจริงๆ ที่ต้องให้เจ้าไปทำ"
"จะว่าไป เรื่องนี้ในส่วนแรก เจ้าก็มีส่วนร่วมด้วย"
"เมื่อสามพันปีก่อน แดนปัญญาถอยทัพ ต้าหลัวเปิดฉากการเดินทางไกล ไล่ล่าเผ่าปัญญาและเก้าเผ่าบริวาร ทว่า ศึกครั้งนั้นผลลัพธ์ไม่เป็นดังหวัง แม้จะมีความสำเร็จบ้าง แต่ก็ห่างไกลจากเป้าหมายมากนัก"
"สี่ร้อยปีก่อน ก่อนที่พี่ใหญ่และปีศาจจุนตงหวงจะจากไป เคยกำหนดเวลาไว้ ให้พวกเราเริ่มการเดินทางไกลสู่แดนปัญญาอีกครั้งในอีกห้าร้อยปีให้หลัง"
"แต่เจ้าก็เห็นแล้ว การแย่งชิงของวิเศษแดนหยวนเต๋า ทำให้เก้าโลกยุคขีดสุดวุ่นวายไปร้อยปี ร้อยปีนี้ ศาลเจ้าเซียนมีค่ายกลเต๋า และได้รับการเสริมพลังจากพี่ใหญ่ ไม่กลัวการโจมตีของบรรพชนเต๋าท่านใด จึงรักษาตัวรอดมาได้ พลังไม่ลดน้อยลงแม้แต่น้อย แต่ขุมกำลังอื่นในต้าหลัว ไม่ได้โชคดีเช่นนั้น"
"ข้าต้องการให้เจ้าไปติดต่ออย่างลับๆ เพื่อเตรียมการล่วงหน้าสำหรับการเดินทางไกลสู่แดนปัญญาครั้งที่สอง"
"ขุมกำลังที่ต้องติดต่อ รวมถึงศาลเจ้าเซียนหลิงเซียว และศาลเจ้าเต๋าต้าหลัว"
"ส่วนศาลเจ้าปีศาจตงหวง ข้าจะไปเอง"
"ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้า ต่อให้เจอกับบรรพชนเต๋า ขอแค่ไม่ใช่บรรพชนเต๋าในก้าวที่สอง ก็สามารถต่อกรซึ่งหน้าได้"
เสวียนจ้างเต้าจู่มั่นใจในความแข็งแกร่งของหานอี้มาก
เจ็ดสิบปีก่อน หานอี้มาเข้าพบเสวียนจ้างเต้าจู่เป็นครั้งที่สอง และได้เชิญให้บรรพชนเต๋าลงมือ เพื่อวัดระดับความแข็งแกร่งของตนเอง
ศึกครั้งนั้น เพื่อปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่และไม่ให้ใครแอบดู เสวียนจ้างเต้าจู่พาหานอี้เข้าสู่ความโกลาหล ณ พื้นที่ความโกลาหลที่ห่างไกลจากมหาโลกยุคขีดสุด ทั้งสองเริ่มประลองกัน
แน่นอนว่า หานอี้เป็นฝ่ายโจมตี เสวียนจ้างเป็นฝ่ายทดสอบ
ในศึกนั้น หานอี้ใช้วิชาเซียนควบคุมกระบี่ อาณาจักรกระบี่สามพันภพ วิชาใกล้เคียงวิถีเต๋าแสงกระบี่เจิดจรัส วิชาใกล้เคียงวิถีเต๋ารอยประทับเจตจำนง วิชาเต๋าสี่ต้นกำเนิด และใช้วิชากระบี่ 'บรรลุเต๋า' ที่เข้าใจออกมา สุดท้ายยังหยิบขวานเทพเทาซื่อระดับไร้ประมาณออกมา ในสภาพที่เผาผลาญพลังเทพ แม้แต่เสวียนจ้างเต้าจู่ก็ยังต้องเอาจริงถึงจะรับการโจมตีของหานอี้ได้
ตั้งแต่นั้นมา ในแง่ของทัศนคติ เสวียนจ้างเต้าจู่ก็มองหานอี้เป็นขอบเขตเต๋าคนหนึ่งแล้ว
เขายังเคยกล่าวว่า หากไม่ใช่เขา แต่เป็นวั่นเจี๋ยลงมือ คงยากที่จะกดหานอี้ลงได้ ความเป็นไปได้สูงสุดคือเสมอกัน กินกันไม่ลง จะเห็นได้ว่า การประเมินความแข็งแกร่งของหานอี้ของเขานั้น น่ากลัวเพียงใด
เมื่อได้ยินคำพูดของเสวียนจ้างเต้าจู่ ดวงตาของหานอี้ก็เป็นประกาย
แดนปัญญา
ชื่อนี้ สำหรับเซียนในแดนเซียนต้าหลัวแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลืมเลือน
ความผูกพันของเขากับแดนปัญญา นับว่าไม่ตื้นเขิน
สิ่งที่เขาใส่ใจที่สุดคือ หานจื้อ ที่เคยติดตามเขาจนเกิดสติปัญญาขึ้นมา เคยบอกว่าบนตัวเขามีกลิ่นอายของ 'จื้อ'
บัดนี้ เขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำ หรือเซียนระดับต่ำธรรมดาๆ ในตอนนั้นอีกแล้ว แต่เป็นเซียนผู้แข็งแกร่งที่มีพลังต่อสู้เทียบเท่าบรรพชนเต๋า และใกล้จะทะลวงสู่เซียนจุนขั้นสูงสุด
เขารู้เรื่องเกี่ยวกับ 'จื้อ' มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้ด้วยว่า 'จื้อ' คือเจ้าของมหาโลกปัญญานิรันดร์ ตัวตนที่แข็งแกร่งคล้ายคลึงกับจ้าวผู้ครองพิภพยุคขีดสุด
และ
จื้อไม่ได้มาจากความโกลาหล แต่ถือกำเนิดในมหาโลกปัญญานิรันดร์ เป็นจ้าวผู้ครองพิภพตัวจริงที่สืบทอดชะตาชีวิตของมหาโลกปัญญานิรันดร์
ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขา ก็เหนือกว่าเทียนจุน ก้าวเข้าสู่ระดับครึ่งก้าวสู่การหลุดพ้นเช่นกัน
จากข้อมูลที่ซุ่ยจู๋เทียนจุนทิ้งไว้ ปลายยุคขีดสุด ตอนที่สองโลกมาเจอกัน จ้าวผู้ครองพิภพทั้งสองเริ่มแรกก็คบหากันด้วยวิถี แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องเต๋า ความสัมพันธ์กลมเกลียวอย่างยิ่ง
และด้วยเหตุนี้ จ้าวผู้ครองพิภพทั้งสองจึงใช้มหาเวท เชื่อมโยงผูกมัดสองโลกเข้าด้วยกันด้วยวิธีการพิเศษบางอย่าง ต่อให้ลอยล่องอยู่ในความโกลาหล ก็จะไม่ห่างจากกัน แต่จะโคจรรอบกันและกัน
ความเชื่อมโยงนี้ ต่อให้ใช้พลังของหงจวินมหาเทียนจุน ก็ไม่อาจคลายออกได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับพลังแห่งขอบเขตการหลุดพ้น
ในช่วงปลายยุคขีดสุด จ้าวผู้ครองพิภพทั้งสองเกิดความขัดแย้ง จนเกิดสงคราม ทั้งคู่หนีเข้าสู่ความโกลาหล นับแต่นั้นมา จ้าวผู้ครองพิภพทั้งสองก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลย และไม่มีใครพบเห็นจ้าวผู้ครองพิภพทั้งสองอีก
ดังนั้น ยุคขีดสุดจึงแตกแยก สงครามระหว่างสองโลกจึงเริ่มปะทุขึ้นต่อเนื่อง
นี่คือต้นกำเนิดความแค้นระหว่างสองโลก
และจนถึงวันนี้ หานอี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าหน้าต่างความชำนาญของเขา มีที่มาอย่างไร? เขายังคงไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าหน้าต่างความชำนาญมาเกาะติดกับเขาได้อย่างไร และทำงานอย่างไร
นี่แสดงว่า ระดับของเขายังห่างไกลนัก
และตามคำพูดของหานจื้อ ในหน้าต่างความชำนาญของเขา มีกลิ่นอายของ 'จื้อ' อยู่ เช่นนั้นหน้าต่างความชำนาญนี้จะเป็นสิ่งที่ 'จื้อ' แปรสภาพเป็นหลังจากตกตาย หรือกระทั่ง เป็นสิ่งที่จ้าวผู้ครองพิภพทั้งสองแย่งชิงกันหรือไม่
หานอี้ไม่ได้ปล่อยให้ความคิดเตลิดไปไกล แต่รีบเก็บความคิด กดทับไว้ในใจ
จากนั้น
บนชั้นสูงสุดของวังเซียนคลังลี้ลับ เขาประสานมือคารวะเสวียนจ้างเต้าจู่ "วางใจเถอะ เรื่องที่ท่านบรรพชนเต๋าสั่ง หานอี้จะพยายามทำให้สำเร็จอย่างสุดความสามารถ"
หลังจากออกจากชั้นสูงสุด เขากลับลงมาที่ชั้นเก้าสิบสาม เริ่มพินิจพิเคราะห์จารึกบนศิลาโบราณเป็นครั้งที่สอง
จารึกเหล่านี้ สลักด้วยภาษาโกลาหล ภาษาโบราณที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายเต๋าอันหนักอึ้ง
ทว่า
อานุภาพบนคัมภีร์นี้ ลึกลับและกว้างใหญ่ไพศาลเกินไป
ทุกครั้งที่มอง หานอี้สามารถทนได้เพียงสิบชั่วพริบตา หลังจากสิบชั่วพริบตา เขาจำต้องหลับตาลง เริ่มย่อยสลาย ต้องรอถึงหนึ่งก้านธูป จึงจะลืมตาขึ้นมองครั้งที่สองได้
สามวันต่อมา
เขาออกจากวังเซียนคลังลี้ลับ ในใจเริ่มมีความคิดเกี่ยวกับ 'การบัญญัติวิถี' ขึ้นมาบ้างแล้ว ความคิดนี้ยังอ่อนหัดเกินไป ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเกินไป ต้องผ่านการขัดเกลาและยกระดับอีกหลายพันหลายหมื่นครั้ง จึงจะก่อตัวเป็นต้นกำเนิดแห่ง 'วิถี' ได้
เมื่อมีต้นกำเนิดแห่ง 'วิถี' เขาจึงจะเริ่มลงมือบัญญัติวิถีได้
การบรรลุเต๋านั้นยาก การบัญญัติวิถียิ่งยากกว่า หานอี้ตัดสินใจก้าวออกไปก่อน
หลังจากออกจากวังเซียนคลังลี้ลับ เขามุ่งหน้าตรงไปทางใต้ ตามคำสั่งของเสวียนจ้างเต้าจู่ เขาเตรียมไปที่ศาลเจ้าเต๋าต้าหลัวก่อน
ศาลเจ้าเต๋าต้าหลัวก่อตั้งมายังไม่ถึงพันปี แต่ผ่านภัยพิบัติมาหลายครั้ง
ข้ามผ่านเขตเกาะนรก ไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เขาเข้าสู่เขตแดนของศาลเจ้าเต๋าต้าหลัวได้อย่างราบรื่น
[จบแล้ว]