- หน้าแรก
- หน้าต่างความชำนาญ ยิ่งฝึกข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 60 - ผู้กลับมาจากการทดสอบ
บทที่ 60 - ผู้กลับมาจากการทดสอบ
บทที่ 60 - ผู้กลับมาจากการทดสอบ
บทที่ 60 - ผู้กลับมาจากการทดสอบ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
กาลเวลาในการบำเพ็ญเพียรผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งปีให้หลัง
ณ ลานบ้านแห่งหนึ่งบนยอดเขาน้อยหลิงซวี ภายในห้องสงบ
หานอี้ลืมตาขึ้นอย่างเงียบเชียบ ภายในดวงตามีประกายแสงวิญญาณไหวระริก รอบกายของเขามีเศษซากหินวิญญาณที่แตกละเอียดเกลื่อนกลาด มีทั้งหินวิญญาณระดับกลางและหินวิญญาณระดับต่ำ
หานอี้มีสีหน้าจนใจเล็กน้อย
"คำนวณพลาดไปหน่อย หนึ่งปีผ่านไปใช้หินวิญญาณระดับกลางไปจนเกลี้ยง แถมยังใช้หินวิญญาณระดับต่ำไปจนหมดตัว แต่กลับดันระดับพลังมาได้แค่ขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นหกขั้นสูงสุดเท่านั้น"
"พรสวรรค์ห่วยแตกของข้านี้ ถ้าฝึกฝนไปตามปกติ ค่อยๆ เจียดใช้หินวิญญาณระดับต่ำ ชาตินี้ทั้งชาติคงไม่มีทางฝึกถึงชั้นเจ็ดได้แน่"
"เส้นทางของข้า สมควรเรียกว่าเส้นทางสายเปย์จริงๆ"
ความจริงแล้วก่อนจะเริ่มปิดด่าน ตามแผนที่หานอี้วางไว้ หินวิญญาณระดับกลางหนึ่งร้อยห้าสิบก้อน น่าจะเพียงพอให้เขาฝึกไปถึงชั้นเจ็ดได้อย่างแน่นอน
ทว่าเมื่อฝึกมาถึงช่วงปลายของชั้นหก ความเร็วในการเพิ่มพูนของพลังเวทในกายกลับช้าลงเรื่อยๆ อัตราส่วนการสิ้นเปลืองไอวิญญาณจากหินวิญญาณก็ยิ่งสูงขึ้น
เขาไม่ได้คาดการณ์ถึงสถานการณ์นี้มาก่อน
สิ่งนี้ส่งผลให้เขาใช้หินวิญญาณระดับกลางจนหมดเกลี้ยง แต่ระดับพลังเพิ่งจะแตะที่ 97/100 ด้วยความจำยอมจึงต้องงัดเอาหินวิญญาณระดับต่ำออกมาใช้ ซึ่งยิ่งทำให้ความคืบหน้าช้าลงไปอีก จนกระทั่งเมื่อครู่ หินวิญญาณระดับต่ำก้อนสุดท้ายในตัวก็ถูกผลาญจนหมด
มิหนำซ้ำ ในช่วงเวลาสำคัญของการทะลวงขั้นสุดท้าย หากขาดแคลนหินวิญญาณเขาก็ไม่วางใจที่จะทะลวงขั้น เพราะหลังจากทะลวงขั้นสำเร็จ ยังจำเป็นต้องใช้หินวิญญาณจำนวนมากเพื่อปรับพื้นฐานพลังให้มั่นคง
หานอี้มองไปที่แผงหน้าต่างสีแดงจางๆ ตรงหน้า บ่นไปก็เท่านั้น แต่ในใจลึกๆ เขาก็ยังยินดี เพราะตอนนี้เขาอยู่ห่างจากขอบเขตกลั่นลมปราณช่วงปลายเพียงแค่ก้าวเดียว
[ระดับพลัง: ขอบเขตกลั่นลมปราณ ชั้น 6 (99/100)]
"การเลื่อนสู่ชั้นเจ็ด อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว"
"ตอนนี้ในตัวไม่มีหินวิญญาณเหลือสักก้อน ต้องหาทางหาเงินแล้วสิ"
"รอให้ทะลวงถึงชั้นเจ็ดเมื่อไหร่ ข้าจะรีบลบตราประทับจิตสัมผัสบนถุงมิติทั้งสี่ใบนั้นทันที ในนั้นต้องมีหินวิญญาณก้อนโตแน่ๆ เพียงพอให้ข้าใช้ฝึกฝนต่อไปได้อีกยาว"
หานอี้ยังไม่ลืมว่าในเมืองเทียนชิง เขาได้ยึดถุงมิติมาสี่ใบ โดยเฉพาะถุงมิติของชายหนุ่มหน้าตาอึมครึมเจ้าของกระสวยแสงทองคนนั้น ต้องมีของดีเซอร์ไพรส์เขาแน่
ส่วนจะหาเงินอย่างไรนั้น หานอี้พอจะมีแนวทางอยู่บ้าง
วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือขายอาวุธวิเศษหรือยันต์ในตัว
อาวุธวิเศษในมือเขา ไม่ว่าจะเป็นกระบี่ไร้เงา หรือชุดกริชมารวายุ หากขายชิ้นใดชิ้นหนึ่งไป ก็เพียงพอให้เขาทะลวงสู่ชั้นเจ็ดได้สบาย
แต่เขาทำใจขายไม่ลง
อาวุธพวกนี้เขาหลอมรวมจิตประสานจนเข้ามือแล้ว ยิ่งใช้คู่กับสกิลของเขา ยิ่งสำแดงอานุภาพร้ายกาจออกมาได้
นอกจากนี้ ในมือเขายังมียันต์จำนวนหนึ่งที่ทุ่มเงินซื้อมาจากร้านค้าเก้ามังกรคราวก่อน มียันต์ระดับหนึ่งขั้นสุดยอดอย่างยันต์อัสนีหยินอยู่หนึ่งแผ่น หากขายออกไปก็ได้หินวิญญาณมาใช้ฝึกฝนอย่างง่ายดาย
แต่เขาคิดดูแล้ว ก็ตัดความคิดที่จะขายยันต์ทิ้งไป
ประการแรกคือเขายังไม่รีบร้อนขนาดนั้น ยิ่งถึงช่วงเวลาสำคัญ ยิ่งต้องใจเย็น
ประการที่สองคือตอนนี้เป็นช่วงที่การควบคุมพลังเวทที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของเขาอยู่ในจุดที่อ่อนแอที่สุด ก่อนจะทะลวงขั้น เขาจำเป็นต้องปรับพื้นฐานให้มั่นคงเสียก่อน
และวิธีปรับพื้นฐานพลังเวทที่ตรงจุดที่สุด ก็คือการปรุงยา
ในกระบวนการปรุงยา จำเป็นต้องถ่ายเทพลังเวทเข้าสู่เตาหลอมอย่างต่อเนื่อง ควบคุมความเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อย วิธีนี้ช่วยให้พลังเวทมั่นคงได้ตรงจุดและเห็นผลที่สุด
ดังนั้นหานอี้จึงเลือกวิธีที่สาม
นั่นคือการปรุงยา
ในตัวเขายังมียาบางส่วนที่ไม่ได้ใช้ สามารถนำไปขายเพื่อแลกซื้อวัตถุดิบปรุงยา แล้วเปิดเตาหลอมยาใหม่
วิธีนี้จะช่วยให้เขาหาเงินก้อนหนึ่งมาซัพพอร์ตการทะลวงขั้นในช่วงสำคัญได้ และยังได้ฝึกการควบคุมพลังเวทผ่านการปรุงยาไปในตัว
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
หนึ่งปีให้หลัง หานอี้เดินออกจากลานบ้าน ยอดเขาน้อยหลิงซวีมีค่ายกลปกคลุมทำให้ฤดูกาลทั้งสี่อบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ หากผู้ฝึกตนคนไหนอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ก็สามารถซื้อค่ายกลมาติดตั้งในลานบ้านของตัวเอง เพื่อให้ลานบ้านมีทิวทัศน์ฤดูกาลที่แตกต่างได้
หานอี้ไม่มีความต้องการเช่นนั้น เขาจดจ่ออยู่กับการฝึกฝน ไม่ได้แสวงหาความรื่นรมย์จากสิ่งของภายนอก
เขาตรงไปที่ร้านค้าเก้ามังกรในตลาดชื่อหยาง ขายยาออกไปจำนวนหนึ่ง แล้วแลกซื้อวัตถุดิบสำหรับปรุงยาโอสถทองเงินกลับมา
เนื่องจากเขาสวมหน้ากากอำพรางกลิ่นอาย ปกปิดกลิ่นอายระดับชั้นหกขั้นสูงสุดที่ยังไม่ค่อยเสถียรไว้ เหอฝางเวยจึงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
หานอี้ปรุงยาโอสถทองเงินไปสิบเตา สำเร็จสามเตา เตาละหนึ่งเม็ด อัตราความสำเร็จอยู่ที่สามส่วน ถือว่ามีประสบการณ์มากกว่าครั้งแรก อัตราความสำเร็จจึงนิ่งขึ้นมาก
เขาไปเยือนตลาดชื่อหยางอีกครั้ง ขายยาโอสถทองเงินทิ้งไป ครั้งนี้เหอฝางเวยรับซื้อยาโอสถทองเงินทั้งสามเม็ดในราคาเม็ดละหนึ่งร้อยแปดสิบหินวิญญาณ เพราะเห็นว่าเป็นคนกันเอง แถมยังเคยค้าขายอาวุธวิเศษกันจนมีความเชื่อใจที่แน่นแฟ้น จึงให้ราคาพิเศษ
ห้าร้อยสี่สิบหินวิญญาณ คือทรัพย์สินทั้งหมดที่หานอี้มีในตอนนี้
หานอี้กลับมาถึงยอดเขาน้อยหลิงซวี ยังไม่ทันถึงลานบ้าน ก็บังเอิญพบกับประมุขยอดเขา ลี่เฮิง
ลี่เฮิงมองหานอี้ นัยน์ตาฉายประกายเจิดจ้า ใบหน้าประดับรอยยิ้ม
"ยินดีด้วยศิษย์น้องหาน ขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นหกขั้นสูงสุดแล้ว กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูสำคัญสู่ช่วงปลายของขอบเขตกลั่นลมปราณ น่ายินดียิ่งนัก"
หลังจากออกจากตลาด หานอี้ก็ถอดหน้ากากออก หากเจอผู้ฝึกตนระดับช่วงปลาย ย่อมมองเห็นระดับพลังชั้นหกขั้นสูงสุดของเขาได้ในปราดเดียว
ยังไม่ทันที่หานอี้จะตอบรับ ลี่เฮิงก็พูดต่อว่า
"จริงสิ หานอี้ อีกสามวันศิษย์กลุ่มที่ไปทดสอบแดนตงเทียนจะเดินทางกลับมาจากแคว้นเฉียน ทางสำนักจะจัดให้ศิษย์ทั้งยอดเขานอกและยอดเขาในได้รับชมความสง่างามของพวกเขา ถึงตอนนั้นที่หอประมุขยอดเขาจะมีการติดตั้งกระจกเซียนมายาเพื่อให้ได้รับชมกัน"
"ถึงตอนนั้นอย่าลืมมาดูด้วยล่ะ"
"ถือโอกาสดูความสง่างามของเหล่าอัจฉริยะยอดเขาใน ไว้เจ้าเข้าสู่ยอดเขาในเมื่อไหร่ จะได้มีเป้าหมาย"
ลี่เฮิงพูดจบ ก็เดินสวนกับหานอี้จากไป
หานอี้ยืนขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจว่าจะมาร่วมชมในอีกสามวันข้างหน้า การที่สำนักทำเช่นนี้ ก็เพื่อแสดงผลลัพธ์ของการทดสอบแดนตงเทียนให้ศิษย์นับแสนคนทั้งนอกและในได้เห็น เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างต้นแบบให้ศิษย์ทุกคนได้ดูเยี่ยงอย่าง เพื่อขับเคลื่อนกระแสความตื่นตัวในทางที่ดี
วิธีการแบบนี้ ในสังคมยุคปัจจุบันเมื่อชาติที่แล้วของหานอี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือองค์กรต่างๆ เขาก็เจอมาบ่อยจนชินตา ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
หานอี้ยืนนิ่งคิดอยู่สักพัก แม้กระบวนการปรุงยาจะช่วยยกระดับการควบคุมพลังเวทได้บ้าง แต่ก็ยังไม่มากนัก เขาคิดว่าควรจะชะลอไว้ก่อน อย่าเพิ่งรีบร้อน ควรใช้เวลาสักครึ่งเดือนในการปรับสภาพจิตใจ เตรียมความพร้อมก่อนการทะลวงขั้นครั้งสุดท้าย น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
อีกอย่าง ในใจลึกๆ เขาก็อยากรู้อยากเห็นเรื่องการทดสอบแดนตงเทียนเหมือนกัน อยากรู้ว่าผลลัพธ์ของการฝึกฝนตลอดหนึ่งปีจะเป็นอย่างไร
เมื่อกลับถึงลานบ้าน หานอี้ก็เริ่มขัดเกลาพลังเวท วิธีขัดเกลาของเขาคือการบังคับกระบี่ไร้เงาและกริชมารวายุ
ตลอดหนึ่งปีมานี้ เวลาส่วนใหญ่ของหานอี้หมดไปกับการโคจรวิชาดูดซับไอวิญญาณ แต่เขารู้ดีถึงหลักการที่ว่าอะไรที่มากเกินไปย่อมไม่ดี ทุกครั้งที่รู้สึกว่าพลังเวทในกายอิ่มตัว ดูดซับเพิ่มไปก็ไร้ประโยชน์ เขาจะหันมาฝึกวิชาควบคุมกระบี่ บังคับกระบี่ไร้เงาหรือกริชมารวายุเพื่อเผาผลาญพลังเวท
ผ่านการหล่อเลี้ยงและฝึกฝนมากว่าหนึ่งปี ตอนนี้หานอี้สามารถควบคุมกริชมารวายุพร้อมกันได้สองเล่มแล้ว
ใช่แล้ว สองเล่ม
ชุดกริชมารวายุนี้ เป็นถึงอาวุธวิเศษระดับกลาง แถมยังสร้างสรรค์จากฝีมือปรมาจารย์นักหลอมระดับสร้างแกนทองคำแห่งสำนักฮวงชี่ ถือว่าเป็นของชั้นยอดในหมู่อาวุธวิเศษระดับกลาง ดีกว่าชุดมีดสั้นที่เขาเคยยึดมาจากเจียงเต๋อในเมืองเหมิงซานแบบเทียบกันไม่ติด
อาวุธวิเศษที่ทรงพลัง ย่อมต้องการพลังเวทที่หนาแน่นและการควบคุมที่แม่นยำกว่าเดิมในการขับเคลื่อน
การบังคับกริชมารวายุได้สองเล่มพร้อมกัน ถือว่าบรรลุเป้าหมายที่หานอี้คาดหวังไว้แล้ว
สามวันให้หลัง
เขามาถึงหน้าหอประมุขยอดเขาตามนัด เห็นเหล่าศิษย์มากมายกระจายตัวอยู่ทั่ว จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
หานอี้ยืนรวมกลุ่มกับศิษย์น้องสองคนที่เข้ามาตีสนิท
เขามองไปทางตำแหน่งที่ประมุขยอดเขา ลี่เฮิงยืนอยู่ เห็นข้างกายลี่เฮิงยังมีผู้ดูแลระดับช่วงปลายอีกไม่กี่คนที่ปกตินานทีปีหนจะโผล่มาให้เห็น
ในโครงสร้างของยอดเขานอกสำนักเสวียนตาน ประมุขยอดเขาเป็นผู้ดูแลจัดการธุระทั้งหมดของยอดเขา ในบรรดายอดเขานอก มีเพียงประมุขยอดเขาที่ติดอันดับสามสิบแรกเท่านั้นที่เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน ประมุขยอดเขานอกคนอื่นๆ ล้วนเป็นระดับชั้นเก้าขั้นสูงสุดเหมือนลี่เฮิง หรือแม้กระทั่งประมุขยอดเขาอันดับท้ายร้อยกว่าลงไป บางคนมีพลังแค่ชั้นเก้าธรรมดาด้วยซ้ำ
ตำแหน่งรองจากประมุขยอดเขา คือตำแหน่งผู้ดูแล (ก่วนซื่อ) ส่วนใหญ่เป็นศิษย์จากยอดเขาในที่ขอย้ายมารับตำแหน่ง
ศิษย์ยอดเขาในบางคนที่มีพรสวรรค์ธรรมดา หรืออายุมากแล้ว หรือเคยได้รับบาดเจ็บจนเส้นทางเซียนขาดสะบั้น ก็จะผันตัวมาเป็นผู้ดูแลยอดเขานอก มุ่งเน้นการจัดการธุระของสำนักแทน
จำนวนผู้ดูแลของแต่ละยอดเขานอกไม่เท่ากัน ยอดเขานอกเล็กๆ อย่างยอดเขาน้อยหลิงซวี มีผู้ดูแลไม่เกินสิบคน แต่ยอดเขานอกอันดับหนึ่งอย่างยอดเขาน้อยจินอู ไม่เพียงมีผู้ดูแลจำนวนมาก ยังมีรองประมุขยอดเขาอีกหลายคน
ส่วนยอดเขาใน จะใช้ระบบการจัดการอีกรูปแบบหนึ่ง
ผู้ดูแลที่ยืนอยู่ข้างกายลี่เฮิงสัมผัสได้ถึงสายตาของหานอี้ ก็หันมามองและพยักหน้าทักทาย พวกเขามีความเกรงใจต่อศิษย์ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ช่วงปลายและย้ายเข้ายอดเขาในผู้นี้อยู่บ้าง
หานอี้คารวะตอบ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไกลออกไปทางทะเลเมฆเบื้องหน้า
ยามนี้ ทะเลเมฆนอกยอดเขาน้อยหลิงซวีถูกแทนที่ด้วยภาพฉายจากกระจกบานใหญ่ที่ดูเลือนราง นี่คือภาพที่ฉายมาจากอาวุธวิเศษระดับกลาง 'กระจกเซียนมายา' ซึ่งถ่ายทอดบรรยากาศจากยอดเขาเสวียนตาน ยอดเขาหลักของสำนัก
ยอดเขาเสวียนตานคือยอดเขาหลัก เป็นที่ตั้งของคลังลับและมรดกหลักของสำนัก โดยปกติแล้วมีเพียงท่านเจ้าสำนัก เหล่าผู้อาวุโสสูงสุดระดับสร้างแกนทองคำ และผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานเท่านั้นที่สามารถขึ้นไปได้
หานอี้นับตั้งแต่เข้าสำนักมา ไม่เคยได้เหยียบย่างขึ้นไปเลย
วันนี้เขาตั้งใจจะอาศัยกระจกเซียนมายายลโฉมยอดเขาหลักสักครั้ง แต่ภาพที่ฉายอยู่ในกระจกเซียนมายาตอนนี้ กลับมีเพียงยอดเขาเซียนที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอก ไม่เห็นความอัศจรรย์ใดๆ ทำให้เขารู้สึกเสียดายเล็กน้อย
เขาละสายตากลับมา กำลังจะหลับตาพักสายตาสักครู่
ทันใดนั้น
ศิษย์น้องที่ยืนอยู่ข้างกายเขาก็พูดเสียงทุ้มต่ำ "มาแล้ว"
หานอี้เงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ก็เห็นเรือเหาะเซียนลำหนึ่งในกระจก พุ่งแหวกทะเลเมฆดุจลำแสง ไหลร่อนลงจอดสู่ยอดเขาหลัก
[จบแล้ว]