- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 265 โลกในสายตาของเขา
บทที่ 265 โลกในสายตาของเขา
บทที่ 265 โลกในสายตาของเขา
เจียงเฟิงแม้จะไม่รู้ว่าเซวียเซ่าเฮิงทำอะไรข้างนอก แต่ดูจากนิสัยตรงไปตรงมาไม่รู้จักอ้อมค้อมของเซวียเซ่าเฮิงแล้ว เจียงเฟิงคิดว่าเขาอาจจะยัดเยียดกับข้าวให้ลูกค้าสักคนไปตรง ๆ เลยก็ได้
ก้อนแป้งผักดองนึ่งเสร็จและยกออกไปนานแล้ว เกี๊ยวหมูล้วนก็เพิ่งทำเสร็จวางไว้ที่ช่องส่งอาหาร ตอนนี้เจียงเฟิงไม่มีออเดอร์ในมือ กำลังว่างจึงมองไปรอบ ๆ เผื่อมีอะไรให้ช่วย
“ซางหมิง เกี๊ยวหมูล้วนยกไปหรือยัง?” เจียงเฟิงถาม
“เมื่อกี้ผมเห็นพี่จี้เยวี่ยยกไปแล้วครับ” ตำแหน่งของซางหมิงอยู่ใกล้ช่องส่งอาหาร จึงเห็นความเคลื่อนไหวที่ช่องส่งอาหารได้ชัดเจน
“พี่เฟิง โต๊ะ C7 สั่งโจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูสับที่นึงครับ เอาชามใหญ่”
“ได้เลย” เจียงเฟิงหยิบชามใบใหญ่ไปตักโจ๊ก
พอตักเสร็จวางโจ๊กไว้ที่ช่องส่งอาหาร เขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า โต๊ะ C7 เหมือนจะเป็นโต๊ะของเซวียเซ่าเฮิง
อีกด้านหนึ่ง ในห้องโถง หลังจากเซวียเซ่าเฮิงยกหัวปลาราดพริกและไก่ห่อผักทั้งจานไปให้คนอื่นแล้ว ก็เพิ่งนึกได้ว่าจริง ๆ แล้วเขาสามารถเอากับข้าวไปให้คนอื่นได้เลย จึงลากเซวียฮวาให้เอาหม้อซุปหลี่หงจางไปให้หนุ่มออฟฟิศคนนั้น
หนุ่มออฟฟิศร้องไห้ไปยกใหญ่ ระบายความรู้สึกแย่ ๆ ในใจออกมาจนหมดก็รู้สึกดีขึ้นมาก ถึงเขาจะไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ ถึงร้องไห้โฮออกมาแบบนั้น แต่ก็พอจะรู้สึกได้ราง ๆ ว่าอาจจะเกี่ยวกับหม้อซุปหลี่หงจางที่เพิ่งกินเข้าไป
เซวียเซ่าเฮิงยกหม้อซุปหลี่หงจางให้เขา เขาก็ยินดีรับไว้ แต่ยืนกรานว่าจะโอนเงินคืนให้เซวียฮวา
เพราะสารภาพรักสำเร็จ ต้วนเซวียนอันที่มองเซวียเซ่าเฮิงเป็นกามเทพ พอเห็นหนุ่มออฟฟิศโอนเงินให้เซวียฮวา ถึงเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองกินกับข้าวฟรีของคนอื่นไปตั้งสองอย่าง เลยรีบเดินไปโอนเงินให้เซวียฮวาบ้าง
เดิมทีสั่งกับข้าวมาเต็มโต๊ะ แต่เซวียเซ่าเฮิงแจกทางนู้นทีทางนี้ที มันเทศเคลือบน้ำตาลก็กินหมดแล้ว บนโต๊ะเลยเหลือแค่ก้อนแป้งผักดองจานเดียว ส่วนเกี๊ยวยังอยู่ในมือจี้เยวี่ยยังไม่ได้ยกมา
เซวียเซ่าเฮิงและเพื่อน ๆ ของเขากลับไม่ได้สนใจเรื่องกับข้าวเลยสักนิด พวกเขาคุยกันหงุงหงิงด้วยภาษาที่เข้าใจกันเอง เล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่คิดจะกินข้าวเลยด้วยซ้ำ
เซวียฮวาและแม่ของหวงอี๋ถิงจนปัญญา เลยยัดก้อนแป้งผักดองใส่มือพวกเขาคนละลูกให้ค่อย ๆ แทะกิน ส่วนก้อนแป้งผักดองลูกสุดท้ายแม่ของหวงอี๋ถิงเป็นคนกิน
พวกเธอสองคนตั้งใจมาดูแลและเป็นเพื่อน ‘เพื่อนตัวโต’ ทั้ง 5 คนนี้อยู่แล้ว เรื่องกินข้าวแค่กินให้พออิ่มก็พอ ดังนั้นเซวียฮวาถึงได้ดูเมนูผ่าน ๆ แล้วสั่งโจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูสับมาส่ง ๆ
ผู้ป่วยโรคซาวองก์ ซินโดรมส่วนใหญ่เรื่องการกินจะไม่ค่อยเลือกมาก โดยพื้นฐานแล้วให้กินอะไรก็กิน เพื่อนตัวโตทั้ง 5 คนเล่นเกมที่รู้กันอยู่แค่พวกเขากันเองไปพลาง กัดก้อนแป้งผักดองในมือคำเล็ก ๆ ไปพลาง
“สวัสดีค่ะ เกี๊ยวหมูล้วนได้แล้วค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ” จี้เยวี่ยวางชามเกี๊ยวหมูล้วนลงบนโต๊ะอย่างมั่นคง
“เธอยังสั่งเกี๊ยวด้วยเหรอ?” แม่ของหวงอี๋ถิงถาม
ภัตตาคารหรูอย่างไท่เฟิงโหลวยังมีเกี๊ยวธรรมดา ๆ ข้างทางขายด้วย แม่ของหวงอี๋ถิงรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย
“ฉันไม่ได้สั่ง เซ่าเฮิงเป็นคนสั่งหมดเลย ไม่รู้เขาคิดอะไร สั่งมาแต่ไม่กิน แถมยังเที่ยวเอาไปแจกคนอื่น ดีนะที่คนพวกนั้นไม่ถือสา ดูท่าทางจะชอบกับข้าวพวกนั้นด้วย” เซวียฮวากล่าว “ไม่รู้เกี๊ยวที่เขาสั่งเขาจะกินหรือเปล่า”
เซวียเซ่าเฮิงพิสูจน์ให้เห็นด้วยการกระทำว่า เกี๊ยวที่เขาสั่ง เขากิน
เซวียเซ่าเฮิงปลีกตัวจากวงเกมชั่วคราว เลื่อนชามเกี๊ยวมาตรงหน้า วางก้อนแป้งผักดองในมือลงในจาน ใช้ช้อนตักเกี๊ยวขึ้นมาลูกหนึ่ง แล้วเป่าลมใส่ไม่หยุด
พอเกี๊ยวหายร้อนแล้ว เซวียเซ่าเฮิงก็อ้าปากกว้าง กินเข้าไปทั้งคำ
เกี๊ยวลูกแรกตกถึงท้อง สีหน้าของเซวียเซ่าเฮิงก็ดูเจ็บปวดขึ้นมา ตอนนี้เขาทรมานมาก เพราะเกี๊ยวหมูล้วนทำให้เขานึกถึงความทรงจำที่ไม่ค่อยดีนัก
เขาตักเกี๊ยวลูกที่ 2 ต่อ
ลูกที่ 3 ลูกที่ 4
เซวียเซ่าเฮิงยิ่งกินใจยิ่งทรมาน ยิ่งทรมานยิ่งกิน เกี๊ยวหนึ่งชามหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว
เพราะมัวแต่คุยกับแม่ของหวงอี๋ถิง เซวียฮวาเลยไม่ได้สังเกตสีหน้าของเซวียเซ่าเฮิง กว่าจะรู้ตัวว่าสีหน้าเซวียเซ่าเฮิงดูแปลกไป เขาก็กินเกี๊ยวหมูล้วนหมดแล้ว
“เซ่าเฮิง เธอเป็นอะไร? ไม่สบายหรือเปล่า? ปวดท้องไหม? ถ้าปวดท้องพยักหน้านะ เจ็บตรงไหนชี้ให้พี่ดู” เซวียฮวาร้อนรน
เซวียเซ่าเฮิงจมดิ่งอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวด ไม่ได้ยินคำพูดของเซวียฮวาเลย ไม่มีการตอบสนองใด ๆ
เซวียฮวาทำอะไรไม่ถูก
“เซ่าเฮิงเป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันหรือเปล่า? เธอรีบพาไปโรงพยาบาลเถอะ โรคบางอย่างรอช้าไม่ได้ ทางนี้ฉันจัดการเอง เดี๋ยวฉันไปส่งพวกเขาที่บ้านให้” แม่ของหวงอี๋ถิงรีบบอก
“งั้นรบกวนด้วยนะ เดี๋ยวตอนเย็นฉันเอาเงินให้ ฉันพาเซ่าเฮิงไปโรงพยาบาลก่อน” เซวียฮวารีบลากเซวียเซ่าเฮิงออกจากไท่เฟิงโหลว เรียกแท็กซี่ไปโรงพยาบาล
ยังไม่ทันถึงโรงพยาบาล ทั้งสองยังอยู่บนรถแท็กซี่ เซวียเซ่าเฮิงก็กลับมาเป็นปกติ สีหน้าไม่เจ็บปวดอีกต่อไป
เซวียฮวาที่คอยสังเกตอาการของเซวียเซ่าเฮิงอยู่ตลอดถอนหายใจโล่งอก ถามเสียงเบาว่า “เซ่าเฮิง ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหม? ไม่ต้องกลัวนะ พี่กำลังพาไปโรงพยาบาล ตรวจเสร็จเดี๋ยวก็หายแล้ว”
เซวียเซ่าเฮิงส่ายหน้า แสดงว่าตัวเองไม่เป็นไร
“แม่” เซวียเซ่าเฮิงพูด
เซวียฮวาอึ้งไป
เธอนึกว่า เซวียเซ่าเฮิงจำแม่ไม่ได้แล้ว
พ่อของพวกเขาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก ในหมู่บ้านค่านิยมชายเป็นใหญ่รุนแรงมาก แม่ของเธอคลอดลูกสาวมา 4 คนติด กว่าจะได้ลูกชายคนเดียว นอกจากเธอแล้วลูกสาวสามคนถูกยกให้คนอื่นหมด เซวียเซ่าเฮิงเคยเป็นความหวังเดียวของแม่
ต่อมาเซวียเซ่าเฮิงหกล้ม หัวกระแทกหิน สมองซีกซ้ายได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง กลายเป็นคนปัญญาอ่อนในสายตาคนอื่น แม่ของเธอรับไม่ได้กับความจริงข้อนี้ และยิ่งทนไม่ได้กับสายตาดูถูกและคำครหานินทา จึงหอบเงินทั้งหมดในบ้านหนีไป ทิ้งลูกสองคนไว้และไม่กลับมาอีกเลย
ตั้งแต่เซวียเซ่าเฮิงป่วยเป็นโรคซาวองก์ ซินโดรมแบบเป็นภายหลัง เขาก็ไม่เคยพูดคำว่าแม่หลุดออกมาอีกเลย ถึงแม้ตอนนี้เซวียเซ่าเฮิงจะมีความจำดีเยี่ยม แต่เซวียฮวาก็คิดมาตลอดว่าตอนนั้นเขายังเด็ก คงจำแม่ไม่ได้
“เซ่าเฮิงคิดถึงแม่เหรอ? แต่พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่อยู่ไหน” เซวียฮวาเสียงสั่นเครือ
เซวียเซ่าเฮิงส่ายหน้า เขามีเรื่องมากมายอยากจะบอกเซวียฮวา แต่เขาพูดออกมาไม่ได้ และเขาก็รู้ว่าเซวียฮวาไม่มีทางเข้าใจความหมายของเขา
เขาอยากบอกเซวียฮวาว่า ที่หลายปีมานี้เขาวาดแต่สิ่งของไม่เคยวาดคน ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากวาด และไม่ใช่เพราะเขาวาดไม่เป็น แต่เป็นเพราะเขา ‘วาดไม่ได้’
ตั้งแต่อายุ 7 ขวบที่เขาล้มครั้งนั้น โลกในสายตาของเขาก็เปลี่ยนไป
กลายเป็นโลกที่มืดมนไร้แสง กลายเป็นโลกที่สีสันจืดชืด สีสันที่สดใสแค่ไหนในสายตาเขาก็ดูจืดชืดไปหมด ในตาเขามีเพียงไม่กี่สี ไม่มีประกาย ไม่เจิดจ้า แม้แต่แสงอาทิตย์ก็ยังดูหมองหม่น
กระทั่งเขามองคนก็ยังบิดเบี้ยว ในสายตาเขาใบหน้าของทุกคนบิดเบี้ยวผิดรูป โลกในสายตาเขาไม่เหมือนกับโลกในสายตาคนอื่น
รูปวาดของเซวียเซ่าเฮิงที่ได้รับความนิยมจากคนกลุ่มหนึ่ง เพราะคนพวกนั้นคิดว่าสีสันในภาพวาดของเขามีเอกลักษณ์ แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ เซวียเซ่าเฮิงวาดโลกที่เขาเห็นจริง ๆ ออกมาต่างหาก
แต่เมื่อกี้ ตอนที่เขากินเกี๊ยวชามนั้น ภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นมา คือโลกที่แท้จริง
ใบหน้าของแม่คือใบหน้าจริง ๆ คือใบหน้าปกติ สีสันสดใส โครงหน้าชัดเจน ไม่ใช่ใบหน้าที่บิดเบี้ยวผิดรูปอย่างที่เขาเห็นเป็นประจำอีกต่อไป
ยังมีหน้าของพี่ เสื้อผ้าของแม่กับพี่ ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ ประตู แม้แต่ดินบนพื้น แมลงบนกำแพง ทุกอย่างล้วนเป็นปกติ
พวกมันล้วนสีสันสดใส แสงแดดเจิดจ้าบาดตา
“แม่ พี่ เสื้อผ้า ตู้” เซวียเซ่าเฮิงพยายามจะบรรยายสิ่งที่เขาเพิ่งเห็นให้เซวียฮวาฟัง
แท็กซี่จอดแล้ว ถึงโรงพยาบาลแล้ว
เซวียฮวาจ่ายเงิน ไม่ค่อยได้ยินสิ่งที่เซวียเซ่าเฮิงพูดเสียงเบาเมื่อกี้ชัดนัก
เซวียฮวาจูงมือเซวียเซ่าเฮิง พาเขาลงจากรถ เดินเข้าโรงพยาบาล
“เซ่าเฮิง ตอนนี้เราไปตรวจร่างกายกันนะ เดี๋ยวต้องเชื่อฟังหมอนะ” เซวียฮวากำชับเซวียเซ่าเฮิง
เซวียเซ่าเฮิงพยักหน้า
เซวียเซ่าเฮิงมองฝูงชนที่เดินขวักไขว่ในโรงพยาบาล นี่คือโลกที่บิดเบี้ยว
แต่สิ่งที่เพิ่งนึกย้อนไปเมื่อกี้ คือโลกที่แท้จริง
เกี๊ยวชามนั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ
ไท่เฟิงโหลวคือภัตตาคารที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก
เซวียเซ่าเฮิงคิด
“ติ๊ง ได้รับการยอมรับจากลูกค้าหนึ่งท่าน ความคืบหน้าภารกิจ (3/10)”
เจียงเฟิง: ???
เซวียเซ่าเฮิง... ทำอะไรอีกแล้ว?
เขาคงไม่ใช่เทวดาหรอกนะ