- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 300 ราชานกพิราบตัวจริง
บทที่ 300 ราชานกพิราบตัวจริง
บทที่ 300 ราชานกพิราบตัวจริง
“ปู่ครับ ปู่พูดอะไรเนี่ย” ซุนจี้ข่ายอยากจะหัวเราะ แต่กลับหัวเราะไม่ออก
เขาอยากจะถามว่าพวกปู่กำลังล้อผมเล่นอยู่หรือเปล่า แต่ในใจเขารู้ดีว่า ซุนกวนอวิ๋นไม่ใช่คนที่จะมาล้อเล่นอะไรแบบนี้
สีหน้าของซุนกวนอวิ๋นและผู้ช่วยหวังก็ดูไม่เหมือนคนกำลังล้อเล่นด้วย
ซุนจี้ข่ายรู้สึกว่าริมฝีปากหนักอึ้ง หนักจนอ้าปากไม่ขึ้น รู้สึกขมปร่าที่ลิ้น ขมจนขยับลิ้นไม่ได้
เขารู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวอึดอัด กดทับจนแทบจะหายใจไม่ออก
ซุนกวนอวิ๋นถอนหายใจ หันไปพูดกับผู้ช่วยหวังว่า “นายพูดเถอะ”
ผู้ช่วยหวังยื่นซองเอกสารให้ซุนจี้ข่าย
“ท่านประธานซุนเริ่มรู้สึกไม่สบายตั้งแต่ก่อนปีใหม่ แต่ตอนนั้นงานยุ่งมากท่านเลยไม่ได้ใส่ใจ ก็เลยไม่ได้ไปตรวจที่โรงพยาบาล จนกระทั่งแข่งทำอาหารรสเลิศจบ ท่านรู้สึกเจ็บหน้าอกตลอด แล้วก็หายใจลำบาก ถึงได้ไปตรวจที่โรงพยาบาล ผลปรากฏว่า...”
ซุนจี้ข่ายเปิดซองเอกสาร ข้างในเป็นประวัติการรักษาและผลตรวจของซุนกวนอวิ๋น ศัพท์เฉพาะพวกนั้นเขาอ่านไม่รู้เรื่องเลยสักนิด แม้แต่ชื่อโรคเขาก็ยังไม่เคยได้ยิน
“หมอบอกว่าตับและปอดของท่านประธานซุนมีรอยโรค ปอดของท่านเป็นรูพรุนไปหมด การทำงานของปอดเหลือแค่ 20% ของคนปกติ ตอนนี้แทบจะขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาไม่ได้แล้ว ส่วนรอยโรคที่ตับสามารถผ่าตัดรักษาได้ แต่ท่านประธานซุนอายุมากแล้ว หมอบอกว่าด้วยสภาพร่างกายของท่านคงทนรับการผ่าตัดจนจบไม่ไหว แถมยัง...”
“แถมต่อให้ผ่าตัดรักษาตับได้ ปอดก็ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้อยู่ดี” ซุนจี้ข่ายก้มมองรายงานการแพทย์ในมือ
ร่างกายของซุนกวนอวิ๋นตอนนี้เหมือนเครื่องจักรเก่าคร่ำครึที่ชิ้นส่วนเริ่มพังไปทีละอย่าง ซ่อมส่วนหนึ่งเสร็จอีกส่วนก็พัง หรือบางชิ้นส่วนก็พังเสียหายจนเกินจะเยียวยา
กระบวนการซ่อมแซมไม่ได้นำมาซึ่งสุขภาพที่ดี แต่มีแต่จะนำความเจ็บปวดมาให้
การผ่าตัดอาจยืดอายุขัยได้ แต่ช่วงชีวิตที่ยืดออกไปนั้นคือความทรมาน
ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้ยาประคองอาการ นอนรอความตายอย่างสงบ
“ใช่ครับ เป็นแบบนั้นแหละ” ผู้ช่วยหวังกลืนน้ำลาย “หมอบอกว่าถ้าโชคดี ท่านประธานซุนน่าจะอยู่พ้นปีใหม่นี้ครับ”
ซุนจี้ข่ายไม่เคยเกลียดคำว่าโชคดีเท่านี้มาก่อน
“จี้ข่าย แกอย่าเสียใจไปเลย คนเรามีเกิดก็ต้องมีดับ เป็นกฎธรรมชาติ” ซุนกวนอวิ๋นกลับเป็นฝ่ายปลอบใจซุนจี้ข่าย “ปู่ยังมีเวลาอีกครึ่งปี แกตั้งใจเรียน ปู่จะตั้งใจสอน ต่อไปจวี้เป่าโหลวต้องฝากไว้ที่แกแล้ว”
“ครับ” ซุนจี้ข่ายไม่เคยรู้สึกว่าคำว่าครับคำเดียวจะหนักอึ้งเหมือนแบกภูเขาไว้ทั้งลูกขนาดนี้
ซุนกวนอวิ๋นถอนหายใจ
ก่อนที่จะตรวจพบว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เขาไม่เคยหยุดฝีเท้าเพื่อหันมองคนรอบข้างเลย
เขาไม่ใช่พ่อที่ดี และก็ไม่ใช่ปู่ที่ดี
เขาพลาดช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นของลูกชายทั้งสองคนไปแทบทั้งหมด นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตอนเด็ก ๆ พวกเขาเป็นยังไง
เขาลำเอียงรักหลานชายคนโตซุนจี้ข่ายที่แข็งแรงร่าเริง ฉลาดเฉลียว และมีพรสวรรค์ด้านอาหาร แต่กลับละเลยหลานชายคนรองซุนเจิ้งชิงที่ขี้โรคมาตั้งแต่เด็ก ขี้อาย ไม่ชอบขยับตัว และเข้าสังคมไม่เก่ง
เขารู้ว่าลูกสะใภ้คนโตเป็นคนโลภมาก เห็นแก่ได้ อยากได้หน้าเร็ว ๆ แต่กลับโง่เง่าเต่าตุ่น ทว่าเขาก็ละเลยที่จะสั่งสอนจนเป็นนิสัย
เขาเคยคิดว่าตัวเองมีเวลาอีกมาก เคยคิดว่าจะเอาเวลาและแรงกายไปทุ่มเทกอบกู้ชื่อเสียงของจวี้เป่าโหลวที่ตกต่ำลงทุกวันให้มั่นคงก่อน เคยคิดว่าจะจัดการเรื่องภัตตาคารของตระกูลให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปจัดการเรื่องในบ้าน
แต่เขาคิดผิด เขาไม่มีเวลาแล้ว
เขาไม่ใช่ซูเปอร์แมน ไม่ใช่เทวดา เขาทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบไม่ได้ ตรงกันข้าม เขาอยากจะรักษาไว้ทั้งสองทาง แต่กลับรักษาไม่ได้เลยสักทาง
กว่าจะหยุด แล้วหันกลับไปมอง ถึงได้พบความจริง
ตำแหน่งภัตตาคารอันดับหนึ่งแห่งฝูเจี้ยนของจวี้เป่าโหลวสั่นคลอนจนน่าเป็นห่วง หลานชายคนโตที่เขาตั้งความหวังและลำเอียงรักมาตลอด 20 กว่าปี ก็ถูกลูกสะใภ้โง่ ๆ คนนั้นชักจูงจนเสียคนไปเรื่อย ๆ
ลูกชายคนโตของเขาก็ยังคงอ่อนแอไร้ความคิดเหมือนเดิม แต่หลานชายคนรองกลับซื่อตรงและจิตใจดีอย่างคาดไม่ถึง
แต่สิ่งที่ทำให้ซุนกวนอวิ๋นตื่นตระหนกที่สุดคือ เมื่อเขาหยุดพัก อยากจะใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับครอบครัว อยากจะเริ่มทำความรู้จักคนในครอบครัว เขากลับต้องผวาเมื่อพบว่า
ลูกชายคนรองของเขา ดูเหมือนจะไม่ได้จิตใจดี ซื่อสัตย์ และหัวอ่อนน่าสงสารเหมือนที่แสดงออกภายนอก
ในทางกลับกัน การเคลื่อนไหวลับหลังตลอดหลายปีมานี้ ช่างขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ถูกพี่ชายกดขี่ข่มเหงที่เขาสร้างให้คนเห็นอย่างสิ้นเชิง การแสดงของเขาแนบเนียนจนน่ากลัว
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจทำบางอย่าง
เขาตัดใจไล่ซุนจี้ข่ายออกจากบ้าน ห้ามไม่ให้ใครช่วยเหลือ แล้วส่งไปปักกิ่ง ไปที่ไท่เฟิงโหลว
เขาจำเป็นต้องใช้ยาแรง เขาต้องดัดนิสัยหลานชายให้กลับมาเข้ารูปเข้ารอยก่อนที่เขาจะตาย เขาถึงจะวางใจมอบจวี้เป่าโหลวให้ดูแลได้
โชคดีที่ซุนจี้ข่ายกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง
ซุนกวนอวิ๋นรู้ดีว่า เขาติดหนี้บุญคุณเจียงเว่ยกั๋วอีกแล้ว น่าเสียดายที่เขากำลังจะตาย ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ยังไม่ได้ทำ บุญคุณครั้งนี้คงต้องรอไปชดใช้ชาติหน้า
“พอกลับไปแล้ว อยู่ให้ห่างจากพวกลูกพี่ลูกน้องแกไว้ แกไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว ออกมาเผชิญโลกมาแล้ว คนบางคนเรื่องบางเรื่องแกควรมองให้ออกได้แล้ว” ซุนกวนอวิ๋นเตือน
“ครับ” ซุนจี้ข่ายยังคงจิตตก
“เจิ้งชิงเป็นเด็กดี ช่วงที่ผ่านมาเขาก็เป็นห่วงแกตลอด”
“ผมรู้ครับ” ซุนจี้ข่ายนึกถึงบ๊ะจ่างที่ซุนเจิ้งชิงส่งมาให้ตอนเทศกาลตวนอู่
จริง ๆ แล้วในใจเขาก็รู้ดี แม่เขาไม่ใช่คนดี พ่อเขาก็เชื่อฟังแต่แม่ อาเขากับอาสะใภ้ก็ไม่ใช่คนดี ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน
ตระกูลซุนของพวกเขา ดูเหมือนจะมีแค่ลูกพี่ลูกน้องซุนเจิ้งชิงคนเดียวที่เป็นคนดี
แต่เมื่อก่อนทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่แม่พูดแม่ทำล้วนเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว แต่ทำไมเขาถึงยังเชื่อฟังแม่มาตลอด?
คงเป็นเพราะตอนนั้นหน้ามืดตามัวไปมั้ง
ซุนจี้ข่ายหาคำอธิบายอื่นไม่ได้แล้ว
ถึงโรงพยาบาลแล้ว
ซุนจี้ข่ายประคองซุนกวนอวิ๋นลงจากรถ
เขารักปู่ เพราะเขารู้ว่าปู่รักเขา
เขาไม่เกลียดแม่ เพราะเขารู้ว่าแม่ไม่ได้รักเขา
อีกด้านหนึ่งที่ไท่เฟิงโหลว เจียงเฟิงกำลังเสียดายที่ต้องเสียพนักงานดีเด่นผู้เต็มใจทำโอทีโดยไม่เรียกร้องค่าจ้างและสิ่งตอบแทนไปคนหนึ่ง
สมัยนี้สหายที่ดีและใสซื่ออย่างซุนจี้ข่ายหาไม่ได้ง่าย ๆ นะ
เมนูอาหารของไท่เฟิงโหลวต้องถอดออกไปอีกหลายรายการ แถมยังถอดออกแบบถาวรด้วย
เจียงเฟิงถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เป็นอะไรไป?” อู๋หมิ่นฉีถาม
“ซุนจี้ข่ายจะกลับจวี้เป่าโหลวแล้ว ฉันกำลังคิดว่าพวกเราควรจัดงานเลี้ยงส่งให้เขาหน่อยดีไหม” เจียงเฟิงเปรย
“งานเลี้ยงส่ง?” อู๋หมิ่นฉีคิดนิดนึง “แต่เขาต้องไปคืนนี้แล้วนี่นา”
“คืนนี้? เธอรู้ได้ไง?”
อู๋หมิ่นฉีหยิบมือถือ เปิดวีแชต เลื่อนไปหน้าโมเมนต์ โพสต์แรกก็คือโพสต์ของซุนจี้ข่าย
“กลับบ้าน”
ข้างล่างมีรูปตั๋วเครื่องบินสามใบ เวลาคือทุ่มยี่สิบนาทีวันนี้
ปกติกลางวันเจียงเฟิงไม่ค่อยดูโมเมนต์ในวีแชต จะไถดูแค่ตอนก่อนนอนเท่านั้น
ระหว่างที่ทั้งสองคุยกัน สองผู้เฒ่าก็เดินเข้ามา
เจียงเว่ยกั๋วไม่เห็นซุนจี้ข่ายในครัว เลยถามว่า “ตาแก่ซุนรับตัวซุนจี้ข่ายกลับไปแล้วเหรอ?”
“ครับ น่าจะชั่วโมงที่แล้ว” เจียงเฟิงตอบ
“ไวจริงเชียว ตาแก่นั่นจะรีบไปไหน” เจียงเว่ยกั๋วพึมพำ “เมื่อกี้ตอนคุยโทรศัพท์เสียงก็ดูแปลก ๆ มีลูกไม้อะไรหรือเปล่านะ”
พอเจียงเฟิงได้ยินเจียงเว่ยกั๋วพูดแบบนี้ ก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าก่อนหน้านี้เขารู้สึกทะแม่ง ๆ ตรงไหน
เสียงของซุนกวนอวิ๋นไม่ปกติ
พูดให้ถูกคือ สภาพของน้ำเสียงไม่ปกติ
ดูแก่ชรา แหบพร่า ลมหายใจก็ดูไม่ค่อยมีแรง ภายในเวลาสั้น ๆ แค่ครึ่งชั่วโมง ซุนกวนอวิ๋นไอยไปตั้งเจ็ดแปดครั้ง
ป่วยเหรอ?
“จริงสิ คนของนิตยสาร ‘จือเว่ย’ เพิ่งโทรมา บอกว่าจะเข้ามาสัมภาษณ์พรุ่งนี้ พวกแกเตรียมตัวด้วย วันนี้จางกวงหังหยุด เดี๋ยวโทรบอกเขาหน่อยแล้วกัน” เจียงเว่ยกั๋วพูดต่อ
เจียงเฟิงโยนเรื่องซุนกวนอวิ๋นทิ้งไปไว้หลังสมองทันที
ถ้านิตยสาร ‘จือเว่ย’ ยังเบี้ยวต่อแบบนี้ หรือพูดให้ถูกคือถ้าสวี่เฉิงยังเบี้ยวต่อแบบนี้ เจียงเฟิงคงลืมไปแล้วว่า ‘จือเว่ย’ ยังติดค้างไท่เฟิงโหลวเรื่องโปรโมตขึ้นปก และค้างบทสัมภาษณ์พิเศษของเขา อู๋หมิ่นฉี และจางกวงหัง อีกคนละหนึ่งสกู๊ป
ในฐานะราชาแห่งวงการนกพิราบจอมเบี้ยว ไม่ว่าสวี่เฉิงจะเบี้ยวงานยังไง คนอื่นก็มองว่าเป็นเรื่องปกติ
ต่อให้เขาเบี้ยวนิตยสาร ‘จือเว่ย’ ฉบับนี้ไปดื้อ ๆ คนอื่นก็คงไม่รู้สึกแปลกใจอะไร
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยทำซะหน่อย
สมัยที่ ‘จือเว่ย’ ยังเป็นนิตยสารรายเดือน เขาชอบเบี้ยวนิตยสารประจำเดือนนั้น ๆ อยู่บ่อยครั้ง
เจียงเฟิงสูดหายใจลึก ยืดอกเงยหน้า รำพึงในใจว่า ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
หลังจากจบการแข่งขันทำอาหารรสเลิศ เขาไปรื้อนิตยสาร ‘จือเว่ย’ ย้อนหลัง 10 ปีมาอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเน้นดูบทสัมภาษณ์พิเศษของเชฟชื่อดังแต่ละคนเป็นหลัก
บทสัมภาษณ์พิเศษไม่ได้เขียนถึงแค่อาหาร แต่จะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งเขียนถึงเชฟและร้านอาหารที่เชฟทำงานอยู่ เนื้อหาก็หลากหลาย เขียนตามคาแรกเตอร์ของเชฟแต่ละคน แต่ธีมหลักยังคงเหมือนกัน คืออาหาร
“พรุ่งนี้กี่โมงครับ?” เจียงเฟิงถาม
“คงหลังมื้อเที่ยง สวี่เฉิงจองห้องส่วนตัวไว้ จองเมนูของพวกแกสามคนไว้ทั้งหมดเลย” เจียงเว่ยกั๋วบอก
รอยยิ้มของเจียงเฟิงค่อย ๆ แข็งค้าง
“ทั้งหมดเลยเหรอครับ?”
“ใช่ แม้แต่เมนูห่วย ๆ ที่ขายไม่ออกของแกเขาก็สั่งจองไว้หมด” เจียงเว่ยกั๋วตอบ
รอยยิ้มของเจียงเฟิงหายวับไปทันที
“เกี๊ยวไม่ได้นะ เกี๊ยวถูกจองหมดแล้ว เซวียเซ่าเฮิงจองไว้แล้ว” เจียงเฟิงรีบโยนขี้ให้เซวียเซ่าเฮิง
หม้อซุปหลี่หงจางยังพอทน แต่เกี๊ยวเนื้อล้วนนี่ไม่มีทางยอมเด็ดขาด
เกี๊ยวเนื้อล้วนคือฟางเส้นสุดท้ายของผม!