เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 130 - ชุดคลุมเขียว

บทที่ 130 - ชุดคลุมเขียว

บทที่ 130 - ชุดคลุมเขียว


บทที่ 130 - ชุดคลุมเขียว

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

เมืองมารจักรพรรดิ ผู้คนบนลานกว้างล้วนเป็นผู้ฝึกตนที่ผ่านการฆ่าฟันมานับครั้งไม่ถ้วน หลังจากพยายามโจมตีม่านแสงสีเลือดแล้วไม่เป็นผล พวกเขาย่อมรู้ดีว่าในเวลานี้ควรทำสิ่งใดมากที่สุด

พวกเขาไม่มีทางพิสูจน์ได้ว่าหากตายที่นี่ จะสามารถฟื้นคืนชีพในแดนมายาไท่ซวีได้จริงหรือไม่

และพวกเขาก็ไม่ได้เชื่อคำพูดของมารชราตนนี้ไปเสียทั้งหมด

แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความคิดของพวกเขา ในวินาทีนี้ทุกคนต่างมีความคิดเดียวกัน ฆ่ามันซะ

ทว่ามารชรากลับมองดูการโจมตีของผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณหลายร้อยคนด้วยความสนใจ มันต้องการบดขยี้ความหวังของผู้ฝึกตนเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อกระตุ้นความกลัวในดวงจิตของพวกเขาออกมา นั่นถึงจะเป็นสารอาหารชั้นเลิศที่สุด

รอมานับพันปียังรอได้ ไม่รีบร้อนกับเวลาเพียงหนึ่งเค่อตรงหน้านี้หรอก

ตูม!!

ทุกคนร่วมมือกัน ไม่ใช่แค่ระดับตำนานกว่าสามสิบคน แต่ยังรวมถึงระดับสูงสุดอีกหลายร้อยคน

คลื่นพลังวิญญาณอันบ้าคลั่งที่เกิดขึ้น แม้แต่ระดับสร้างแกนทองคำยังไม่แน่ว่าจะกล้ารับตรงๆ แต่ในเวลานี้ เทพมารที่ยืนอยู่กลางลานกว้างเพียงแค่ยื่นมือออกมา แล้วตบวูบออกไป

แสงกระบี่ พลังวิญญาณ อาวุธวิเศษ คาถาอาคม พลังเทพ ยันต์วิเศษ ทั้งหมดทั้งมวลราวกับพุ่งชนกำแพงสวรรค์ แตกละเอียด แหลกสลาย แล้วก็แหลกสลาย

หานอี้ไม่ได้ยืนดูอยู่เฉยๆ

เวลานี้หากยังมัวแต่นั่งดูสถานการณ์ ก็คงโง่เง่าสิ้นดี

อาวุธวิเศษระดับสูงขั้นท็อป กระบี่เงาพราง ลากหางแสงสีแดงจางๆ พุ่งทะลวง ทะลวง เร่งความเร็ว และเร่งความเร็ว จิตสัมผัสทะลักทลายออกมาอย่างบ้าคลั่ง แต่ภายใต้ฝ่ามือยักษ์ที่ค้ำฟ้านั้น มันกลับแตกสลาย

พลังอันป่าเถื่อนกวาดผ่านไปในพริบตา

จิตสัมผัสที่หานอี้ฝากไว้กับกระบี่เงาพรางถูกบดขยี้ในเสี้ยววินาที จนเขาไม่สามารถแม้แต่จะสั่งระเบิดกระบี่ในจังหวะสุดท้ายได้

ลำคอหวานปร่า เลือดลมตีตื้นขึ้นมาแต่ถูกเขาข่มกลั้นเอาไว้

"ไม่ได้การ นี่มันอยู่ในขอบเขตของเทพมารแล้ว เหนือกว่าขอบเขตผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณไปไกลลิบ ต่อให้คนเยอะกว่านี้ก็ไร้ประโยชน์"

"มีแต่ต้องหาทางหนีออกไปเท่านั้น"

หานอี้ตื่นตระหนกในใจ การโจมตีเมื่อครู่ของเขาเป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยการโจมตี มีคนกระตุ้นอาวุธวิเศษ มีคนใช้ยันต์ลอบสังหาร มีคนปลุกพลังธงรบ แม้กระทั่งระดับตำนานบางคนยังยอมระเบิดอาวุธวิเศษระดับสุดยอดทิ้ง

แต่การโจมตีนับไม่ถ้วนล้วนไร้ผล

หานอี้เข้าใจแล้วว่า การร่วมมือกันต่อสู้ได้ล้มเหลวลงแล้ว

เขาเงยหน้าขึ้นมอง หลังจากแผนร่วมมือล้มเหลว ผู้ฝึกตนบางส่วนหันไปโจมตีม่านแสงสีเลือด พยายามจะผ่าทางออกเพื่อหลบหนี

บางส่วนก็ยังคงระดมโจมตีมารชราต่อไป แต่ไม่ว่าการโจมตีแบบไหนก็ถูกลบล้างไปอย่างง่ายดาย ต่อให้โจมตีโดนร่างมารชราจริงๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ระคายผิวเลยสักนิด

แววตาของหานอี้ไม่ได้สิ้นหวัง เหมือนกับตอนที่ติดอยู่ในถ้ำลับแห่งแดนลึกลับ แม้จะดูเหมือนทางตัน แต่มันต้องมีทางรอดเสมอ

"ใช่แล้ว ป้ายคำสั่งไท่ซวีอวี้จิง"

"ในที่แห่งนี้ หากจะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับกฎของโลกตงเทียน ก็ต้องเป็นป้ายคำสั่งไท่ซวีอวี้จิงแน่นอน"

"ของที่ทำให้ภูเขาอวี้จิงต้องเรียกคืนและยอมจ่ายค่าตอบแทนเป็นวาสนาเซียนระดับรากฐานชั้นหนึ่ง ป้ายคำสั่งนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่"

ความคิดในหัวหานอี้หมุนเร็วรี่ ได้แต่ลองเสี่ยงดูสักตั้ง

เขาเงยหน้ามองป้ายคำสั่งเก้าชิ้นที่ลอยลงมาอย่างช้าๆ หลังจากลำแสงสลายไปเมื่อม่านเลือดปิดลง

ในตอนนี้ ป้ายคำสั่งทั้งเก้าลอยต่ำลงมาเหลือระยะความสูงประมาณยี่สิบเมตร

หานอี้สะบัดมือ กริชหกเล่มลอยขึ้นมารอบกาย

"ไป!!"

กริชหกเล่มพุ่งทะยานขึ้นฟ้าอย่างไร้เสียง ไม่ได้กระจายตัวออกแต่ต่อตัวกันเป็นเส้นตรง พุ่งขึ้นไปเป็นแนวเดียวด้วยความเร็วสูงลิ่ว ยิ่งกว่าอาวุธวิเศษระดับสุดยอดบางชิ้นเสียอีก

หากวัดกันที่อานุภาพ กริชของหานอี้เป็นเพียงระดับกลาง พลังทำลายมีจำกัด ยิ่งอยู่ภายในม่านเลือดนี้แทบจะไร้ผล

แต่ถ้าวัดกันแค่ความเร็ว ด้วยทักษะควบคุมกระบี่ขั้นบรรลุจุดสูงสุด ความเร็วในการควบคุมกริชของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ฝึกตนระดับตำนานเลย

คนที่คิดเหมือนเขาไม่ได้มีน้อย

กระบี่วิญญาณสองเล่มพุ่งขึ้นฟ้าพร้อมกัน แม้จะออกตัวช้ากว่ากริชของหานอี้ก้าวหนึ่ง แต่กลับชิงป้ายคำสั่งไท่ซวีอวี้จิงไปได้ก่อนสองชิ้น กระบี่วิญญาณพาทรัพย์สมบัติวกกลับไปหาเซียนกระบี่สองท่านที่ควบคุมกระบี่เล่มที่สองบินขึ้นมา

หานอี้ไม่ได้สนใจสองคนนั้น

หานอี้ไล่กวดตามมาติดๆ ใช้กริชสองเล่มคีบป้ายคำสั่งไท่ซวีอวี้จิงชิ้นที่สามไว้ แล้วหักเลี้ยวกลับพุ่งตรงมายังตำแหน่งของตัวเองอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นเอง

เสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังขึ้น ผู้ฝึกตนระดับตำนานหน้าซีดเผือดคนหนึ่งซึ่งเห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บอยู่ จู่ๆ ก็ควบคุมกระบี่ยาวสีเลือดเล่มหนึ่งพุ่งเฉียงขึ้นฟ้าดุจลำแสง หมายจะฟันกริชของหานอี้ให้แตกละเอียดเพื่อแย่งชิงป้ายคำสั่ง

สีหน้าหานอี้ไม่เปลี่ยน

เขาเพียงแยกกริชออกมาเล่มหนึ่ง พุ่งสวนเข้าไปปะทะ แล้วสั่งระเบิดทันทีโดยไม่ลังเล แรงระเบิดของกริชมารวายุหยุดกระบี่สีเลือดไว้ได้ชั่วขณะ

กริชเล่มอื่นที่คีบป้ายคำสั่งอยู่ อาศัยจังหวะนั้นทิ้งระยะห่างออกมา

หานอี้ก้มลงมอง สบตาเข้ากับชายหนุ่มแขนห้อยรุ่งริ่ง ชุดคลุมเปื้อนเลือด สีหน้าอำมหิต แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร

"วังเทพหนานโต่ว ฟูโยว" ใบหน้าหานอี้เย็นเยียบ

อีกฝ่ายเป็นระดับตำนาน แต่ในสถานการณ์ความเป็นความตายเช่นนี้ โอกาสรอดเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นไปได้ เขาไม่มีทางยกให้ใคร ต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง

ฟูโยวที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรมองหานอี้ลึกซึ้งแวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับไป กระบี่สีเลือดที่ถูกขวางไว้ไม่ได้ลดระดับลง แต่พุ่งทะยานต่อเพื่อไปแย่งชิงป้ายคำสั่งชิ้นที่สี่แทน

ในเวลาเดียวกัน อาวุธวิเศษนานาชนิดบินว่อนเต็มท้องฟ้า บ้างสกัด บ้างขวาง บ้างฟัน ต่างเข้าร่วมวงแย่งชิงป้ายคำสั่งไท่ซวีอวี้จิง

มารสิบเมตรที่อยู่ไม่ไกลเพียงแค่ยิ้มหยัน ไม่ได้เข้าไปขัดขวาง

ยิ่งดิ้นรนมากเท่าไหร่ ตอนตายก็จะยิ่งสิ้นหวังมากเท่านั้น นี่คือสิ่งที่มันต้องการ

ระยะทางแนวดิ่งยี่สิบเมตร หานอี้ต้องระเบิดกริชมารวายุไปถึงสามเล่ม กว่าจะเอาป้ายคำสั่งมาไว้ในมือได้ เห็นได้ชัดว่าการแย่งชิงในช่วงเวลานั้นดุเดือดเพียงใด

ทว่า ตอนนี้ก็ยังไม่ปลอดภัย

ไกลออกไปมีระดับตำนานกำลังพุ่งตรงมาทางเขา ใกล้เข้ามาหน่อยมีผู้ฝึกตนระดับสูงสุดแปลกหน้าสามคน ดวงตาแดงฉาน กระตุ้นอาวุธวิเศษระดมโจมตีใส่เขา

เวลาที่เหลือให้เขามีน้อยจนแทบไม่มีเวลาคิด

ป้ายคำสั่งไท่ซวีอวี้จิงอยู่ในมือ แตกต่างจากเศษชิ้นส่วนที่เคยได้ก่อนหน้านี้ นี่คือก้อนหยกอุ่นๆ ขนาดประมาณยี่สิบเซนติเมตร สีเขียวมรกต บนตัวหยกไม่มีลวดลายใดๆ ดูแวบแรกเหมือนหยกธรรมชาติที่ยังไม่ผ่านการแกะสลัก

"กินเข้าไป?"

หานอี้ตัดสินใจเด็ดขาด อ้าปากเตรียมจะกลืน

จังหวะนั้นเอง

เสียงเคร่งขรึมจริงจังสายหนึ่งดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งมิติสีเลือด

"ศิษย์น้อง อย่าเล่นกับไฟ"

สิ้นเสียงนั้น เสียงอีกสายหนึ่งที่ฟังดูเกียจคร้านกว่าก็ดังแทรกขึ้น "วางใจเถอะ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน"

"ใคร?"

มารที่เดิมทียืนมองผู้ฝึกตนเข่นฆ่ากันเองด้วยสายตาหยอกล้อ พลันตวาดลั่น กลิ่นอายเลือดเข้มข้นพุ่งเสียดฟ้า ฝ่ามือข้างหนึ่งกวาดออกไปหมายจะกวาดล้างผู้ฝึกตนบนลานกว้างให้ราบคาบ ฝ่ามืออีกข้างดันขึ้นฟ้าคล้ายจะค้ำยันม่านเลือดเอาไว้

ทันใดนั้นเอง

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นในมิติสีเลือด

จากนั้น เงาร่างสวมชุดคลุมยาวสีเขียวปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ

เงาร่างชุดคลุมเขียวมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน แต่ในวินาทีที่ปรากฏตัว ทั่วทั้งมิติสีเลือด แม้แต่เวลาก็ดูเหมือนจะหยุดนิ่งลง

หานอี้พยายามเงยหน้าขึ้น สายตาข้างหนึ่งจับจ้องไปที่ผู้ฝึกตนคนอื่นที่พุ่งเข้ามาสังหาร อีกข้างพยายามมองขึ้นไปที่ด้านบน แต่ยังเงยหน้าได้ไม่สุด

"ว่าแล้วเชียว พวกลูกหลานมารนี่ฆ่าไม่หมดจริงๆ สินะ"

เงาร่างชุดคลุมเขียวบ่นพึมพำอย่างไม่ใส่ใจ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 130 - ชุดคลุมเขียว

คัดลอกลิงก์แล้ว