เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 - งานชุมนุมเซียนซานไห่

บทที่ 140 - งานชุมนุมเซียนซานไห่

บทที่ 140 - งานชุมนุมเซียนซานไห่


บทที่ 140 - งานชุมนุมเซียนซานไห่

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

หัวใจของหานอี้กระตุกวูบ สีหน้าฉายแววประหลาดใจ "ท่านเจ้าสำนักหยวนหรือขอรับ?"

ฝูชางไห่พยักหน้า "ไปกันเถอะ ดูจากทิศทางที่เจ้าจะไป เจ้ากำลังจะไปเมืองถงใช่ไหม ถ้าไม่มีธุระสำคัญอะไรที่นั่น ก็กลับสำนักพร้อมข้าเลยแล้วกัน"

เดิมทีหานอี้ตั้งใจจะไปเมืองถงเพื่อขึ้นเรือเหาะกลับเขตหนานหยาง พอได้ยินฝูชางไห่เอ่ยชวน จึงรีบตอบทันที "ศิษย์ตั้งใจจะกลับสำนักอยู่แล้วขอรับ"

"ดี"

ฝูชางไห่พลิกฝ่ามือ เรือเซียนลำหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ เขาโยนมันขึ้นไปสูงสามเมตร ดูภายนอกมีขนาดเท่าเรือลำเล็กๆ ทั่วไป ยาวเพียงสี่เมตร กว้างประมาณสองเมตร เขาเหาะขึ้นไปยืนบนเรือเซียนก่อน

หานอี้กระโดดเบาๆ ขึ้นไปยืนทางด้านท้ายเรือ

เรือเซียนลอยตัวขึ้น เร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ไม่ถึงสามลมหายใจก็พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงลิ่ว

สิ่งที่ทำให้หานอี้แปลกใจคือ แม้เรือเซียนจะแล่นเร็วปานสายฟ้า แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงแรงลมปะทะแม้แต่น้อย ยืนอยู่บนเรือนิ่งสนิทไร้แรงสั่นสะเทือน ราวกับยืนอยู่บนพื้นดิน

ทิวทัศน์ขุนเขาและสายน้ำอันงดงามผ่านสายตาไปในชั่วพริบตา

"ของดีจริงๆ" หานอี้นึกอยากได้ขึ้นมาตงิดๆ

ดูเหมือนฝูชางไห่จะอ่านความคิดของหานอี้ออก จึงหัวเราะเบาๆ

"นี่คือเรือเซียนขูไห่ ผลงานจากหอหมื่นเซียน เป็นอาวุธวิเศษระดับกลาง ราคาไม่เบาเลยนะ ต่อให้เจ้าขายอาวุธวิเศษชุดเงินไปกี่ชิ้น ก็ซื้อเรือเซียนลำนี้ไม่ได้หรอก"

พอได้ยินคำว่า 'ชุดเงิน' หานอี้ก็หนังตากระตุก เขารู้อยู่แล้วว่าผู้สนับสนุนเบื้องหลังร้านเก้ามังกรคือผู้อาวุโสสูงสุดท่านนี้ การที่ฝูชางไห่จะรู้เรื่องการซื้อขายของเขาที่ร้านเก้ามังกรย่อมเป็นเรื่องปกติ

"ท่านอาจารย์ลุงฝู ศิษย์มีเรื่องสงสัย อยากขอให้ท่านช่วยชี้แนะด้วยขอรับ" หานอี้ประสานมือขอร้อง

ฝูชางไห่พยักหน้า หานอี้จึงเล่าข้อสงสัยเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ออกมา โดยเฉพาะพฤติกรรมของตระกูลกู้

ฝูชางไห่เดาไว้อยู่แล้วว่าหานอี้ต้องสงสัย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาตั้งใจจะบอกหานอี้อยู่แล้ว

"เรื่องนี้ ซับซ้อนนัก"

ประโยคแรกของฝูชางไห่ทำเอาหานอี้ใจหายวาบ เรื่องที่ทำให้ระดับฝูชางไห่เอ่ยปากว่าซับซ้อน ย่อมต้องเป็นปัญหาใหญ่แน่นอน

หลังจากฟังคำอธิบาย สีหน้าของหานอี้ก็เคร่งเครียดถึงขีดสุด

เรื่องทั้งหมดต้องเริ่มจากนโยบายโครงการผู้อาวุโสที่ปรึกษา

เมื่อสำนักเสวียนตานประกาศนโยบายนี้ ตระกูลเซียนจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตหนานหยาง เขตลั่วเฟิง และเขตไท่ไป๋ ต่างให้ความสนใจ มีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานเข้าร่วมกับสำนักเสวียนตานมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ที่รู้สึกกดดันย่อมหนีไม่พ้นสำนักโลหิตเทพที่เป็นคู่ปรับ

กำหนดการยี่สิบปีกำลังใกล้เข้ามา สำนักเสวียนตานมีการเคลื่อนไหวมากมาย สำนักโลหิตเทพย่อมต้องมีการตอบโต้ถี่ขึ้นเช่นกัน

ต้นตอของเหตุการณ์ตระกูลกู้ในครั้งนี้ เกิดจากการแทรกซึมของสำนักโลหิตเทพ พวกมันไม่ได้ออกหน้าล่อลวงตระกูลกู้โดยตรง แต่ใช้นักพรตมารนำยาบำรุงวิญญาณหยินหยางและวัตถุดิบมาขายให้ตระกูลกู้

ยาบำรุงวิญญาณหยินหยางเป็นยามาร สรรพคุณหลักของมันคือการต่ออายุขัย

กู้อือจิ่งที่กำลังจะสิ้นอายุขัย ต่อให้เป็นยามารเขาก็ยอมเสี่ยง ตามคำบอกเล่าของนักพรตมาร หากกินยาบำรุงวิญญาณหยินหยาง กู้อือจิ่งจะรักษาสภาพร่างกายช่วงพีคไว้ได้อีกสามสิบปี

ถ้ากู้อือจิ่งล้มลง ตระกูลกู้ที่ไร้ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานจะต้องตกต่ำลงทันที เผลอๆ อาจถูกอีกสองตระกูลใหญ่ในเมืองหนานหวายกดดันจนถึงขั้นวิกฤต

แต่ถ้ามีเวลาเพิ่มอีกสามสิบปี เขาก็สามารถประคองตระกูลไปจนกว่าจะมีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานคนใหม่เกิดขึ้น

ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจทำ

ส่วนเหตุผลที่ต้องใช้นักปรุงยาระดับกลั่นลมปราณของสำนักเสวียนตานมาปรุงยา เป็นเพียงหนึ่งในข้อเรียกร้องของนักพรตมารผู้นั้น เขาอ้างว่ามีความแค้นกับสำนักเสวียนตาน อยากเห็นศิษย์สำนักนี้ตายตกไป

ไม่ว่านักปรุงยาที่มาจะเป็นใคร ไม่ว่าจะยอมปรุงยาให้ตระกูลกู้หรือไม่ สุดท้ายแล้วศิษย์สำนักเสวียนตานผู้นั้นก็ต้องจบชีวิตลงที่ตระกูลกู้

ตระกูลกู้รู้ว่าเหตุผลนี้ฟังดูไร้สาระ พวกเขาพอจะเดาได้ว่าเบื้องหลังต้องมีอะไรลึกซึ้งกว่านั้น แต่เพื่อกู้อือจิ่ง ตระกูลกู้จำต้องยอมเสี่ยง

อีกอย่าง

ตอนที่หานอี้ก้าวเท้าเข้าตระกูลกู้ ความจริงแล้วกู้อือจิ่งก็อยู่ในบ้าน แต่ทันทีที่หานอี้มาถึง กู้อือจิ่งก็ออกเดินทางทันที เขาปลอมแปลงรูปร่างและกลิ่นอายให้เหมือนหานอี้ทุกกระเบียดนิ้ว

จากนั้นเขาก็ออกจากเมืองหนานหวาย มุ่งหน้าสู่เมืองถง ตั้งใจจะใช้ตัวตนของหานอี้สร้างสถานการณ์การตายที่ทำลายแม้กระทั่งศพ เพื่อปกปิดสาเหตุการตายที่แท้จริงของหานอี้

นี่คือสิ่งที่กู้ทงเสวียนเคยบอกไว้ว่า การตายของหานอี้จะถูกจัดฉากอย่างแนบเนียนจนสำนักเสวียนตานตรวจสอบไม่พบ

แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงคือหานอี้ไม่ใช่ศิษย์ระดับกลั่นลมปราณธรรมดา เขาใช้กระบี่เดียวสังหารสามผู้อาวุโสระดับกลั่นลมปราณขั้นสูงสุดของตระกูลกู้ เมื่อกู้อือจิ่งสร้างฉากการตายปลอมๆ ที่เมืองถงเสร็จแล้วรีบกลับมาเมืองหนานหวาย ก็ต้องตกตะลึงและโกรธแค้นเมื่อพบว่าคนในตระกูลถูกฆ่าตายหมด ส่วนหานอี้หายตัวไปไร้ร่องรอย

จากนั้นเขาจึงใช้วิชาติดตามวิญญาณ ไล่ล่าหานอี้มาจนทัน

นี่คือที่มาที่ไปของเหตุการณ์ทั้งหมด

เดิมทีคนที่จะลงเขามาจัดการเรื่องตระกูลกู้ คือผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานคนอื่นในสำนัก เพราะเรื่องของตระกูลกู้ ลำพังแค่กู้อือจิ่งที่รับมือยากหน่อย ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร

สำนักโลหิตเทพก่อเรื่องลับๆ ล่อๆ ไว้เยอะ เรื่องแค่นี้ไม่ถึงมือผู้อาวุโสสูงสุดอย่าง ฝูชางไห่ต้องลงมาจัดการเอง

แต่ด้วยความบังเอิญ หานอี้ดันรับภารกิจนี้ หยวนซุ่นที่คอยจับตาดูหานอี้อยู่ตลอดจึงไหว้วานให้ฝูชางไห่ลงเขามาช่วยดูสักหน่อย

ตอนแรกฝูชางไห่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก แต่พอไปถึงตระกูลกู้ เห็นหานอี้สังหารสามยอดฝีมือในกระบี่เดียว และเมื่อครู่นี้ยังเห็นหานอี้ใช้กระบี่เดียวทำลายการโจมตีจากอาวุธวิเศษระดับสุดยอดของกู้อือจิ่ง จนบีบให้กู้อือจิ่งต้องสละนิ้วตัวเอง

พลังการต่อสู้ที่ดุดันขนาดนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าหานอี้มีพลังระดับตำนานแล้ว

เพิ่งทะลวงชั้นเก้า ก็มีพลังระดับตำนาน

ถ้าเลื่อนเป็นชั้นเก้าช่วงกลาง หรือชั้นเก้าขั้นสูงสุด พลังการต่อสู้ของเขาจะไม่ยิ่งน่ากลัวจนสังหารระดับสร้างรากฐานทั่วไปได้เลยหรือ?

ฝูชางไห่ต้องยอมรับว่าสายตาของหยวนซุ่นเฉียบคมจนเขาเทียบไม่ติด

"ท่านเจ้าสำนักหยวน..." หานอี้ลังเล

ฝูชางไห่ตีหน้าขรึม "ข้อสงสัยของเจ้าที่มีต่อเจ้าสำนักหยวน ข้าตอบแทนเขาไม่ได้ พอกลับถึงสำนักเสวียนตาน เจ้าค่อยไปถามเขาเอาเองเถอะ"

"จริงสิ เมื่อสองปีก่อน เจ้าเคยไปถามหากริชระดับสูงที่ร้านเก้ามังกรไม่ใช่หรือ ในมือข้ามีกริชชุดหนึ่งพอดี"

"กริชชุดนี้ไม่ได้วางขายในร้านเก้ามังกร เป็นของสะสมส่วนตัวของข้า"

"เจ้าลองดูว่าเหมาะมือไหม"

ฝูชางไห่สะบัดมือเบาๆ กล่องหยกสีทองกล่องหนึ่งลอยมาหยุดตรงหน้าหานอี้ กล่องหยกแผ่กลิ่นอายสูงส่งออกมา

หานอี้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เปิดกล่องออก

ภายในกล่องมีกริชสีทองหกเล่มวางเรียงราย กลิ่นอายหนักแน่นทรงพลังพุ่งเข้ากระทบใบหน้า

กลิ่นอายนี้แข็งแกร่งกว่ากระบี่เงาพรางที่เป็นอาวุธระดับสูงขั้นท็อปที่หานอี้เคยมีเสียอีก

"กริชชุดนี้ชื่อว่ากริชเทียนตู ข้าได้มาจากราชสำนักต้าเฉียน แม้ระดับจะเป็นเพียงระดับสูง แต่พลังทำลายล้างไม่ด้อยไปกว่าอาวุธระดับสุดยอดบางชิ้น เหมาะกับเจ้าที่สุด"

"กริชเทียนตู" หานอี้กลืนน้ำลายเอื้อก ถ้าบอกว่าไม่อยากได้ก็คงโกหก

"แต่อาวุธล้ำค่าขนาดนี้ ศิษย์ไม่มีปัญญาซื้อหรอกขอรับ" หานอี้ตอบตรงไปตรงมา

ฝูชางไห่ยิ้มบางๆ "กริชชุดนี้ถือว่าข้าให้เจ้าก็แล้วกัน"

หานอี้ไม่แปลกใจ ระดับฝูชางไห่เอาออกมาให้ดู คงไม่คิดจะบังคับขายหรอก แปดเก้าส่วนคือตั้งใจให้

แต่ในใจเขาก็ยังลังเลอยู่บ้าง ทว่าความลังเลนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว เขาผ่อนคลายลง ระดับสร้างแกนทองคำเอ่ยปากให้ของ ถ้ามัวแต่บิดไปบิดมาก็คงดูไม่ดี

"เช่นนั้น ศิษย์ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ลุงฝูขอรับ"

การรับของชิ้นนี้ เท่ากับว่าหานอี้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นกับฝูชางไห่ จากเดิมที่เป็นแค่ลูกค้ากับร้านค้า จ่ายเงินรับของแล้วจบกัน แต่การรับของขวัญย่อมต่างออกไป

หานอี้รู้ดีว่ากริชชุดนี้คือการลงทุน เป็นการแสดงออกว่าฝูชางไห่เชื่อมั่นว่าเขาจะก้าวหน้าไปได้ไกล ถึงระดับสร้างรากฐาน หรือกระทั่งระดับสร้างแกนทองคำ

ตัวเขาเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีเสแสร้งหรือหวาดกลัวต่อหน้าฝูชางไห่

ความเร็วของเรือเซียนเร็วกว่าเรือเหาะขนส่งขนาดใหญ่ทั่วไปมาก

ก่อนตะวันตกดิน เทือกเขาเสวียนตานอันยิ่งใหญ่ตระการตาก็ปรากฏสู่สายตา

ครู่ต่อมา เรือเซียนที่แหวกว่ายผ่านทะเลเมฆก็ร่อนลงจอดที่ยอดเขาชิงหลง หลังจากส่งหานอี้ลง ฝูชางไห่ก็เก็บเรือเซียน พยักหน้าให้หานอี้ แล้วเหาะทะลุทะเลเมฆมุ่งหน้าสู่ยอดเขาหลัก ยอดเขาเสวียนตาน

หานอี้ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่เห็นหยวนซุ่นปรากฏตัว ก็เดินกลับเข้าบ้านพักอย่างเสียดาย

การเดินทางครั้งนี้สั้นมาก นับเวลาเดินทางจริงๆ แค่ตอนขาไปบนเรือเหาะ ส่วนตอนอยู่ตระกูลกู้และขากลับใช้เวลานิดเดียว

พูดตามตรง จนถึงตอนนี้เขาก็ยังงงๆ อยู่ แค่รับภารกิจปรุงยา ออกไปข้างนอกแป๊บเดียว ดันไปพัวพันกับสำนักโลหิตเทพ นักพรตมาร และผู้อาวุโสที่ปรึกษา เรื่องราวซับซ้อนอีรุงตุงนังไปหมด

เขาแค่อยากฝึกเซียนอย่างสงบสุขแท้ๆ

หานอี้ถอนหายใจ หยิบอาวุธวิเศษและถุงเฉียนคุนของสามคนตระกูลกู้ออกมา

อาวุธวิเศษถูกกระบี่ชิงผิงฟันเสียหาย ขายราคาดีไม่ได้ แต่ขาแมลงก็ยังเป็นเนื้อ ต่อให้เป็นอาวุธระดับสูงที่หักครึ่ง ก็ยังขายได้ราคากว่าอาวุธระดับต่ำทั่วไป

ส่วนถุงเฉียนคุนสามใบ หานอี้ใช้เวลาสองวันลบผนึกวิญญาณ พอเห็นของข้างในแล้วก็ยังรู้สึกเจ็บใจไม่หาย

ในถุงแทบไม่มีหินวิญญาณ แต่ในถุงของกู้ทงเสวียนมีวัตถุดิบปรุงยาบำรุงวิญญาณหยินหยางอยู่อีกหลายสิบชุด ทำเอาหานอี้โกรธจนตัวสั่น

หานอี้โยนวัตถุดิบยามารใส่ถุงเฉียนคุนใบใหม่ รวมกับที่ยึดมาจากเรือนพัก แล้วออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่ยอดเขาจู้หรง หนึ่งในยอดเขาใน

บนยอดเขาจู้หรงมีบ่อไฟใต้พิภพรัศมีสิบเมตร ไฟใต้พิภพมีความร้อนสูง ใช้กำจัดสิ่งชั่วร้ายได้ดีที่สุด ศิษย์ที่ได้ของอัปมงคลมามักจะนำมาทำลายที่นี่

หลังจากทำลายวัตถุดิบยามารจนเกลี้ยง หานอี้ก็แวะไปที่ร้านเก้ามังกรบนยอดเขาประลองยุทธ์ ขายอาวุธวิเศษที่พังเสียหาย

"สหายเต๋า ช่วงนี้เก็บเกี่ยวได้เยอะจริงนะ สงสัยกิจการจะรุ่งเรืองน่าดู" เหอฝางเวยแซว

ยิ่งซื้อขายกันบ่อย เขาก็เริ่มกล้าเล่นมุกบ้าง

หานอี้กรอกตามองบน

กิจการบ้าบออะไร เขาไม่ใช่โจรปล้นชิงทรัพย์เสียหน่อย แต่ถ้าจะบอกว่าป้องกันตัว เหอฝางเวยก็คงไม่เชื่ออยู่ดี เขาเลยเลือกที่จะเงียบ

เหอฝางเวยหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง

"สหายเต๋า เตรียมตัวร่วมงานชุมนุมเซียนซานไห่หรือยัง?"

หานอี้แปลกใจ "งานชุมนุมเซียนซานไห่? นั่นคืออะไร?"

"ท่านไม่รู้หรือ?" เหอฝางเวยเพิ่งนึกได้ จากข้อมูลที่มี สหายเต๋าท่านนี้แม้จะเป็นนักฆ่าตาขาวที่โลกภายนอก แต่ในสำนักกลับเป็นพวกบ้าฝึกวิชา เก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยออกไปไหน งานใหญ่ๆ ของสำนักอย่างการประลองประจำปีก็มักจะพลาดเสมอ

"สหายเต๋า ท่านช่างใช้ชีวิตอิสระเสรีจริงๆ ปิดประตูฝึกเซียน ไม่สนใจโลกภายนอกเลย"

เหอฝางเวยถอนหายใจ แล้วอธิบายต่อ

"งานชุมนุมเซียนซานไห่ เป็นเรื่องใหญ่มาก ใหญ่กว่าเรื่องใดๆ ที่เคยมีมา

นี่ไม่ใช่งานของสำนักเสวียนตาน แต่เป็นงานเลี้ยงใหญ่ของทั้งอาณาจักรต้าเฉียน

สหายเต๋าเคยไปทดสอบแดนตงเทียน น่าจะเคยไปภูเขาอวี้จิงมาแล้วสินะ

ภูเขาอวี้จิงคือหนึ่งในสองแดนศักดิ์สิทธิ์ของต้าเฉียน อีกแห่งที่มีสถานะทัดเทียมกับภูเขาอวี้จิง คือทะเลหมื่นดารา

ซาน (ภูเขา) ก็คือภูเขาอวี้จิง

ไห่ (ทะเล) ก็คือทะเลหมื่นดารา

งานชุมนุมเซียนซานไห่ เป็นงานที่ภูเขาอวี้จิงและทะเลหมื่นดาราร่วมกันจัดขึ้น สำนักทั้งหมดในอาณาจักรต้าเฉียน รวมถึงราชสำนักต้าเฉียนเอง ต่างก็เข้าร่วมงานนี้

งานชุมนุมเซียนซานไห่จัดขึ้นร้อยปีครั้ง ครั้งล่าสุดกำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่ช้า"

พูดถึงตรงนี้ เหอฝางเวยก็นึกอะไรขึ้นได้

"ระยะเวลานัดหมายยี่สิบปีระหว่างสำนักเรากับสำนักโลหิตเทพ เหลืออีกแค่หกปี"

"ได้ยินมาว่างานชุมนุมเซียนร้อยปีนี้ จะกินเวลาประมาณสองถึงสามปี"

"พองานชุมนุมจบลง สำนักเสวียนตานของเราคงต้องเตรียมตัวเปิดศึกกับสำนักโลหิตเทพอีกครั้ง"

น้ำเสียงของเหอฝางเวยดูหดหู่ลง หานอี้ฟังแล้วก็เงียบไปเช่นกัน

สิบสี่ปีก่อน สำนักโลหิตเทพกดดันเขตไท่ไป๋ แย่งชิงเหมืองแร่ หานอี้ถูกเกณฑ์ไปรบที่เมืองเทียนชิง คืนนั้นศิษย์ทั้งนอกและในล้มตายเป็นเบือ แม้แต่ระดับสร้างรากฐานก็ยังร่วงหล่นหลายคน เรียกได้ว่าพ่ายแพ้ยับเยิน

แม้สิบสี่ปีมานี้สำนักเสวียนตานจะปฏิรูปขนานใหญ่จนแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่สำนักโลหิตเทพคงไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ รอให้สำนักเสวียนตานไปเอาคืนง่ายๆ

จากที่หานอี้รับรู้มาหลายปี เขาลางสังหรณ์ว่าหากสงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง สำนักเสวียนตานคงไม่อาจคว้าชัยได้ง่ายๆ

แต่เขาเพิ่งจะระดับกลั่นลมปราณชั้น 9 ฟ้าถล่มลงมาก็ยังมีคนตัวสูงคอยค้ำยันอยู่

"งานชุมนุมเซียนซานไห่ เขาทำอะไรกันหรือ?" หานอี้ถามด้วยความสนใจ

งานที่สองแดนศักดิ์สิทธิ์ร่วมมือกันจัด ย่อมไม่ธรรมดา คงไม่ใช่แค่เรียกผู้ฝึกตนมานั่งจิบชาคุยกันแน่

"รายละเอียดผู้เฒ่าก็ไม่รู้แน่ชัด รู้แต่ว่าเกี่ยวกับเผ่าอสูรทะเลตะวันออก และยาเทวะสร้างรากฐาน"

"เผ่าอสูรทะเลตะวันออก? ยาเทวะสร้างรากฐาน?"

หานอี้เคยอ่านหนังสือชื่อ 'บันทึกเรื่องราวอสูรทะเลตะวันออก' ในหอคัมภีร์ ผู้เขียนเป็นศิษย์สำนักเสวียนตานที่ไม่ระบุนาม แต่ดูจากเนื้อหา น่าจะเป็นระดับสร้างแกนทองคำ ในหนังสือบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์อสูรและผู้บำเพ็ญเพียรอสูรมากมายที่พบเจอในทะเลตะวันออก

แต่ที่น่าประหลาดใจคือมันเกี่ยวกับยาเทวะสร้างรากฐานด้วยนี่สิ

"ผู้เฒ่าได้ยินมาว่า ทางสำนักจะให้ผู้อาวุโสสูงสุดสักท่านนำทีม พร้อมผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานห้าท่าน และศิษย์ระดับกลั่นลมปราณอีกห้าคน เดินทางไปทะเลหมื่นดาราเพื่อร่วมงานชุมนุม"

"และศิษย์ระดับกลั่นลมปราณที่ไปร่วมงาน แม้จะอันตรายรอบด้าน แต่หากรอดกลับมาได้ในอีกสามปีให้หลัง จะได้รับสิทธิพิเศษเทียบเท่าโครงการคุ้มกันภัย ไม่เพียงได้รับยาเทวะสร้างรากฐาน แต่ยังได้รับการคุ้มกันจากผู้อาวุโสสูงสุดอีกด้วย"

"ช่วงนี้ยอดเขาประลองยุทธ์คึกคักกันยกใหญ่ ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ"

เหอฝางเวยเสริม หานอี้ถึงบางอ้อ มิน่าล่ะตอนเดินเข้าร้าน เขาถึงรู้สึกว่าบรรยากาศหน้าทำเนียบฟ้าดินมนุษย์ดูร้อนแรงผิดปกติ ที่แท้ก็มีเรื่องนี้นี่เอง

เดิมทีเขาคิดว่าเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง

หานอี้รู้ดีถึงความน่ากลัวของเผ่าอสูร พวกมันมีร่างกายแข็งแกร่ง อสูรกลายพันธุ์หลายชนิดมีพลังวิเศษติดตัวมาแต่กำเนิด หากเลื่อนขั้นเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอสูร จะแข็งแกร่งกว่าระดับสร้างรากฐานทั่วไปเสียอีก

เสือยักษ์สีเลือดในเทือกเขาหมื่นอสูรยังคงเป็นภาพจำที่ฝังใจเขาอยู่

แต่พอบอกว่างานชุมนุมเซียนซานไห่เกี่ยวข้องกับยาเทวะสร้างรากฐาน หานอี้ก็อดสนใจไม่ได้ เขาตั้งใจจะปรุงยาเทวะสร้างรากฐานอยู่แล้ว นี่จะเป็นช่องทางทำเงินหลักของเขาในอนาคต

แต่ทำไมงานชุมนุมถึงเกี่ยวข้องกับยาเทวะสร้างรากฐาน เหอฝางเวยเองก็ไม่รู้

ครู่ต่อมา เขาเดินออกจากร้าน คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วลองเดินไปแถวลานประลองเพื่อสืบข่าว แต่ก็ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์น้อยมาก ไม่ต่างจากที่ฟังมาจากเหอฝางเวยเท่าไหร่ สุดท้ายเลยล้มเลิกความตั้งใจ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 140 - งานชุมนุมเซียนซานไห่

คัดลอกลิงก์แล้ว