เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 71: มองไปทางไหนก็เหมือนข้าศึก

บทที่ 71: มองไปทางไหนก็เหมือนข้าศึก

บทที่ 71: มองไปทางไหนก็เหมือนข้าศึก


ช่วงสองสามวันสุดท้ายของเดือนมิถุนายน หลินลี่และเฉินเชาไม่ได้โดดเรียนอีกเลย แต่ใช้เวลาไปกับการสอบปลายภาคอย่างต่อเนื่อง

ในที่สุดการสอบทุกวิชาก็สิ้นสุดลงในวันสุดท้ายของเดือน พร้อมต้อนรับแพ็คเกจวันหยุดยาวอย่างเป็นทางการ

ระหว่างนั้น หลินลี่ยังลองหยั่งเชิงถามเสิ่นชูผิงดูว่า ผลการเรียนเทอมนี้ทางมหาวิทยาลัยพอจะ "หยวนๆ" ให้ได้ไหม ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมาคือการมองบนจากอาจารย์เสิ่น

ช่างเถอะ เลิกหวัง ปล่อยจอยไปซะ

เขาประเมินดูแล้ว.. แค่ไม่ติด F ก็บุญโขแล้ว!

แต่สำหรับเขา วันหยุดเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

วันที่ 1 กรกฎาคม ปิดเทอมฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ

เวลานี้ หลินลี่และเฉินเชาได้เดินทางมาถึงเซี่ยงไฮ้แล้ว และกำลังนั่งรถมุ่งหน้าไปยังสถานที่ถ่ายทำ โดยมีเฉินตูหลิงที่เดินทางมาถึงเมืองหลวงล่วงหน้าหนึ่งวันร่วมเดินทางมาด้วย

นอกจากนี้ ในรถคันหลังยังมีจางรั่วหนาน จ้าวลู่ซือ และคนอื่นๆ ที่เดินทางมาไฟล์ทเดียวกันตามมาติดๆ

ส่วนโหวหมิงฮ่าวและเผิงอวี้ช่างนั้นออกเดินทางจากเมืองซิงเฉิงมาก่อนหน้านี้แล้ว และตอนนี้ได้เช็คอินเข้าโรงแรมที่พักของกองถ่ายเรียบร้อย

บรรยากาศบนรถตอนนี้... ค่อนข้างจะตึงเครียดเล็กน้อย

หวังเป้าเป็นคนขับ เกาเหวินนั่งเบาะข้างคนขับ เฉินเชานั่งอยู่แถวกลางของรถตู้ 6 ที่นั่งที่เช่ามาพร้อมกับผู้ช่วยฉีฉี ส่วนหลินลี่และเฉินตูหลิงนั่งอยู่แถวหลังสุด

เฉินตูหลิงสวมเสื้อคลุมกันแดดสีขาว กางเกงยีนส์ขาสั้นเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนยาวเหยียดตรง

เธอกอดอก หันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยผมยาวสยายปิดแก้มด้านข้าง สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่า "ห้ามเข้าใกล้"

สาเหตุที่บรรยากาศมาคุขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปเล่าถึงเหตุการณ์เล็กๆ บนเครื่องบิน

ทางบริษัทจัดที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสให้กับนักแสดงนำ หลินลี่และเฉินตูหลิงได้นั่งแถวเดียวกัน โดยมีแค่ทางเดินคั่นกลาง

เดิมทีเฉินตูหลิงก็อารมณ์ดีอยู่หรอก ไม่ได้เจอหลินลี่มานาน เมื่อวานเพิ่งจะสวีทกันไปหมาดๆ ความรักกำลังหวานชื่น คิดว่านั่งตรงนี้แค่หันหน้าไปก็เจอเขา คุยกันได้สะดวก

แต่ใครจะไปคิดว่า จ้าวลู่ซือที่นั่งอยู่ด้านหลังหลินลี่ จู่ๆ ก็ทำเสียงสอง แอ๊บเสียงเล็กเสียงน้อยเรียก "พี่อาลี่ขา~ พี่อาลี่คะ~" ชวนคุยไม่หยุดปาก เล่นเอาเธอคิ้วกระตุกยิกๆ

นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?

อุตส่าห์แม่สาวเถียนซีเวยไม่อยู่แล้ว นี่นายยังจะพาแม่สาวเสียงสองจ้าวลู่ซือโผล่มาอีกคนเหรอ?

จะไม่จบไม่สิ้นเลยใช่ไหม!

หลังจากลงเครื่องมา เธอก็ไม่ยอมมองหน้าหรือทำดีกับหลินลี่เลยแม้แต่นิดเดียว ลากยาวมาจนถึงตอนนี้

หลินลี่เองก็จนปัญญา เขาไม่คิดเลยว่าจ้าวลู่ซือจะต่างจากจางรั่วหนานที่วางตัวเรียบร้อย

ตั้งแต่วินาทีที่เจอกันวันนี้ จ้าวลู่ซือก็ยิงคำถามใส่เขาไม่ยั้ง แถมน้ำเสียงยัง "บีบ" จนหวานเจี๊ยบกว่าเมื่อก่อนเยอะ

เขามีเหตุผลที่น่าสงสัยว่ายัยนี่จงใจแน่ๆ แต่ตูตูอยู่ข้างๆ เขาจะพูดอะไรตรงๆ ก็ลำบาก

เขาพยายามส่งสายตาปรามแล้ว แต่วันนี้จ้าวลู่ซือทำเป็นตาบอดมองไม่เห็นซะงั้น ทิ้งความฉลาดเฉลียวที่เคยมีไปจนหมดสิ้น

ถึงพี่จะรู้ว่าหนูเป็นเด็กมีความทะเยอทะยาน แต่ขอร้องเถอะ รุ่นพี่หนูนั่งหัวโด่อยู่ข้างๆ นี่ไง!

หลินลี่เหลือบมองตูดที่กำลังแก้มป่องด้วยความโกรธ แล้วแอบส่งข้อความหาเฉินเชาใต้เบาะ

"ช่วยด่วน!"

เฉินเชารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในกระเป๋า หยิบมือถือขึ้นมาดูแล้วแทบหลุดขำ

เขาหันกลับมาหาหลินลี่ ยักคิ้วให้อย่างกวนประสาท แล้วขยับปากแบบไม่มีเสียงว่า

"ห้ามื้อ!"

หลินลี่ไม่คิดว่าไอ้หลานชายคนนี้จะฉวยโอกาสขูดรีดกันขนาดนี้ แต่สถานการณ์มันบังคับ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็จำใจต้องตอบกลับ

"ดีล!"

เฉินเชาส่งสติ๊กเกอร์ทำหน้าเยาะเย้ยกลับมาหนึ่งที แล้วเริ่มการแสดงของเขา

"ว่าแต่เจ้าหลิน จ้าวลู่ซือคนนี้เวลาพูดเสียงจะง้องแง้งแบบนี้ตลอดเลยเหรอ แถมยังพูดมากชะมัด เจอหน้ากันไม่กี่ครั้ง คุยจนน้ำลายผมแห้งหมดแล้ว น้องเขาจะเล่นบทถังเสี่ยวหมี่ที่เป็นนางร้ายได้จริงๆ เหรอวะ?"

เฉินตูหลิงใจกระตุก หูผึ่งขึ้นมาทันที

หลินลี่ตีหน้าเศร้าสุดชีวิต "เฮ้อ อย่าให้พูดเลย ตอนแรกฉันเห็นว่าน้องเขาลุคน่ารักดี ถ้ามารับบทถังเสี่ยวหมี่มันจะดูขัดแย้งและมีมิติ ก็เลยเลือกมา ถ้ารู้ว่าเป็นคนพูดมากขนาดนี้ ฉันไม่เลือกหรอก"

"นั่นสิ แต่ตอนนี้เซ็นสัญญาไปแล้ว ถ้าจะเปลี่ยนตัวก็ต้องจ่ายค่าฉีกสัญญา ช่างเถอะ งั้นฉันทนๆ เอาหน่อยละกัน"

"รอดูก่อน ถ้าหลังจากนี้ยังเป็นแบบนี้อีก ฉันจะเรียกมาตักเตือน ถ้าไม่ไหวจริงๆ ต่อให้ต้องเสียเงิน ฉันก็จะเปลี่ยนคน"

"เออ ฉันเห็นด้วย"

เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ เฉินตูหลิงก็ถึงบางอ้อ ที่แท้ไม่ใช่ความผิดของหลินลี่ แต่เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของจ้าวลู่ซือเองที่เป็นแบบนี้กับทุกคนสินะ

งั้นช่างเถอะ ไม่ถือสาแล้วก็ได้

แค่สรรพนามที่เรียกมันดูสนิทสนมไปหน่อย แต่พิจารณาจากอายุของอีกฝ่าย ก็พอจะยอมรับได้อยู่

เมื่อเฉินตูหลิงกล่อมตัวเองสำเร็จ สีหน้าของเธอก็ผ่อนคลายลงมาก จากนั้นก็นึกถึงพฤติกรรมของตัวเองเมื่อครู่ แล้วก็ตกใจ

เมื่อกี้ฉันเย็นชากับอาลี่เกินไปหรือเปล่า? ดูเหมือนจะไม่ใช่ความผิดของเขาซะหน่อย

จู่ๆ เธอก็รู้สึกเสียใจกับการกระทำของตัวเอง ดูเหมือนจะเข้าใจเขาผิดไป

พอคิดได้แบบนั้น เธอก็ละสายตาจากหน้าต่างอย่างเขินๆ หันกลับมามองหลินลี่ แล้วค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ สอดมือเล็กๆ ของตัวเองเข้าไปในอุ้งมือของเขา

สัมผัสได้ถึงมือนุ่มนิ่มไร้กระดูกที่สอดเข้ามาในมือ มุมปากของหลินลี่ก็ยกขึ้นเล็กน้อย

เสร็จโจร!

เขาแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หันกลับมามองด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย "ตูตู คุณรู้สึกดีขึ้นหรือยัง? เมื่อกี้เห็นตั้งแต่ขึ้นรถมาสีหน้าไม่ค่อยดี นึกว่าเมารถ ผมเลยไม่อยากกวน"

เฉินตูหลิงก้มหน้าด้วยความเขินอายและรู้สึกผิด หลบสายตา "อื้อ เมื่อกี้เป็นนิดหน่อย ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว"

"อืม ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ใกล้จะถึงแล้วครับ ทนอีกนิดนะ"

"อื้อ โอเคค่ะ"

เมื่อปลอบตูตูจนอยู่หมัด หลินลี่เงยหน้ามองกระจกมองหลัง เฉินเชาก็กำลังมองเขาผ่านกระจกเช่นกัน เมื่อสายตาประสานกัน ทั้งคู่ก็ยิ้มอย่างรู้กัน

มีลูกน้องแบบนี้ พี่สบายใจ!

ตลอดทางที่เหลือ หลินลี่คอยหยอกล้อเฉินตูหลิงไม่หยุด โดยมีเฉินเชาคอยแทรกมุกตลกเพื่อปรับบรรยากาศเป็นระยะ ในรถเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เรื่องขุ่นข้องหมองใจก่อนหน้านี้ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

พริบตาเดียว รถก็จอดสนิท ทุกคนทยอยลงจากรถและหยิบสัมภาระติดตัว

ผู้ช่วยของแต่ละคนประสานงานกับพนักงานโรงแรมเพื่อขนย้ายกระเป๋าเดินทาง

เมื่อจ้าวลู่ซือและคนอื่นๆ จากรถคันหลังตามมาสมทบ หลินลี่ทักทายง่ายๆ แล้วทุกคนก็พากันเดินเข้าสู่ล็อบบี้โรงแรม

เกาเหวินจัดการเรื่องเช็คอินที่เคาน์เตอร์ ส่วนหลินลี่และเฉินเชายังคงรับส่งมุกกันโบ๊ะบ๊ะ คุยเล่นกับทุกคน

เวลานี้ ดวงตาของจ้าวลู่ซือเป็นประกายวูบวาบ มองสลับไปมาระหว่างหลินลี่และเฉินตูหลิง

ตั้งแต่นัดเจอกันที่สนามบินวันนี้ เธอสังเกตเห็นว่าหลินลี่กับเฉินตูหลิงดูสนิทสนมกันเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่สายตาสบกันเหมือนมีประกายไฟแปล๊บๆ

เธอถึงได้จงใจลองเชิงดู โดยการเข้าไปชวนหลินลี่คุยไม่หยุด ไม่นึกว่าจะได้ผลจริงๆ ทั้งสองคนมีซัมติงกันแน่นอน

เห็นเฉินตูหลิงทำท่าหึงหวงหน้าบึ้งตึงใส่หลินลี่ตอนที่เธออ้อน เธอรู้เลยว่านี่แหละอาการของ "ตัวจริง"

ตอนแรกเธอคิดว่า ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็จะแกล้งทำเป็นไม่รู้ ดูซิว่าพวกเธอจะทำยังไง

เธอถึงขั้นคิดไปว่า ถ้าเฉินตูหลิงทะเลาะกับหลินลี่จนเลิกกันเพราะเธอ ก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้

แต่ไม่นึกว่าแค่พริบตาเดียว สองคนนี้กลับมาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกแล้ว

นี่คือ... ง้อสำเร็จแล้ว?

เธอนึกไม่ถึงว่าหลินลี่จะมีประสิทธิภาพสูงขนาดนี้ แค่เผลอแป๊บเดียว ก็จัดการเฉินตูหลิงจนอยู่หมัด

แต่โบราณว่าไว้ ไม่กลัวโจรขโมย แต่กลัวโจรจ้องจะขโมยมากกว่า อยู่ในกองถ่ายตั้งหลายเดือน เธอมีเวลาถมเถ!

เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็สวมรอยยิ้มไร้เดียงสาน่ารักอีกครั้ง และเข้าร่วมวงสนทนากับทุกคน

เมื่อเกาเหวินจัดการเรื่องเช็คอินเสร็จเรียบร้อยและแจกคีย์การ์ดให้ทุกคน พวกเขาก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นพักของตัวเอง

"บ๊ายบายค่ะทุกคน หนูเข้าห้องก่อนนะ"

เมื่อถึงชั้น 17 จ้าวลู่ซือโบกมือลา ทุกคนต่างตอบรับ

หลินลี่ เฉินตูหลิง และจางรั่วหนานพักอยู่ชั้นเดียวกัน จึงแยกกับจ้าวลู่ซือกลางทาง

ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นไปต่อ เมื่อถึงชั้น 19 ประตูลิฟต์เปิดออก ทั้งสามคนเดินออกมา

พอออกจากลิฟต์ จางรั่วหนานก็หันมาส่งยิ้มสดใสทักทายทั้งสองคน "ผู้กำกับหลิน พี่ตูตู ห้องหนูอยู่ฝั่งนู้น ขอตัวไปทางนั้นนะคะ"

ทั้งสองพยักหน้า ทักทายเสร็จก็เดินไปยังห้องของตัวเอง

เกาเหวินจงใจจัดห้องพักของทั้งคู่ให้อยู่ใกล้กันมาก แต่ก็ไม่ถึงกับให้น่าเกลียดจนคนเอาไปนินทาได้ เพราะในกองถ่ายคนมากเรื่องเยอะ ระยะห่างแค่เดินเลี้ยวตรงหัวมุมก็ถึง ประมาณยี่สิบกว่าเมตร

ตกลงกันว่าจะแยกย้ายไปเก็บของก่อนแล้วค่อยเจอกัน ทั้งสองจึงแยกย้ายเข้าห้อง

ด้วยความรู้สึกผิดจากเหตุการณ์บนรถ และความต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับหลินลี่ เฉินตูหลิงรีบเก็บของอย่างรวดเร็ว แล้วรีบเดินจ้ำอ้าวไปที่ห้องของหลินลี่ด้วยความกระตือรือร้น

แต่พอเลี้ยวตรงหัวมุม เธอก็มองเห็นว่ามีคนยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องของหลินลี่ รอยยิ้มบนหน้าหุบลงทันที

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ก็พบว่าเป็นจางรั่วหนานที่กำลังถือบทละครที่มีปกคล้ายกับของเธอ กำลังเงยหน้าคุยกับหลินลี่ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า

ดวงตาคู่นั้นใสซื่อและเป็นประกาย แฝงไปด้วยความชื่นชมบูชา

เฉินตูหลิงใจ "กระตุก" วูบ สายตาแบบนี้เธอคุ้นเคยดีที่สุด เพราะเมื่อก่อนเธอก็มองเขาแบบนี้นี่แหละ!

สรุปแล้ว... คนที่อันตรายไม่ใช่จ้าวลู่ซือ แต่เป็นจางรั่วหนานที่ทำตัวเรียบร้อยเจียมเนื้อเจียมตัวมาตลอดคนนี้งั้นเหรอ?

ไม่สิ จ้าวลู่ซือก็ยังไม่หลุดพ้นจากข้อสงสัยของเธอ

หรือว่า... รอบตัวฉันมีแต่คนที่จ้องจะงาบอาลี่เต็มไปหมด?

บนใบหน้าสวยเย็นชาของเฉินตูหลิง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย เผยให้เห็นประกายอันตรายบางอย่าง

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 71: มองไปทางไหนก็เหมือนข้าศึก

คัดลอกลิงก์แล้ว