- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 305 ตารางงานของราชานกพิราบ
บทที่ 305 ตารางงานของราชานกพิราบ
บทที่ 305 ตารางงานของราชานกพิราบ
เนื่องจากเมื่อคืนจางเว่ยอวี่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ในกลุ่มวีแชต วันต่อมาตอนอยู่ในครัวเจียงเฟิงเลยอดไม่ได้ที่จะจ้องแว่นตาบนดั้งจมูกเขาเขม็ง
จางเว่ยอวี่หั่นมันฝรั่ง
เจียงเฟิงก็จ้องแว่นตาเขา
จางเว่ยอวี่หั่นหัวไชเท้า
เจียงเฟิงก็จ้องแว่นตาเขา
จางเว่ยอวี่หั่นพริก
เจียงเฟิงก็จ้องแว่นตาเขา
จางเว่ยอวี่กำลัง...
จางเว่ยอวี่ถูกเจียงเฟิงจ้องจนหั่นต่อไม่ไหว ในที่สุดก็หมดความอดทนพูดขึ้นว่า “อยากถามอะไรก็ถามมาเถอะ”
ทุกคนในครัวหันขวับมามองจางเว่ยอวี่เป็นตาเดียว
“แว่นตานาย...”
“ฉันตัดใหม่แล้ว” จางเว่ยอวี่ตอบ “ฉันจะบ้าใส่แว่นที่เคยตกลงไปในไอ้นั่นไว้บนหน้าตลอดได้ยังไง ประสาทเหรอ?”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” ซางหมิงทำหน้างง “ล้าง ๆ เช็ด ๆ แช่น้ำหน่อยก็ใช้ได้แล้วไม่ใช่เหรอ?”
เจียงเฟิง: ???
ทุกคน: ???
“นายคงไม่...” หานอีกู้ขยับตัวออกห่างเงียบ ๆ สองก้าว อยากจะอยู่ให้ห่างซางหมิงหน่อย
“โลชั่นขวดนั้นตั้ง 600 กว่าหยวนนะ แถมยังไม่ได้แกะซีลด้วย เมื่อเช้าผมส่งกลับไปให้น้องแล้ว” ซางหมิงบอก
เจียงเฟิง: ???
หวังว่าน้องสาวนายจะไม่มีวันรู้ความจริงนะว่าโลชั่นขวดนั้นผ่านอะไรมาบ้าง
ไม่งั้นเธออาจจะนั่งรถไฟความเร็วสูงมาตบนายถึงที่
เช้านี้เจียงเฟิงยุ่งมาก
ก่อนไท่เฟิงโหลวเปิดร้าน เขามีปณิธานอันยิ่งใหญ่มากมาย
อย่างเช่นจะล้มบริษัทจัดหาคู่ทั้งหมดในปักกิ่งให้ได้ภายในสามปี หรือจะปั้นเมนูหม้อซุปหลี่หงจางให้โด่งดัง เป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ทำกำไรมหาศาล
แต่ความจริงอันโหดร้ายบอกเขาว่า เขาแค่ฝันกลางวัน
การที่ภัตตาคารอาหารจีนระดับหรูจะยืนหยัดในปักกิ่งที่เป็นศูนย์กลางจักรวาลนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย
เหล่านักกินมักจะจู้จี้จุกจิก และฉลาดเป็นกรด พวกเขายุ่งมาก แต่ก็ว่างมาก พวกเขายุ่งจนไม่มีเวลากินข้าว ไม่มีเวลาต้มบะหมี่ ต้องกัดขนมปังสองก้อนประทังชีวิต แต่กลับว่างขนาดไปต่อคิวซื้อชานมไข่มุกแพง ๆ หลายชั่วโมงเพียงเพื่อถ่ายรูปอัปลงวีแชตโมเมนต์
ในปักกิ่ง ต่อให้เป็นร้านเก่าแก่ร้อยปีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ถ้าฝีมือเชฟตกลง นักกินที่จู้จี้เหล่านั้นก็จะเลิกอุดหนุน แล้วหันไปหาร้านใหม่ที่รสชาติดีกว่าและคุ้มค่ากว่า
ภารกิจหลักเงียบหายไปเลยนับตั้งแต่วันที่เซวียเซ่าเฮิงสั่งเมนูบัฟเต็มโต๊ะ ตัวเลขยังค้างอยู่ที่ (3/10) ผู้มีวาสนาอีก 7 คนที่เหลือยังไม่โผล่มาสักที
เจียงเฟิงค้นพบความจริงแล้วว่า ถึงไท่เฟิงโหลวจะมีลูกค้าประจำ ทั้งยังมีชื่อเสียงที่ดีทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าลูกค้าเหล่านั้นจะมองว่าไท่เฟิงโหลวเป็นภัตตาคารอันดับหนึ่งในใจ
อยากจะทำภารกิจหลักให้สำเร็จ ยังไงก็ต้องพึ่งเมนูบัฟ
ภารกิจหลักที่ดูเบียว ๆ แบบนี้ ก็ต้องใช้เมนูบัฟที่เบียวเหมือนกันมาจัดการ
ด้วยระดับฝีมือการทำอาหารของเจียงเฟิงในตอนนี้ ยากที่จะเอาชนะใจลูกค้าด้วยรสชาติเพียงอย่างเดียว ในเมื่อฝีมือไม่ถึง ก็ต้องอาศัยทางลัดอย่างการประชาสัมพันธ์
ขอแค่สวี่เฉิงเอ่ยถึงใน ‘จือเว่ย’ สักคำ สาวกเดนตายของ ‘จือเว่ย’ จำนวนมหาศาลก็จะแห่กันมาลิ้มลองเมนูบัฟของเจียงเฟิง และในบรรดาลูกค้าเหล่านั้น ขอแค่มีสัก 7 คนที่เมนูบัฟของเจียงเฟิงไปสะกิดความทรงจำส่วนลึกที่สุดในใจ จนเกิดความคิดว่าไท่เฟิงโหลวคือภัตตาคารอันดับหนึ่ง ภารกิจก็จะสำเร็จ
ตอนนี้แหละที่ความสำคัญของการประชาสัมพันธ์จะโดดเด่นขึ้นมา จะใช้หนังสือพิมพ์เล็ก ๆ ทั่วไปไม่ได้ นิตยสารอาหารเกรดสามก็ไม่ได้ ต้องเป็นนิตยสารอาหารชั้นนำ หรือถึงขั้นระดับท็อปเท่านั้น
อย่างเช่น——
‘จือเว่ย’
เจียงเฟิงก้มหน้าก้มตาหั่นวัตถุดิบในมือต่อ
...
สวี่เฉิงกำลังเขียนต้นฉบับอยู่ที่บ้าน
เขาเพิ่งกลับมาจากหางโจว ตอนนี้กำลังปั่นต้นฉบับบทสัมภาษณ์พิเศษของกู่ลี่
จริง ๆ แล้วต้นฉบับบทสัมภาษณ์กู่ลี่เขาเขียนเสร็จตั้งแต่ตอนอยู่หางโจวแล้ว แต่พอกลับมาอ่านดูแล้วไม่พอใจ เลยกะว่าจะเขียนใหม่หมด
ในฐานะราชานกพิราบจอมเบี้ยวผู้เลื่องชื่อในวงการ ยิ่งสวี่เฉิงดองงานนานเท่าไหร่ ประสิทธิภาพการทำงานก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
เดิมทีเขาเตรียมแผนไว้ว่าหลังจากไท่เฟิงโหลวเปิดร้านได้สองวัน เขาจะไปหางโจวจัดการบทสัมภาษณ์กู่ลี่ให้เสร็จ แล้วค่อยกลับปักกิ่งมาสัมภาษณ์เจียงเฟิง จางกวงหัง และอู๋หมิ่นฉีรวดเดียว แวะสัมภาษณ์จี้เสวี่ยกับปู่เจียงทั้งสองท่านด้วย แบบนี้ก่อนเดือนกรกฎาคมก็จะเขียนต้นฉบับเสร็จทั้งหมด ‘จือเว่ย’ จะได้ตีพิมพ์ตรงเวลาต้นเดือนสิงหาคม และปีนี้ ‘จือเว่ย’ ก็จะวิวัฒนาการจากรายปีเป็นรายครึ่งปี
แต่นั่นก็เป็นแค่การเตรียมการ ที่การเตรียมการเป็นได้แค่การเตรียมการตลอดกาล ก็เพราะแผนการมักตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน
ไท่เฟิงโหลวเปิดร้านได้ 3 วัน ซุนเม่าไฉก็เปิดตัวเมนูใหม่
สวี่เฉิงยกเลิกแผนไปสัมภาษณ์กู่ลี่ที่หางโจวทันที เปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าสู่ฮ่องกง หลังจากชิมเมนูใหม่ของซุนเม่าไฉแล้ว ก็ยังอยู่ฮ่องกงต่อเพื่อเขียนต้นฉบับเมนูใหม่จนเสร็จ
ระหว่างเขียนต้นฉบับสวี่เฉิงก็ถือโอกาสคุยธุรกิจไปด้วย เพราะยังไงเขาก็เป็นนักธุรกิจ ยังมีทรัพย์สมบัติหมื่นล้านรอให้เขาไปบริหารอยู่
จากนั้นเขาก็แวะไปเยี่ยมซุนกวนอวิ๋นที่จวี้เป่าโหลว เดิมทีแค่อยากไปเสี่ยงดวงดูว่าจะขอส่วนบุญนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนได้สักที่ไหม เมื่อก่อนเขาเคยกินแห้วมาหลายรอบแล้ว ครั้งนี้เลยไม่ได้หวังอะไรมาก
นึกไม่ถึงว่าคราวนี้ซุนกวนอวิ๋นจะคุยง่ายผิดคาด เขาไม่ได้แค่ขอส่วนบุญได้ที่เดียว แต่ได้มาถึงสามที่!
กินติดต่อกันสามวันวันละที่ เติมเต็มลิ้นที่แสนจะจู้จี้ของเขาได้อย่างเปรมปรีดิ์
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่ร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคัง เขาก็รู้สึกว่านกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนของซุนกวนอวิ๋นไม่เหมือนเมื่อก่อนนิดหน่อย แต่ตอนนั้นได้ชิมแค่คำเดียว บวกกับไม่ได้กินฝีมือซุนกวนอวิ๋นมาหลายปี เลยแค่สงสัยแต่ไม่กล้าฟันธง
คราวนี้ได้กินสามวันติด สวี่เฉิงก็มั่นใจในความคิดตัวเอง ซุนกวนอวิ๋นปรับปรุงนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนอีกแล้ว คืนสู่สามัญ ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
สวี่เฉิงเลยอยู่ฝูเจี้ยนต่อเพื่อเขียนต้นฉบับนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนให้เสร็จค่อยกลับปักกิ่ง
แน่นอน ตอนที่เขากลับถึงปักกิ่งก็เดือนกรกฎาคมแล้ว
และยังไม่ได้ไปสัมภาษณ์กู่ลี่ที่หางโจว
หลังจากไม่ทำหน้าที่ให้เรียบร้อย เบี้ยวงานหนีไปฮ่องกงกับจวี้เป่าโหลวเขียนต้นฉบับสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับแผนเดิมเลยสักนิด สวี่เฉิงก็รู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักมาก เลยตัดสินใจเบี้ยวงานต่อเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง
หลังจากสวี่เฉิงให้รางวัลตัวเองด้วยการตระเวนกินตามภัตตาคารต่าง ๆ ในปักกิ่งนานกว่าครึ่งเดือน ในที่สุดก็เจียดเวลาไปสัมภาษณ์กู่ลี่ที่หางโจวได้สำเร็จ จึงเกิดฉากนั่งแก้ต้นฉบับใหม่ที่บ้านในตอนนี้
ขอเสริมอีกนิด สวี่เฉิงชอบซื้อบ้านมาก ทั่วประเทศหรือแม้แต่ทั่วโลก ขอแค่มีอาหารอร่อยก็ต้องมีบ้านของเขา ทุกครั้งที่เขาชิมอาหารรสเลิศเสร็จและตัดสินใจจะเขียนลงนิตยสาร ‘จือเว่ย’ เขาจะกลับไปที่บ้านของตัวเอง เขียนเสร็จเมื่อไหร่ค่อยจากไป
ก็เขาเป็นราชานกพิราบนี่นา ถ้าไม่บีบตัวเองสักหน่อย ‘จือเว่ย’ อาจจะได้ดองยาวตลอดกาล
นิตยสารอาหารสมัยนี้ทำยาก นักวิจารณ์อาหารชื่อดังมีอยู่แค่ไม่กี่คน ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกผู้ชนะในชีวิตที่มีทั้งเงินและเวลาแบบสวี่เฉิง จะเขียนหรือไม่เขียนขึ้นอยู่กับอารมณ์ล้วน ๆ ขืนสำนักพิมพ์หวังพึ่งต้นฉบับจากนักวิจารณ์พวกนี้คงเจ๊งบ๊งไปนานแล้ว
นิตยสารอาหารสมัยนี้ ถ้าไม่เขียนสตอรี่เกี่ยวกับอาหาร ขุดคุ้ยน้ำตาและความขมขื่น ความสุขและความสมบูรณ์ที่อยู่เบื้องหลังอาหาร หรือสะท้อนทัศนียภาพทางวัฒนธรรมและรากฐานทางประวัติศาสตร์ของเมืองผ่านมุมมองของอาหาร ประวัติศาสตร์ และตัวเมือง ก็คงไม่กล้าเรียกตัวเองว่านิตยสารอาหาร
เมื่อก่อนสวี่เฉิงไม่เคยชายตามองนิตยสารพวกนี้เลย ‘จือเว่ย’ ขึ้นชื่อว่าเป็นนิตยสารอาหารสายแข็ง คุยแต่เรื่องกิน นอกจากเรื่องกินแล้วไม่คุยเรื่องอื่น
จนกระทั่ง ‘จือเว่ย’ เปลี่ยนจากรายเดือนเป็นรายไตรมาส จากรายไตรมาสเป็นรายครึ่งปี จากรายครึ่งปีเป็นรายปี สวี่เฉิงถึงได้ค้นพบว่าวิธีเขียนต้นฉบับที่เขาเคยดูแคลนนั้น จริง ๆ แล้วมันแถเพิ่มจำนวนคำได้ง่ายชะมัด
ดังนั้นสวี่เฉิงเลยเปลี่ยนไป เขาเริ่มเชี่ยวชาญในการขุดคุ้ยเรื่องราวเบื้องหลังอาหาร
แต่ต้นฉบับครั้งนี้เขียนยากเป็นพิเศษ หลัก ๆ เพราะกู่ลี่พูดไม่เก่ง เรื่องราวที่ตื่นเต้น สร้างแรงบันดาลใจ ซาบซึ้ง หรือเหมาะจะเอาไปสร้างละครแค่ไหน พอออกจากปากเขาแล้วกลับดูธรรมดาจืดชืดไร้จุดเด่น เรื่องราวเบื้องหลังของเขาดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้เขียนเลย
สวี่เฉิงเลยเตรียมจะเขียนใหม่
สวี่เฉิงเริ่มกลุ้มใจ
เขาอยากจะเบี้ยวงานอีกแล้ว
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา”
“ท่านประธานสวี่ บรรณาธิการเจียงถามว่าท่านจะไปไท่เฟิงโหลวเมื่อไหร่ครับ ทางโน้นเตรียมพร้อมแล้ว” ผู้ช่วยของสวี่เฉิงรายงาน
“ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”
“11 โมง 9 นาทีครับ เรานัดไว้เที่ยงครึ่ง” ผู้ช่วยตอบ
สวี่เฉิงโยนปากกาทิ้ง มองต้นฉบับที่เพิ่งเขียนได้ไม่กี่บรรทัด แล้วรู้สึกว่า——
ช่างมันเถอะ ต้นฉบับเดิมก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเขียนใหม่หรอก เขียนใหม่เสียเวลาเปล่า ๆ สู้เอาเวลาไปกินข้าวดีกว่า
“ทางบรรณาธิการเจียงพาคนมาเท่าไหร่?” สวี่เฉิงถาม
“ทั้งหมด 9 คนครับ ช่างภาพ 3 ผู้ช่วยช่างภาพ 2 บรรณาธิการเจียง รองบรรณาธิการหวัง ศาสตราจารย์เย่ซื่อจากมหาวิทยาลัยจิงตู แล้วก็เด็กฝึกงานอีกหนึ่งครับ” ผู้ช่วยตอบ
“เด็กฝึกงาน? ใครพาเด็กฝึกงานมาด้วย?” สวี่เฉิงไม่ได้โกรธแค่รู้สึกแปลกใจ เขารู้จักพนักงานของตัวเองดี ความสามารถระดับท็อปทุกคน และไม่น่าจะทำเรื่องแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ออก ในเมื่อพาเด็กฝึกงานมาด้วยก็ต้องมีเหตุผล
“บรรณาธิการเจียงตั้งใจพามาจากเซี่ยงไฮ้เลยครับ ปีก่อนท่านเคยเปรย ๆ ว่าอยากจะปั้นนักวิจารณ์อาหารมาสานต่องานไม่ใช่เหรอครับ? เขาเลยตั้งใจพาเด็กฝึกงานคนนี้มาให้ท่านดู เห็นว่าลิ้นไวมาก เป็นเพชรเม็ดงามที่เหมาะจะเป็นนักวิจารณ์อาหารเลยครับ” ผู้ช่วยอธิบาย
สวี่เฉิงพยักหน้า “บอกบรรณาธิการเจียงให้ออกเดินทางได้เลย อีก 5 นาทีค่อยโทรบอกประธานหานให้เขาออกเดินทางเหมือนกัน”
สวี่เฉิงเป็นคนเขียนบทความให้ ‘จือเว่ย’ ตลอดไปไม่ได้ ยิ่งอายุมากขึ้น เขาก็ยิ่งไม่อยากตระเวนไปไหนมาไหน ‘จือเว่ย’ เป็นสิ่งที่เขาสร้างมากับมือ และทำให้มันยิ่งใหญ่มากับมือ เขาไม่อยากให้นิตยสารเล่มนี้ต้องปิดตัวลง และไม่อยากทำลายมัน เขาจึงเตรียมจะปั้นนักวิจารณ์อาหารรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์และสามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับเขาได้
นักวิจารณ์อาหารที่เป็นของ ‘จือเว่ย’
ได้แต่หวังว่าเด็กฝึกงานที่บรรณาธิการเจียงพามาครั้งนี้จะไม่ทำให้เขาผิดหวัง
การจะปั้นนักวิจารณ์อาหารที่ยอดเยี่ยมสักคน ต้องใช้เวลา ต้องใช้กำลังคน ทรัพยากร และเงินทุนมหาศาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้สวี่เฉิงมีเหลือเฟือ
สิ่งที่เขาขาดคือบุคลากร ขาดคนที่มีพรสวรรค์ที่จะเป็นนักวิจารณ์อาหาร
ต่อให้สุดท้ายคนที่เขาปั้นขึ้นมาจะไม่ได้เป็นนักวิจารณ์อาหารประจำของ ‘จือเว่ย’ เขาก็เต็มใจ
วงการและชีวิตของนักวิจารณ์อาหารระดับท็อปมันเงียบเหงาเกินไป เขาต้องการคนหน้าใหม่มาทำลายความเงียบเหงานี้
ไม่อย่างนั้นโลกนี้มีแต่ม้าพันลี้แต่ขาดคนมองม้าเป็น มันจะไปน่าสนุกได้ยังไง