- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 320 เรื่องสารภาพรักของนาย ฉันจัดการให้เอง
บทที่ 320 เรื่องสารภาพรักของนาย ฉันจัดการให้เอง
บทที่ 320 เรื่องสารภาพรักของนาย ฉันจัดการให้เอง
เจียงเฟิงกลับไปไท่เฟิงโหลวไม่ใช่แค่ไปเอาน้ำตาลดอกกุ้ยฮวา แต่ยังพกซุปไก่มาด้วยหนึ่งกระปุก
เขาเตรียมจะทำเชาโส่วให้เจียงไจ้เต๋อ แบบเดียวกับที่อู๋หมิ่นฉีเคยทำให้เขากินนั่นแหละ เมื่อวันก่อนเขากับอู๋หมิ่นฉีอยู่บ้านตอนกลางคืนว่าง ๆ ไม่อยากดูละคร อู๋หมิ่นฉีเลยสอนเขาห่อเชาโส่ว
อย่าถามนะว่าทำไมคู่รักข้าวใหม่ปลามันอย่างพวกเขาสองคนดึกดื่นป่านนี้ไม่ทำอย่างอื่นแต่ดันไปห่อเชาโส่วในครัว ถามไปก็เพราะความปรองดองไงล่ะ
เรื่องระหว่างเชฟ การทำอาหารก็คือรสรักอย่างหนึ่ง
เจียงเฟิงพกน้ำตาลดอกกุ้ยฮวากับซุปไก่กลับมาที่โรงพยาบาลเหรินอีอีกครั้ง แวะซื้อวัตถุดิบที่ตลาดสดเล็กในโรงพยาบาล แล้วตรงดิ่งไปที่ครัวน้อย
สหายเฉียนลี่จวนยังคงต่อสู้ในแนวหน้าแห่งการต้มซุปเหมือนเคย
คราวนี้เธอต้มซุปกระดูกหมูมันเทศจีน ผลการสอนของเจียงเฟิงถือว่ายอดเยี่ยม ก่อนต้มซุปเฉียนลี่จวนลวกกระดูกหมูทิ้งน้ำไปรอบหนึ่ง ในซุปเลยไม่มีฟองลอยฟ่อง น้ำซุปไม่ขุ่น ดูปกติมาก ๆ
ข้อเสียเดียวก็คือ หั่นมันเทศจีนชิ้นใหญ่เกินไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงเฟิงเห็นมันเทศจีนยาวเกิน 7 เซนติเมตรอยู่ในน้ำซุป
“เสี่ยวเจียง มาดูเร็ว ซุปกระดูกหมูมันเทศจีนของป้าเป็นยังไงบ้าง?” เฉียนลี่จวนเห็นเจียงเฟิงก็ตื่นเต้นใหญ่
เจียงเฟิงเดินเข้าไปพิจารณาอย่างละเอียด นอกจากเรื่องมันเทศจีนแล้วก็ไม่มีปัญหาใหญ่อะไร เลยบอกอย่างอ้อมค้อมว่า “ป้าเฉียนครับ มันเทศจีนนี่หั่นชิ้นใหญ่ไปหน่อย ป้าจำวิธีหั่นแครอทตอนทำเนื้อตุ๋นแครอทที่ผมสอนได้ไหมครับ? มันเทศจีนก็ต้องหั่นแบบนั้น หั่นแบบหมุนมีดครับ”
ป้าเฉียนควักสมุดจดขึ้นมาจดบันทึก
“ป้าเฉียนครับ สามีป้าตอนนี้อาการดีขึ้นหรือยังครับ?” เจียงเฟิงเริ่มซาวข้าวเตรียมต้มโจ๊กแปดเซียน ถือโอกาสถามไถ่อาการป่วยของจวงหลินไปด้วย
“ดีมากเลย ฟื้นตัวเร็วมาก ตอนนี้ลุกเดินได้แล้ว หมอบอกว่าถ้าฟื้นตัวดีแบบนี้อีกสองอาทิตย์ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว!” ป้าเฉียนยิ้มแก้มปริ ปิดความดีใจไว้ไม่มิด
“เหล่าฉินเตียงข้าง ๆ ก็ฟื้นตัวดีเหมือนกัน เหล่าฉินก็คือพ่อของแม่หนูที่มาถามวิธีทำกับข้าวกับเธอเมื่อวันก่อนไง อาการเขาคล้ายกับตาแก่จวงบ้านป้าเลย ติดเชื้อหลังผ่าตัดจนอาการทรุด เหล่าฉินแกนิสัยดีดวงก็ดี ตอนนี้ฟื้นตัวดีเหมือนตาแก่จวงบ้านป้าเลย จริงสิ เสี่ยวเจียง พรุ่งนี้เธอมาโรงพยาบาลไหม?” ป้าเฉียนถาม
“มีอะไรเหรอครับ?”
“วันก่อนเวยเวยตั้งใจจะทำกับข้าวง่าย ๆ ให้เหล่าฉินกิน เวยเวยก็ลูกสาวเหล่าฉินนั่นแหละ แต่เธอดันไม่อยู่ ฝีมือพวกป้าสองคนเธอก็รู้ ๆ อยู่ แค่ตุ๋นซุปยังไม่รอดอย่าว่าแต่ผัดกับข้าวเลย พรุ่งนี้วันหยุดไม่ใช่เหรอ เวยเวยเขาว่าง เลยวานให้ป้ามาถามว่าพรุ่งนี้เธอจะมาโรงพยาบาลไหม เขาอยากให้เธอช่วยสอนหน่อย” ป้าเฉียนเล่า
“ว่างแน่นอนครับ ลูกพี่ลูกน้องคนโตผมเข้าโรงพยาบาล สองวันนี้ผมต้องมาเฝ้าไข้ทำกับข้าวให้พี่เขาที่นี่แหละครับ” เจียงเฟิงตัดสินใจจับเจียงไจ้เต๋อแอดมิตโรงพยาบาลเดี๋ยวนั้นเลย
“เข้าโรงพยาบาลเลยเหรอ? หนักอยู่นะเนี่ย พี่ชายเธอเป็นอะไรล่ะ?” ป้าเฉียนทำหน้าเป็นห่วง
“เขาทำงานหนักเกินไปครับ ทำโอทีทุกวันจนล้มป่วย” เจียงเฟิงตอบ
“โอ๊ยตายจริง งั้นต้องบำรุงเยอะ ๆ พอดีเลย ป้าตุ๋นซุปกระดูกหมูมันเทศจีนอยู่นี่นา นี่แหละซุปบำรุงชั้นดี เดี๋ยวป้าตักแบ่งให้พี่ชายเธอสักสองถ้วยนะ เธอเอาไปให้เขาหน่อย” ป้าเฉียนยังคงมีน้ำใจเหมือนเดิม
เจียงเฟิง: ...
“ไม่เป็นไรครับ พี่ชายผมเลือกกิน เขาไม่กินมันเทศจีน” เจียงเฟิงปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
พี่เต๋อนอนให้น้ำเกลือเพราะทำงานหนักเกินไปก็น่าอนาถพอแล้ว อย่าเอาซุปกระดูกหมูมันเทศจีนไปทรมานพี่เขาอีกเลย
เจียงเฟิงเป็นมือหนึ่งเรื่องการต้มข้าวต้มอยู่แล้ว ยิ่งเป็นโจ๊กแปดเซียนที่เขาถนัดที่สุดยิ่งไม่ต้องพูดถึง
พอเอาโจ๊กแปดเซียนตั้งเตา เจียงเฟิงก็เริ่มนวดแป้ง นวดแป้งเสร็จก็สับไส้ เลาะเอ็นออกอย่างละเอียด แล้วใช้สันมีดทุบเนื้อให้ละเอียดเป็นปุย
ในระหว่างที่เจียงเฟิงกำลังใช้สันมีดทุบเนื้อดังตุ้บตั้บตุ้บตั้บ ฝางจั๋วเยวี่ยก็ลอยเข้ามาในครัวน้อยด้วยใบหน้าอมทุกข์
ดูปราดเดียวก็รู้ว่ามีเรื่องกลุ้มใจ
ฝางจั๋วเยวี่ยเริ่มซาวข้าว ต้มข้าวต้มขาวเหมือนทุกที
ตอนนี้ฝีมือต้มข้าวต้มขาวของเขาพัฒนาขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ อย่างน้อยก็ไม่ไหม้แล้ว
แต่เจ้าตัวดูใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“เสี่ยวฝางเธอเป็นอะไรไป เจอเรื่องลำบากใจอะไรหรือเปล่า?” ป้าเฉียนถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่มีอะไรครับ พอดีเจอโจทย์ยากในการเรียน ผมกำลังคิดหาวิธีแก้อยู่” ฝางจั๋วเยวี่ยโกหกไม่เนียนเอาซะเลย เจียงเฟิงฟังทีเดียวก็รู้ว่าโกหก
แต่ป้าเฉียนดันเชื่อคำโกหกของฝางจั๋วเยวี่ยซะสนิทใจ
มีคนทยอยเข้ามาในครัวน้อยอีกหลายคน เจียงเฟิงปั่นภารกิจได้อีกสองแต้มก่อนจะเริ่มห่อเชาโส่ว
พอเจียงเฟิงเริ่มห่อเชาโส่ว ซุปกระดูกหมูตุ๋นมันเทศจีนของป้าเฉียนก็เสร็จพอดี พร้อมตักเสิร์ฟ
“เสี่ยวเจียง ไม่ให้ป้าตักให้สักถ้วยจริง ๆ เหรอ?” ก่อนไปป้าเฉียนยังไม่วายถามอีกรอบ
“ไม่เป็นไรครับป้า ป้าดูสิผมมีซุปไก่อยู่แล้ว ซุปไก่ก็บำรุงร่างกายเหมือนกัน” เจียงเฟิงตอบพร้อมรอยยิ้มเรียบร้อยน่ารัก
ป้าเฉียนยกซุปกระดูกหมูตุ๋นมันเทศจีนเดินจากไป
“เจียงเฟิง นายเคยมีความรักไหม?” พอป้าเฉียนไปปุ๊บฝางจั๋วเยวี่ยก็เปิดปากทันที เห็นชัดว่าอัดอั้นตันใจมานาน
เจียงเฟิง: ???
ฉันดูเหมือนคนโสดขนาดนั้นเลยเหรอ?
“ฉันมีแฟนแล้วนะ” เจียงเฟิงตอบ
ฝางจั๋วเยวี่ยตกใจ พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
“ทำไม มีสาวที่ชอบอยากจะสารภาพรักแต่ไม่รู้จะทำยังไงเหรอ?” เจียงเฟิงถาม เผยรอยยิ้มพ่อสื่อสไตล์เผยเชิ่งหัวออกมา
ฝางจั๋วเยวี่ยพยักหน้า
รอยยิ้มบนหน้าเจียงเฟิงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
เนื่องจากช่วงนี้เจียงเฟิงเจอฝางจั๋วเยวี่ยที่ครัวน้อยตลอด ทั้งคู่ต่างก็เป็นเด็กสายวิทย์จากมหาวิทยาลัยดัง ได้คุยกันบ่อย ๆ จนพอจะรู้นิสัยใจคอกันบ้าง นับได้ว่าเป็นเพื่อนกัน
ที่ฝางจั๋วเยวี่ยยอมเล่าเรื่องนี้ให้เจียงเฟิงฟัง ก็เพราะเจียงเฟิงเป็นเพื่อน แต่ก็ไม่ได้รู้จักชีวิตส่วนตัวของเขามากนัก
บางเรื่องเขาก็ไม่อยากบอกคนใกล้ตัว
“ฉันมีผู้หญิงที่ชอบมานานแล้วคนนึง เธอเป็นเพื่อนสมัยม.ต้นของฉัน”
เจียงเฟิงแค่ฟังท่อนเริ่มก็หูผึ่ง โอ๊ะโอ รักวัยเรียนซะด้วย
“ตอนนั้นเธอนั่งอยู่ข้างหน้าฉัน ความสัมพันธ์ก็ดีใช้ได้เลย ตอนนั้นฉันยังไม่ได้เรียนที่ปักกิ่ง ต่อมาพอขึ้น ม.ปลาย เราก็อยู่โรงเรียนเดียวกัน แต่คนละห้อง กว่าฉันจะรู้ตัวว่าชอบเธอก็ตอนม.ปลายแล้ว ไม่นานฉันก็ย้ายมาเรียนที่ปักกิ่ง เราสองคนเลยห่าง ๆ กันไป มีแค่ช่วงปิดเทอมหน้าร้อนหน้าหนาวที่ฉันจะกลับไปหาเธอได้โดยอ้างว่าเป็นงานเลี้ยงรุ่น”
“ตอนม.5 เดิมทีฉันกะจะรวบรวมความกล้าไปสารภาพรักกับเธอ แต่ดันได้ยินคนอื่นบอกว่าเธอมีแฟนแล้ว”
“แล้วไงต่อ?” เจียงเฟิงถาม
“แล้วก็ม.6 สอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันอยู่ปักกิ่ง เธออยู่มณฑลกวางตุ้ง เหนือกับใต้ห่างกันเป็นพันลี้ ห่างไกลยิ่งกว่าตอน ม.ปลายซะอีก” ฝางจั๋วเยวี่ยยิ้มขื่น
“แล้วตอนนี้พวกนายยังติดต่อกันอยู่ไหม?” เจียงเฟิงถามต่อ
“ก็ติดต่อกัน แต่ก็แค่ตอนปิดเทอมกลับไปบ้าน เพื่อนเจอกันไง คนสนิทกันก็เจอกันหน่อย ไปร้องคาราโอเกะ ดูหนัง กินข้าว จริง ๆ เธอเลิกกับแฟนตั้งแต่ตอนม.6แล้ว สองปีมานี้ทุกครั้งที่นัดเจอเพื่อนเก่า ฉันอยากจะหาโอกาสบอกชอบเธอ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไปสักที”
“ทำไมล่ะ?” เจียงเฟิงอดไม่ได้ที่จะย้อนดูตัวเอง ถ้าเป็นเขา... อ้อ ไม่มีถ้า ถึงดูภายนอกเหมือนเขาเป็นคนสารภาพรัก แต่จริง ๆ แล้วอู๋หมิ่นฉีเป็นคนมาสารภาพกับเขาต่างหาก
“ฉันกลัวว่าฉันจะคิดไปเองฝ่ายเดียว ถ้าพูดออกไปแล้ว วันหลังเจอกันจะมองหน้ากันไม่ติด เผลอ ๆ จะไม่ได้เจอกันอีกเลย” ฝางจั๋วเยวี่ยถอนหายใจ
“แล้วตอนนี้นายกลุ้มใจเรื่องอะไรอีกล่ะ?” เจียงเฟิงเริ่มไม่เข้าใจ
“ฉันคอยแอบดูโมเมนต์วีแชตของเธอตลอด เธอชอบโพสต์โมเมนต์ ชอบแชร์ชีวิตประจำวันในนั้น ฉันต้องเห็นเธอโพสต์ทุกวันถึงจะสบายใจ”
“แต่เธอไม่ได้โพสต์อะไรมาสองอาทิตย์แล้ว ฉันคิดว่าเธออาจจะเรียนหนัก เพราะเธอเรียนหมอแถมฝึกงานด้วย ปิดเทอมนี้เธอไปช่วยงานอาจารย์ในห้องแล็บอาจจะไม่มีเวลาโพสต์ แต่ฉันก็ไม่วางใจ เมื่อคืนฉันเลยอดใจไม่ไหว ทักไปถามเธอว่าเป็นยังไงบ้าง” ฝางจั๋วเยวี่ยเล่า
“แล้วเธอเป็นไง?” เจียงเฟิงลืมแผ่นแป้งเชาโส่วในมือไปสนิทใจ
“เธอบอกว่าเธอแย่มาก เธอบอกว่าตั้งแต่ครึ่งปีก่อนในใจเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกด้านลบต่าง ๆ นานา ความรู้สึกพวกนั้นกดทับจนเธอแทบหายใจไม่ออก สองอาทิตย์ก่อนเธอไปหาจิตแพทย์ หมอบอกว่าสภาพจิตใจเธอตอนนี้แย่มาก เริ่มมีสัญญาณของโรคซึมเศร้าแล้ว หมอให้เธอกลับไปนอนพักผ่อนที่บ้าน ผ่อนคลายจิตใจ ไม่ต้องทำอะไรเลยในแต่ละวัน”
“ฉันอยากปลอบเธอ อยากดูแลเธอ แต่ฉันไม่อยากปลอบหรือดูแลเธอในฐานะเพื่อนหรือเพื่อนเก่าอีกแล้ว ฉันอยาก...” ฝางจั๋วเยวี่ยสูดหายใจลึก ในที่สุดก็พูดความในใจออกมา “ฉันอยากดูแลเธอในฐานะแฟน”
“แต่ว่า... ฉันก็ยัง...”
ไม่ต้องให้ฝางจั๋วเยวี่ยพูดมากความ เจียงเฟิงก็รู้ว่าตอนนี้เขากำลังลังเลเรื่องอะไร
พูดง่าย ๆ ก็คือ เขายังไม่มีความกล้าพอที่จะสารภาพรัก
“คืนนี้นายว่างไหม?” เจียงเฟิงถาม
“หือ?”
“เรารู้จักกันมาตั้งนาน ฉันยังไม่เคยเลี้ยงข้าวนายที่ร้านเลยใช่ไหม? งั้นคืนนี้เลยเป็นไง ไปที่ร้านฉัน เดี๋ยวฉันทำเมนูถนัดที่สุดอย่างหัวปลาราดพริกกับผักห่อไก่ให้กิน” เจียงเฟิงยิ้ม
เขาคือผู้ชายที่เคยตั้งปณิธานว่าจะโค่นล้มบริษัทจัดหาคู่ทั้งหมดในปักกิ่งเชียวนะ
เรื่องสารภาพรักของนาย ฉันจัดการให้เอง