- หน้าแรก
- หน้าต่างความชำนาญ ยิ่งฝึกข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 48 - ชื่อเสียงอันน่าสะพรึง 4
บทที่ 48 - ชื่อเสียงอันน่าสะพรึง 4
บทที่ 48 - ชื่อเสียงอันน่าสะพรึง 4
บทที่ 48 - ชื่อเสียงอันน่าสะพรึง 4
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
กริชสั้นที่เอวเล่มแรกพุ่งเข้าใส่อาวุธวิเศษของศัตรู หลังจากกรีดอาวุธวิเศษจนเป็นรอยขาดแล้ว มันก็วกกลับลงมาพุ่งตรงเข้าใส่ศีรษะ
ส่วนกริชเล่มที่สองซึ่งซ่อนอยู่ที่แผ่นหลังนั้น อีกฝ่ายมองไม่เห็น
ความจริงแล้วในขณะที่หานอี้ซัดกริชเล่มแรกออกไป เขาก็ควบคุมกริชเล่มที่สองให้พุ่งเรียดพื้นไปพร้อมกัน อาศัยความมืดมิดยามค่ำคืนบวกกับความเร็วที่เงียบเชียบ ลอบเร้นไปดักรออยู่ที่ด้านหลังจุดที่ศัตรูจะลงสู่พื้น
จากนั้นในจังหวะที่ศัตรูกำลังตกใจระคนโกรธแค้นที่อาวุธวิเศษเสียหายและเท้าเพิ่งแตะพื้น กริชเล่มที่สองก็พุ่งเสียบทะลุอก
ต่อด้วยกริชเล่มแรกที่วกกลับมาบั่นคอปลิดชีพ
สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว หัวใจถูกทำลายหรือหน้าอกเป็นรูโหว่ไม่ได้หมายความว่าจะตายในทันที พวกเขายังอาจดิ้นรนเฮือกสุดท้ายหรือแม้แต่ระเบิดอาวุธวิเศษเพื่อแลกชีวิตได้
หานอี้ไม่มีทางโง่เขลาเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายทำเช่นนั้นแน่
ศัตรูที่ดีคือศัตรูที่หัวขาดเท่านั้น
กริชเล่มที่สองตรึงร่าง กริชเล่มแรกบั่นคอ
ส่วนกริชเล่มที่สามที่ซ่อนอยู่ที่ขากางเกงก็สั่นระริกพร้อมจะพุ่งออกไปซ้ำ ทว่ากลับสงบนิ่งลงในทันที
เพราะหัวของอีกฝ่ายหลุดกระเด็นไปแล้ว กริชเล่มที่สามจึงไม่จำเป็นต้องออกโรง
"อาวุธวิเศษระดับต่ำ วัสดุที่ใช้สร้างยังไงก็ยังด้อยไปหน่อย"
กริชสั้นสองเล่มลอยกลับมาอยู่ตรงหน้า เล่มหนึ่งมีรอยบิ่นเล็กน้อยที่คมมีด นี่คือกริชเล่มแรกที่ใช้กรีดธงวิญญาณโลหิตเมื่อครู่
ด้วยวัสดุของอาวุธวิเศษระดับต่ำ เพียงแค่เฉียดผ่านกับอาวุธวิเศษระดับกลางโดยไม่ได้ปะทะกันตรงๆ ก็ยังได้รับความเสียหาย เห็นได้ชัดว่าระดับขั้นของอาวุธวิเศษนั้นสำคัญเพียงใด
แน่นอนว่าในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ หานอี้ทำได้เพียงเก็บความคิดนี้พับใส่กระเป๋าไปก่อน
นี่เป็นปัญหาที่ต้องรอดชีวิตไปได้เสียก่อนถึงค่อยมานั่งคิด
เขาเก็บกริชกลับเข้าที่ซ่อนบริเวณแผ่นหลังและเอว จากนั้นพุ่งตัวเข้าไปเก็บธงวิญญาณโลหิตที่ตกอยู่บนพื้นยัดใส่ถุงมิติ แล้วปลดถุงมิติจากศพไร้หัวมาด้วย ก่อนจะรีบมองหาทิศทางเพื่อหลบหนีไปหาที่ซ่อนตัวแห่งใหม่
ทันใดนั้น
เงาร่างหนึ่งก็พุ่งชนกำแพงที่พังไปกว่าครึ่งจนทะลุเข้ามา ร่างนั้นกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้นกว่าสิบตลบ มาหยุดห่างจากหานอี้ไปสิบกว่าเมตร
หานอี้สะดุ้งโหยง
ยังไม่จบ
ตามมาด้วยเงาร่างอีกสามสายที่พุ่งตามเข้ามาจากด้านนอก
เมื่อเห็นว่ามีคนยืนอยู่ ทั้งสามคนก็ชะงักกึก แต่พอเห็นเครื่องแต่งกายของหานอี้ สีหน้าก็ผ่อนคลายลง
"หานอี้?"
"ศิษย์น้องหาน เจ้ามาทำอะไรที่นี่"
"เร็วเข้า หนีไปพร้อมกับพวกเรา!"
สีหน้าของหานอี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย
คนแรกที่ชนกำแพงกลิ้งเข้ามาไม่รู้เป็นตายร้ายดี หานอี้ไม่รู้จัก แต่ดูจากชุดศิษย์สายในของสำนักเสวียนตาน น่าจะเป็นคนจากทีมอื่น
แต่สามคนที่พุ่งตามเข้ามาทีหลังนี้ เขารู้จักดี
สองคนเป็นระดับกลั่นลมปราณชั้นเจ็ด หนึ่งในนั้นเอามือกุมหน้าอกท่าทางบาดเจ็บ นั่นคือชุยซิงเฉินที่โดนกระสวยแสงทองอัดกระเด็นไปก่อนหน้านี้
หานอี้มองชุยซิงเฉินด้วยความประหลาดใจ โดนอาวุธวิเศษระดับสุดยอดอัดเข้าไปเต็มๆ แต่กลับแค่ได้รับบาดเจ็บ แถมยังไม่สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว ดูท่าชุยซิงเฉินน่าจะมีอาวุธวิเศษสายป้องกันหรือชุดเกราะอ่อนระดับสูงสวมใส่อยู่
ระดับชั้นเจ็ดอีกคนคือหลัวอวิ๋นโจว ศิษย์สายในที่เขาจำเสียงได้
คนสุดท้ายคือเต้าโซ่วหัว คนที่หานอี้ช่วยดึงสติก่อนจะหนีออกมา
"โอ้ ที่แท้ข้างในก็ยังมีคนอยู่ ดีเลย จะได้เก็บกวาดทีเดียว"
"อย่าให้รอดไปได้สักคน"
"ฆ่าให้เกลี้ยง"
ผู้ฝึกตนสำนักโลหิตเทพสามคนปรากฏกายขึ้นบนซากกำแพง ยืนล้อมเป็นรูปสามเหลี่ยม
"หืม?"
หนึ่งในนั้นได้กลิ่นคาวเลือดรุนแรง พอหันไปมองก็เห็นศพไร้หัวนอนจมกองเลือดอยู่ข้างๆ เลือดที่ชุ่มโชกทำให้ชุดคลุมสีแดงเข้มดูดำคล้ำน่าสยดสยองยิ่งขึ้น
สายตาของเขาเลื่อนไปเจอกับศีรษะที่ดวงตายังเบิกโพลงตายตาไม่หลับ ก็ต้องหรี่ตาลง
"หลิวต้าจุ่ย?"
"ระวังตัวด้วย ฝีมือของเจ้าต้าจุ่ยไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเราเลย ดูท่าจะเจอของแข็งเข้าแล้ว อย่าได้ประมาทจนเรือล่มปากอ่าวเชียวล่ะ"
ผู้ฝึกตนสำนักโลหิตเทพอีกสองคนก็สังเกตเห็นศพเพื่อนร่วมสำนักเช่นกัน จึงรีบสลัดความประมาททิ้งไป สายตาข้ามผ่านชุยซิงเฉิน เต้าโซ่วหัว และหลัวอวิ๋นโจว ไปตกอยู่ที่หานอี้
แรงกดดันที่มองไม่เห็นแต่หนักอึ้ง ผสมปนเปกับจิตสังหารอันคาวคลุ้ง ถาโถมเข้าใส่
หานอี้รู้สึกราวกับอากาศรอบตัวหนืดข้นขึ้น ร่างกายขยับยากขึ้นเล็กน้อยภายใต้จิตสังหารนี้
สีหน้าของเขาเคร่งเครียด
"ระดับกลั่นลมปราณชั้นเจ็ดสามคน"
"แย่แล้ว"
"ขืนโดนพัวพันไว้ต้องตายแน่ ต้องรีบจบเกม"
หานอี้ประเมินสถานการณ์แล้วตัดสินใจทันที เขาตะโกนเสียงเข้ม
"ศิษย์พี่ชุย ศิษย์พี่หลัว ศิษย์พี่เต้า ทั้งสามคนช่วยกันสกัดคนซ้ายสุดไว้ที"
สิ้นเสียง หานอี้ก็ก้าวเท้าพุ่งตัวไปข้างหน้า หายวับไปจากจุดเดิม
"ศิษย์น้องหาน อย่า!"
"อย่าเข้าไปรนหาที่ตาย"
"แย่แล้ว"
ชุยซิงเฉินหน้าถอดสี ตอนนี้ศิษย์สำนักเสวียนตานที่รอดชีวิตเหลืออยู่น้อยนิด การทำตัวเป็นฮีโร่ตอนนี้ก็มีแต่จะตายเร็วขึ้นเท่านั้น
ขนาดตัวเขาเองยังบาดเจ็บ ทั้งที่รอดมาได้เพราะเกราะอ่อนระดับสูงที่บังเอิญได้มา ซึ่งตอนนี้เกราะนั้นก็แตกละเอียดไปแล้วจากการโจมตีของกระสวยแสงทอง
ศิษย์น้องผู้นี้มีแค่ระดับชั้นหก กลับกล้าพุ่งเข้าไปเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนระดับชั้นเจ็ดของสำนักโลหิตเทพถึงสองคน นี่มันบ้าบิ่นไม่กลัวตายชัดๆ
ความจริงแล้ว
เขาก็เห็นศพคนชุดแดงที่นอนอยู่ไม่ไกลจากหานอี้
แต่เขาไม่รู้ว่าศพนั้นมีฝีมือระดับไหน เดาว่าน่าจะเป็นระดับชั้นหกเหมือนหานอี้
และต่อให้หานอี้ฆ่ามันได้ ก็คงเป็นเพราะช่วงชุลมุนหรืออีกฝ่ายประมาท
เขารู้ระดับพลังของหานอี้ดี ภาพจำในหัวจึงบอกว่าหานอี้ไม่ได้เก่งกาจอะไร
เต้าโซ่วหัวเองก็ตกตะลึงจนหน้าซีด แต่จะห้ามก็ไม่ทันแล้ว ได้แต่มองตาปริบๆ ดูหานอี้พุ่งเข้าไป
ในบรรดาทั้งสามคน หลัวอวิ๋นโจวที่เป็นคนในทีมเดิมและเคยผ่านศึกเซียนมารมาแล้ว มีประสบการณ์เหนือกว่าอีกสองคนมาก
เพียงชั่วพริบตาที่หานอี้พุ่งตัวออกไป เขาก็ตัดสินใจเลือกทางรอดที่ดีที่สุดทันที
"ลุย!"
"ฉวยโอกาสนี้ตีฝ่าวงล้อมทางซ้าย!"
เขาไม่ได้เชื่อมั่นในตัวหานอี้ เขาก็คิดเหมือนกันว่าการกระทำบ้าบิ่นของหานอี้คือการเอาชีวิตไปทิ้ง
ศิษย์สำนักเสวียนตานโดยเฉลี่ยแล้วมีพลังการต่อสู้อ่อนด้อยกว่าสำนักโลหิตเทพ
แถมหานอี้ยังเป็นแค่ชั้นหก ช่องว่างระหว่างชั้นหกกับชั้นเจ็ดคือความต่างของช่วงกลางกับช่วงปลาย ไม่ใช่สิ่งที่ชดเชยได้ง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้นยังคิดจะหนึ่งต่อสอง นี่ไม่ใช่การไปตายแล้วจะเรียกว่าอะไร
แต่ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่า การ 'ไปตาย' ของศิษย์น้องผู้นี้ จะช่วยซื้อเวลาให้พวกเขาหนีได้ชั่วครู่
หากคว้าโอกาสทองที่ผ่านมาชั่วพริบตานี้ไว้ได้ บางทีพวกเขาสามคนอาจจะรอด
ส่วนหานอี้ที่พุ่งเข้าไปอย่างมุทะลุ กับศิษย์ร่วมสำนักอีกคนที่นอนไม่รู้เป็นตายร้ายดี ก็คงต้องปล่อยไปตามยถากรรม
หลัวอวิ๋นโจวไม่แม้แต่จะปรายตามองทางขวาหรือตรงกลาง เขาพุ่งนำลิ่วไปทางซ้ายทันที
ด้านหลังเขา ชุยซิงเฉินกัดฟันกรอด กระชับดาบระดับต่ำในมือแล้วพุ่งตามไปติดๆ
ลูกกลอนกระบี่ของเขาเสียหายหนักจากกระสวยแสงทอง ต้องเก็บเข้าตันเถียนฟื้นฟู ใช้งานไม่ได้ชั่วคราว จึงต้องงัดเอาดาบเก่าสมัยอยู่ระดับช่วงกลางออกมาใช้แก้ขัด
เต้าโซ่วหัวเองก็ไม่ลังเล การถูกไล่ล่าเมื่อครู่สอนให้เขารู้ซึ้งว่า ความลังเลเพียงอึดใจเดียวอาจหมายถึงชีวิตที่ต้องทิ้งไว้ที่นี่
ความเป็นความตายมีความน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่
การต่อสู้เสี่ยงตายทำให้ผู้ฝึกตนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขาตามติดไปทันที แม้จะเป็นแค่ระดับชั้นหก แต่ก็เร่งพลังใส่อาวุธวิเศษระดับต่ำ มุ่งหน้าเจาะทะลวงวงล้อมทางซ้ายเพื่อหนีให้เร็วที่สุด
[จบแล้ว]