- หน้าแรก
- หน้าต่างความชำนาญ ยิ่งฝึกข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 240 - ซิงเหอเจินจวิน จินตานช่วงกลาง
บทที่ 240 - ซิงเหอเจินจวิน จินตานช่วงกลาง
บทที่ 240 - ซิงเหอเจินจวิน จินตานช่วงกลาง
บทที่ 240 - ซิงเหอเจินจวิน จินตานช่วงกลาง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
คนที่ฆ่าสือเหิง ย่อมเป็นหานอี้
กลิ่นอายของสือเหิง หานอี้ไม่มีทางจำผิด โดยเฉพาะเมื่อเจดีย์วิญญาณเก้าชั้นของหานอี้ทะลวงสู่ระดับ [เหนือมนุษย์สู่แดนเซียน] ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณเทียบเท่ากับจินตานขั้นสูงสุด จึงมีความไวต่อกลิ่นอายอย่างยิ่งยวด
หลังจากถอยห่างจากจุดที่เขาจัดฉากแสดงละครตบตามาเล็กน้อย หานอี้ก็ลงมือสังหารสือเหิงอย่างเด็ดขาด
เดิมทีแผนของหานอี้คือสร้างสถานการณ์ว่าหยวนซุ่นปรากฏตัว แล้วค่อยลอบหนีไป ส่วนเบาะแสของฉินอู๋เซี่ยน ในเมืองสูตูอันกว้างใหญ่คงยากจะตามหา แต่ไม่นึกเลยว่าจะมีการค้นพบใหม่โดยบังเอิญ
นิกายมารเหวินเซียง
หานอี้เกลียดชังนิกายมารนี้เข้ากระดูกดำ ชะตากรรมของเจิ้งไห่และเยี่ยนหรูล้วนเกี่ยวข้องกับนิกายนี้ ตัวเขาเองตอนมาเมืองสูตูก่อนหน้านี้ ก็ถูกทูตเผยแผ่ธรรมและหัวหน้าสาขาของนิกายนี้ไล่ล่าสังหารหลายครั้ง
ดังนั้น หานอี้จึงลงมืออย่างเด็ดขาด
กระบี่อู๋เฮินตัดศีรษะ วิชาค้นวิญญาณทำงานทันที รวบรวมความทรงจำของวิญญาณควบแน่นเป็นเงาวิญญาณ
จากนั้น เก็บแหวนมิติของอีกฝ่าย ร่างกายไหววูบ หายไปจากที่เดิม
...
นครหลวงเฉียน ส่วนลึกของจวนขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง ชายชราท่าทางน่าเกรงขามนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง
เมื่อสือเหิงถูกหานอี้สังหาร วิญญาณถูกทำลายและควบแน่นเป็นเงาวิญญาณ ชายชราผู้นี้ก็ลืมตาขึ้น ในดวงตาของเขา มีแสงดาวลอยล่อง ดวงจันทร์ส่องสว่าง
"สือเหิงตายแล้ว"
"เป็นหยวนซุ่นจริงๆ หรือ?"
ชายชราพึมพำกับตัวเอง ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ด้านหลังของเขา แผนผังดวงดาวค่อยๆ หดตัวลง มารวมตัวกันบนชุดคลุมนักพรต กลายเป็นลวดลายหมู่ดาว
"ดูท่า ข้าคงต้องลงมือด้วยตัวเอง"
"ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ จะให้มันมาทำให้เสียเรื่องไม่ได้"
"ข้าอยากจะรู้นัก ว่าเจ้าที่ได้ร่างครึ่งเซียน กลายเป็นตัวประหลาดครึ่งคนครึ่งศพ จะต้านทาน 'แผนผังลักษณ์แท้แห่งทวยเทพ' ของข้าได้หรือไม่"
เมื่อพูดถึง 'แผนผังลักษณ์แท้แห่งทวยเทพ' ชุดคลุมบนร่างของชายชราก็ส่องแสงระยิบระยับ กลิ่นอายอันแข็งแกร่งมหาศาลสั่นสะเทือนออกมา เพียงชั่วพริบตาก็เก็บกลับคืน
ชายชราก้าวเดินเบาๆ หายไปจากที่เดิม ชั่วพริบตาก็ไปปรากฏตัวอยู่บนท้องฟ้าสูงร้อยเมตร
เบื้องล่าง คือคฤหาสน์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในวงแหวนเซียนที่สี่ของเมืองสูตู
ป้ายหน้าประตูคฤหาสน์ เขียนอักษรตัวใหญ่สี่ตัวว่า 'จวนเหวินชางโหว'
เหวินชางโหว เป็นหนึ่งในเจ็ดท่านโหวแห่งต้าเฉียน เป็นท่านโหวที่เก็บตัวเงียบเชียบและไร้ตัวตนที่สุด
แต่หากมีเจินจวินคนอื่นของต้าเฉียนอยู่ที่นี่ และเห็นชายชราที่อยู่ใน 'จวนเหวินชางโหว' เมื่อครู่ ย่อมต้องจำได้ว่า คนผู้นี้คืออดีตเจ้าสำนักซิงเยว่ หนึ่งในแปดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน
ผู้ละทิ้งฉายาซิงเยว่เจินจวิน และได้รับพระราชทานนามว่า ซิงเหอเจินจวิน (เจินจวินธารดารา)
ซิงเหอเจินจวินที่ออกจากจวนเหวินชางโหวในวงแหวนเซียนที่สี่ ทุกก้าวย่างคือการฉีกกระชากมิติ ข้ามผ่านระยะทางหลายลี้ ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ก็เดินทางจากวงแหวนเซียนที่สี่ มาถึงย่านการค้าแห่งหนึ่งในวงแหวนเซียนที่แปด ร่างดิ่งลงสู่พื้นดิน ตรงจุดจบของถนนที่ลับตาคน ไม่มีศพอยู่ แต่กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างจางๆ กลับถูกเขาจับไว้ในมือ ควบแน่นเป็นสายใยวิญญาณ
เขาร่ายคาถาลับ เตรียมจะใช้สายใยวิญญาณติดตาม แต่จู่ๆ ก็ชะงัก สายใยวิญญาณที่ปลายนิ้วค่อยๆ สลายไป
ซิงเหอเจินจวินเงยหน้าขึ้น สีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย แสงดาวเหนือศีรษะกระพริบถี่รัว
"วิชาทางวิญญาณ?"
"แถมยังเป็นวิชาทางวิญญาณชั้นสูง เล่าลือกันว่าหยวนซุ่นมีความเกี่ยวข้องกับวิหารวิญญาณ ดูท่าคงเป็นหยวนซุ่นไม่ผิดแน่"
"แต่ต่อให้เป็นวิชาทางวิญญาณ ก็ไม่อาจสอดแนมความลับของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้"
"ทว่า ต้องรีบรายงานท่านประมุข แผนการต้องเร่งให้เร็วขึ้นแล้ว"
ซิงเหอเจินจวินเหาะกลับขึ้นสู่ท้องฟ้า ฉีกกระชากมิติจากไป ทิศทางที่มุ่งไป คือวงแหวนเซียนชั้นในที่ลึกเข้าไปอีก
อีกด้านหนึ่ง
หานอี้เปลี่ยนใจ หลังจากกลับมาถึงโรงเตี๊ยมที่พัก ก็ส่งจิตเข้าสู่ห้วงทะเลแห่งจิต เรียกเงาวิญญาณที่เพิ่งควบแน่นออกมาดูความทรงจำอย่างรวดเร็ว
ทว่า
สิ่งที่ทำให้หานอี้ประหลาดใจคือ ในความทรงจำนี้ มีพื้นที่ส่วนเล็กๆ ที่มืดมิดสนิท น่าจะถูกลงผนึกเอาไว้ แต่ส่วนอื่นๆ ที่มองเห็นได้ ก็มีข้อมูลมหาศาลเช่นกัน
เมื่อเห็นภาพฉากหนึ่ง จิตวิญญาณของหานอี้ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ในภาพนั้น คือผู้ฝึกตนที่คุ้นเคยคนหนึ่ง ถูกผู้ฝึกตนที่มีแสงดาวระยิบระยับรอบกายตบตายในฝ่ามือเดียว วิญญาณถูกแสงดาวม้วนหายไป
ฉินอู๋เซี่ยน
ผู้ฝึกตนในภาพ คือฉินอู๋เซี่ยนที่เขาตามหามาตลอด
และผู้ฝึกตนที่ลงมือสังหาร ในภาพความทรงจำนี้ไม่ได้ปกปิดตัวตน สถานะชัดเจน
สำนักซิงเยว่ ซิงเหอเจินจวิน
เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นก่อนตายของฉินอู๋เซี่ยน ดังออกมาจากภาพความทรงจำ ทำให้เพลิงโทสะในอกของหานอี้ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง
และในความทรงจำยังเปิดเผยข้อมูลอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือนิกายเหวินเซียงกำลังจะมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นในเมืองสูตู แต่ทุกครั้งที่กล่าวถึงเหตุการณ์ใหญ่ ภาพก็จะมืดดับลง เห็นได้ชัดว่าข้อมูลส่วนนี้ถูกปิดกั้นไว้
ในความทรงจำของผู้ฝึกตนชื่อสือเหิงคนนี้ หานอี้ยังได้ล่วงรู้ความลับของหัวหน้าสาขานิกายเหวินเซียง ในนิกายเหวินเซียง หัวหน้าสาขาหลายคนจะขึ้นตรงต่อผู้คุมกฎหนึ่งคน แม้พวกเขาจะรู้ว่ามีผู้คุมกฎคนอื่น และมีประมุข แต่ก็ไม่เคยเห็นหน้าผู้คุมกฎคนอื่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงท่านประมุข
และเวินเจิน ผางลี่ สือเหิง ทั้งสามคนนี้ ขึ้นตรงต่อซิงเหอเจินจวิน
หานอี้ครุ่นคิด ส่งพลังวิญญาณออกไป ลองหยั่งเชิงเข้าไปในความทรงจำส่วนที่มืดมิด ทันใดนั้นความทรงจำส่วนนั้นก็เดือดพล่านและระเบิดออก แต่เขาก็เตรียมตัวไว้แล้ว เพียงแค่สะบัดมือเบาๆ ก็กวาดเงาวิญญาณความทรงจำที่ระเบิดออกไปชนกระแทกกับขอบห้วงทะเลแห่งจิต
พริบตาต่อมา
เงาวิญญาณที่ระเบิดออก ส่งเสียง 'วูบ' ถูกลูกปัดสีดำเหนือห้วงทะเลแห่งจิตดูดกลืนและกัดกินจนหายไป
หานอี้ไม่แปลกใจกับภาพนี้ แม้เงาวิญญาณจะเกิดจากวิชาค้นวิญญาณ แต่ความทรงจำของผู้ฝึกตนคนนี้ถูกฝังผนึกไว้ เมื่อเขาพยายามสอดแนมจึงกระตุ้นผนึก ทำให้ข้อมูลส่วนนี้กลายสภาพ ลูกปัดสีดำจึงมองว่าเป็นพลังงานวิญญาณแปลกปลอมและดูดกลืนไป
จังหวะที่หานอี้สอดแนมความทรงจำส่วนที่มืดมิด ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ซิงเหอเจินจวินร่อนลงสู่ย่านการค้า เมื่อผนึกความทรงจำถูกดูดกลืน สายใยวิญญาณที่ปลายนิ้วของซิงเหอเจินจวินก็สลายไป เขาจึงปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือหยวนซุ่น แล้วเหาะจากไปมุ่งสู่วงแหวนเซียนชั้นใน
ในโรงเตี๊ยม
หานอี้ลืมตาขึ้น ในดวงตามีความโศกเศร้าไหลผ่าน ตามมาด้วยความโกรธเกรี้ยวอันไร้ขอบเขต
"นิกายเหวินเซียง"
"ซิงเหอเจินจวิน"
หานอี้พึมพำเสียงต่ำ เจตนาฆ่าในดวงตาเข้มข้นราวกับกระแสน้ำที่ไม่มีวันจางหาย
แต่เพียงแค่สามอึดใจ เขาก็กดความโกรธและเจตนาฆ่าเหล่านี้ลงสู่ก้นบึ้งหัวใจ
ไม่ว่าจะเป็นนิกายเหวินเซียง หรือซิงเหอเจินจวิน ล้วนไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสั่นคลอนได้ในตอนนี้ อย่างมากก็แค่ฆ่าหัวหน้าสาขา ฆ่าทูตเผยแผ่ธรรม ทำลายโรงงานปรุงยา ซึ่งสำหรับนิกายเหวินเซียงแล้ว ไม่ระคายผิวด้วยซ้ำ
นิกายเหวินเซียงมีผู้คุมกฎแปดคน ทั้งแปดคนล้วนเป็นระดับเจินจวิน หานอี้คิดไม่ถึงเลยว่า อดีตเจ้าสำนักซิงเยว่ ซิงเหอเจินจวิน จะเป็นหนึ่งในแปดผู้คุมกฎ
แล้วผู้คุมกฎอีกเจ็ดคน จะแฝงตัวอยู่ในสำนักอื่น หรือในราชสำนักต้าเฉียนด้วยหรือไม่
คิดถึงตรงนี้ หานอี้ก็ใจหายวาบ
นิกายเหวินเซียงเป็นนิกายมารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในแดนยวี่เหิง เหนือแปดผู้คุมกฎ ยังมีท่านประมุข เล่าลือกันว่าประมุขผู้นี้ เป็นยอดคนระดับแปลงจิตวิญญาณ
ขุมกำลังมหึมาขนาดนี้ ด้วยระดับพลังของหานอี้ในปัจจุบัน หากไปหาเรื่องนิกายเหวินเซียง ก็เท่ากับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ รนหาที่ตายชัดๆ
"ไม่รีบ รู้ตัวศัตรูแล้ว วันหน้ายังมีโอกาสแก้แค้นอีกมาก"
หานอี้จดบัญชีแค้นนี้ไว้ในใจ พร้อมกับได้ข้อสรุปเรื่องที่มีคนใช้ฉินอู๋เซี่ยนลองเชิงหยวนซุ่น
นิกายเหวินเซียงเป็นนิกายมาร ดูจากความทรงจำแล้ว น่าจะเป็นเพราะฉินอู๋เซี่ยนไปล่วงรู้แผนการร้ายของนิกายมารเข้า จึงถูกซิงเหอเจินจวินฆ่าปิดปาก ไม่ใช่มีคนจงใจใช้เขาเป็นเหยื่อล่อ
เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด หานอี้คิดมากไปเอง
เช่นนี้ หานอี้ก็โล่งอกไปเปราะหนึ่ง
เขาลุกขึ้นยืน ออกจากเมืองสูตูในคืนนั้น ปล่อยเรือเซียนเก้าทวาร มุ่งหน้าสู่วงแหวนเซียนที่เก้า ข้ามวงแหวนเซียนที่เก้า ออกจากเมืองสูตู แล้วมุ่งหน้าขึ้นเหนือกลับสำนักเสวียนตาน
เรือเซียนระดับสูง เรือเซียนเก้าทวาร พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงเก้าวัน ก็ข้ามผ่านระยะทางอันยาวไกล กลับมาถึงสำนักเสวียนตานใหม่ในเขตลั่วเฟิง
หานอี้เก็บเรือเซียน ร่อนลงบนยอดเขาเสวียนตาน กวาดสัมผัสวิญญาณออกไป จูเก่ออูโยวที่นั่งเมืองอยู่บนยอดเขาเสวียนตานลืมตาขึ้นทันที เขาจึงส่งเสียงเรียกซือหงเสวี่ยที่เพิ่งกลับมาถึงสำนักให้มาด้วย
หานอี้เดินเข้าไปในตำหนัก มองจูเก่ออูโยว แล้วมองซือหงเสวี่ย
"ไม่ต้องห่วง ข้าบอกความจริงกับศิษย์น้องหญิงแล้ว" จูเก่ออูโยวกล่าว
หานอี้พยักหน้า ซือหงเสวี่ยก็นับเป็นผู้อาวุโสสูงสุดรุ่นเก่าของสำนักเสวียนตาน ย่อมมีสิทธิ์รู้ และในฐานะหนึ่งในกำลังรบระดับสูง การให้ซือหงเสวี่ยรู้เรื่องก็มีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย
"ศิษย์พี่ฉินตายแล้ว" หานอี้กัดฟันพูด
คำพูดนี้ ทำให้จูเก่ออูโยวและซือหงเสวี่ยสั่นสะท้านไปทั้งตัว แม้ป้ายวิญญาณของฉินอู๋เซี่ยนจะแตกไปแล้ว และพวกเขาเตรียมใจไว้บ้าง แต่พอได้ยินหานอี้ยืนยัน ก็อดไม่ได้ที่จะโศกเศร้า ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงจะตั้งสติได้
"ลองเล่ามาซิ ว่า... ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" จูเก่ออูโยวเสียงสั่นเครือ สีหน้าและอารมณ์เช่นนี้ หานอี้ไม่เคยเห็นบนใบหน้าเขามาก่อน
ผู้ฝึกตนก็คือคน ย่อมมีรักโลภโกรธหลงเป็นธรรมดา
หานอี้เริ่มเล่าเรื่องราว เล่าอย่างช้าๆ เพียงแต่ปรับแก้เรื่องวิชาทางวิญญาณเล็กน้อย บอกว่าเป็นวิชาค้นวิญญาณทั่วไปที่เขาฝึกฝนมา
หลังจากเล่าจบ
จูเก่ออูโยวและซือหงเสวี่ยก็นิ่งอึ้งไปถึงสามนาที กว่าจะดึงสติกลับมาจากข่าวร้ายนี้ได้
"นิกายเหวินเซียง เป็นนิกายเหวินเซียงจริงๆ" จูเก่ออูโยวพึมพำ
"ถูกต้อง เป็นนิกายเหวินเซียง หนึ่งในแปดผู้คุมกฎของนิกายเหวินเซียง คืออดีตเจ้าสำนักซิงเยว่ ซิงเหอเจินจวิน"
"นี่คือสาเหตุที่ข้าไม่กล้ารั้งอยู่ในเมืองสูตูต่อ ต้องรีบถอนตัวออกมา"
หานอี้อธิบาย แล้วถามต่อ
"ศิษย์พี่จูเก่อ ต่อไปพวกเราจะทำอย่างไร?"
สายตาของจูเก่ออูโยวตวัดมองหานอี้ แล้วมองซือหงเสวี่ยที่มีแววตาสับสนและเศร้าโศก ถอนหายใจในใจ ปรับสีหน้าจากความเศร้ากลับมาเป็นปกติ
เวลานี้ เขาไม่อาจปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ
"สองเรื่อง"
"เรื่องแรก แจ้งเรื่องนี้ให้เสิ่นผิงและคนอื่นๆ ทราบ"
"เรื่องที่สอง รอ"
"รอท่านเจ้าสำนักกลับมา แผนการตอนนี้ มีเพียงเท่านี้"
หานอี้เงียบ เขาคิดถึงสองข้อนี้อยู่แล้ว และนี่คือสิ่งที่สำนักเสวียนตานควรทำที่สุดในตอนนี้ การสูญเสียฉินอู๋เซี่ยน กำลังรบสูงสุดของสำนักหายไปกะทันหัน หากเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่ง และบ้าบิ่นหน่อย สำนักเสวียนตานจะเผยจุดอ่อนทันที
อย่าว่าแต่สำนักใหญ่อย่างวังเทพหนานโต่ว หรือสำนักหมื่นวิถีที่มีทารกวิญญาณเลย แม้แต่สำนักระดับจินตานแถวๆ นี้ ก็อาจจะมาหาเรื่องได้ หุบเขาซูมีที่อยู่ไม่ไกล อาจจะเป็นรายแรกที่เปิดฉากโจมตี
ดังนั้น
ช่วงเวลานี้ คือการรักษาความมั่นคง สงบนิ่งไว้ จนกว่าหยวนซุ่นจะกลับมา
จูเก่ออูโยวหันขวับมามองหานอี้
"ศิษย์น้องหาน ศิษย์น้องฉินเสียชีวิต อาการบาดเจ็บของข้าแม้จะหายดีแล้ว แต่ในระยะสั้นไม่มีทางทะลวงสู่จินตานขั้นสูงสุดได้ ต่อไปนี้ สำนักต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว"
ในแววตาของจูเก่ออูโยว มีความคาดหวังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ใจหานอี้หนักอึ้ง ความหนักอึ้งนี้มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้จริง มันคือภาระ และก็เป็นแรงกระตุ้นเช่นกัน
แววตาของเขาเคร่งขรึม พยักหน้าหนักแน่น
"ศิษย์พี่จูเก่อ ข้าเข้าใจแล้ว"
ครู่ต่อมา
เสิ่นผิงที่อยู่ในสำนักก็ถูกเรียกมา และได้รับแจ้งเรื่องการตายของฉินอู๋เซี่ยน
อีกสองท่าน เหลียนถิงซีและจู้ซือหย่วน ติดธุระอยู่ข้างนอกพอดี รอให้พวกเขากลับมาค่อยว่ากัน
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม หานอี้ออกจากยอดเขาเสวียนตาน กลับไปยังยอดเขาจูเชว่ เข้าไปในหอคอยสูงที่สุดของตำหนักจูเชว่ นั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียร
ทว่า
จนถึงดึกดื่น จิตใจก็ยังไม่สงบ จึงตัดสินใจนำเตาปรุงยาออกมา เริ่มปรุงยา กระบวนการปรุงยาคือกระบวนการจดจ่อสมาธิ สามารถจมดิ่งและขจัดเรื่องกวนใจออกไปได้
จนถึงวันที่สอง หานอี้ถึงสงบจิตใจได้ และเริ่มบำเพ็ญเพียร
ครั้งนี้ เขาทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่การเร่งความคืบหน้า ในหอคอยคือจุดแกนกลางของชีพจรวิญญาณระดับ 4 ปราณวิญญาณเข้มข้นเพียงพอสำหรับผู้ฝึกตนระดับ จินตาน เพียงแค่เดือนเดียว หานอี้ก็รู้สึกว่าจินตานในทะเลวิญญาณอิ่มตัวเต็มที่ ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะเกิดการผลัดเปลี่ยน
หานอี้นำยาที่เตรียมไว้ โดยเฉพาะยาขจัดมารมากิน ครั้งนี้แม้จะเป็นยาขจัดมารระดับไร้ตำหนิ แต่มีจำนวนถึงสี่สิบเม็ด นี่คือยาที่หานอี้ปรุงเอง
ทักษะการปรุงยาทะลวงสู่ระดับ [บรรลุจุดสูงสุด] เขาสามารถปรุงยาระดับไร้ตำหนิได้แล้ว ยาระดับนี้เพียงพอสำหรับการทะลวงสู่จินตานช่วงกลางและช่วงปลาย ส่วนการทะลวงสู่ระดับทารกวิญญาณ ต้องใช้ยาขจัดมารระดับสมบูรณ์แบบ
เตรียมพร้อมทุกอย่าง หานอี้วางค่ายกล นำหินวิญญาณระดับสูงจำนวนมากออกมาวางไว้ในห้องสงบ จากนั้นเดินพลังยุทธ์ เดินหน้าต่อไป
สองวันต่อมา
พื้นผิวของจินตานที่ลอยอยู่ในทะเลวิญญาณ เริ่มมีแรงดึงดูดเกิดขึ้น พลังเวทกึ่งผลึกที่สะสมอยู่ก้นทะเลวิญญาณประมาณครึ่งหนึ่ง ได้รับผลกระทบจากแรงดึงดูดนี้ เริ่มหลุดลอยจากก้นทะเล ถูกดึงดูดให้มารวมตัวกันที่จินตานด้านบน
มองดูจากไกลๆ จินตานเปรียบเสมือนหลุมดำ ดูดพลังเวทกึ่งผลึกด้านล่างขึ้นมา ก่อตัวเป็นรูปทรงพีระมิด ยอดพีระมิดคือจินตาน สองข้างพีระมิดโค้งมน ด้านล่างคือพลังเวทกึ่งผลึกที่ไหลมารวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง
จินตานที่ถูกดูดขึ้นไปลอยอยู่เหนือทะเลวิญญาณและมีพลังเวทไหลเข้าไปไม่ขาดสาย ขนาดไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่สีทองกลับบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น กลิ่นอายที่แผ่ออกมาเข้มข้นยิ่งขึ้น
ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
ตูม!
แรงดึงดูดหายไปกะทันหัน พลังเวทกึ่งผลึกที่ 'ไต่' ขึ้นไป ร่วงหล่นลงมา กลับสู่ก้นทะเลวิญญาณ
จากนั้น
จินตานที่ลอยอยู่และแผ่กลิ่นอายหนาแน่นยิ่งกว่าเดิม ก็ขยับตัวลอยสูงขึ้นไปอีก ตามการเคลื่อนที่ของมัน พื้นที่ของทะเลวิญญาณก็ขยายตัวขึ้นไปด้านบน เข้าใกล้การหลอมรวมระหว่างทะเลวิญญาณและห้วงทะเลแห่งจิตไปอีกก้าว
ในเวลาเดียวกัน
หานอี้ที่นั่งขัดสมาธิ จู่ๆ ก็สัมผัสได้ว่าข้างกาย มีรอยแยกมิติเปิดออก ราวกับรูดซิป
มารฟ้ากำลังจะมา
หานอี้ตื่นตัว แม้จะกินยาขจัดมารไปสองเท่า แต่เขามีความระแวงต่อสิ่งมีชีวิตประหลาดจากต่างมิติอย่างมารฟ้าโดยสัญชาตญาณ จะระวังตัวแค่ไหนก็ไม่ถือว่าเกินไป
แต่สิ่งที่ทำให้หานอี้งุนงงคือ รอยแยกมิติที่เปิดออก มีเพียงกลิ่นอายดำมืด แต่กลับไม่มีมารฟ้าอยู่ใกล้ๆ ผ่านไปสิบอึดใจ รอยแยกมิตินั้นก็ปิดลงอีกครั้งภายใต้กฎแห่งวิถีเซียนของแดนยวี่เหิง
หานอี้ใจสั่นสะท้าน
เขายังจำได้ว่าตอนทะลวงสู่จินตานครั้งก่อน ยาขจัดมารที่เตรียมไว้ก็ไม่มีผล ครั้งก่อนอย่างน้อยก็ยังมีมารฟ้าน้อยมาตัวหนึ่ง แต่ครั้งนี้ แม้แต่มารฟ้าน้อยก็ไม่มี
ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่นอกมิติแน่ หานอี้มั่นใจ
ทว่า
ข้อมูลเกี่ยวกับมารฟ้า อย่างน้อยต้องระดับทารกวิญญาณ หรือกระทั่งแปลงจิตวิญญาณถึงจะมีสิทธิ์รู้ หานอี้แม้จะสงสัย แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
การทะลวงจากจินตานช่วงต้นสู่ช่วงกลาง ที่สำคัญที่สุดคือพลังเวทต้องเพียงพอ ผ่านด่านมารฟ้า แล้วก็ทำให้ระดับพลังมั่นคง
โดยเนื้อแท้แล้ว หานอี้ในตอนนี้คือจินตานช่วงกลางแล้ว แต่ยังต้องทำให้ระดับพลังมั่นคง
กระบวนการทะลวงขั้นนี้ คือกระบวนการผลัดเปลี่ยนของจินตาน การผลัดเปลี่ยนนี้เผาผลาญพลังเวทกึ่งผลึกมหาศาลที่สะสมอยู่ก้นทะเลวิญญาณ กระบวนการทำให้มั่นคง ก็คือการเติมเต็มพลังเวทที่ถูกใช้ไป
หานอี้เดินพลังยุทธ์ ชีพจรวิญญาณใต้ดยอดเขาจูเชว่ถูกสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง ไหลเข้าสู่หอคอยยอดเขา แล้วถูกเขาดูดซับเข้าร่างกาย
ไม่พอ ยังไม่พอ
ร่างกายของหานอี้ในตอนนี้ ราวกับหลุมไร้ก้น ต่อให้เป็นปราณวิญญาณเข้มข้นจากจุดแกนกลางชีพจรวิญญาณระดับ 4 ก็ยังตามความเร็วในการดูดซับของเขาไม่ทัน
เขาดีดนิ้วเบาๆ กองหินวิญญาณระดับสูงข้างกายก็แตกละเอียด ปราณวิญญาณทะลักออกมาปกคลุมทั่วห้อง เพิ่มความเข้มข้นของปราณวิญญาณในห้องสงบขึ้นอีกสองเท่าตัว ถึงจะพอให้หานอี้ดูดซับ
ตะวันขึ้นเดือนตก
ครึ่งเดือนต่อมา
ในหอคอยสูงเสียดฟ้าส่วนลึกของตำหนักจูเชว่ หานอี้ลืมตาขึ้น ประกายตาเจิดจ้า กลิ่นอายเปลี่ยนไปเป็นคนละคน กลิ่นอายที่เข้มข้นกว่าจินตานช่วงต้นประมาณสามเท่า แผ่ออกมาจากร่างกายของเขาอย่างเงียบเชียบ สัมผัสวิญญาณกระจายออกไปทั่วทิศทาง
จูเก่ออูโยวที่ยอดเขาเสวียนตาน ซือหงเสวี่ยที่ยอดเขาเสวียนอู่ เสิ่นผิงที่ยอดเขาชิงหลง เหลียนถิงซีที่ยอดเขาไป๋หู่ ต่างลืมตาขึ้นพร้อมกัน ในดวงตาฉายแววความยินดีต่อเนื่อง
สัมผัสวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอันแข็งแกร่งนี้ ทำให้พวกเขารู้ว่า หานอี้ทะลวงสู่จินตานช่วงกลางแล้ว
ถึงตรงนี้
สำนักมีจินตานช่วงกลางสามคนแล้ว คือซือหงเสวี่ย ฮั่วหมิง และหานอี้ บวกกับพลังการต่อสู้ที่น่าทึ่งของหานอี้ การทะลวงขั้นครั้งนี้ ทำให้พวกเขาคาดหวังยิ่งขึ้น
เรื่องที่หานอี้ทะลวงสู่จินตานช่วงกลาง นอกจากผู้อาวุโสสูงสุดไม่กี่ท่านนี้แล้ว ก็ไม่ได้แพร่งพรายออกไป เก็บไว้เป็นไพ่ตายย่อมดีที่สุด
เขาไม่ได้ออกจากด่านทันที แต่เริ่มฝึกฝนวิชาควบคุมกระบี่
เจดีย์วิญญาณเก้าชั้นทะลวงสู่ระดับ [เหนือมนุษย์สู่แดนเซียน] ควบแน่นชั้นที่สี่ และได้รับวิชาตัดวิญญาณ ในด้านความเชี่ยวชาญทางจิตวิญญาณ หานอี้ไม่กลัวพวกจินตานขั้นสูงสุดเลย
แต่ในด้านระดับพลัง ยังไงก็ยังห่างจากจินตานขั้นสูงสุดอยู่สองขั้นย่อย การใช้ทักษะมาชดเชย ในตอนนี้ยังถือว่าไม่เพียงพอ
และต่อไป หากวิชาควบคุมกระบี่ทะลวงขั้นได้ พลังการต่อสู้ต้องพุ่งทะยานขึ้นอีก และจะทำให้สำนักมีความมั่นคงมากขึ้น ต่อให้เผชิญหน้ากับจินตานขั้นสูงสุด ก็จะไม่ไร้ทางสู้แบบเดิมอีก
อีกทั้ง
ในใจของเขา ตั้งแต่ได้ดูเงาวิญญาณของสือเหิง ก็มีความรู้สึกถึงวิกฤตอยู่ตลอดเวลา วิกฤตเกี่ยวกับเรื่องที่นิกายเหวินเซียงจะก่อการใหญ่
เขาหวังว่าตัวเองจะแข็งแกร่งขึ้นอีกหน่อย เพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น
ทว่า
ฟ้าไม่เป็นใจ
เพียงแค่ครึ่งเดือนต่อมา ลางสังหรณ์วิกฤตของหานอี้ก็กลายเป็นความจริง
ถ้ำมาร ปะทุขึ้นแล้ว
และครั้งนี้ การปะทุของถ้ำมาร ไม่ได้เกิดในพื้นที่ห่างไกล แต่เกิดขึ้นที่...
เมืองสูตู
[จบแล้ว]