- หน้าแรก
- พ่อบ้านจักรพรรดิยุทธ์กับลูกแฝดสะท้านบัลลังก์
- พ่อบ้านจักรพรรดิยุทธ์ ตอนที่ 014 กระบี่ของข้าไร้นาม
พ่อบ้านจักรพรรดิยุทธ์ ตอนที่ 014 กระบี่ของข้าไร้นาม
พ่อบ้านจักรพรรดิยุทธ์ ตอนที่ 014 กระบี่ของข้าไร้นาม
พ่อบ้านจักรพรรดิยุทธ์ ตอนที่ 014 กระบี่ของข้าไร้นาม
“สหายน้อยมาจากสำนักใดรึ”
น้ำเสียงของฉินเฟิงพลันเคร่งขรึมลงไปมาก ไม่ได้หยิ่งผยองและมั่นใจเหมือนตอนแรกอีกต่อไป
“ข้ามาจากหมู่บ้านเนื้อย่าง”
ฉู่ซินกล่าวอย่างหยิ่งผยอง
หมู่บ้านเนื้อย่างรึ
อะไรกัน ไร้สาระสิ้นดี
ฉินเฟิงรู้ว่าเจ้าหนูนี่ไม่ต้องการพูดความจริง ทว่าอายุเพียงสามขวบกลับมีเจตจำนงกระบี่ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ มองไปทั่วเก้ามณฑล เกรงว่าจะมีเพียงขุมอำนาจผู้บำเพ็ญกระบี่ระดับเลิศล้ำไม่กี่แห่งเท่านั้นที่สามารถบ่มเพาะขึ้นมาได้
ศาลากระบี่สวรรค์ที่พิทักษ์ราชวงศ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น
และเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้อยู่กับเจ้ามณฑลและคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วย่อมต้องมาจากศาลากระบี่สวรรค์เป็นแน่
แม้ครั้งนี้การขัดขวางเจ้ามณฑลมิให้เข้าจวนมณฑลจะนับว่าล่วงเกินราชวงศ์และศาลากระบี่สวรรค์ไปแล้ว แต่ก็มิได้ล่วงเกินถึงขั้นเอาเป็นเอาตาย ต่อให้ภายหลังจะมีการสืบสาวเอาความ ก็จะไม่กระทบกระเทือนถึงสำนักกระบี่ทรราช
หากไม่ถึงที่สุด เขาก็ไม่อยากจะลงมือกับเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้
“ขอสหายน้อยโปรดหลีกทาง มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้ารังแกเด็กเล่า”
ฉินเฟิงเอ่ยเตือนอีกครั้ง
ฉู่ซินกลับรู้สึกรำคาญขึ้นมาบ้าง นางใช้มือข้างหนึ่งเท้าสะเอว อีกข้างชี้ไปยังฉินเฟิง กล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความไร้เดียงสาว่า “เหตุใดเจ้าจึงพูดจาเยิ่นเย้อถึงเพียงนี้ จะสู้หรือไม่สู้ หากไม่สู้ก็รีบหลีกทางไป อย่าได้ขวางทางพวกเรา”
นางยังรีบร้อนที่จะไปยังจวนมณฑลเพื่อเปิดใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย เดินทางไปยังเมืองหลวงจักรพรรดิเพื่อช่วยท่านแม่อยู่
แววตาของฉินเฟิงพลันแข็งกร้าว ดูจากท่าทีแล้วหากไม่สั่งสอนเจ้าหนูนี่สักครา นางคงจะไม่ยอมเลิกราเป็นแน่
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็สู้เสียเถิด
การสั่งสอนอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยากสักคน ก็นับว่าน่าพึงพอใจยิ่งนัก
เขากล่าวเสียงทุ้ม “เช่นนั้นก็ขออภัยที่ล่วงเกิน”
กล่าวจบ เขาก็ประสานอินเคล็ดกระบี่ ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนก็รวมตัวกันเป็นกระบี่ ลอยอยู่กลางอากาศ
เจตจำนงกระบี่ของเขาแตกต่างจากเจตจำนงกระบี่อันเลื่อนลอยของหญิงชรา มันทรราชอย่างยิ่ง ทุกที่ที่พาดผ่าน ล้วนขับไล่เจตจำนงกระบี่อื่น ๆ จนหมดสิ้น
เจตจำนงกระบี่ที่เจ้ามณฑลและเหล่าองครักษ์หญิงบ่มเพาะมา เมื่ออยู่ต่อหน้าเจตจำนงกระบี่อันทรราชของเขา แม้แต่จะปลดปล่อยออกมาก็ยังทำไม่ได้
“น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว นี่คือเจตจำนงกระบี่ทรราชรึ”
หลงอวี่เฟยและคนอื่น ๆ พึมพำกับตนเอง ในใจเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“ช่องว่างระหว่างระยะกลางกับระยะต้น กลับมากมายถึงเพียงนี้เชียวรึ”
หญิงชราที่กำลังทำลายค่ายกลกระบี่อยู่ด้านข้าง ก็รู้สึกได้ว่าเจตจำนงกระบี่สวรรค์ของตนเองถูกกดข่ม สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป
เจตจำนงกระบี่สวรรค์ย่อมไม่ด้อยไปกว่าเจตจำนงกระบี่ทรราช แต่ระดับตบะมรรคกระบี่ของฉินเฟิงสูงกว่านางหนึ่งระดับย่อย กลับสามารถกดข่มเจตจำนงกระบี่สวรรค์ของนางได้ จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าช่องว่างเพียงหนึ่งระดับย่อยนั้นใหญ่หลวงเพียงใด
“สหายน้อย อย่าได้ปะทะกับเขาตรง ๆ เพียงแค่ถ่วงเวลาเขาไว้ก็พอ”
นางตะโกนเตือนเสียงดัง เกรงว่าเด็กหญิงตัวน้อยจะไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำแล้วไปปะทะกับฉินเฟิงตรง ๆ
หากตายไปก็น่าเสียดาย ทั้งยังจะทำให้เจ้ามณฑลตกอยู่ในอันตรายอีกด้วย
ได้แต่หวังว่าเด็กหญิงตัวน้อยจะสามารถถ่วงเวลาฉินเฟิงไว้ได้ เพื่อซื้อเวลาให้นางทำลายค่ายกล
ถึงเวลานั้นเมื่อร่วมมือกับเด็กหญิงตัวน้อย ก็อาจจะมีโอกาสขับไล่ฉินเฟิงได้
“ท่านย่า อย่ากลัวไปเลย ข้าจะปกป้องท่านน้าหลงเอง”
ฉู่ซินตบอกน้อย ๆ ของตนรับประกันกับหญิงชรา ในน้ำเสียงที่เจือความไร้เดียงสาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอันแรงกล้า
“ในเมื่อสหายน้อยยังคงดื้อรั้นไม่เลิกรา เช่นนั้นก็ขอเชิญทดสอบกระบี่เถิด”
ฉินเฟิงตะโกนเสียงเย็นชา ตวัดนิ้วกระบี่คราหนึ่ง “กระบี่ของข้า มีนามว่าหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่ง”
สิ้นเสียงวาจา ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนก็แหวกอากาศเข้ามา ระหว่างทางก็รวมตัวกันเป็นกระบี่ยักษ์สีดำเล่มหนึ่ง เจตจำนงกระบี่ทรราชรวมตัวอยู่บนนั้น แม้แต่สุญตาก็ยังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับทานรับน้ำหนักไม่ไหวภายใต้กระบี่เล่มนี้
ฉู่ซินใช้น้อย ๆ ของนางทำเป็นนิ้วกระบี่ แล้วชี้ออกไปในอากาศ
“กระบี่ของข้า ไร้นาม”
นางเลียนแบบน้ำเสียงและท่าทีของฉินเฟิง ตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงเจือความไร้เดียงสา
จากนั้นก็เห็นเพียงประกายกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งรวมตัวขึ้นจากปลายนิ้วของนาง แล้วพุ่งแหวกอากาศออกไป
ประกายกระบี่เมื่อเทียบกับกระบี่ยักษ์สีดำเล่มนั้นแล้วเล็กมาก ทว่าเจตจำนงกระบี่ที่แฝงอยู่ภายในกลับมิได้ด้อยไปกว่าเจตจำนงกระบี่ทรราชบนกระบี่ยักษ์สีดำเลยแม้แต่น้อย
ตูม!
ประกายกระบี่และกระบี่ยักษ์สีดำปะทะกัน เกิดเสียงดังสนั่น คลื่นพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกไปรอบทิศ ซัดเรือเหาะที่อยู่ด้านข้างกระเด็นไปไกลกว่าสิบจั้ง
ต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านที่อยู่ใกล้เคียงยิ่งหักโค่นลงในทันที ล้มลงสู่พื้นเสียงดังครืน ๆ ทำให้สัตว์อสูรนับไม่ถ้วนตกใจวิ่งหนีไปทั่วทุกทิศ
“ว้าว! เนื้อเยอะแยะเลย”
ฉู่เฉินเกาะอยู่ริมรั้วเรือเหาะ มองดูสัตว์อสูรที่กำลังวิ่งหนีอยู่บนพื้นดิน สองตาทอประกาย กลืนน้ำลายเอื๊อก ๆ
หลงอวี่เฟยอุ้มเขาขึ้นมา ตบศีรษะเล็ก ๆ ของเขาเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้าหนู พี่สาวของเจ้ากำลังต่อสู้กับคนอื่นอยู่ เจ้ากลับยังคิดถึงเรื่องเนื้อย่างอีกหรือ”
ฉู่เฉินยังคงยืดศีรษะน้อย ๆ ของตนมองไปยังสัตว์อสูรที่วิ่งอยู่บนพื้นอย่างสุดความสามารถ กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ท่านน้าหลง วางใจเถิด พี่สาวของข้าไม่แพ้หรอก”
หลงอวี่เฟยเห็นท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนของเขาก็ถึงกับพูดไม่ออก ทว่านางมิอาจสงบนิ่งได้ถึงเพียงนั้น จึงได้แต่อุ้มฉู่เฉินไว้ แล้วจ้องมองไปยังสมรภูมิกลางอากาศอย่างไม่วางตา
ประกายกระบี่และกระบี่ยักษ์สีดำต่างก็สลายหายไปแล้ว การปะทะกันในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายกลับสูสีกัน
“พี่สาวของเจ้ากลับสามารถต่อกรกับผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักกระบี่ทรราชซึ่งอยู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ระยะกลางได้”
หลงอวี่เฟยอ้าปากค้าง ตกตะลึงอย่างหาที่สุดมิได้
เมื่อครั้งที่พบกัน เด็กหญิงตัวน้อยที่อ้างตนว่าชื่ออ้ายชือโร่วใช้กายเนื้อสังหารหมาป่าเขียว ใช้ปราณกระบี่สังหารหมาป่าโลหิต จากนั้นก็ใช้ยันต์ดับจิตนับไม่ถ้วนทุบงูเขียวจนตาย
ภาพเหตุการณ์เหล่านี้แม้จะทำให้นางตกตะลึง แต่ก็ยังห่างไกลจากความสะเทือนใจในครั้งนี้ยิ่งนัก
ท้ายที่สุดแล้ว หมาป่าเขียวและหมาป่าโลหิตก็มีระดับสูงสุดไม่เกินบรรพจารย์ยุทธ์ ส่วนยันต์ดับจิตก็เป็นท่านพ่อของพวกเขาที่หลอมขึ้นมา ไม่เกี่ยวข้องกับพลังอำนาจของพวกเขาเอง
แต่ในครั้งนี้ เด็กหญิงตัวน้อยที่อ้างตนว่าชื่ออ้ายชือโร่วกลับอาศัยระดับตบะมรรคกระบี่ของตนเอง ปะทะกับปราชญ์กระบี่ระดับปราชญ์ยุทธ์ระยะกลางตรง ๆ
นี่แสดงให้เห็นว่าระดับตบะมรรคกระบี่ของเด็กหญิงตัวน้อย มิได้ด้อยไปกว่าฉินเฟิงเลยแม้แต่น้อย
“ข้าบอกแล้วว่าพี่สาวของข้าไม่แพ้หรอก”
ฉู่เฉินกลับไม่แปลกใจแม้แต่น้อย เขายังคงเอียงคอ ยืดคอออกไป มองดูฝูงสัตว์อสูรที่ค่อย ๆ หายลับไปบนพื้นดิน ในแววตาเต็มไปด้วยความเสียดาย
ทว่าหลงอวี่เฟยกลับยังไม่วางใจ เด็กหญิงอายุเพียงสามขวบ ความหนาแน่นของปราณแท้ย่อมมิอาจเทียบกับฉินเฟิงได้ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เกรงว่าจะต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“ดี!”
ฉินเฟิงเมื่อเห็นกระบี่ของฉู่ซิน ก็อดที่จะส่งเสียงชื่นชมมิได้
ไม่เคยพบเห็นเจตจำนงกระบี่เช่นนี้มาก่อน มิใช่เจตจำนงกระบี่สวรรค์ มิใช่เจตจำนงกระบี่ทรราช กระทั่งมิใช่เจตจำนงกระบี่ชนิดใด ๆ ที่เขารู้จักในหมู่ผู้บำเพ็ญกระบี่แห่งเก้ามณฑล แต่นั่นก็มิได้ขัดขวางความแข็งแกร่งของเจตจำนงกระบี่ชนิดนี้
“อีกครั้ง!”
ฉินเฟิงเปลี่ยนเคล็ดกระบี่ จากนั้นก็ใช้นิ้วกระบี่ชี้ออกไปในอากาศ
“กระบี่ของข้า มีนามว่าดินแดนกระบี่ทรราช”
สิ้นเสียงวาจา ปราณกระบี่ทรราชนับไม่ถ้วนก็พลันปรากฏขึ้นรอบกายฉู่ซิน ก่อตัวเป็นอาณาเขตกระบี่ทรราช
ปราณกระบี่ทรราชสายแล้วสายเล่าพุ่งตัดกันไปมาภายในดินแดนกระบี่ ปิดตายเส้นทางถอยทั้งหมด
ภายในดินแดนกระบี่แห่งนี้ ไม่มีที่ให้หลบซ่อนโดยสิ้นเชิง ทำได้เพียงต้านทานตรง ๆ เท่านั้น
ทว่าภายในดินแดนกระบี่ ปราณกระบี่ทรราชนั้นไร้ที่สิ้นสุด ผู้ใดเล่าจะสามารถยืนหยัดได้นานเพียงใด
“ฉินเฟิง นางเป็นเพียงเด็กสามขวบ เจ้ากลับใช้กระบวนท่าที่โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้”
หญิงชราเห็นดังนั้น ดวงตาก็แทบจะถลนออกมา
ภายใต้ดินแดนกระบี่นี้ หากต้านทานไม่ไหว ก็จะถูกปราณกระบี่ทรราชนับไม่ถ้วนฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่เหลือแม้แต่กระดูก
ฉินเฟิงไม่สนใจหญิงชรา ก่อนหน้านี้เขาถือว่าหญิงชราเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในภารกิจครั้งนี้ บัดนี้เขาจึงได้เข้าใจว่า คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของตนกลับเป็นเด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบผู้นี้
เมื่อเผชิญหน้ากับดินแดนกระบี่ที่ปกคลุมอยู่ ฉู่ซินกลับไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย สองมือน้อย ๆ ที่ทำเป็นนิ้วกระบี่พลันตวัดเป็นรูปกากบาท ตะโกนด้วยน้ำเสียงเจือความไร้เดียงสาว่า “กระบี่ของข้า ยังคงไร้นาม”
หวึ่ง!
ปราณกระบี่สายแล้วสายเล่าพุ่งออกมาจากร่างของนาง โคจรรอบกายเล็ก ๆ ของนาง ในชั่วพริบตาก็ก่อตัวเป็นลูกกลมปราณกระบี่ ห่อหุ้มร่างของนางไว้ภายใน
ปราณกระบี่ทรราชนับไม่ถ้วนโจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
[ปล. คนแต่งใช้ผสมนะครับ ชื่อวิชาคือ ดินแดน(域) ส่วน อาณาเขต(领域) เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเสริม สามารถตีความคล้ายกันได้ครับ]