- หน้าแรก
- สามก๊ก ข้าคือฝันร้ายของเล่าปี่และขงเบ้ง
- บทที่ 180 - ความเลื่อมใสของโจโฉ
บทที่ 180 - ความเลื่อมใสของโจโฉ
บทที่ 180 - ความเลื่อมใสของโจโฉ
บทที่ 180 - ความเลื่อมใสของโจโฉ
เพราะตอนที่เขาอยู่ที่ง่อก๊ก
ก็ไม่ได้ได้รับการปฏิบัติที่ดีเท่าไหร่
ด้วยเหตุที่หน้าตาอัปลักษณ์
จึงมักถูกมองข้ามและเย็นชาใส่เสมอมา
พอนึกถึงความพยายามที่สูญเปล่า แถมยังไม่ได้รับความดีความชอบ
ยังโดนพวกจิวยี่ ซุนกวน ดูถูกเหยียดหยามสารพัด
แล้วมานึกถึงโจโฉที่ไม่ถือสาหาความในอดีต ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
บังทองแทบอยากจะย้อนเวลากลับไป ตบหน้าตัวเองตอนที่ไปสวามิภักดิ์ต่อซุนกวนให้แรงๆ สักสองที
สายตาตอนนั้น มันเป็นอะไรไปนะ
ทำไมถึงคิดสั้น ไปเลือกไอ้ซุนกวนนั่นได้...
คิดไปคิดมา น้ำตาของบังทองก็เริ่มเอ่อคลอเบ้า
พอได้ยินโจโฉบอกจุดประสงค์ที่มา
ว่าจะให้เขาเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์
ก็ยิ่งซาบซึ้งใจจนสุดจะพรรณนา
สุดท้ายถึงกับทิ้งตัวลงคุกเข่าดังตุบ
หันไปทางซูเฉินและโจโฉ กล่าวคำสาบานแสดงความจงรักภักดีออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
"พระคุณที่ท่านอัครมหาเสนาบดีรู้ค่า เปรียบเสมือนการชุบชีวิตใหม่ บังตงผู้นี้ซาบซึ้งตรึงใจ จะขอพลีกายถวายชีวิตเพื่อท่านอัครมหาเสนาบดี..."
เขาพูดน้ำไหลไฟดับ คว้าตัวโจโฉกับซูเฉินมาพร่ำสรรเสริญเยินยอ
มองดูค่าความสนิทสนมที่พุ่งพรวดขึ้นไปแตะ 95 แต้มในพริบตา
ได้ฟังคำขอบคุณจากใจจริงแบบนี้
ซูเฉินย่อมรู้สึกดีใจ
เพียงแต่ความรู้สึกดีๆ นี้อยู่ได้ไม่นาน
เพราะบังทองผู้นี้ พอตื่นเต้นจัด ก็เริ่มปากโป้ง
ถึงขั้นหลุดปากเรื่องที่ตนพาเสียวเกี้ยวมาสวามิภักดิ์ต่อซูเฉินออกมาจนหมดเปลือก
ซูเฉินเห็นดังนั้น ก็รู้สึกหน้าม่านไปเหมือนกัน
แต่ยังไม่ทันจะได้ห้ามปราม
โจโฉได้ฟัง สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นประหลาดใจ ถามว่า
"เสียวเกี้ยว? จิวยี่ไม่ใช่โกรธจนล้มป่วยเพราะท่านซูเฉินพาน้องสาวซุนกวนหนีมาหรอกหรือ ทำไมถึงมีเรื่องเสียวเกี้ยวด้วย?"
เคาทูเห็นเขาทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
ก็แปลกใจ ถามกลับไปว่า
"นายท่านไม่รู้หรือ?"
"ตอนท่านซูเฉินเข้าเมือง ท่านชมเปาะไม่ขาดปาก ข้าก็นึกว่าท่านรู้ความจริงแล้วเสียอีก"
"ข่าวนี้ไม่ใช่ลือกันให้แซ่ดไปหมดแล้วหรือ"
"ในตลาดก่อนหน้านี้ ก็มีข่าวลือหนาหูจริง" โจโฉอธิบาย "แต่ต่อมา จิวยี่กับเกียวก๊กโล้พ่อแท้ๆ ของเสียวเกี้ยวออกมาแก้ข่าวด้วยตัวเอง บอกว่าเรื่องนี้กิเลนเร้นกายกุเรื่องขึ้นมาเอง เพื่อใส่ร้ายป้ายสีพวกเขา ถึงขั้นพาตัวเสียวเกี้ยวออกมาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน ผู้คนถึงได้คลายความสงสัย"
"ใช้ลูกไม้สับเปลี่ยนตัว (ตายแทน) จิวยี่ผู้นี้ก็พอมีลูกเล่นอยู่บ้าง"
ซูเฉินฟังแล้วก็ถอนหายใจ
เห็นเขาเป็นแบบนี้ ดวงตาของโจโฉก็ฉายแวววาววับ นึกอะไรขึ้นมาได้ ขยับเข้าไปกระซิบถามซูเฉินอย่างระมัดระวัง
"ความหมายของท่านคือ เสียวเกี้ยวที่พวกเขาพาออกมา คือตัวปลอม?"
"แน่นอน" ครั้งนี้ไม่ต้องรอให้ซูเฉินตอบ บังทองก็ชิงตอบก่อนด้วยรอยยิ้ม "เสียวเกี้ยวตัวจริง ตอนนี้อยู่ในจวนของท่านซูเฉินไงขอรับ"
"ซี้ด!——"
สิ้นคำพูดนี้ โจโฉถึงกับสูดปาก
หันไปมองซูเฉินข้างๆ ด้วยสายตาเลื่อมใสศรัทธา เอ่ยปากชมเชยไม่หยุดหย่อน
"สูงส่ง! ท่านซูเฉิน ท่านนี่มันสูงส่งจริงๆ"
"เป็นแบบอย่างของคนรุ่นเราโดยแท้"
"..."
ซูเฉินฟังแล้วก็ทั้งขำทั้งระอา
"อย่าชมข้าเลย ท่านอัครมหาเสนาบดี ข้าบอกว่าข้าไม่ได้เป็นพวกบ้าจี้ชอบแย่งภรรยาชาวบ้านจริงๆ ท่านเชื่อไหม?"
"เชื่อ! แน่นอนว่าเชื่อ!"
"ข้ารู้ว่าท่านกุนซือทำเพื่อการใหญ่ จำต้องอดทนอดกลั้นยอมรับความอัปยศ ไอ้เรื่อง 'รักแต่ภรรยาชาวบ้าน' อะไรนั่น เป็นเพียงความเข้าใจผิดและการใส่ร้ายป้ายสีของคนทั่วหล้าที่มีต่อท่านซูเฉินเท่านั้น"
โจโฉทำสีหน้าจริงจัง
วาจาที่กล่าวออกมาหนักแน่นมั่นคง
ได้ยินเขาพูดแบบนี้ สีหน้าของซูเฉินก็ดูผ่อนคลายลงบ้าง
กำลังจะบอกว่าโจโฉในที่สุดก็พูดจาภาษาคนกับเขาบ้างแล้ว
คิดไม่ถึงว่าในวินาทีถัดมา โจโฉจะเปลี่ยนเรื่องทันควัน เข้ามาโอบไหล่เขา แล้วกระซิบถามอย่างลึกลับว่า
"งั้นท่านกุนซือ วิธีจีบภรรยาชาวบ้านของท่าน ช่วยสอนข้าหน่อยได้ไหม"
"..."
ซูเฉินเงียบไปครู่ใหญ่ ถึงได้เอ่ยปากว่า
"ขออภัย อาศัยหน้าตาล้วนๆ ไม่มีเทคนิค"
"??!"
คำพูดนี้ทำเอาโจโฉถึงกับไปไม่เป็น
พอได้สติ
อีกฝ่ายก็เดินไปไกลแล้ว
เห็นปฏิกิริยาของเขา โจโฉก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก หันไปถามเคาทูข้างๆ ทันที
"ไม่ใช่ ท่านซูเฉินหมายความว่าอย่างไร"
"เขาหาว่าข้าขี้เหร่ใช่ไหม?"
เคาทูฟังแล้ว ก็กลอกตาไปมา
เกิดปัญญาฉับพลัน กล่าวว่า
"อะแฮ่ม พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก นายท่านคิดในแง่ดีสิ เทียบกับท่านซูเฉิน ใครบ้างจะไม่ขี้เหร่"
"ท่านว่าจริงไหม"
"ไอ้หนู ตอนนี้เจ้าชักจะฉลาดขึ้นทุกวันแล้วนะ"
โจโฉฟังแล้วก็ยิ้มขำ
ย่อมไม่เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจให้มากความ
หลังจากคุยเล่นกันอีกสองสามประโยค
ก็หารือรายละเอียดกับพวกบังทองต่อ
สุดท้ายตกลงกันว่า จะวางแผง 《หนังสือพิมพ์รวมบทกวี》 ในวันที่เดิมกำหนดจัดงานเยว่ต้านผิง
อาศัยกระแสของงานเยว่ต้านผิง ช่วยเติมเชื้อไฟให้กับหนังสือพิมพ์ที่จะวางแผงนี้อีกแรง
...
เมืองฮูโต๋ จวนสกุลซุน
ในขณะที่พวกโจโฉกำลังปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด
กลุ่มบัณฑิตสกุลเองฉวนและพรรคพวก ก็มารวมตัวกันที่นี่ เพื่อหารือแผนรับมือเช่นกัน
มองดูพวกซุนฮิวที่ยืนอยู่เบื้องล่าง
ซุนฮกโกรธจัดจนหายาก เอ่ยปากตำหนิ
"เกินไปแล้ว"
"ทำเกินไปแล้วจริงๆ"
"ต่อให้เป็นอย่างไร พวกเจ้าก็ไม่ควรใช้วิธีนี้งัดข้อกับนายท่าน"
"พวกเจ้าน่าจะรู้นิสัยของนายท่านดี"
"ทำแบบนี้ ต่อให้บีบให้นายท่านยอมจำนนได้ชั่วคราว วันหน้า นายท่านจะต้องหาทางเอาคืนเป็นเท่าทวีคูณแน่"
"โดยเฉพาะครั้งนี้ข้างกายนายท่านยังมีกิเลนเร้นกาย หากเขามีวิธีรับมือเรื่องนี้จริงๆ พวกเจ้าเคยคิดบ้างไหม ว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นหายนะของสกุลเองฉวนเรา?!"
ความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ซุนฮกบอกว่าจะช่วยเฟ้นหาคนเก่ง และช่วยประสานงานเรื่องงานเยว่ต้านผิง เขาพูดจากใจจริง
ไม่ได้ตั้งใจจะวางยาโจโฉหรือซูเฉินแต่อย่างใด
เป็นพวกซุนฮิวที่ชิงลงมือก่อน สร้างข่าวลวงขึ้นมามากมาย
ทำให้ข่าวจริงของซุนฮกปะปนอยู่ในนั้น จนกลายเป็นข่าวลวงไปด้วย
ดังนั้นพอกลับมา
รู้เรื่องราวทั้งหมด ซุนฮกจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
แต่ความโกรธของเขาในครั้งนี้ ก็ไม่ได้เกินความคาดหมายของทุกคน
เห็นเขาเป็นเช่นนี้
ซุนฮิวก็ก้าวออกมา อธิบายด้วยความน้อยใจว่า
"ท่านอา มิใช่ว่าพวกเราอยากจะทำเช่นนี้ แต่พวกเราถูกบีบจนไม่มีทางเลือกจริงๆ"
"นั่นสิ ตำแหน่งกุนซือผู้กุมอำนาจทหาร ยกให้กิเลนเร้นกายผู้นั้นก็ช่างเถอะ เพราะเขามีความสามารถทางทหารที่โดดเด่นจริงๆ แต่ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี (นายกฯ) จะให้เขาแย่งไปอีกไม่ได้เด็ดขาด"
"ถูกต้อง หากไม่ฉวยโอกาสตอนที่เขายังปีกกล้าขาแข็งไม่พอ รีบลงมือก่อน รอจนปราบง่อก๊กได้ราบคาบ ท่านอัครมหาเสนาบดีตั้งตนเป็นฮ่องเต้เมื่อไหร่ ทุกอย่างก็สายไปแล้ว"
ทุกคนต่างกังวลใจ
กลัวว่าพอได้แผ่นดินมาแล้ว ขนมเค้กชิ้นใหญ่ที่สุดของกลุ่มขุนนางบุ๋น จะถูกคนนอกอย่างซูเฉินแย่งไป
คิดไม่ถึงว่าพอฟังพวกเขาพูดจบ สิ่งที่ซุนฮกให้ความสนใจที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องนี้
เขากลับเตือนสติทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า
"ใครบอกว่านายท่านจะตั้งตนเป็นฮ่องเต้?"
"เหลวไหลทั้งเพ!"
"ท่านอัครมหาเสนาบดีเคยสัญญากับข้าแล้ว ว่าชาตินี้จะเป็นขุนนางแห่งราชวงศ์ฮั่นตลอดไป!!"
[จบแล้ว]