- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 285 โรงอาหารศัลยกรรมกระดูก
บทที่ 285 โรงอาหารศัลยกรรมกระดูก
บทที่ 285 โรงอาหารศัลยกรรมกระดูก
เจียงเฟิงแยกตำแหน่งในโรงพยาบาลไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ฝึกหัด นักศึกษาแพทย์ฝึกงาน หรือตำแหน่งแพทย์ประจำอื่น ๆ เขาก็แยกไม่ออกทั้งนั้นแหละ เพราะใส่ชุดกาวน์เหมือนกันหมด เรียกหมอก็คงถูกเองแหละ
หมอเฉาเป็นแพทย์วัยกลางคน รอยคล้ำใต้ตาเป็นหลักฐานยืนยันว่าเขาไม่ได้งีบมาเกินหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว หมอเฉาหาวหวอด ตาปรือ ก้มมองขาหมูของจี้เยวี่ยอย่างหมดเรี่ยวแรง
“เท้าไปโดนอะไรมาถึงเป็นแบบนี้? โดนอะไรทุบมาเหรอ?” หมอเฉาถาม
“เดินลงบันไดแล้วพลิกค่ะ” จี้เยวี่ยตอบ
“พลิก?” หมอเฉาตาตื่นขึ้นมาทันที เท้าพลิกจนบวมขนาดนี้นี่เรื่องแปลกนะเนี่ย “พลิกตอนไหน? พลิกแล้วประคบร้อนหรือประคบเย็น?”
“พลิกตอนแปดโมงเช้ากว่า ๆ ค่ะ พลิกแล้วประคบเย็นค่ะ” จี้เยวี่ยตอบ
“แปดโมง? นี่ก็ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงเอง ทำไมบวมได้ขนาดนี้?” หมอเฉาพึมพำ “พลิกยังไง? แล้วหลังจากพลิกคุณทำอะไรบ้าง? เล่าให้ผมฟังละเอียด ๆ หน่อย”
“ก็เมื่อเช้าตอนลงบันได อาจจะเป็นเพราะส้นรองเท้าสูงไปหน่อย เลยเผลอทำเท้าพลิก แล้วก็กลิ้งตกบันไดลงมา กลิ้งมาประมาณห้าหกขั้นได้มั้งคะ” จี้เยวี่ยเล่า
“ส้นสูงแค่ไหน?” หมอเฉาถาม
“4.5 เซนค่ะ คู่นี้แหละ” จี้เยวี่ยยกเท้าซ้ายขึ้น ถอดรองเท้าหงายส้นให้หมอเฉาดู
เท้าขวาของจี้เยวี่ยบวมเป็นขาหมูจนดูไม่ออก แต่พอหมอเฉาเห็นเท้าซ้ายของจี้เยวี่ย ก็พบว่าเธอเป็นคนเท้าแบน
“คุณเป็นคนเท้าแบน ปกติเดินแล้วเท้าพลิกง่ายไหม?” หมอเฉาถาม
“ง่ายค่ะ” จี้เยวี่ยตอบ
“น่าจะเอ็นข้อเท้าหย่อน ต้องประคบเย็นต่อไป เสี่ยวจางเตรียมน้ำแข็งประคบให้เธอหน่อย หลังเท้าแพลงต้องประคบเย็น 24 ชั่วโมง เดี๋ยวพอกลับไปแล้วคุณก็ต้องประคบเย็นต่อนะ แล้วหลังจากพลิกนี่ประคบเย็นทันทีเลยไหม?” หมอเฉาถามต่อ
“เปล่าค่ะ หลังจากพลิกฉันก็ลงบันไดไปซื้อซาลาเปาไส้ถั่วฝักยาวสองลูก แล้วเดินไปที่ทำงาน ช่วยย้ายตู้ แบกผักสองตะกร้า เนื้อหนึ่งตะกร้า ประมาณเก้าโมงครึ่งถึงเริ่มประคบเย็นค่ะ” จี้เยวี่ยตอบ
หมอเฉา: ???
“คุณไม่เจ็บเหรอ?” หมอเฉาถามคำถามที่ใจตรงกับเจียงเฟิงเป๊ะ
“ก็พอได้มั้งคะ เจ็บแค่นิดหน่อยฉันเลยไม่ได้ใส่ใจ” จี้เยวี่ยตอบ
“โห คุณนี่อดทนเก่งใช้ได้เลยนะเนี่ย”
จี้เยวี่ย: ???
“80% น่าจะกระดูกร้าว ไปเอกซเรย์ดูก่อน บวมขนาดนี้ถ้าโชคร้ายอาจจะต้องผ่าตัดเล็ก เสี่ยวเจียงนี่คนรู้จักคุณใช่ไหม คุณจัดการเลย” หมอเฉาสั่ง
“ได้ครับ หมอเฉา” เจียงโส่วเฉิงดูเรียบร้อยขึ้นมาทันทีเมื่ออยู่ต่อหน้าหมอรุ่นพี่
“หมอเฉา หมอเฉา รีบมาดูคนไข้คนนี้เร็วครับ!” พยาบาลหลายคนเข็นคนไข้เข้ามา เสื้อบริเวณหน้าอกของคนไข้ชุ่มไปด้วยเลือด มีกรรไกรปักคาอยู่ที่อก
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?” หมอเฉารีบพุ่งเข้าไปดู
“ผัวเมียทะเลาะกัน เมียโมโหเลยเอากรรไกรแทงอกผัว ตอนอยู่บนรถฉุกเฉินยังมีสติอยู่ครับ” บุรุษพยาบาลรายงาน
“ตามหมอศัลยกรรมทรวงอกลงมาดูหน่อย กรรไกรปักตำแหน่งไม่ค่อยดีเลยแฮะ”
เจียงเฟิง: Σ(°△°|||)︴
จี้เยวี่ย: !!!∑(°Д°ノ)ノ
แผนกฉุกเฉินสมัยนี้มันระทึกขวัญขนาดนี้เลยเหรอ???
“ไม่เป็นไร แค่กรรไกรเล่มเดียว แทงไม่ลึกหรอกแค่ตำแหน่งไม่ดี ถ้าเป็นมีดทำครัวแทงตรงนี้ล่ะยุ่งแน่ เมื่อวานมีคนไข้หัวปักมีดเดินเข้ามาเองคนเดียว เล่นเอาพยาบาลกับคนไข้คนอื่นตกใจแทบแย่” เจียงโส่วเฉิงผู้เจนจัดประสบการณ์ เข็นรถเข็นจี้เยวี่ยเตรียมพาไปเอกซเรย์ “น้องเล็ก นายไปลงทะเบียนจ่ายเงินก่อนนะ”
“เดี๋ยวผมพาเธอไปเอกซเรย์เอง มีเพื่อนร่วมงานมาด้วยอีกคน เขาไปจ่ายเงินแล้ว พี่รองไปทำงานเถอะ” เจียงเฟิงบอก
“ไม่เป็นไร ๆ แผนกรังสีฉันคุ้นเคยกว่า แต่น้องเล็กในเมื่อนายว่างอยู่ งั้นไปทำกับข้าวให้ฉันที่โรงอาหารศัลยกรรมกระดูกหน่อยได้ไหม?” เจียงโส่วเฉิงยิ้มอย่างซื่อ ๆ
เจียงเฟิง: ???
“โรงอาหารศัลยกรรมกระดูก?” เจียงเฟิงงง
“ใช่สิ น้องเล็กนายไม่รู้หรอก ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนที่ฉันวนมาอยู่แผนกฉุกเฉิน ก็ไม่ได้กินข้าวร้อน ๆ อีกเลย กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกมื้อ หน้าฉันจะกลายเป็นบะหมี่อยู่แล้ว!” เจียงโส่วเฉิงโอดครวญด้วยความแค้นใจ
“จะว่าไปก็อาถรรพ์ชะมัด พอถึงเวลาข้าวทีไรแผนกฉุกเฉินจะยุ่งขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มื้อเที่ยงวันนี้ก็มีเคสรมแก๊สยกครัวส่งมา มื้อเย็นเมื่อวานก็มีเคสอาหารเป็นพิษ มื้อเที่ยงเมื่อวานก็มีเคสจมน้ำจากการว่ายน้ำในที่ห้ามว่าย เมื่อวานซืนยิ่งหนัก รถชนกันวินาศสันตะโร ตอนเช้าชั่วโมงเร่งด่วนรถชนท้ายกันเก้าคันรวดบนวงแหวนรอบสอง เละเทะไปหมด ยุ่งตั้งแต่เช้ายันค่ำ ฉันได้กินแค่ขนมปัง 5 ก้อน ก้อนเท่ากำปั้นเอง” เจียงโส่วเฉิงทำหน้าเศร้า “โรงอาหารโรงพยาบาลเราก็เหมือนกัน พอเลยเวลาข้าวก็ไม่ขายแล้ว ไม่รู้หรือไงว่าคนแผนกฉุกเฉินมันยุ่งน่ะ!”
“หน้าโรงพยาบาลเหมือนจะมีร้านอาหารตามสั่งอยู่นะ” เจียงเฟิงทัก
“น้องเล็ก นายรู้ไหมว่าหมอฝึกหัดอย่างพวกเราเงินเดือนพื้นฐานเดือนละเท่าไหร่?” เจียงโส่วเฉิงถาม
“เท่าไหร่?”
“2400 รวมค่าเบี้ยเลี้ยงปริญญาโทแล้วก็แค่ 3000”
เจียงเฟิงเงียบไป นึกไม่ถึงว่าเจียงโส่วเฉิงจะตกอับยิ่งกว่าจี้เยวี่ยซะอีก
“แน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือนหรอก เพราะเรายังมีเบี้ยเลี้ยงอื่น ๆ อีก หอพักก็อยู่ฟรี กินข้าวกล่องก็ยังพอจ่ายไหว ประเด็นหลักคือร้านข้าง ๆ พวกนั้นทำไม่อร่อยเลย สู้โรงอาหารก็ไม่ได้! แถมที่เกินไปกว่านั้นคือโฆษณาบุกถึงห้องพักหมอเลยนะ ไปแผนกไหนก็เจอเบอร์โทรกับเมนูร้านพวกนี้แปะอยู่ ข้าวราดหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงกล้าขายตั้ง 28 หยวน บ้าไปแล้ว มื้อนึงฉันต้องกินตั้ง 4 กล่อง ขืนกินแบบนี้ฉันล้มละลายพอดี!”
“หมอเจียง มีคนไข้หั่นผักโดนมือ รบกวนมาเย็บแผลหน่อยค่ะ” พยาบาลสาวตะโกนเรียก
“ได้ครับ” เจียงโส่วเฉิงก็เหมือนก้อนอิฐ ขาดตรงไหนก็ต้องไปอุดตรงนั้น “เดี๋ยวฉันไปเย็บแผลแป๊บเดียวเดี๋ยวมา น้องเล็กนายรอฉันตรงนี้เดี๋ยวฉันมาบอกทางไปโรงอาหารศัลยกรรมกระดูก”
จี้เยวี่ยนั่งบนรถเข็นรำพึงว่า “ฉันนึกว่าหมอเงินเดือนสูงซะอีก ที่ไหนได้น้อยกว่าฉันอีก”
“อาชีพนี้เขาวัดกันช่วงท้ายเกม ช่วงต้นเกมก็ต้องฟาร์มของไปก่อน” เจียงเฟิงวิเคราะห์อย่างใจเย็น
ไม่ถึงสองนาทีเจียงโส่วเฉิงก็เย็บแผลเสร็จกลับมา บอกทางไปโรงอาหารศัลยกรรมกระดูกให้เจียงเฟิงฟังเป็นฉาก ๆ สุดท้ายก็กำชับว่าถ้าหาไม่เจอจริง ๆ ให้ถามพยาบาลแถวนั้นได้เลย ที่นี่ใคร ๆ ก็รู้จักโรงอาหารศัลยกรรมกระดูก เพราะข้าวที่นั่นอร่อยที่สุด
“โรงอาหารโรงพยาบาลให้คนนอกเข้าไปทำกับข้าวได้ด้วยเหรอ?” เจียงเฟิงสงสัยและไม่เข้าใจมาก ๆ
“แค่โรงอาหารศัลยกรรมกระดูกที่ทำได้ เพราะตรงนั้นมันใกล้ตึกผู้ป่วยใน หลังโรงอาหารมีโซนเฉพาะที่มีแต่เตา หม้อไหมีครบหมด คิดเงินตามหัวเตา ถ้าตุ๋นซุปก็คิดตามขนาดหม้อ มีหม้อทุกขนาด เตรียมไว้ให้ญาติคนไข้ทำกับข้าวนั่นแหละ” เจียงโส่วเฉิงอธิบาย “ข้างโรงอาหารศัลยกรรมกระดูกมีตลาดสดเล็ก ๆ ผักเอย เนื้อเอย ข้าวสารเอย หาซื้อได้หมด ข้าวนายไม่ต้องหุง เดี๋ยวฉันสั่งเดลิเวอรี่เอา”
“ได้ พี่รองอยากกินอะไร?” เจียงเฟิงตอบตกลงทันที เมื่อกี้ฟังเจียงโส่วเฉิงเล่า เขาก็รู้สึกว่าพี่รองลำบากมามากจริง ๆ ช่วงนี้
ควรได้กินเนื้อเยอะ ๆ บำรุงร่างกายหน่อย
วันนึงกินแค่ขนมปัง 4 ก้อนเท่ากำปั้น มันทรมานชัด ๆ!
เจียงโส่วเฉิงแจบปาก ในหัวเต็มไปด้วยภาพหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง ขาหมูตงพัว ปลาเปรี้ยวหวานซีหู หมูเปรี้ยวหวาน ไส้ใหญ่ตุ๋นซอส ซี่โครงแกะย่าง เนื้อตุ๋นมันฝรั่ง เป็ดแปดเซียน ไก่น้ำแดง ลอยมาเต็มไปหมด ถึงขั้นได้กลิ่นหอมลอยมาเตะจมูก
“นายทำอะไรก็ได้ ฉันไม่ได้กินเนื้อมาหลายวันแล้ว” เจียงโส่วเฉิงพูดตามมารยาท “บะหมี่เนื้อตุ๋นน้ำแดงในซองไม่มีรสชาติเนื้อเลยสักนิด”
“ตลาดข้างโรงอาหารมีเนื้ออะไรขายบ้าง?” เจียงเฟิงถาม
“ไก่ เป็ด หมู น่าจะมีหมดนะ ฉันได้ยินมาว่าเมื่อเช้ามีเนื้อวัวสด ๆ เข้ามา ตอนนี้น่าจะยังขายไม่หมด” เจียงโส่วเฉิงบอกใบ้สุดฤทธิ์
“โอเค เดี๋ยวผมไปดู” เจียงเฟิงหันหลังเดินจากไป
เจียงโส่วเฉิงเข็นรถพาจี้เยวี่ยไปเอกซเรย์ อาศัยความสัมพันธ์อันดีกับแผนกรังสีบวกกับสกิลรถเข็นของจี้เยวี่ย แป๊บเดียวก็เอกซเรย์เสร็จ เข็นจี้เยวี่ยกลับมาที่แผนกฉุกเฉิน
“เหล่าเจียง กินข้าวมั้ย? สั่งเดลิเวอรี่กัน นายโทรนะ เนื้อตุ๋นน้ำแดง หมูเส้นผัดซอสหวานปักกิ่ง แล้วก็ขาหมูรมควันร้านเหล่าถาน” หมอฝึกหัดรุ่นราวคราวเดียวกับเจียงโส่วเฉิงพอพูดเรื่องกินตาก็ลุกวาว
“เคสรมแก๊สย้ายไปแล้วเหรอ?” เจียงโส่วเฉิงถาม
“ย้ายไปแล้ว เพิ่งย้ายไปเมื่อกี้ ถ้าไม่ย้ายไปเราจะมีเวลาว่างมากินข้าวได้ไง” หมอฝึกหัดตอบ “อาจารย์จงบอกอยากกินขาหมูรมควันร้านเหล่าถาน สองวันนี้นายกินแต่หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงร้านจ้าว วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศมากินร้านเหล่าถานกับพวกเรามั้ย? ขาหมูรมควันกับเนื้อตุ๋นน้ำแดงร้านนี้เด็ดจริง!”
“กินร้านเหล่าถานอะไรกัน น้องเล็กฉันมา ให้เขาไปทำกับข้าวที่โรงอาหารศัลยกรรมกระดูกแล้ว พวกนายก็อย่าเพิ่งกิน เก็บท้องไว้รอกินของดีเถอะ ไท่เฟิงโหลวรู้จักใช่ไหม เดือนก่อนฉันเคยหิ้วกับข้าวมาฝาก น้องเล็กฉันเป็นเชฟที่ไท่เฟิงโหลวเชียวนะ!” เจียงโส่วเฉิงอวด
“หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง?” จี้เยวี่ยมองเจียงโส่วเฉิงอย่างประหลาดใจ
ไหนก่อนหน้านี้บอกว่าไม่ได้กินเนื้อมาหลายวันแล้วไง? บอกว่ากินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประทังชีวิต แถมยังบ่นว่าบะหมี่เนื้อตุ๋นน้ำแดงไม่มีรสชาติเนื้อ พูดซะน่าสงสารจนน้ำตาแทบไหล
“จี้เยวี่ยเอ๋ย เธอนี่ไม่รู้อะไรซะแล้ว น้องเล็กฉันคนนี้ใจอ่อน แค่แกล้งทำตัวน่าสงสารหน่อยเขาก็ยอมไปทำกับข้าวให้กินแล้ว” เจียงโส่วเฉิงยิ้มกริ่ม “ร้านหน้าโรงพยาบาลต่อให้อร่อยแค่ไหน จะมาสู้ฝีมือน้องเล็กฉันได้ยังไง!”
เจียงโส่วเฉิงแจบปากอีกรอบ ราวกับว่ากับข้าวฝีมือเจียงเฟิงอยู่ในปากแล้ว “แค่ไม่รู้ว่าตลาดจะมีเนื้อวัวเหลือหรือเปล่า ได้ข่าวว่าเนื้อที่เข้าเมื่อเช้าสดมากซะด้วย”