- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 330 บ๊ะจ่างใบเขียว
บทที่ 330 บ๊ะจ่างใบเขียว
บทที่ 330 บ๊ะจ่างใบเขียว
เค้กวันเกิดต้องเก็บในตู้เย็น ไม่งั้นด้วยอุณหภูมิภายนอกของปักกิ่งตอนนี้ ขืนวางไว้ข้างนอกชั่วโมงเดียวคงละลายกลายเป็นครีมเละ ๆ
จางกวงหังทำเค้กวันเกิดเสร็จแล้ว อู๋หมิ่นฉีแกะสลักกระเรียนอวยพรวันเกิดให้เจียงเว่ยหมิงเสร็จแล้ว เจียงเฟิงก็หาจุดฝ่าฟันภารกิจรองของจางกวงหังเจอแล้ว ทั้งสามคนต่างได้รับผลสำเร็จ เก็บของเสร็จก็เตรียมกลับไท่เฟิงโหลว
ไฮไลท์ของเช้านี้คือการห่อบ๊ะจ่าง กิจกรรมรวมกลุ่มห่อบ๊ะจ่างในเดือนสิงหาคมแบบนี้หาดูยาก
บ๊ะจ่างเป็นของกินที่ในภาพจำของทุกคนจะมีกินกันแค่ช่วงเทศกาลตวนอู่ (ไหว้บ๊ะจ่าง) พอถึงตวนอู่ทุกคนก็กินบ๊ะจ่าง พอพ้นตวนอู่บ๊ะจ่างก็หายวับไป
ห่อบ๊ะจ่างเดือนสิงหาคมเจียงเฟิงก็เพิ่งเคยทำครั้งแรก
จางกวงหังไปเอารถ เจียงเฟิงกับอู๋หมิ่นฉียืนรอเขาที่หน้าประตูเฟินหยวน สักพัก ไม่เห็นรถเบนท์ลีย์ที่คุ้นเคย แต่กลับมีรถมาเซราติสีเงินคันหนึ่งปรากฏขึ้นแทน
เจียงเฟิง: ???
พวกคนหล่อรวยเพอร์เฟกต์นี่ชอบของใหม่เบื่อของเก่ากันขนาดนี้เลยเหรอ? รักเก่าอย่างเบนท์ลีย์เพิ่งขับได้ไม่เท่าไหร่ จู่ ๆ ก็มีรักใหม่ซะแล้ว
แต่ทำไมรักใหม่คันนี้ดูสกปรกจัง เจียงเฟิงรู้สึกว่าบนตัวรถมีฝุ่นจับเพียบเลย
ขึ้นรถแล้วเจียงเฟิงอดถามไม่ได้ว่า “ทำไมนายเปลี่ยนรถแล้วล่ะ?”
“คันก่อนส่งไปเช็กระยะ คันนี้ซื้อมาหลายปีแล้ว ไม่ค่อยได้ขับ” จางกวงหังอธิบาย “จอดทิ้งไว้ในโรงรถนานจนฝุ่นจับ เมื่อวานลืมเอารถไปล้าง เดี๋ยวพวกนายช่วยเอาเค้กเข้าไปก่อนนะ ฉันขอเอารถไปล้างก่อน”
“ได้” เจียงเฟิงรับปาก
.
.
แม้แต่บ๊ะจ่าง ก็ยังแบ่งเป็นสายเหนือสายใต้
บ๊ะจ่างปักกิ่งในฐานะตัวแทนบ๊ะจ่างสายเหนือ ชิ้นจะค่อนข้างใหญ่ ปกติจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยม ไส้ส่วนใหญ่จะเป็นพุทราจีนหรือถั่วแดงกวน ส่วนน้อยจะใช้ผลไม้เชื่อมเป็นไส้
บ๊ะจ่างสายใต้จะมีชนิดเยอะกว่า รูปร่างก็หลากหลายกว่า แค่ที่เห็นบ่อย ๆ ก็มีทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ทรงหลายเหลี่ยม ทรงกระบอก และทรงกรวย ไส้ก็หลากหลายมาก นอกจากบ๊ะจ่างไส้เนื้อและไส้ถั่วแดงกวนแบบดั้งเดิมแล้ว ช่วงหลายปีมานี้บ๊ะจ่างรวมมิตรและบ๊ะจ่างหมูไข่เค็มที่มาแรงก็ได้รับความนิยมมาก
เจียงเฟิงจำได้ว่าตอนเขาเรียนประถม หน้าโรงเรียนมักจะมีคุณยายคนหนึ่งเข็นรถเข็นมาขาย ‘บ๊ะจ่างใบเขียว’ ที่ทำจากข้าวเหนียวล้วน ๆ ไม่มีไส้ บ๊ะจ่างใบเขียวทรงกรวยพอแกะใบไผ่ชั้นนอกออกก็จะเห็นข้าวเหนียวที่ห่อแน่นเปรี๊ยะข้างใน เอาไม้ไผ่เสียบแล้วจุ่มลงไปคลุกในถ้วยน้ำตาลทรายผสมงาก็จะอร่อยมาก
ข้าวเหนียวรสหวานเหนียวหนึบเคี้ยวเพลิน แฝงกลิ่นหอมจาง ๆ ของใบไผ่ ชิ้นละหนึ่งหยวน สมัยนั้นขอแค่เจียงโส่วเฉิง เจียงไจ้เต๋อ และเจียงหรานกระเป๋าตังค์ตุง ก็กินรวดเดียวห้าหกชิ้นได้สบาย
ถ้าบวกเฉินซิ่วซิ่วเข้าไปด้วย แล้วประจวบเหมาะกับวันได้ค่าขนม พวกเขาก๊วนนี้ก็เหมาแผงบ๊ะจ่างคุณยายได้เลย
พอเจียงโส่วเฉิงกับเจียงไจ้เต๋อขึ้นมัธยมต้น แผงบ๊ะจ่างของคุณยายก็ไม่ค่อยมีภาพเด็กอ้วนตระกูลเจียงมารุมล้อมอีก
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แผงบ๊ะจ่างคุณยายหายไป เหมือนกับร้านแผงลอยหน้าตาบ้าน ๆ หลายร้านที่เจียงเฟิงเคยกินตอนเด็ก ที่จู่ ๆ ก็โผล่มาเงียบ ๆ แล้วก็จากไปเงียบ ๆ
ภาพความทรงจำที่คุณยายเข้าใจผิดคิดว่าเขาอายุน้อยสุดเลยไม่มีค่าขนม ซื้อบ๊ะจ่างได้แค่ชิ้นเดียว เลยแกะบ๊ะจ่างชิ้นเล็กแถมให้เขาอีกชิ้นจนวันนั้นเขาอิ่มแปล้กินข้าวเย็นไม่ลงยังคงชัดเจน แต่เจียงเฟิงกลับไม่ได้กินบ๊ะจ่างใบเขียวมาเกือบ 10 ปีแล้ว
“เฮ้อ” เจียงเฟิงถอนหายใจ
เจียงหรานที่เพิ่งลงรถไฟมาได้ชั่วโมงเดียว เดิมทีหัวฟูหน้ามันแผล็บโดนพ่อแม่ลากกลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดจนดูเป็นผู้เป็นคน ได้ยินเจียงเฟิงห่อบ๊ะจ่างไปถอนหายใจไป ก็อดหันไปมองไม่ได้
“น้องเล็กถอนหายใจทำไม?” เจียงไจ้เต๋อเอ่ยถาม มือขวาถือตะเกียบจิ้ม ๆ ในใบไผ่ไม่หยุด พยายามจะเอาข้าวเหนียวมากลบก้อนเนื้อชิ้นเบ้อเริ่มที่เพิ่งยัดลงไป
“ผมอยากกินบ๊ะจ่างใบเขียว” เจียงเฟิงตอบ “บ๊ะจ่างใบเขียวที่คุณยายหน้าโรงเรียนประถมเราเคยขายน่ะ”
“บ๊ะจ่างใบเขียว?” เจียงโส่วเฉิงร่วมวงสนทนา “นายหมายถึงบ๊ะจ่างขาวใช่ไหม แบบไม่มีไส้จิ้มน้ำตาลกินน่ะ?”
“ใช่ บ๊ะจ่างขาวนั่นแหละ ผมรู้สึกว่าไม่ได้กินบ๊ะจ่างแบบนั้นมานานมากแล้ว” เจียงเฟิงบอก
“อยากกินนายก็ห่อแบบไม่มีเนื้อเองสิ ห่อเสร็จอย่าลืมทำตำหนิไว้ด้วยล่ะ เดี๋ยวพี่เผลอหยิบไปกิน” เจียงไจ้เต๋อว่า แล้วก้มหน้าสู้รบกับเนื้อในใบไผ่ต่อ
“พี่เต๋อพอเถอะ ยัดไม่เข้าหรอก เปลี่ยนชิ้นเล็กกว่านี้เถอะ พี่ห่อลูกนี้มาห้าหกนาทีแล้ว ขืนห่อด้วยความเร็วเท่านี้เมื่อไหร่พวกเราจะห่อเสร็จกันล่ะ!” เจียงหรานทนดูไม่ไหว
เจียงไจ้เต๋อไม่ยอมตัดใจจากเนื้อที่ได้มา ดิ้นรนเฮือกสุดท้าย “ใครบอกยัดไม่เข้า ขออีกไม่กี่นาทีเดี๋ยวก็ยัดเข้าแล้ว!”
เจียงหรานส่ายหน้าอย่างจนใจ มัดบ๊ะจ่างรูปร่างอัปลักษณ์ออกมาลูกหนึ่ง
“บ๊ะจ่างนายน่าเกลียดชะมัด ดูของพี่สิ” เจียงโส่วเฉิงหยิบบ๊ะจ่างที่ตัวเองเพิ่งห่อซึ่งน่าเกลียดพอ ๆ กับของเจียงหรานขึ้นมาอวด ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
เจียงเฟิงไม่สนใจไก่กุ๊กไก่แก่สองตัวจิกตีกัน ลังเลระหว่างบ๊ะจ่างใบเขียวกับบ๊ะจ่างไส้เนื้ออยู่ไม่กี่วินาที สุดท้ายก็ทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ คีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ลงในใบไผ่
ถึงบ๊ะจ่างใบเขียวจะเป็นความทรงจำในวัยเด็ก แต่เขาเลือกบ๊ะจ่างไส้เนื้อ
วัตถุดิบทั้งหมดของบ๊ะจ่างวันนี้ คุณย่าเจียงเป็นคนเตรียมเองกับมือ
ข้าวเหนียวแช่น้ำไว้ข้ามคืน เนื้อก็เป็นเนื้อสดชิ้นโตที่หมักจนเข้าเนื้อ ต่อให้ไม่เอามาห่อบ๊ะจ่าง เอาไปทำกับข้าวกินเลยก็อร่อยเหาะ
ในฐานะตัวแม่แห่งวงการห่อบ๊ะจ่างตระกูลเจียง ทุกเทศกาลตวนอู่บ๊ะจ่างสำหรับสมาชิก 18 ชีวิตของตระกูลเจียงล้วนผ่านมือคุณย่าเจียงคนเดียว เป็นแบบนี้มาสิบกว่าปี นี่เลยเป็นสาเหตุให้ลูกหลานตระกูลเจียงรวมถึงเจียงเฟิงไม่ถนัดห่อบ๊ะจ่างกันสักคน
ตลอดมา คุณย่าเจียงคือมาตรฐานทองคำในกิจการห่อบ๊ะจ่างของตระกูลเจียง ไร้คู่ต่อกร แม้แต่ปู่ยังต้องยอมแพ้ ถึงส่วนใหญ่จะเป็นเพราะย่าไม่ยอมให้ปู่ห่อก็เถอะ ย่าถนัดนักเรื่องกำจัดศัตรูตั้งแต่ต้นลม
แต่วันนี้ย่าเจอคู่ปรับสมน้ำสมเนื้อแล้ว
เฉินซู่หวา
นับตั้งแต่คู่สามีภรรยาศาสตราจารย์หลี่ย้ายมาปักกิ่ง ทั้งสองก็ใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างสุขสบาย
ศาสตราจารย์หลี่จิบชาอ่านหนังสือพิมพ์เล่นมือถือทุกวัน เดินเล่นออกกำลังกาย เล่นหมากรุกจีน บางทีก็อ่านวิทยานิพนธ์ ติดตามข่าวสารงานวิจัยใหม่ ๆ ชีวิตแต่ละวันเติมเต็มและสบายใจ ดูหนุ่มขึ้นเยอะ
ส่วนเฉินซู่หวาก็เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ปลูกผัก ทำงานบ้าน ถักไหมพรม เปลี่ยนบ้านเก่าตระกูลหลี่ให้กลายเป็นบ้านไร่ชายทุ่ง หมกมุ่นกับการปศุสัตว์และกสิกรรมจนถอนตัวไม่ขึ้น
ช่วงนี้คุณย่าเจียงไปมาหาสู่กับบ้านตระกูลหลี่บ่อยมาก ทุกวันจะไปช่วยเฉินซู่หวาเลี้ยงไก่ปลูกผักถักไหมพรม เฉินซู่หวาเองก็ติดนิสัยชอบฟังงิ้วหวงเหมยมาจากคุณย่าเจียง ทั้งสองกลายเป็นคู่หูซิสเตอร์รุ่นเดอะไปเรียบร้อยแล้ว
แต่เพื่อนสาวน่ะเหรอ ก็มีไว้ขิงใส่กันนั่นแหละ
เมื่อสงครามเย็นเรื่องการห่อบ๊ะจ่างระหว่างคุณย่าเจียงกับเฉินซู่หวาปะทุขึ้น พวกเจียงเฟิงก็ค่อย ๆ ถูกริบสิทธิ์ในการห่อบ๊ะจ่างไปทีละคน เจียงไจ้เต๋อก็จำใจต้องวางมือจากบ๊ะจ่างที่ไม่มีวันห่อสำเร็จลงอย่างเคียดแค้น แล้วไปนั่งว่างงานร่วมกับคนอื่น ๆ
เริ่มยืนมุงดูคุณย่าเจียงกับเฉินซู่หวาห่อบ๊ะจ่าง
จริง ๆ พนักงานไท่เฟิงโหลวแทบไม่มีใครห่อบ๊ะจ่างเป็นหรอก ก็แค่เห่อของใหม่ ใครห่อได้สภาพแบบเจียงหรานก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว อย่างน้อยก็มัดบ๊ะจ่างอยู่ไม่หลุด ส่วนตอนต้มจะแตกไหมก็แล้วแต่เวรแต่กรรม
เจียงเฟิงสังเกตเห็นจี้เยวี่ยเริ่มเข้าไปชวนจางกวงหังคุย แกล้งทำเป็นเอาการ์ตูนที่เพิ่งวาดเสร็จเมื่อวานให้ดู สองผู้เฒ่ากับศาสตราจารย์หลี่นั่งจิบชาคุยกันที่โต๊ะ 4 ที่นั่ง บรรยากาศรื่นเริงมาก รอยยิ้มบนหน้าเจียงเว่ยหมิงไม่เคยจางหายไปเลย
อู๋หมิ่นฉีกับจี้เสวี่ยหายไปไหนไม่รู้ หวางซิ่วเหลียนกับป้าสะใภ้ใหญ่ ป้าสะใภ้รอง อาสะใภ้สี่ และอาสะใภ้ห้าของเจียงเฟิงจับกลุ่มกัน ในมือแต่ละคนถือแตงกวาคนละลูก แทะไปพลางเปิดสภาน้ำชาไปพลาง ส่วนเจียงเจี้ยนคังก็จับกลุ่มคุยโวโอ้อวดกับบรรดาลุง ๆ อา ๆ ของเจียงเฟิง
“พี่หราน ผมว่าช่วงนี้พี่ผอมลงเยอะเลยนะเนี่ย” เจียงเฟิงพิจารณาเจียงหรานอย่างละเอียด ดูจากหุ่นเจียงหรานตอนนี้น่าจะหนักไม่ถึง 200 จินแล้ว
“พี่ต้องอ่านเอกสารวิชาการ ยื่นคำร้อง กรอกแบบฟอร์ม เขียนวิทยานิพนธ์ทุกวัน ยุ่งจนจะไหลตายอยู่แล้ว ข้าวปลาไม่มีเวลากินต้องสั่งเดลิเวอรีทุกวัน จะไม่ผอมได้ไง!” เจียงหรานบ่น
เจียงเฟิง: ...
เขาทำไมรู้สึกว่าน้ำเสียงของเจียงหรานเมื่อกี้ นอกจากจะไม่เหมือนบ่นแล้วยังแฝงความภูมิใจนิด ๆ ด้วย
“กินอาหารให้ตรงเวลาและพักผ่อนให้เพียงพอก็จำเป็นนะ ไม่งั้นพี่จะเป็นเหมือนพี่เต๋อคราวก่อนที่... เกือบจะเป็นลมน่ะ” เจียงโส่วเฉิงหักเลี้ยวกะทันหันแก้คำพูดได้ทัน เกือบจะหลุดปากไปแล้ว
เจียงโส่วเฉิงเขยิบหนีไปข้าง ๆ สองก้าวเงียบ ๆ ตอนนี้พวกเขาอยู่ใกล้เขตแดนเม้าท์มอยของสหายหวังซิ่วเหลียนและเหล่าสะใภ้เกินไป
“คราวก่อนพี่เต๋อเป็นอะไร?” เจียงหรานถาม
เจียงเฟิง & เจียงโส่วเฉิง & เจียงไจ้เต๋อ: ...
ทั้งสามคนพร้อมใจกันเขยิบหนีไปข้าง ๆ อีกสองก้าวเงียบ ๆ เจียงหรานงงเป็นไก่ตาแตก แต่ก็เขยิบตามไปอีกสองก้าว
“พี่เต๋อ พี่เป็นเจ้าทุกข์ พี่บอกพี่หรานเองเถอะ” เจียงเฟิงโยนไมค์ให้เจียงไจ้เต๋อ
เจียงไจ้เต๋อ: ...
“คราวก่อนเหรอ คราวก่อนก็เพราะ… เฮ้อ ลูกค้าสมัยนี้แกก็รู้ เรื่องมากจะตาย ให้ราคาสูงความต้องการก็เยอะ คราวก่อนพี่แก้แบบไม่หยุดจนต้องอดนอนทุกวัน สภาพจิตใจเลยไม่ค่อยดี รู้สึกเวียนหัวหน่อย ๆ เลยไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าโชคดีที่พี่มาทัน ไม่งั้นขืนอดนอนต่อไปอาจจะวูบไหลตายไปเลยก็ได้ แกดูสิ ตอนนี้พี่ถึงต้องลาพักร้อนอยู่นี่ไง” เจียงไจ้เต๋อเริ่มแต่งเรื่อง “เรื่องนี้โส่วเฉิงก็รู้ เขาเจอพี่ที่โรงพยาบาล”
“ใช่ ๆ ช่วงก่อนพี่เต๋อน้ำตาลในเลือดต่ำนิดหน่อยน่ะ” เจียงโส่วเฉิงพยักหน้าสนับสนุน
“พี่เฉิงไม่ได้อยู่แผนกฉุกเฉินเหรอ?” เจียงหรานบอกเป็นนัยว่าถึงเขาจะไม่กดไลก์ แต่เขาก็ส่องโมเมนต์เพื่อนนะ
เจียงโส่วเฉิง: ...
“พี่ก็เพิ่งวนมาอยู่แผนกฉุกเฉินไม่นานนี้เอง ก่อนหน้านี้พี่ไม่ได้อยู่ฉุกเฉิน” เจียงโส่วเฉิงแก้ตัว
“ช่วงก่อนพี่ไม่ได้อยู่ศัลยกรรมทรวงอกเหรอ?” เจียงหรานแสดงให้เห็นว่าความจำเขาดีใช้ได้เลย
เจียงโส่วเฉิง: ...
“พวกเราบังเอิญเจอกันน่ะ พี่เอาของไปส่งที่แผนกผู้ป่วยนอก”
เจ้าหนูจำไมเจียงหรานกำลังจะซักต่อ แต่ก็ถูกซางหมิงที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ขัดจังหวะซะก่อน
“ทุกคน เล่นไพ่นกกระจอกไหมครับ?” ซางหมิงยิ้มอย่างมีเลศนัย รอยยิ้มนั้นทำให้เจียงเฟิงรู้สึกว่าเขาไม่ได้มาชวนเล่นไพ่ แต่เหมือนมาถามว่า “พี่ชาย เอาแผ่นไหม?”
“ไท่เฟิงโหลวไปเอาไพ่นกกระจอกมาจากไหน?” เจียงเฟิงบอกเลยว่าอย่าว่าแต่ไท่เฟิงโหลว แม้แต่บ้านเขายังไม่มีไพ่นกกระจอกเลย
กลับเป็นบ้านตระกูลหลี่ที่มีอยู่ชุดหนึ่ง บางทีคุณย่าเจียงกับเฉินซู่หวาก็จะตั้งวงเล่นสนุก ๆ กับยาย ๆ แถวเรือนสี่ประสาน
ช่วงนี้คุณย่าเจียงเล่นไพ่นกกระจอกแบบปักกิ่งเก่งเชียวล่ะ
“วันนี้ตอนมาฉันพกมาสองชุด กลัวว่าถึงเวลาจะไม่มีอะไรทำกัน ดูสิ ได้ใช้ประโยชน์แล้วเห็นไหม?” ซางหมิงทำหน้าภูมิใจ “ฉัน จางเว่ยอวี่ แล้วก็ฉีโหรว จะเล่นไพ่เสฉวน ขาดขาอีกคนเดียวคือนาย มาเล่นด้วยกันไหม?”
“เล่น!”
“จริงสิ นายเล่นไพ่เสฉวนเป็นไหม ต้องให้ฉันอธิบายกติกาหน่อยไหม?” ซางหมิงถาม
“ไม่ต้อง ฉันเคยเล่น” เจียงเฟิงคิดในใจ ได้เวลาให้พวกนายเห็นเทคนิคไพ่นกกระจอกของจริงแล้ว
ตอนปี 1 เพื่อนห้องอื่นตีป้อม เจอกันในหุบเขาแห่งราชาทุกวัน แต่เพื่อนห้องเขากลับหมกมุ่นอยู่กับไพ่นกกระจอกเสฉวนใน QQ นัดเจอกันในห้องหมายเลข 1 ทุกวัน คะแนนของเจียงเฟิงตอนนั้นนำโด่งทิ้งห่างคนอื่นไม่เห็นฝุ่น แถมยังช่วยหวังฮ่าวปั่นแรงก์บ่อย ๆ ด้วย
หลายปีที่ผ่านมาเขาไม่ได้ดูคุณย่าเจียงเล่นไพ่นกกระจอกเสียเปล่านะ!