- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 275 ภารกิจสำเร็จ
บทที่ 275 ภารกิจสำเร็จ
บทที่ 275 ภารกิจสำเร็จ
พอเดินไปถึงหน้าต่างเจียงเฟิงถึงได้สังเกตเห็นว่าหน้าต่างไม้ของหย่งเหอจวีบานนี้สวยไม่ใช่เล่น บางจุดยังมีลายแกะสลักด้วย
รอยต่อระหว่างหน้าต่างกับกรอบหน้าต่างไม่มีตะปู เจียงเฟิงลองดู ผลักเบา ๆ หน้าต่างก็เปิดออก
พอเปิดหน้าต่างลมก็พัดเข้ามา ถึงจะเป็นลมร้อนไม่ได้เย็นสบายอะไร แต่ก็ดีกว่าอยู่ในห้องที่ร้อนอบอ้าวและอากาศไม่ถ่ายเท
เจียงเฟิงยืนพิงขอบหน้าต่างตากลมแบบนั้น ลูกค้าคนอื่นเห็นเขาเปิดหน้าต่าง ก็ทยอยเปิดหน้าต่างใกล้ ๆ แล้วจับกลุ่มกันไปยืนตากลมที่หน้าต่างบ้าง
“พี่เฟิง ขยับหน่อย ขอผมตากลมบ้าง” จางจืออวิ้นขี้ร้อน แป๊บเดียวเหงื่อก็ผุดเต็มหน้าผาก
“นายมาตรงนี้ ตรงนี้ทางลมมีลมเข้า” เจียงเฟิงขยับที่ให้จางจืออวิ้น แล้วหมุนตัวเอามือพาดกรอบหน้าต่าง
“ติ๊ง ได้รับความทรงจำช่วงหนึ่งของเฉากุ้ยเซียง” เสียงแจ้งเตือนระบบดังขึ้นกะทันหัน
เจียงเฟิง: ???
เจียงเฟิงหันไปมองกรอบหน้าต่างใต้ฝ่ามือ ก็แค่กรอบหน้าต่างธรรมดา ทำจากไม้ ดูไม่มีอะไรพิเศษ แม้แต่ลายแกะสลักยังไม่มี
แต่กรอบหน้าต่างบานนี้กลับมีความทรงจำช่วงหนึ่งของเฉากุ้ยเซียง นี่แสดงว่าไฟไหม้หย่งเหอจวีเมื่อ 30 ปีก่อน ลามมาไม่ถึงตรงหน้าต่าง
เจียงเฟิงกวาดตามองรอบ ๆ นอกจากโต๊ะเก้าอี้ที่เป็นไม้ ก็มีแต่หน้าต่างพวกนี้แหละที่เป็นไม้
งั้นก็แสดงว่า ตอนนั้นที่จางฉู่ซ่อม จริง ๆ แล้วคือหน้าต่าง?
เจียงเฟิงสำรวจหน้าต่างตรงหน้าอย่างละเอียดทั้งหน้าหลังซ้ายขวา บนล่างในนอก แต่ไม่พบร่องรอยการซ่อมแซมใด ๆ
“พี่เฟิง มองอะไรอยู่อะ?” จางจืออวิ้นถาม
“ฉันมองว่าหน้าต่างบานนี้มันน่าสนใจดี ไม่มีตะปูสักตัวเลย” เดี๋ยวนี้เจียงเฟิงโกหกหน้าตายได้คล่องปร๋อ
“ช่างไม้เก่ง ๆ เขาทำหน้าต่างไม่ให้เห็นตะปูกันทั้งนั้นแหละ ใช้ลิ่มไม้ตอกมองไม่เห็นหรอก ปู่ผมก็ทำได้ ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ มีคนจ้างปู่ไปซ่อมหน้าต่างหักที่บ้าน ผมยังตามไปดูเลย ไม่ใช้ตะปูสักตัว ตรงที่หักเชื่อมด้วยไม้ทั้งหมด ซ่อมเสร็จดูไม่ออกเลยว่าเคยซ่อม” จางจืออวิ้นอธิบาย
“ปู่จางเก่งขนาดนั้นเลย!” เจียงเฟิงอุทาน
“แน่นอนสิ ปู่ผมน่ะช่างไม้ขึ้นชื่อแถวบ้านเลยนะ” จางจืออวิ้นทำหน้าภูมิใจยืดอกรับ
“แล้วปู่จางซ่อมพวกฉากกั้นหรือของชิ้นใหญ่ ๆ เป็นไหม?” เจียงเฟิงถาม
“ชิ้นใหญ่ ๆ เหรอ?” จางจืออวิ้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ค่อยแน่ใจ “ก็น่าจะเป็นนะ ผมไม่เคยเห็นปู่ซ่อม แต่จำได้ว่าปู่เคยต่อตู้ เหมือนจะเคยช่วยคนอื่นทำเตียงด้วย แต่เตียงหลังนั้นทำร่วมกับช่างไม้คนอื่นอีกหลายคน”
“แต่ปู่ทำของเล่นไม้ให้ผมเยอะเลยนะ พวกม้าตัวเล็ก ๆ หมูตัวเล็ก ๆ อะไรพวกนี้ อ้อ ปู่เคยแกะสลักปิกาจูจากไม้ให้ผมด้วยนะ ทาสีแล้วเหมือนเด๊ะ เสียดายตอนนี้หาไม่เจอแล้ว” จางจืออวิ้นเริ่มรำลึกความหลัง
ระหว่างคุยกัน ไฟก็มา
“ไฟมาเร็วจัง” จางจืออวิ้นทำหน้าแปลกใจ
“ตามร้านอาหารใหญ่ ๆ ปกติจะมีเครื่องปั่นไฟดีเซลขนาดเล็กสำรองไว้อยู่แล้ว ในเมื่อไฟมาแล้วเราก็ปิดหน้าต่างกันเถอะ” เจียงเฟิงอธิบาย ปิดหน้าต่าง แล้วกลับไปนั่งที่เดิมพร้อมจางจืออวิ้น
พนักงานเสิร์ฟนำน้ำแตงโมคั้นสดเหยือกใหญ่และคูปองส่วนลดสองใบมามอบให้ทุกโต๊ะ เพื่อเป็นการชดเชยที่ไฟดับกะทันหันรบกวนบรรยากาศการกิน เรื่องนี้เดิมทีก็ไม่ใช่ความผิดของหย่งเหอจวี แถมไฟดับไปแค่สิบนาทีก็มาแล้ว ทุกคนจึงยินดีรับไว้และไม่มีใครติดใจเอาความอะไรอีก
โต๊ะเจียงเฟิงเหลือแค่ผัดบลอกโคลีกับกุ้งสองสีที่ยังไม่มาเสิร์ฟ จางฉู่และแม่จางวางตะเกียบมานั่งจิบชาเงียบ ๆ แล้ว บนโต๊ะเหลือแค่เจียงเฟิง จางจืออวิ้น และจางฉื้อหย่วนที่ยังคงสู้ศึกการกินในแนวหน้า
“แปลกจริง ตกลงตอนนั้นฉันซ่อมอะไรไปนะ?” จางฉู่ยังคงคาใจกับคำถามเดิม พึมพำกับตัวเอง
“พ่อ เลิกคิดได้แล้ว พ่อกินข้าวไปไม่กี่คำเอง อากาศร้อนพ่อกินเนื้อไม่ลง ผัดเจเห็ดหูหนูขาวนี่เป็นผักพ่อกินเยอะหน่อย” จางฉื้อหย่วนเร่งจางฉู่กินข้าว
“ปู่จาง ปู่ซ่อมกรอบหน้าต่างหรือเปล่าครับ?” เจียงเฟิงฉวยโอกาสถาม “เมื่อกี้จางจืออวิ้นบอกผมว่าปู่ซ่อมหน้าต่างเก่งมาก ดูไม่ออกเลยว่าเคยซ่อม”
“ใช่ ๆ ปู่ ปู่ซ่อมหน้าต่างหรือเปล่า?” จางจืออวิ้นเสริม
“หน้าต่าง?” จางฉู่ชะงัก เอียงคอเริ่มนึกย้อน แล้วหันไปมองหน้าต่างข้างหลัง เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ลาง ๆ
“ใช่ หน้าต่างนั่นแหละ! ฉันนึกออกแล้ว เหมือนจะเป็นหน้าต่างบานนี้แหละ! ตอนนั้นมองลงไปจากหน้าต่างบานนี้จะเห็นแผงนักเล่านิทานฝั่งตรงข้ามพอดี ทุกครั้งที่ออกจากบ้านอาจารย์ฉันต้องมาแวะฟังนิทานที่นี่สักเรื่องค่อยกลับบ้าน” พอถูกเจียงเฟิงกับจางจืออวิ้นสะกิด จางฉู่ก็นึกออกทันที
“ปู่ เมื่อก่อนปู่อยู่แถวนี้เหรอ?” จางจืออวิ้นจู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจ บ้านเขาเมื่อก่อนก็เคยมีบ้านอยู่แถววงแหวนรอบสองของปักกิ่งเหรอเนี่ย
“ฉันไม่ได้อยู่แถวนี้หรอก บ้านฉันอยู่ไกลนู่น บ้านอาจารย์ฉันต่างหากที่อยู่แถวนี้ แต่พวกตรอกเก่า ๆ หายไปหมดแล้ว ให้ฉันไปหาตอนนี้ก็หาไม่เจอแล้วล่ะ” จางฉู่บอก
จางฉู่นึกออกแล้ว แต่เจียงเฟิงยังไม่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนภารกิจรองสำเร็จจากเกมสักที
หรือว่าเดาผิด?
“ปู่จาง ปกติปู่ซ่อมหน้าต่างไม้ยังไงครับ?” เจียงเฟิงถาม
“อันนี้แล้วแต่กรณี บางอันหัก บางอันไม้ไม่ได้ลงน้ำยากันปลวกกันชื้น นานเข้าก็ผุ ถ้าหักน่ะซ่อมง่าย หาไม้ที่เหมือนกันมาต่อก็จบ แต่งานมันละเอียด ค่าแรงแพง เผลอ ๆ แพงกว่าทำหน้าต่างบานใหม่ซะอีก” จางฉู่พูดพลางลุกขึ้นไปดูหน้าต่างบานข้าง ๆ
จางฉู่จ้องหน้าต่างพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่างภูมิใจว่า “หน้าต่างบานนี้แหละ พวกเธอมาดูสิ ตรงนี้แหละที่ฉันต่อไว้ตอนนั้น ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้วยังไม่พังเลย!”
จางฉู่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปข้างนอก
ทุกอย่างนอกหน้าต่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว ถนนเปลี่ยน บ้านเรือนเปลี่ยน ร้านรวงเปลี่ยน แม้แต่คนที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างก็เปลี่ยนไป
จากเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปีที่ห้าวหาญ กลายเป็นตาแก่คนหนึ่ง
เขานึกออกแล้ว นึกออกทุกอย่างแล้ว
ที่เขาคาใจมาตลอด ไม่ใช่ว่าซ่อมอะไร แต่คือหลังจากซ่อมเสร็จแล้วมายืนตากลมที่ริมหน้าต่าง ตอนที่เหงื่อท่วมตัวนั้น เขาเห็นอะไร
นักเล่านิทาน ยังคงยืนอยู่ที่มุมถนนเหมือนเคย ตั้งแผงเล็ก ๆ มีเด็ก ๆ รุมล้อมเต็มไปหมด น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ มีจังหวะจะโคน เสียงดังฟังชัด ดังจนเขาที่อยู่บนชั้น 2 ของหย่งเหอจวียังได้ยินชัดเจนว่าเล่าเรื่องอะไร
วันนั้นที่เล่า คือตอน ‘ประหารลูกที่ประตูค่าย’ จากเรื่องขุนศึกตระกูลหยาง
หยางจงเป่ากับมู่กุ้ยอิงรักแรกพบ แต่งงานเป็นสามีภรรยา พอกลับค่ายหยางลิ่วหลังโกรธจัด สั่งประหารหยางจงเป่าที่ประตูค่ายเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง มู่กุ้ยอิงร้อนใจอยากช่วยสามี จึงมอบไม้เท้าสยบมังกรที่ต้องใช้ทำลายค่ายกล แล้วออกศึกพร้อมหยางจงเป่า สองสามีภรรยาร่วมกันทำลายค่ายกลประตูสวรรค์จนแตกพ่าย
วันนั้น นักเล่านิทานเล่าเรื่องหยางจงเป่ากับมู่กุ้ยอิงรักแรกพบให้เด็ก ๆ ฟังอย่างออกรส ส่วนเขาที่ริมหน้าต่างบานนี้ ก็ตกหลุมรักเฉากุ้ยเซียงตั้งแต่แรกเห็น
“ติ๊ง ภารกิจรองสำเร็จ [ความสงสัยของจางฉู่] ได้รับไอเทมรางวัลภารกิจ: ความทรงจำช่วงหนึ่งของจางฉู่”
สัญชาตญาณของเจียงเฟิงบอกเขาว่า ความทรงจำช่วงนี้ ต้องจุกอกแน่นอน