- หน้าแรก
- ย้อนเวลาล่าฝัน ผมเกิดใหม่เป็นซุปตาร์ยอดนักเขียน
- บทที่ 12: รวมพล
บทที่ 12: รวมพล
บทที่ 12: รวมพล
บทที่ 12: รวมพล
วันเวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ 14 มกราคม
หลังจากผ่านพ้นการสอบอันดุเดือดมาหลายวัน มหาวิทยาลัยเหรินหมินก็ปิดเทอมอย่างเป็นทางการเมื่อสองวันที่แล้ว
หลังจากโทรไปโดนพ่อบังเกิดเกล้าและคุณแม่สุดที่รักสวดชุดใหญ่ทางโทรศัพท์ หลินลี่และเฉินเชาก็ออกเดินทางจับเที่ยวบินมุ่งหน้าสู่เมืองเจียงเฉิง
อุณหภูมิฤดูหนาวของเจียงเฉิงนี่ไม่เป็นมิตรเอาซะเลย เครื่องลงจอดตอนสิบเอ็ดโมงกว่า พอทั้งคู่ก้าวเท้าออกจากเครื่องบินก็โดนความหนาวเย็นของเจียงเฉิงเล่นงานเข้าอย่างจัง
พอหลินลี่นึกขึ้นได้ว่าเดี๋ยวเหล่านักแสดงต้องมีฉากที่ต้องใส่ชุดฤดูร้อนถ่ายทำท่ามกลางอากาศแบบนี้ เขาก็เริ่มกลุ้มใจขึ้นมาทันที
เมื่อมาถึงโรงแรมที่จองไว้ล่วงหน้า หลินลี่กับเฉินเชาก็แยกย้ายกันเข้าห้องพัก
หลินลี่จัดห้องสวีทไว้ให้ตัวเองและนักแสดงนำทุกคน เวลาออกนอกบ้าน เขาไม่เคยยอมลำบากเรื่องกินเรื่องอยู่เด็ดขาด
เขาเปิดผ้าม่านรับแสงแดด และปรับอุณหภูมิแอร์ให้พอเหมาะ จากนั้นก็หยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความลงในกลุ่มแชทนักแสดงนำที่ตั้งไว้ล่วงหน้า
หลินลี่: "ทุกคนมาถึงกันหรือยังครับ?"
หลี่หมิงเต๋อ: "สแตนด์บายรอที่โรงแรมเรียบร้อยครับ!"
โหยวฮ่าวหราน: "เหมือนข้างบนครับ!"
หวังจื่อเสวียน: "อยู่ค่ะผู้กำกับหลิน O(∩_∩)O"
หลี่หมิงหยวน: "กำลังสแตนด์บายครับ"
เถียนซีเวย: "อยู่ค่า อยู่ค่า"
ไม่รู้ว่าทุกคนกำลังนั่งจ้องมือถือกันอยู่หรือเปล่า การตอบกลับถึงได้รวดเร็วทันใจขนาดนี้
เมื่อเห็นว่าทุกคนมากันครบแล้ว หลินลี่ก็แจ้งในกลุ่มว่าตอนเย็นจะมีงานเลี้ยงรวมพลทีมงานทั้งกองถ่ายที่ร้านอาหารชั้นล่าง จากนั้นเขาก็ไม่ได้ดูข้อความในกลุ่มอีก
ช่วงบ่าย เขาไปรวมตัวกับเหวินมู่เหย่ที่ห้องนั่งเล่นในห้องพัก เพื่อประชุมร่วมกับหัวหน้าฝ่ายเครื่องแต่งกาย ฝ่ายแสง ฝ่ายหน้าผม และทีมงานอื่นๆ เกี่ยวกับตารางการถ่ายทำในวันพรุ่งนี้
โชคดีที่ห้องนั่งเล่นของห้องสวีทกว้างขวางพอสมควร พื้นที่กว่าสามสิบตารางเมตรทำให้คนยี่สิบกว่าคนนั่งรวมกันได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด
เมื่อใกล้ถึงเวลาถ่ายทำจริง หลินลี่ก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าในหัวของเขาจะมีภาพจำจากชาติก่อนอย่างชัดเจน และทำการบ้านส่วนตัวมาอย่างหนัก แต่ก็อดกังวลกับสถานการณ์หน้างานจริงไม่ได้
พวกเขาคุยงานกันจนถึงสี่โมงเย็น เมื่อกำหนดขั้นตอนการถ่ายทำของวันพรุ่งนี้ได้เรียบร้อย หลินลี่กับเหวินมู่เหย่ก็เริ่มนั่งคุยสัพเพเหระกัน
เฉินเชาก็อยู่ด้วย หลินลี่มอบหมายให้เขารับผิดชอบงานประสานงานกองถ่าย
หน้าที่คือจัดตารางว่าแต่ละวันต้องถ่ายอะไร ออกเดินทางกี่โมง ถ่ายกี่ฉาก ไปถ่ายที่ไหน ใช้ฉากอะไร นักแสดงคนไหน และต้องใช้อุปกรณ์ประกอบฉากหรือเสื้อผ้าชุดไหนบ้าง
ฝ่ายประสานงานที่เก่งกาจจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกองถ่ายได้อย่างมหาศาล หลินลี่ตั้งใจปั้นเฉินเชาอยู่แล้ว รอให้เพื่อนคนนี้คุ้นเคยกับงานทั้งหมด เขาตั้งใจจะผลักดันให้ไปสายโปรดิวเซอร์ในอนาคต
ระหว่างที่คุยกันอยู่ จู่ๆ เฉินเชาก็ยักคิ้วหลิ่วตาแล้วสะกิดหลินลี่
หลินลี่หันไปมองอย่างงงๆ แล้วมองตามทิศทางที่เพื่อนส่งซิก
เห็นเพียงร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งกำลังย่องเบาจากทางเดินเข้ามาที่ขอบห้องนั่งเล่น ท่าทางระมัดระวังตัวเหมือนขโมยไม่มีผิด ดูน่ารักแบบแปลกๆ
"เสี่ยวเถียน ทำอะไรน่ะ?"
หลินลี่เอ่ยถามด้วยความขบขัน
"อ๊ะ หนูแค่แวะมาดู... มาดูเฉยๆ ค่ะ แหะๆ"
เถียนซีเวยเกาหัวแก้เขิน แก้มขาวเนียนปรากฏลักยิ้มบุ๋มลงไปสองข้าง พร้อมรอยยิ้มแหยๆ
"งั้นผู้กำกับหลิน ถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกเราขอตัวกลับไปเตรียมตัวถ่ายทำพรุ่งนี้ก่อนนะครับ ไว้เจอกันตอนเย็น"
เหวินมู่เหย่แม้หน้าตาจะดูซื่อๆ แต่เรื่องการอ่านสถานการณ์นี่ไวใช่เล่น รีบชวนทุกคนแยกย้ายทันที
ทุกคนต่างรับคำ เฉินเชาเองก็ยักคิ้วให้หลินลี่อีกรอบก่อนจะเดินตามคนกลุ่มใหญ่บออกไป
หลินลี่หันไปกวักมือเรียกเสี่ยวเถียน "มานั่งสิ อย่ายืนบื้ออยู่ตรงนั้น"
เถียนซีเวยจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วมานั่งลงบนโซฟาตรงข้ามหลินลี่ "พี่อาลี่ หนูไม่ได้มารบกวนพวกพี่ใช่ไหมคะ?"
"ไม่หรอก คุยธุระเสร็จพอดี เธอมาหาพี่มีเรื่องอะไรรึเปล่า?"
หลินลี่มองสำรวจเธอด้วยท่าทีผ่อนคลายพลางเอ่ยถาม
"ถ้าไม่มีธุระจะมาหาพี่ไม่ได้เหรอคะ?"
เถียนซีเวยย้อนถาม ใบหน้าแสดงอาการงอนตุ๊บป่องได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ
"หึ... ได้แน่นอนอยู่แล้ว ช่วงนี้ยุ่งอะไรอยู่ ได้อ่านบทดีหรือเปล่า?"
"แน่นอนสิคะ นอกจากเข้าเรียนก็ศึกษาบทตลอด แถมยังไปขอให้ศาสตราจารย์เซียวช่วยวิเคราะห์ตัวละครให้ด้วยนะ"
"ตั้งใจดีนี่นา งั้นพี่จะรอดูผลงานของเธอนะ"
"ฮิฮิ คอยดูได้เลย"
หลังจากคุยกันสักพัก บรรยากาศก็เงียบลงกะทันหัน ทั้งสองสบตากัน ตกอยู่ในความเงียบที่ชวนให้รู้สึกแปลกๆ
"ดูเหมือนจะผอมลงอีกแล้วนะ ช่วงนี้ได้กินข้าวบ้างหรือเปล่า?"
หลินลี่เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ หลังจากสังเกตใบหน้าเล็กๆ ของเถียนซีเวยอย่างละเอียดแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
เขารู้ดีว่าการที่เสี่ยวเถียนมาหาเขาถึงที่ บวกกับท่าทีแบบนี้ เธอต้องมีใจให้เขาบ้างแหละ
แต่เขายังไม่คิดจะรุกเร็วเกินไป ดึงเชงกันไปมาแบบนี้แหละดี ความสัมพันธ์แบบคลุมเครือมันชวนให้ใจเต้นจะตาย
"ช่วงนี้คุมอาหารอยู่จริงๆ ค่ะ ก็กำลังจะเปิดกล้องแล้วนี่นา กลัวขึ้นกล้องแล้วไม่สวย เดี๋ยวจะกระทบผลงานของพี่"
เถียนซีเวยเห็นหลินลี่แสดงความห่วงใยก็ดีใจ ยิ้มกว้างจนตาหยีตอบกลับเสียงใส
"บทที่เธอต้องเล่นคือนักเรียน ม.ปลาย อายุสิบหกสิบเจ็ดนะ เป็นวัยที่แก้มต้องมีคอลลาเจนเต่งตึง ไม่ต้องจงใจลดความอ้วนขนาดนั้นหรอก มันไม่ดีต่อสุขภาพด้วย"
หลินลี่ยื่นมือไปบีบแก้มขาวนุ่มของเถียนซีเวยเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
จะว่าไป... สัมผัสดีชะมัด
เถียนซีเวยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หน้าจะแดงซ่านขึ้นมาทันที
ดวงตาคู่สวยเหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนจ้องมองหลินลี่ตาแป๋ว แล้วพูดเสียงกระเง้ากระงอด "พี่อาลี่ บีบแก้มเค้าทำไมเนี่ย~"
"ก็เสี่ยวเถียนของเราน่ารักขนาดนี้ พี่เลยเผลอตัวน่ะ"
หลินลี่ยกยิ้มมุมปาก พูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
"ไม่นึกเลยว่ายอดนักเขียนของเรา ที่ตอนนี้กลายเป็นผู้กำกับแล้ว จะมารังแกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แถมหน้ายังหนาขนาดนี้ ถ้าหนูเอาไปฟ้องคนอื่น แฟนคลับพี่ต้องไม่เชื่อแน่ๆ!"
เสี่ยวเถียนเบิกตากลมโตดุจตุ๊กตาบลายธ์ ทำแก้มป่องใส่
"งั้นเธอก็ต้องช่วยพี่เก็บความลับ ห้ามให้คนที่สามรู้นะ"
"งั้นก็ต้องดูพฤติกรรมพี่แล้วล่ะ!"
เสี่ยวเถียนแอบดีใจในใจ ทำท่าเชิดหน้าอย่างถือดี น่ารักจนใจเจ็บ
"อืม พี่จะทำตัวให้ดีแน่นอน!"
หลินลี่ทำหน้าจริงจัง
...
เวลาเกือบหนึ่งทุ่ม ทีมงานทั้งหมดมารวมตัวกันที่ห้องจัดเลี้ยงใหญ่ชั้นล่างของโรงแรม
ทีมงานเบื้องหลังกว่าห้าสิบชีวิตรวมถึงนักแสดง นั่งแยกกันตามโต๊ะสี่โต๊ะใหญ่อาหารเริ่มทยอยมาเสิร์ฟ บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างมาก
"ผู้กำกับของเราล่ะ?"
"ยังไม่มาเลย นางเอกก็เหมือนจะไม่อยู่ด้วยนะ!"
"หือ? มีซัมติง?"
กลุ่มคนเริ่มซุบซิบกันเสียงเบา นักแสดงนำหลายคนต่างก็มีความคิดแตกต่างกันไป
"ผู้กำกับมาแล้ว!"
ไม่รู้ใครตะโกนขึ้นมา ทั้งห้องเงียบกริบลงอย่างรวดเร็ว ทุกสายตาจับจ้องไปที่ประตูพร้อมกัน
เห็นเพียงชายหญิงคู่หนึ่งเดินเคียงคู่กันเข้ามา ฝ่ายชายรูปร่างสูงใหญ่สง่างาม สวมเสื้อโค้ทสีเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
ฝ่ายหญิงสวมเสื้อขนเป็ดสีขาวตัวสั้น กางเกงขายาวสีดำ หุ่นดีสมส่วน ใบหน้าที่มีลักยิ้มบุ๋มประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม
ใครเห็นก็ต้องบอกว่าเป็นกิ่งทองใบหยก ภาพที่ทั้งสองยืนคู่กันมันช่างดูกลมกลืนกันอย่างประหลาด
"ขอโทษทีครับ เมื่อกี้ผมกับเสี่ยวเถียนกำลังคุยเรื่องปูมหลังตัวละครกันอยู่ เลยมาสายไปหน่อย ขออภัยทุกคนด้วยครับ"
หลินลี่เดินตรงไปที่กลางห้อง มองไปรอบๆ แล้วเอ่ยอธิบาย
มีเพียงเถียนซีเวยที่ได้ยินแล้วแอบถ่มน้ำลายในใจ... *คุยเรื่องตัวละครกับผีน่ะสิ*
ทุกคนต่างพยักหน้าเข้าใจ รอให้หลินลี่พูดต่อ
หลายคนในที่นี้เพิ่งเคยเจอตัวจริงของหลินลี่เป็นครั้งแรก ต่างแอบตกใจที่ผู้กำกับอายุน้อยขนาดนี้
แต่พอนึกถึงฐานะนักเขียนของหลินลี่ ก็พลันเข้าใจได้ทันที อัจฉริยะย่อมไม่เหมือนคนทั่วไปอยู่แล้ว จริงไหม?
"ผมจะไม่พูดพร่ำทำเพลง ทุกคนรู้สถานะของผมดี และเซ็นสัญญาเก็บความลับกันหมดแล้ว เพื่อการโปรโมทในภายหลัง ระหว่างการถ่ายทำ ผมหวังว่าทุกคนจะช่วยกันปิดปากให้สนิท อย่าแพร่งพรายข้อมูลใดๆ ของกองถ่ายออกไปสู่ภายนอก"
"ขณะเดียวกัน นี่เป็นการกำกับครั้งแรกของผม หลายท่านในที่นี้มีประสบการณ์ออกกองมาโชกโชน ผมหวังว่าทุกคนจะงัดเอาฝีมือและประสบการณ์ออกมา เราจะตั้งใจทำละครเรื่องนี้ให้ดีไปด้วยกัน ถ้าละครเรื่องนี้ออกอากาศแล้วกระแสตอบรับดี มันจะเป็นโปรไฟล์ที่ดีให้กับประวัติการทำงานของทุกคน และในส่วนตัวผม... ผมจะควักกระเป๋าแจกอั่งเปาซองโตให้ทุกคนเป็นรางวัลอีกด้วย"
"เยี่ยม! ผู้กำกับจงเจริญ!"
"ผู้กำกับป๋ามาก!"
...
หลินลี่กวาดสายตามองทุกคน น้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็ว เต็มไปด้วยความสุขุม
คนในงานฟังจบต่างก็ตอบรับอย่างกระตือรือร้น ส่งเสียงเชียร์กันเกรียวกราว
เดิมทีค่าตอบแทนที่หลินลี่ให้ทีมงานก็อิงตามมาตรฐานสูงสุดของวงการอยู่แล้ว นี่ก่อนเปิดกล้องยังเลี้ยงข้าว แถมยังบอกว่าถ้ากระแสดีจะแจกอั่งเปาเพิ่มอีก ใครบ้างจะไม่พอใจ?
เถียนซีเวยเพิ่งเคยเห็นท่าทีจริงจังของหลินลี่เป็นครั้งแรก คำพูดที่มั่นใจ สไตล์การทำงานที่เฉียบขาด ท่าทางที่รับมือสถานการณ์ได้อย่างอยู่หมัด ออร่าแห่งการควบคุมทุกอย่างนั้นเปิดโลกทัศน์ของเธอใหม่หมด
เถียนซีเวยรู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนระทวยไปหมด
เดิมทีเธอเป็นคนประเภทแพ้ทางคนเก่งอยู่แล้ว การเจอกันครั้งก่อนที่เซี่ยงไฮ้ เธอก็ปลื้ม "หนานสุน" เป็นทุนเดิมและสนใจในตัวหลินลี่มากๆ อยู่แล้ว
เมื่อบ่ายก็เพิ่งจะหยอกล้อกันแบบคลุมเครือ พอมาเห็นหลินลี่ในอีกมุมหนึ่งแบบนี้ เถียนซีเวยรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองเต้นผิดจังหวะไปครึ่งหนึ่ง
ดูเหมือนว่า... เธอจะเริ่มหวั่นไหวซะแล้วสิ
อืม อาจจะไม่ใช่แค่ *เริ่ม* แล้วมั้ง
ส่วนหวังจื่อเสวียนที่นั่งอยู่อีกด้าน ดวงตาฉ่ำเยิ้มไปด้วยความรู้สึก ในใจแอบนึกเสียดาย คราวก่อนทำไมเธอไม่รุกให้หนักกว่านี้แล้วจับหลินลี่กินซะให้รู้แล้วรู้รอดนะ?
"เอาล่ะ ไม่พูดมากแล้วครับ ทุกคนลงมือทานกันได้เลย"
หลังจากบอกให้ทุกคนเริ่มทานอาหาร หลินลี่ไม่ได้ไปนั่งที่โต๊ะนักแสดง แต่เลือกไปนั่งข้างๆ เหวินมู่เหย่ที่โต๊ะทีมผู้กำกับแทน
เมื่อกี้เดินเข้ามาพร้อมเสี่ยวเถียนก็ทำให้คนในกองสงสัยกันพอแรงแล้ว ต้องระวังตัวหน่อย
เพราะเดี๋ยวเฉินตูหลิงก็จะมาเป็นนักแสดงรับเชิญด้วย เขาต้องเพลย์เซฟไว้ก่อน!
"มาครับอาจารย์จาง ผมขอดื่มให้แก้วหนึ่ง ผมชอบละครที่คุณเล่นมากๆ ครั้งนี้ในที่สุดก็ได้มีโอกาสร่วมงานกันแล้ว"
กินไปได้สักพัก หลินลี่ก็เริ่มเดินไปชนแก้วตามโต๊ะต่างๆ
พอเดินมาถึงโต๊ะนักแสดง เขาก็ดึงตัวนักแสดงจางเหล่ยมาดื่มด้วยแก้วหนึ่ง
พูดชื่อจางเหล่ย หลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าพูดถึง "ผอ.พาน"ทุกคนต้องร้องอ๋อ
ประโยคเด็ด "โรงเรียนเจิ้นหัวของเราไม่มีเรื่องรักในวัยเรียน!" ทำให้เขาโด่งดังเป็นไวรัลในแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็ได้รับบทครู หรือฝ่ายปกครองอยู่บ่อยๆ
ครั้งนี้เขามารับบทเป็นพ่อของหวงเฉิงจื่อในเรื่อง
"ขอบคุณครับผู้กำกับ ขอบคุณที่ให้โอกาสผมด้วยครับ"
จางเหล่ยรีบลุกขึ้นดื่มตอบอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มีความดูแคลนในความหนุ่มแน่นของหลินลี่เลยแม้แต่น้อย
เมื่อกี้เขาเห็นการปราศรัยของหลินลี่ชัดเจนแจ่มแจ้ง ในฐานะนักแสดงรุ่นเก๋าที่คลุกคลีในวงการบันเทิงมานาน สายตาแค่นี้เขามีอยู่แล้ว
แถมอีกฝ่ายยังมีดีกรีเป็นถึงนักเขียนระดับท็อปอีกต่างหาก
จากนั้นหลินลี่ก็ทักทายนักแสดงนำคนอื่นๆ ตามลำดับ ตอนที่ชนแก้วกับเถียนซีเวย เขาก็แอบขยิบตาให้เธอทีหนึ่ง
เถียนซีเวยก็ไม่ยอมแพ้ แอบใช้ปลายเท้าสะกิดเขาเบาๆ ใต้โต๊ะ
และตอนที่ชนแก้วกับหวังจื่อเสวียน เธอก็ฉวยโอกาสใช้นิ้วก้อยกรีดเบาๆ ที่กลางฝ่ามือของเขา
เขารีบเดินเลี่ยงออกมา ทิ้งให้หวังจื่อเสวียนมองตามด้วยสายตาตัดพ้อ
"จุ๊ๆๆ! แม่สาวคนนี้อยากจะ 'ก้าวหน้า' จนตัวสั่นเลยแฮะ!"
(จบตอน)