- หน้าแรก
- หน้าต่างความชำนาญ ยิ่งฝึกข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 200 - เพ่งจิตเทพบรรพกาล
บทที่ 200 - เพ่งจิตเทพบรรพกาล
บทที่ 200 - เพ่งจิตเทพบรรพกาล
บทที่ 200 - เพ่งจิตเทพบรรพกาล
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เทือกเขาหมื่นอสูร ทอดตัวยาวจากดินแดนตะวันตกสุดขอบโลก ลัดเลาะไปตามทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแดนยวี่เหิง จนจรดชายฝั่งทะเลตะวันออก
เทือกเขานี้เชื่อมต่อระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์เผ่าอสูรทางตะวันตกเฉียงเหนือกับผู้บำเพ็ญเพียรอสูรทางทะเลตะวันออก จะเรียกว่าเทือกเขาก็ไม่ผิด แต่ในความเป็นจริงมันเหมือนเส้นทางสัญจรของเผ่าอสูรเสียมากกว่า ใจกลางของเส้นทางนี้บางครั้งจะมีผู้บำเพ็ญเพียรอสูรระดับจินตานผ่านทางมาบ้าง แต่บริเวณรอบนอกส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์อสูรระดับกลั่นลมปราณ
ส่วนเทือกเขาหมื่นอสูรช่วงที่อยู่ใกล้เมืองเซียนจิ้นอวิ๋น เป็นช่วงที่ค่อนข้างแคบ ห้างร้านที่มีอิทธิพลของต้าเฉียนและต้าฉินได้ร่วมกันเปิดเส้นทางการค้าที่ค่อนข้างปลอดภัยไว้หลายเส้นทาง เพื่อใช้ติดต่อค้าขายระหว่างกัน
สาเหตุที่เรียกว่าค่อนข้างปลอดภัย เพราะเส้นทางการค้านี้จะมีการกวาดล้างตามกำหนดเวลา โดยจะสังหารสัตว์อสูรในรัศมีร้อยลี้รอบเส้นทาง ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรอสูรระดับสร้างรากฐานหรือระดับจินตาน หากพบเจอก็จะร่วมมือกันปิดล้อมสังหาร นานวันเข้า ผู้บำเพ็ญเพียรอสูรระดับสูงจึงหลีกเลี่ยงเส้นทางการค้าของมนุษย์เหล่านี้ และเลือกใช้เส้นทางอื่นที่ปลอดภัยกว่า
และในเวลานี้
ผิดไปจากที่เหยียนปู้คาดการณ์ไว้ หานอี้หลังจากหนีออกจากเมืองเซียนจิ้นอวิ๋น กลับไม่ได้หนีกลับไปทางใต้ตามเส้นทางเดิม แต่กลับมุ่งหน้าขึ้นเหนืออย่างไม่ลังเล
"เทือกเขาหมื่นอสูร เจ้านี่ น่าสนใจจริงๆ"
เหยียนปู้เผยสีหน้าตื่นเต้นเหมือนนักล่าเจอเหยื่อที่ท้าทาย ยิ่งหานอี้ทำอะไรเหนือความคาดหมาย ก็ยิ่งฆ่ายาก แต่ถ้าฆ่าได้ ผลตอบแทนย่อมคุ้มค่า นี่คืออาชีพของเขา และก็เป็นการฝึกฝนของเขาเช่นกัน
เขารีบเหาะไล่ตามไป แต่พอไล่ไปได้ครึ่งทางก็พบความผิดปกติ ความเร็วของหานอี้นั้นรวดเร็วเกินไป ช้ากว่าเขาเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ด้วยความเร็วระดับนี้ พอไปถึงเทือกเขาหมื่นอสูร เขาคงตามไม่ทันแน่
เขาเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานช่วงกลาง แม้จะเพิ่งเลื่อนขั้นมาไม่นาน แต่ช่วงกลางก็คือช่วงกลาง
ความจริงแล้ว
สำหรับภารกิจของหอเทพทมิฬในครั้งนี้ เจียงจิ่วเกอต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล เพื่อขอให้หอเทพทมิฬส่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานช่วงกลางขึ้นไปมาลงมือ เพราะก่อนหน้านั้น หานอี้ไม่เพียงแต่หนีรอดจากเงื้อมมือของอวี้หาวแห่งวังเทพหนานโต่ว แต่ยังสังหารผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานช่วงกลางไปถึงสองคน
ด้วยฝีมือระดับนี้ เขาคิดว่าระดับจินตานช่วงต้นอาจจะเอาไม่อยู่ เพื่อความไม่ประมาท จึงระบุเจาะจงขอระดับจินตานช่วงกลาง
นี่คือที่มาที่ไปของการที่เหยียนปู้มารับงานนี้
ในเวลานี้
เมื่อตระหนักว่าความเร็วในการวิ่งหนีสุดชีวิตของหานอี้ช้ากว่าตนเพียงนิดเดียว และระยะทางห่างจากเทือกเขาหมื่นอสูรใกล้มาก หากไล่ตามด้วยความเร็วเท่านี้ เป้าหมายคงหนีเข้าเทือกเขาไปได้ก่อน
เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เขาจึงปล่อยเรือเซียนออกมา เรือเซียนมีความเร็วสูงกว่า กลายเป็นลำแสงพุ่งไล่ล่าไป
เบื้องหน้าห่างออกไปสามกิโลเมตร
ใบหน้าของหานอี้กลายเป็นสีเขียวคล้ำ นี่คือสัญญาณว่าพิษร้ายได้แทรกซึมเข้าสู่กระดูกดำ ลุกลามไปถึงอวัยวะภายใน เส้นชีพจรทั่วร่าง แม้แต่ทะเลวิญญาณหรือตันเถียนกลางและล่างก็ถูกรุกราน พลังเวททั่วร่างติดพิษ จนส่งผลสะท้อนออกมาทางกายเนื้อ
เร็วเข้า
เร็วขึ้นอีก
เร็วขึ้นอีกสิ
ภาพตรงหน้าของหานอี้มืดดับลง พิษกำเริบจนดวงตามองไม่เห็นแล้ว เขาจึงหลับตาลงเสียเลย ดวงจิตเปลี่ยนรูปเป็นเจดีย์วิญญาณ สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง จิตสัมผัสทะลักทลายออกมา ควบคุมกระบี่ชิงผิงให้พุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
ระยะทางสิบกิโลเมตร ด้วยความเร็วบ้าคลั่งในตอนนี้ ใช้เวลาเพียงสิบลมหายใจ หรือประมาณครึ่งนาทีเท่านั้น แต่ในความรู้สึกของหานอี้ ครึ่งนาทีนี้ยาวนานอย่างยิ่ง ทุกวินาที ทุกเสี้ยววินาที ทุกขณะจิต เขาต้องเค้นพลังจิตสัมผัสออกมาจนถึงขีดสุด
ความเร็วไม่เพียงไม่ลดลงเพราะร่างกายติดพิษและพลังเวทติดขัด แต่กลับเร็วขึ้นเพราะใช้พลังจิตสัมผัสล้วนๆ ยิ่งภายใต้แรงกระตุ้นจากความตาย จิตสัมผัสที่ระเบิดออกมานี้ยิ่งน่าสะพรึงกลัว
ฟุ่บ!
เงาร่างหนึ่งพุ่งตกลงสู่ป่าดงดิบอันกว้างใหญ่ไพศาลในวินาทีสุดท้าย อาศัยความมืดมิดและต้นไม้โบราณเสียดฟ้า อำพรางตัวหายวับไป
ด้านหลังเขาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ เรือเซียนลำหนึ่งหยุดลงกลางอากาศ เหยียนปู้เก็บเรือเซียน แววตาแม้จะแปลกใจ แต่จิตสังหารกลับยิ่งแน่วแน่
หนูตัวน้อยตัวนี้ หนีเข้าไปในเทือกเขาหมื่นอสูรจริงๆ ด้วย เหนือความคาดหมายจริงๆ
แต่ทว่า
โดน 'ผงคุกทมิฬ' เข้าไป ต่อให้หนีเข้าเทือกเขาหมื่นอสูร ก็มีแต่ทางตายสถานเดียว
จิตสัมผัสของเหยียนปู้กวาดผ่านพื้นที่รัศมีสิบห้ากิโลเมตร สัมผัสได้เพียงกลิ่นอายของสัตว์อสูรไม่กี่ตัว ไร้ซึ่งกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญเพียรโดยสิ้นเชิง ทำเอาเขาขมวดคิ้ว
"จัดการยากแฮะ เจ้านี่ฝึกวิชาเก็บงำกลิ่นอายมาด้วย"
"แต่ว่า โดนพิษเข้าไป ต่อให้หนีได้ กายเนื้อก็จะค่อยๆ เน่าเปื่อย พลังเวทหยุดนิ่ง จะหนีไปได้สักกี่น้ำ เชียว ข้าจะพลิกแผ่นดินรัศมีร้อยลี้นี้ให้ราบ ดูซิว่าจะหาศพเจ้าไม่เจอ"
"หึ นี่คือผงคุกทมิฬเชียวนะ ไม่ถึงระดับจินตาน มีแต่ตายกับตาย"
เหยียนปู้ร่อนลงสู่ป่าอย่างเงียบเชียบ มือถือกระบี่สั้นสีดำ ร่างกายวูบไหว เริ่มออกค้นหา
อีกด้านหนึ่ง
หานอี้หลังจากร่อนลงสู่ป่า ก็รีบใช้วิชาแปลงโฉม กดกลิ่นอายของตนเองลงจนต่ำสุด และด้วยไหวพริบชั่ววูบ เขาไม่เพียงแค่กดกลิ่นอาย แต่ยังจำลองกลิ่นอายของสัตว์อสูรที่เขาเพิ่งสังหารไป นั่นก็คือเชวี่ยเฉิน แน่นอนว่าไม่ใช่กลิ่นอายระดับจินตาน แต่เป็นแค่กลิ่นอายสัตว์อสูรระดับกลั่นลมปราณ
แต่เพราะระดับวิชาแปลงโฉมของเขายังต่ำเกินไป และการจำลองนี้ก็เป็นเพียงทฤษฎี จึงไม่สมบูรณ์นัก ทำได้แค่ช่วยปกปิดความเป็นผู้บำเพ็ญเพียรของเขาได้อีกชั้นหนึ่งเท่านั้น
จากนั้น
หานอี้ก็เริ่มย้อนทวนกระแสน้ำ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ออกห่างจากเส้นทางการค้าที่ถูกเปิดไว้ มุ่งลึกเข้าไปในส่วนต้นน้ำของเทือกเขา
เส้นทางการค้าแม้จะปลอดภัย แต่ก็เป็นเป้าสายตาที่สุด ยากจะหนีพ้นการไล่ล่าของอีกฝ่าย
การมุ่งหน้าขึ้นไปตามแนวเทือกเขา แม้จะอันตรายกว่า แต่กลับมีโอกาสรอดชีวิตดั่งคำว่า 'ไปสู่ที่ตายเพื่อให้รอด'
ดวงตาของเขาลืมไม่ขึ้น ร่างกายอ่อนแอ พลังเวทติดขัด แม้จะกินยาขจัดพิษทุกๆ หนึ่งก้านธูปเพื่อชะลอความรุนแรงของพิษ แต่ก็เป็นแค่วิธีแก้ขัด หากปล่อยไว้นาน ร่างกายต้องพังทลายแน่นอน
หานอี้ร้อนใจ แต่ชั่วคราวนี้ก็ไร้หนทางแก้ไข ได้แต่เดินหน้าไปทีละก้าว
เขาหนีขึ้นไปทางต้นน้ำของเทือกเขาได้กว่าร้อยกิโลเมตร ใช้เวลาไปกว่าสี่ชั่วยาม ในความรู้สึกของหานอี้ ตอนนี้ฟ้าสางแล้ว แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านใบไม้หนาทึบตกกระทบลงบนร่าง ให้ความรู้สึกอบอุ่น
เขาถอนหายใจโล่งอก ถ้าขนาดนี้ยังตามมาทัน ก็คงเป็นคราวเคราะห์ที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ
เขาหลบเข้าไปในโพรงต้นไม้แคบๆ ไม่มีเวลาอำพรางร่องรอย ก็รีบจมดิ่งเข้าสู่ภายในร่างกาย
แย่
แย่มาก
แย่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในความรู้สึกของจิตสัมผัส ทะเลวิญญาณอุดตันโดยสมบูรณ์ พลังเวทในทะเลวิญญาณเงียบสงัด กลายเป็นทะเลตาย แสงสีแดงเพลิงของพลังเวทเดิมเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้ประกาย
นอกจากทะเลวิญญาณแล้ว พลังเวทในเส้นชีพจรที่พอจะเรียกใช้ได้ก็น้อยนิดจนน่าใจหาย พิษร้ายแทรกซึมลึกถึงอวัยวะภายใน หากไม่ใช่เพราะพลังชีวิตที่เหนียวแน่นของระดับสร้างรากฐานช่วงปลาย หานอี้คงตายไปนานแล้ว
เขาเทยาขจัดพิษทั้งหมดออกมาจากแหวนมิติ การหลบหนีสุดชีวิตตลอดทางทำให้ยาหลายขวดเหลือเพียงสามเม็ด เมื่อตรวจดูยาอื่นๆ ก็พบว่าไม่มียาแก้พิษชนิดอื่นที่คล้ายคลึงกัน ทำให้เขาท้อแท้ใจ
หานอี้หยิบยันต์ที่ซื้อตุนไว้ออกมา ในนั้นมียันต์รักษาอยู่สิบกว่าแผ่น
เขาหยิบแผ่นที่มีระดับสูงที่สุดแปะลงบนตัว ทันใดนั้น แสงวิญญาณเย็นสบายสายหนึ่งก็ไหลเข้าสู่ร่างกาย
พลังเวทในร่างกายกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย พอจะเรียกใช้ได้บ้าง
ทว่า
ไม่ถึงสิบลมหายใจ พิษร้ายที่ฝังแน่นในอวัยวะภายในและทะเลวิญญาณก็แผ่ออกมา เปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นสนามรบ เผาผลาญพลังงานของยันต์จนหมดเกลี้ยง
สีหน้าหานอี้เปลี่ยนไป
พิษครั้งนี้ประหลาดและน่ากลัวเกินไป แม้เขาจะมียันต์เยอะ แต่ก็ต้องมีวันหมด ไม่มีทางประคองตัวจนออกจาเทือกเขาหมื่นอสูรไปถึงเมืองเซียนที่ใกล้ที่สุดได้ทันแน่
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หานอี้จนปัญญา
แต่เขาไม่ใช่คนที่ยอมแพ้ง่ายๆ
ต้องมีวิธีสิน่า ต้องมี
จิตสัมผัสของหานอี้กวาดไปทั่วแหวนมิติ นอกจากยันต์และยาแล้ว เขากวาดตามองสิ่งของทีละชิ้น พบว่าไม่มีอะไรที่ใช้การได้ จึงถอนจิตกลับมา จมดิ่งเข้าสู่ห้วงทะเลแห่งจิต มองไปยังลูกปัดสีดำที่ลอยเด่นอยู่ด้านบน ควบแน่นกระบี่วิญญาณขึ้นมา ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ พยายามจะสัมผัสมัน
ลูกปัดเม็ดนี้ ในเมื่อดูดซับพิษของสำนักสัตว์บรรพกาลได้ จะสามารถดูดซับพิษในร่างกายเขาตอนนี้ได้หรือไม่
แต่สิ่งที่ทำให้หานอี้ผิดหวังคือ กระบี่วิญญาณของเขาพอแตะโดนลูกปัดสีดำ ก็ถูกกระแทกจนแตกสลาย ไม่เกิดผลใดๆ
ลองอยู่หลายครั้ง หานอี้ก็ตัดใจโดยสิ้นเชิง
ลูกปัดสีดำที่ได้จากแดนสูญชั้นเก้านี้ ถ้ามันไม่ได้ทำงานเองตามธรรมชาติ ด้วยความแข็งแกร่งของหานอี้ในตอนนี้ เขาทำอะไรมันไม่ได้เลยสักนิด
ก็จริง ลูกปัดเม็ดนี้มีผลแค่กับดวงจิต ไม่มีผลกับกายเนื้อและพลังเวท
พลังเวทและดวงจิต คือสององค์ประกอบหลักของผู้บำเพ็ญเพียร
พลังเวทสัมพันธ์กับกายเนื้อและทะเลวิญญาณ
ส่วนดวงจิต เป็นหนึ่งเดียวกับห้วงทะเลแห่งจิตและจิตสัมผัส
พิษของเชวี่ยเฉินก่อนหน้านี้พุ่งเป้าที่ดวงจิต ลูกปัดสีดำจึงดูดซับไป แต่พิษที่เขาโดนตอนนี้ เป็นพิษทางกายเนื้อ พลังเวทติดขัด ทะเลวิญญาณอุดตัน นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
กายเนื้อ กายเนื้อ...
ทันใดนั้นดวงตาของหานอี้ก็เป็นประกายขึ้นมา
จิตสัมผัสของเขาล้วงเข้าไปในถุงสมบัติ หยิบหยกโบราณสีม่วงชิ้นหนึ่งออกมา
ในเมื่อยาและยันต์แทบไม่มีผลกับพิษนี้ การพึ่งพาพลังภายนอกจึงไม่ได้ผลอีกต่อไป
หนทางเดียวที่จะช่วยตัวเองได้ คือพลังจากภายใน
และสิ่งที่หานอี้นึกถึง ก็คือการฝึกกายา
ผู้ฝึกกายานั้นแข็งแกร่ง ฝึกฝนจนถึงขีดสุดสามารถมองเห็นและควบคุมอนุภาคเล็กๆ ทุกอนุภาคที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายได้ หากทะลวงสู่ระดับขอบเขตสุดขั้ว ยังมีโอกาสทำให้อายุยืนยาว กายาอมตะได้อีกด้วย
โดยเนื้อแท้แล้ว ผู้ฝึกกายาคือดาวข่มของพิษทางกายเนื้ออย่างแน่นอน
หยกโบราณที่หานอี้หยิบออกมา เรียกว่า 'หยกโบราณเหิงหยวน' หยกชิ้นนี้หานอี้ทุ่มเงินมหาศาลรวบรวมมา ก่อนหน้านี้เขาเคยใช้มันมาก่อน ตอนที่ฝึกฝนเจดีย์วิญญาณเก้าชั้น ฉินอู๋เซี่ยนเป็นคนดึงวิชาสืบทอดเจดีย์วิญญาณเก้าชั้นออกมาจากหยกชนิดนี้ถ่ายทอดเข้าสู่สมองของหานอี้
หยกโบราณชนิดนี้ล้ำค่ามาก ไม่ด้อยไปกว่ายาเทวะสร้างรากฐานเลย
หานอี้ต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลกว่าจะได้วิชานี้มา
แต่เขาไม่มีเวลาฝึกฝน เพราะการฝึกกายาสำหรับเขาในอดีต เป็นเพียงส่วนเสริมเหมือนลายดอกไม้บนผ้าไหม ไม่ได้เพิ่มพลังการต่อสู้จริงจังเท่าไหร่
แต่ตอนนี้ต่างออกไป การฝึกวิชากายานี้คือเครื่องมือช่วยชีวิต คือการส่งถ่านกลางหิมะ
"หวังว่าจะยังไม่สายเกินไป" หานอี้จิตใจหนักอึ้ง แปะยันต์รักษาลงไปอีกแผ่น พลังเวทฟื้นคืนมาเล็กน้อย เขาใช้พลังเวทอันน้อยนิดนั้นกดลงบนหยกโบราณเหิงหยวน ร่ายคาถา ดึงแสงวิญญาณสายหนึ่งออกจากหยกโบราณ ลำแสงพุ่งเข้าสู่ระหว่างคิ้ว ทันใดนั้น เคล็ดวิชากายาก็ไหลเวียนเข้ามาในสมอง
[เคล็ดวิชาเพ่งจิตเทพบรรพกาล]
ตำนานเล่าว่า ในยุคสมัยที่เก่าแก่ยิ่งกว่ายุคบรรพกาล มีเผ่าพันธุ์หนึ่งท่องไปในความโกลาหล รูปร่างใหญ่โตเทียบเท่าโลก เพียงแค่โบกมือ ความโกลาหลก็แตกดับ โลกกลับคืนสู่วัฏสงสาร
พวกท่าน เรียกว่า เทพบรรพกาล
ที่มีชื่อเสียงเคียงคู่กับเทพบรรพกาล ยังมี มารบรรพกาล และ เซียนบรรพกาล
ทว่าในแดนยวี่เหิง เทพบรรพกาล เซียนบรรพกาล และมารบรรพกาล เป็นเพียงแค่คำศัพท์สามคำเท่านั้น และ [เคล็ดวิชาเพ่งจิตเทพบรรพกาล] นี้ เป็นวิชาที่สำนักเสวียนตานเก็บรักษาไว้ เป็นวิชาที่ผู้อาวุโสสูงสุดท่านหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อนบังเอิญได้มาระหว่างท่องเที่ยวในต้าหยง
วิชานี้ใช้วิธีเพ่งจิตนึกถึงเทพบรรพกาลในตำนาน ผู้ซึ่งไม่อาจจ้องมอง ไม่อาจเอ่ยนาม ไม่อาจพรรณนา เพื่อมองย้อนกลับเข้ามาในอนุภาคเล็กๆ ของร่างกาย ขจัดสิ่งเจือปน สร้างกายเนื้อใหม่ เสริมสร้างเลือดลม ขัดเกลาร่างกาย จนนำไปสู่การกลายพันธุ์ของกายเนื้อในที่สุด
ในวิชานี้ สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือภาพนิมิตสำหรับการเพ่งจิต เพราะภาพนิมิตนี้เอง จึงต้องใช้หยกวิญญาณล้ำค่าอย่างหยกโบราณเหิงหยวนในการบันทึก
เวลานี้
หานอี้หลับตาลง จิตใจจมดิ่งสู่ภวังค์แห่งการเพ่งจิต ในภวังค์นั้นมีเทพบรรพกาลผู้ค้ำจุนฟ้าดินนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางความโกลาหล จากมุมมองของเขา เห็นเพียงแผ่นหลังเลือนราง แต่ความรู้สึกสะเทือนใจนั้นรุนแรงยิ่งกว่าตอนที่เขาเห็นนครหลวงเฉียนเป็นครั้งแรกเสียอีก
ท่ามกลางความสะเทือนใจ ความรู้สึกยำเกรงอยากกราบไหว้บูชาผุดขึ้นมา ความรู้สึกนี้วูบผ่านไป แล้วกลับสู่ความปกติ หานอี้ที่นั่งขัดสมาธิชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเพ่งจิตต่อไป
ขณะที่จิตใจของเขาเพ่งนึกถึงเทพบรรพกาลองค์นี้ ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านเบาๆ ราวกับอนุภาคบางอย่างในเลือดเนื้อของเขามีความเชื่อมโยงกับเทพบรรพกาลในภาพนิมิต ความเชื่อมโยงนี้เบาบางมากจนแทบจะละเลยได้ แต่สำหรับหานอี้ในตอนนี้ มันคือการทะลวงด่านครั้งยิ่งใหญ่
เบื้องหน้าเขา บนหน้าต่างความชำนาญ ปรากฏบรรทัดใหม่ขึ้นมา
[เคล็ดวิชาเพ่งจิตเทพบรรพกาล (แรกเรียนรู้ 1/100)]
หานอี้หลับตาลงอีกครั้ง เพ่งจิตต่อไป
ในขณะนี้ จิตใจของหานอี้ทุ่มเทไปกับการเพ่งจิตวิชากายานี้ โดยไม่ทันสังเกตว่า ขณะที่อนุภาคที่เล็กที่สุดในร่างกายเขามีความเชื่อมโยงกับภาพนิมิต ในห้วงทะเลแห่งจิต ลูกปัดสีดำที่ลอยเด่นอยู่ด้านบนสุด จู่ๆ ก็ชะงักกึก และหยุดนิ่งไปถึงสามลมหายใจ ราวกับกำลังยืนยันอะไรบางอย่าง ก่อนจะกลับมาดูดซับไอสีเทาขาวต่อไป
ฉากนี้หานอี้ไม่ทันสังเกตเห็น เขาเพียงแค่เพ่งจิตต่อไป ทุกๆ หนึ่งชั่วยาม เขาจะกินยาขจัดพิษหนึ่งเม็ด หรือแปะยันต์รักษาหนึ่งแผ่น เพื่อบรรเทาพิษในร่างกาย แล้วก็เพ่งจิตต่อ
ครึ่งวันต่อมา หานอี้รู้สึกว่าตำแหน่งปัจจุบันยังไม่ปลอดภัย จึงฝืนลุกขึ้นเดินลึกเข้าไปในเทือกเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านไปครึ่งวันก็ทนไม่ไหว ล้มฟุบลงไป หาถ้ำแห่งหนึ่งหลบซ่อน แล้วเพ่งจิตต่อ
โชคดีที่ตลอดทางมานี้ หานอี้ไม่เจอผู้บำเพ็ญเพียรอสูรตัวจริง สัตว์อสูรเล็กน้อยก็ถูกเขาหลบเลี่ยงไปได้ก่อน
ในถ้ำ
"แค่กๆ..."
หานอี้กระอักเลือด หยิบขวดยาออกมา พบว่ายาขจัดพิษหมดเกลี้ยงแล้ว จึงหยิบยันต์รักษาออกมาอีกแผ่น แปะลงบนตัว อาการถึงค่อยทุเลาลงบ้าง
เพ่งจิตต่อ
สามวันต่อมา
หานอี้ใช้ยันต์รักษาแผ่นสุดท้ายไปแล้ว แต่ผ่านไปหนึ่งก้านธูป วิชากายาที่เขาฝึกฝนก็ทะลวงระดับ
[เคล็ดวิชาเพ่งจิตเทพบรรพกาล (รู้แจ้งเบื้องต้น 1/100)]
เมื่อเคล็ดวิชาเพ่งจิตเทพบรรพกาลทะลวงระดับ ทุกอนุภาคที่ประกอบเป็นร่างกายของเขาก็สั่นไหวด้วยจังหวะที่แผ่วเบาจนตาเปล่ามองไม่เห็น
การสั่นไหวนี้ ในหมู่นักฝึกกายา มีคำเรียกเฉพาะว่า 'การตื่นรู้'
กายเนื้อ เริ่มตื่นรู้
เมื่ออนุภาคกายเนื้อสั่นไหว กายเนื้อเริ่มตื่นรู้ หานอี้รู้สึกถึงความหิวโหย ความหิวโหยนี้ไม่ใช่ความอยากอาหารตามปกติ แต่เป็นความกระหายพลังวิญญาณของร่างกาย
ด้วยสัญชาตญาณ เขาหยิบหินวิญญาณออกมา หินวิญญาณระดับกลางก้อนหนึ่ง เพียงแค่หนึ่งก้านธูป ก็แตกละเอียด พลังวิญญาณภายในถูกร่างกายที่หิวกระหายดูดซับไปจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
หานอี้ไม่ตกใจแต่กลับดีใจ
เพราะเมื่อร่างกายดูดซับพลังจากหินวิญญาณ บนผิวหนังก็มีของเหลวสีดำหยดหนึ่งถูกขับออกมา ของเหลวสีดำที่เหมือนหยดเหงื่อนี้หยดลงพื้น กัดกร่อนพื้นจนเป็นหลุมลึกครึ่งเมตร กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาเตะจมูก
พิษ พิษร้ายแรง
นี่คือพิษที่ถูกทาไว้บนกระบี่ที่ฟันโดนหน้าผากหานอี้ก่อนหน้านี้
แม้พิษที่ถูกขับออกมาในตอนนี้จะเป็นเพียงหยดเล็กๆ ที่แทบไม่มีนัยสำคัญ แต่ก็ทำให้หานอี้มองเห็นหนทางที่ถูกต้องในการขจัดพิษ
"ได้ผล"
หานอี้หยิบหินวิญญาณออกมาอีก ครั้งนี้ยังคงเป็นทีละก้อน เขาไม่กล้าหยิบออกมาเยอะ กลัวพลังวิญญาณจะผันผวนรุนแรงจนไปกระตุ้นสัตว์อสูรที่ผ่านทางมา ผลที่ตามมาคงคาดเดาไม่ได้
สามวันต่อมา
หานอี้ลืมตาขึ้น ร่างกายสามารถขยับเขยื้อนได้เองโดยไม่ต้องพึ่งจิตสัมผัสช่วย จากนั้นเขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เดินขึ้นไปทางต้นน้ำต่อ แต่เปลี่ยนทิศไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ เดินไปหนึ่งวัน ก็หาถ้ำหยุดพักฝึกฝนต่อ อีกไม่กี่วันค่อยเดินทางต่อ
ทำซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้
หานอี้เดินช้ามาก และระมัดระวังตัวมาก วิชาแปลงโฉมถูกใช้งานตลอดเวลา การคงสภาพไว้ยาวนานหลายเดือนนี้ก็เป็นการฝึกฝนเช่นกัน โดยไม่รู้ตัว วิชาแปลงโฉมที่ไม่ได้ตั้งใจฝึกก็ทะลวงระดับ ทำให้กลิ่นอายของหานอี้ยิ่งห่างไกลจากผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป และมีกลิ่นอายของสัตว์อสูรระดับต่ำเจือปนอยู่จางๆ
หนึ่งปีหลังจากหานอี้โดนพิษและหนีเข้าเทือกเขาหมื่นอสูร
เขาเปลี่ยนตำแหน่งไปข้างหน้าเหมือนเช่นเคย ทันใดนั้นก็พบว่า มองผ่านใบไม้ที่โปร่งตา ด้านนอกป่าเป็นที่ราบกว้างใหญ่ เขาเดินต่อไปอีกสองร้อยเมตร ภาพเบื้องหน้าก็สว่างไสว
เบื้องหน้าห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร มีเมืองเซียนขนาดมหึมา ยิ่งใหญ่กว่าเมืองเซียนจิ้นอวิ๋นถึงหนึ่งเท่าตัว ตั้งตระหง่านอยู่บนแผ่นดินโบราณแห่งนี้
"ต้าฉิน เมืองเซียนเทียนหนาน" หานอี้พึมพำกับตัวเอง
การเดินทางครั้งนี้ กินเวลาหนึ่งปีเต็ม โดยไม่รู้ตัว เขาได้เดินทะลุเทือกเขาหมื่นอสูร มาถึงดินแดนอีกฝั่งหนึ่งของเทือกเขาแล้ว
ความจริงแล้ว นี่เป็นความตั้งใจของหานอี้
หลังจากเดินทวนน้ำขึ้นไปได้ระยะหนึ่ง เขาก็พบว่าถ้าเดินขึ้นไปเรื่อยๆ อันตรายจะยิ่งมากขึ้น โอกาสเจอผู้บำเพ็ญเพียรอสูรระดับสร้างรากฐานหรือจินตานมีไม่น้อย
แต่ถ้าเดินไปทางตะวันออกเฉียงใต้ กลับสู่เขตแดนต้าเฉียน ก็กลัวว่าจะโดนดักรอ ถึงตอนนั้นพิษยังไม่หายดี จะทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง
วิธีที่ดีที่สุด ย่อมเป็นการเดินทะลุเทือกเขาหมื่นอสูร ไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรที่ลอบสังหารเขา ต่อให้มีอิทธิพลแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะวางสายตาไว้ที่ชายแดนต้าฉิน
เขาต้องกระโดดออกจากกับดักที่อาจจะมีอยู่ ออกไปสู่ภายนอก แล้วค่อยหาวิธีกลับมา
นี่คือแผนการที่หานอี้วางไว้ตอนที่เดินขึ้นไปทางต้นน้ำของเทือกเขาหมื่นอสูร
หานอี้ไม่ได้เดินหน้าต่อ แต่ถอยกลับไปอีกไม่กี่กิโลเมตร ตรงนี้เป็นเขตรอบนอกของเทือกเขาหมื่นอสูร จากนั้นเขาก็หาสัตว์อสูรระดับต่ำตัวหนึ่ง ฆ่ามัน แล้วยึดถ้ำของมัน
ในถ้ำ
หานอี้ยังคงฝึกฝนวิชากายา
ทว่า หนึ่งปีมานี้ วิชากายาของเขาก้าวเข้าสู่ระดับใหม่แล้ว
[เคล็ดวิชาเพ่งจิตเทพบรรพกาล (แตกฉานชำนาญศิลป์ 19/100)]
เคล็ดวิชาเพ่งจิตเทพบรรพกาลที่ทะลวงสู่ระดับแตกฉานชำนาญศิลป์ เวลาฝึกฝนจะทำให้ร่างกายของหานอี้มีแสงวิญญาณอ่อนๆ แผ่ออกมา มองจากไกลๆ ราวกับเทพเจ้า
เวลานี้ ณ จุดกึ่งกลางที่สุดของทะเลวิญญาณหานอี้ มีก้อนหินสีดำรูปร่างบิดเบี้ยวลอยอยู่ นี่คือพิษที่เคยยึดครองทะเลวิญญาณ สุดท้ายถูกพลังกายเนื้อบีบอัดจนกลายเป็นพิษตกค้าง
พิษตกค้างกำจัดยาก หานอี้ใช้วิธีสารพัดก็ไม่อาจถอนรากถอนโคนได้
หานอี้คาดเดาว่า ต้องยกระดับเคล็ดวิชาเพ่งจิตเทพบรรพกาลไปอีกขั้น ถึงจะกำจัดพิษตกค้างนี้ได้
นอกจากเรื่องนี้แล้ว พลังเวทในร่างหานอี้ฟื้นฟูเกือบสมบูรณ์แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากพิษตกค้างที่กำจัดยาก การขัดเกลาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทำให้พลังเวทก้าวหน้าไปอีกขั้น บวกกับการฝึกวิชากายา ทำให้ความแข็งแกร่งของเขาไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้น
เพียงแต่เวลาสั้นเกินไป ต่อให้บาดแผลหายดี ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น แต่ถ้าต้องเจอกับระดับจินตานช่วงกลาง หานอี้ประเมินดูแล้ว ก็ยังมีแต่ทางหนีเท่านั้น
นี่คือเหตุผลที่เขาไม่ย้อนกลับ แต่เลือกเดินมุ่งหน้ามายังอีกฝั่งของเทือกเขาหมื่นอสูร ฝั่งที่เป็นของอาณาจักรเซียนต้าฉิน
หนึ่งเดือนต่อมา
หานอี้ลืมตาโพลง ไม่ใช่เพราะเขาทะลวงระดับ แต่เป็นเพราะมีคนกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
[จบแล้ว]