เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 73: การสัมภาษณ์

บทที่ 73: การสัมภาษณ์

บทที่ 73: การสัมภาษณ์


วันที่ 2 กรกฎาคม เวลาเก้าโมงเช้า

สภาพอากาศของเซี่ยงไฮ้ที่ร้อนระอุอยู่แล้ว ผสมปนเปไปกับความชื้นเฉพาะตัวของทางใต้ ทำให้ผู้คนรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว

สวีเฟยที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อเช้านี้กำลังจัดแจงสื่อมวลชนสำนักต่างๆ อยู่ในพื้นที่หน้างาน ภาพยนตร์เรื่องนี้เขามีชื่อแขวนอยู่ในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ ดังนั้นเรื่องจิปาถะนอกเหนือจากการถ่ายทำจึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเขา

ในตอนนั้นเอง สวีเฟยที่มีเหงื่อท่วมตัวก็มองเห็นหวังฉางเถียนแห่งกวงเซี่ยนกำลังพาคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาแต่ไกล เขาจึงรีบปรี่เข้าไปต้อนรับทันที

"ประธานหวังมาด้วยตัวเองเลยเหรอครับเนี่ย?"

"ประธานสวีลำบากแย่เลย ฮ่าๆ นี่เป็นครั้งแรกที่กวงเซี่ยนของเราได้ร่วมงานกับหนานซุนคัลเจอร์ ผมก็ต้องมาช่วยเชียร์ช่วยดันกันหน่อยสิครับ"

"ประธานหวังใส่ใจจริงๆ เชิญด้านในเลยครับ ประธานหลินกำลังทำพิธีบวงสรวงเปิดกล้องอยู่ข้างในพอดี"

"ได้ครับ ได้ๆ"

เมื่อเห็นว่าหวังฉางเถียนแห่งกวงเซี่ยนปรากฏตัวในงาน สื่อมวลชนสำนักต่างๆ ก็รีบหันกล้องไปจับภาพทันที พร้อมกับรัวคำถามใส่ไม่ยั้ง

"ประธานหวังครับ การที่คุณมาช่วยยืนเวทีให้ภาพยนตร์ใหม่ของผู้กำกับหลินด้วยตัวเองแบบนี้ แสดงว่าคาดหวังกับหนังเรื่องนี้ไว้สูงมากใช่ไหมครับ?"

"ประธานหวังครับ จางรั่วหนานนักแสดงหน้าใหม่ของบริษัทคุณ ได้ร่วมงานในหนังของผู้กำกับหลินตั้งแต่ผลงานแรก แบบนี้ทางกวงเซี่ยนจะปั้นเธอเป็นเด็กปั้นเบอร์หลักเลยหรือเปล่าครับ?"

"ประธานหวังครับ..."

หวังฉางเถียนเดินพนมมือไหว้ทักทายสื่อมวลชนรอบๆ ตลอดทาง แต่ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ

ทันใดนั้น รถตู้ธุรกิจอีกคันก็มาจอดเทียบท่าอยู่นอกโซนสื่อมวลชนของงานบวงสรวง จากนั้นกลุ่มคนที่สวมสูทผูกไทก็ทยอยเดินลงมาจากรถ

คนที่เดินนำหน้ากวาดสายตามองไปรอบๆ งาน "โย่ ครึกครื้นดีนี่นา"

เวลานี้สื่อมวลชนบางส่วนเริ่มสังเกตเห็นผู้มาใหม่ จึงส่งเสียงฮือฮากันขึ้นมา

"นั่นหานจื่อเจี๋ยจากเพนกวินนี่!"

"คนของเพนกวินก็มาด้วย!"

...

บรรดาสื่อมวลชนเบนความสนใจไปทางหานจื่อเจี๋ยอีกครั้ง และตะโกนถามคำถามกันเซ็งแซ่

นักข่าวอาวุโสคนหนึ่งที่คร่ำหวอดในวงการสื่อภาพยนตร์มานานเห็นภาพนี้แล้วอดทอดถอนใจไม่ได้ "ทั้งกวงเซี่ยน ทั้งเพนกวิน มาสนับสนุนกันออกนอกหน้าขนาดนี้ การพัฒนาในวันข้างหน้าของหนานซุนคัลเจอร์คงดูเบาไม่ได้แล้วล่ะ!"

หวังฉางเถียนที่เดินอยู่ด้านหน้าก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านหลัง เมื่อเห็นว่าเป็นใครเขาก็หยุดรอ พอหานจื่อเจี๋ยเดินเข้ามาใกล้ เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา "ประธานหาน ไม่เจอกันนานเลยนะครับ"

หานจื่อเจี๋ยยิ้มและพยักหน้าตอบรับ "นั่นสิครับประธานหวัง ดูสีหน้าท่าทางประธานหวังสดใสขนาดนี้ ช่วงนี้คงมีแต่เรื่องมงคลสินะครับ"

หวังฉางเถียนจับมือทักทายกับเขา ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเคียงไหล่กันไป

"เรื่องมงคลของผม ก็คือเรื่องมงคลของประธานหานไม่ใช่เหรอครับ? ผมควรต้องพูดว่ายินดีด้วยเหมือนกันสิถึงจะถูก?"

"ฮ่าๆ นั่นก็จริงครับ ประธานหวังเชิญครับ"

"ประธานหานเชิญครับ"

ทั้งสองคนเดินคุยสัพเพเหระกันไปพลางเดินเข้าไปด้านใน บรรยากาศดูปรองดองกลมเกลียวสุดๆ

ในวงการบันเทิงจีน พิธีบวงสรวงเปิดกล้องถือเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ ต้องเลือกฤกษ์งามยามดี ทีมงานทั้งกองถ่ายจุดธูปขอพร ภาวนาให้การถ่ายทำราบรื่นและเรตติ้งพุ่งกระฉูด

โต๊ะบูชาถูกปูด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดง ประดิษฐานเทพเจ้ากวนอู กระถางธูป หมูหัน และผลไม้ ส่วนกล้องถ่ายหนังก็ถูกคลุมด้วยผ้าแดงเช่นกัน

ทีมงานจ้องมองเวลาบนนาฬิกาข้อมืออย่างจดจ่อ พอได้เวลา เขาก็ตะโกนก้อง

"ได้ฤกษ์งามยามดี คำนับที่หนึ่ง ขอให้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง!"

หลินลี่สวมเสื้อยืดสีขาวกางเกงขายาวสีดำเรียบง่าย ยืนอยู่แถวหน้าสุดถือธูปดอกใหญ่สามดอก นำทีมโค้งคำนับ โดยมีเหล่านักแสดงนำยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลัง โค้งคำนับตามเขา

"คำนับที่สอง ขอให้เปิดกล้องเป็นสิริมงคล!"

ทุกคนโค้งคำนับอีกครั้ง

"คำนับที่สาม ขอให้ยอดขายตั๋วถล่มทลาย!"

โค้งคำนับครั้งสุดท้าย

เสร็จสิ้นพิธี หลินลี่เป็นคนแรกที่เดินเข้าไปปักธูปดอกใหญ่ลงในกระถางธูป แล้วโค้งคำนับอีกครั้ง

หลังจากหลินลี่ปักธูปและทำความเคารพเสร็จ เหล่านักแสดงนำและทีมงานก็ทยอยกันเข้ามาปักธูปตามลำดับ ส่วนเขากับเฉินเชาก็มายืนรออยู่ด้านข้าง รอให้ทุกคนทำพิธีเสร็จ

ตอนถ่ายเรื่อง "น่ารัก (Lovely Us)" เพราะต้องการรักษาความลับจึงไม่มีขั้นตอนนี้ แต่ตอนนี้ขั้นตอนออกหน้าออกตาพวกนี้ยังไงก็ต้องมี ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ก็ตาม

ตอนนั้นเอง เกาเหวินก็เดินเข้ามาใกล้และกระซิบข้างหูเขา บอกเล่าสถานการณ์ด้านนอก เขาจึงทักทายเฉินเชา แล้วพาเฉินเชาเดินออกไปต้อนรับแขกคนสำคัญทั้งสองท่าน

เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินคุยหัวเราะร่าเข้ามาแต่ไกล หลินลี่ก็ฉีกยิ้มต้อนรับอย่างอบอุ่นและเดินเข้าไปหา

"เอ้า ประธานหาน ประธานหวัง ไม่เจอกันนานเลยครับ อุตส่าห์ให้เกียรติมาถึงที่ ต้องขออภัยที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับด้วยตัวเองนะครับ"

"ฮ่าๆ ประธานหลินเกรงใจไปแล้ว อ๊ะ ไม่สิ อยู่ในกองถ่าย ต้องเรียกว่าผู้กำกับหลิน ฮ่าๆๆ"

"ใช่ครับๆ ล้วนเป็นโปรเจกต์ของพวกเราเองทั้งนั้น ผู้กำกับหลินลำบากแย่เลย พวกเราก็แค่มายืนเป็นหน้าเป็นตาให้ หลักๆ ก็ต้องพึ่งพาผู้กำกับหลินนั่นแหละครับ"

"ทั้งสองท่านก็ชมเกินไป เชิญครับ"

"เชิญครับ!"

หลังจากทักทายตามมารยาท หลินลี่ก็เชิญทั้งสองไปยังโซนสัมภาษณ์สื่อ และเดินตรงขึ้นไปบนเวที

ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่านเดินไปนั่งทางฝั่งซ้ายมืออย่างรู้หน้าที่ สวีเฟยและเฉินเชาก็ตามไปประกบข้างพวกเขาเช่นกัน

ส่วนเฉินตูหลิงและนักแสดงนำคนอื่นๆ ก็ทยอยกันเข้ามา เมื่อเห็นบิ๊กบอสทั้งสอง ต่างก็รีบเข้าไปทักทายอย่างนอบน้อม แล้วค่อยกลับมานั่งเรียงตามลำดับนักแสดงนำทางฝั่งขวามือของหลินลี่

ตอนที่จางรั่วหนานทักทายหวังฉางเถียน หวังฉางเถียนยังแอบส่งสายตาให้เธอเป็นพิเศษ แล้วพยักพเยิดไปทางหลินลี่ที่อยู่ข้างๆ จางรั่วหนานรีบพยักหน้ารับอย่างลนลาน แล้วรีบถอยออกมา

เธอจะไม่รู้ความคิดของหวังฉางเถียนได้ยังไง แน่นอนว่าเธอรู้

หลังจากเหตุการณ์คราวก่อน หวังฉางเถียนและผู้จัดการของเธอต่างเข้าใจผิดว่าเธอกับหลินลี่มีอะไรกันแล้ว แต่ในความเป็นจริง มีแค่ตัวเธอเองที่รู้ว่าระหว่างพวกเขายังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

และถ้าจะบอกว่าเมื่อก่อนเธออยากเข้าหาหลินลี่เพราะเหตุผลทางบริษัท...

แต่ตอนนี้ หลังจากได้ฟังคำพูดของหลินลี่เมื่อคราวก่อน เธอมีความต้องการที่จะพิชิตผู้ชายคนนี้ด้วยตัวเธอเองแล้ว

คนที่สุดยอดขนาดนี้ ถ้าไม่แย่งชิงมา เธอคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่ๆ

ดังนั้นต่อให้ใครๆ ก็ดูออกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเฉินตูหลิงกับหลินลี่เป็นยังไง เธอก็ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้

ก็แค่แฟนไม่ใช่เหรอ?

ในวงการบันเทิง สถานะแฟนเป็นอะไรที่ไม่น่าใส่ใจที่สุดแล้ว

ต่อให้แต่งงานกันแล้ว จะทำไมล่ะ? มีสักกี่คู่ที่ครองรักกันหวานชื่นไปจนแก่เฒ่า

เพียงแต่ตอนนี้เฉินตูหลิงคุมหลินลี่แจเลย แต่เธอไม่รีบ รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมก็พอ

จุดสำคัญที่สุดที่คอยสนับสนุนความคิดเธอคือ ประสบการณ์ครั้งก่อนมันบอกเธอว่า เมื่อถอดรัศมีต่างๆ ออกไป หลินลี่ก็เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่ง และเป็นผู้ชายที่มีกิเลสตัณหาทางโลกแบบปุถุชนด้วย

ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็ย่อมมีโอกาส

เมื่อทุกคนมากันครบ หลินลี่ก็เดินไปเปิดผ้าแดงที่คลุมกล้องถ่ายทำออก แล้วตะโกนเสียงดัง

"เปิดกล้องมงคล!"

หานจื่อเจี๋ย หวังฉางเถียน และเหล่านักแสดงทีมงานทุกคนที่อยู่ด้านหลังต่างตะโกนตาม

"เปิดกล้องมงคล!"

ด้านหน้ามีทีมงานคอยบันทึกวิดีโอและถ่ายภาพเอาไว้ เพื่อใช้เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในภายหลัง

เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนทุกอย่าง หลินลี่รับซองแดงมาจากมือของเกาเหวิน และเริ่มแจกซองแดงเปิดกล้องให้กับทุกคน

ตอนที่แจกให้จางรั่วหนานกับจ้าวลู่ซือ แม่สาวน้อยสองคนนี้ต่างคนต่างใช้เล็บข่วนมือเขาเบาๆ ทีหนึ่ง

หาเรื่องกันชัดๆ คนล่าสุดที่ข่วนเขาแบบนี้คือหวังจื่อเสวียนนะ!

หลังจากรีบแจกซองแดงจนเสร็จ เขาเชิญหวังฉางเถียนและคนอื่นๆ ไปนั่งที่เก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย ช่วงสัมภาษณ์สื่อมวลชนก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

เมื่อสวีเฟยกล่าวเปิดจบ สื่อมวลชนต่างยกมือกันอย่างกระตือรือร้น แน่นอนว่าคนที่ถูกถามมากที่สุดก็คือเขา

เขาชี้ไปที่นักข่าวหญิงจากช่องภาพยนตร์ CCTV ที่นั่งอยู่ค่อนข้างหน้า เพื่อให้เธอเป็นคนถาม

นักข่าวหญิงคนนี้เมื่อเห็นว่าหลินลี่เลือกเธอ ก็เผยสีหน้าดีใจ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วถามด้วยน้ำเสียงผู้ประกาศข่าวเป๊ะๆ "สวัสดีค่ะผู้กำกับหลิน อย่างที่ทราบกันดีว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของคุณ ฉันอยากทราบว่าทำไมคุณถึงเลือกผลงานชิ้นนี้มาเป็นภาพยนตร์กำกับเรื่องแรกคะ?"

หลินลี่หยิบไมโครโฟนขึ้นมาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบกลับอย่างจริงจัง "มนุษย์เรามักจะชอบเสาะหาสถานที่ที่เข้ากับสภาพจิตใจเพื่อทำเรื่องที่สอดคล้องกันครับ ในยามที่รังแกผู้อื่น ภายในใจของคนคนนั้นย่อมไม่มีแสงสว่างหลงเหลืออยู่มากนัก ดังนั้น จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนมักจะเกิดขึ้นในมุมมืด เรื่องราวลุกลามใหญ่โตถึงจะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ แต่ทว่า บาดแผลเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ มันยากที่จะลบเลือนไปแล้วครับ"

เขาหยุดเว้นจังหวะนิดนึง แล้วพูดต่อ "พวกเราต้องการภาพยนตร์อย่าง 'Cry Me a Sad River (เปยซางนี่หลิวเฉิงเหอ)' เพื่อเตือนใจสังคมว่า... แสงสว่างเจิดจ้าเพียงใด ความมืดมิดก็ดำดิ่งเพียงนั้น"

สิ้นเสียงคำตอบ เสียงปรบมือก็ดังเกรียวกราวขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

นักข่าวหญิงคนนั้นทำหน้าชื่นชม "ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะผู้กำกับหลิน รอติดตามผลงานของคุณนะคะ"

หลินลี่ยิ้มและพยักหน้าให้เธอ ก่อนจะวางไมค์ลง

สวีเฟยส่งเสียงเชิญให้ถามคำถามต่อไป

นักข่าวนับสิบคนในงานยกมือขึ้นอีกครั้ง สวีเฟยชี้ไปที่นักข่าวชายวัยกลางคนคนหนึ่ง

นักข่าวชายคนนี้มีเป้าหมายชัดเจน เขาจ้องเขม็งไปที่เฉินตูหลิงแล้วเริ่มยิงคำถาม "สวัสดีครับคุณเฉินตูหลิง ผมเป็นนักข่าวจากหนังสือพิมพ์หนานฟางตูซื่อเป้า เท่าที่ผมทราบ คุณกับผู้กำกับหลินรู้จักกันจากรายการ 'ชีวิตที่ใฝ่ฝัน' หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนถ่ายภาพได้ว่ามีชายหนุ่มปริศนาไปเยี่ยมคุณที่กองถ่าย ซึ่งภายหลังได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้กำกับหลิน ตอนนี้คุณเฉินตูหลิงยังได้รับเลือกจากผู้กำกับหลินให้มารับบทนางเอกของหนังเรื่องนี้อีก ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณเฉินตูหลิงกับผู้กำกับหลินมีความสัมพันธ์กันแบบไหนครับ?"

เฉินตูหลิงแม้จะเตรียมตัวมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่านักข่าวคนนี้จะถามตรงขนาดนี้ จนชั่วขณะหนึ่งเธอทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะตอบยังไง

จนกระทั่งมือของหลินลี่ที่อยู่ใต้โต๊ะบีบมือเธอแน่นๆ เธอถึงได้สติกลับมา สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติแล้วเริ่มตอบ

"คุณนักข่าวรู้รายละเอียดลึกจริงๆ ค่ะ แต่ถ้าคุณได้ดูรายการของเราก็จะรู้ว่า ในรายการผู้กำกับหลินเคยวิเคราะห์คาแรคเตอร์ของฉันไว้ คุณไม่คิดว่าการที่ฉันมารับบท 'อี้เหยา' มันเป็นอะไรที่เหมาะสมมากๆ อยู่แล้วเหรอคะ? ส่วนเรื่องที่คุณอยากถาม ฉันขอตอบชัดๆ เลยว่า ฉันกับผู้กำกับหลินเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมากๆ ค่ะ ส่วนในอนาคตจะพัฒนาไปเป็นยังไง..."

เธอหันข้างไปมองหลินลี่แวบหนึ่ง ทั้งสองคนยิ้มให้กัน แล้วเธอก็หันกลับมามองนักข่าว

"เรื่องของอนาคต ใครจะไปรู้ล่ะคะ?"

บรรยากาศในงานพลันเดือดพล่านขึ้นมาทันทีเพราะประโยคนี้ สื่อมวลชนต่างพากันกรูเข้ามาข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง!

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 73: การสัมภาษณ์

คัดลอกลิงก์แล้ว