- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 260 ซาวองก์ ซินโดรม
บทที่ 260 ซาวองก์ ซินโดรม
บทที่ 260 ซาวองก์ ซินโดรม
เจียงเฟิงยืนขวางระหว่างสองพี่น้องกับจางฉู่ ไม่ขยับไปไหน
ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเซวียเซ่าเฮิงมีปัญหาใหญ่ด้านการสื่อสาร พูดได้ทีละคำสองคำ ขนาดพี่สาวยังไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
จางฉู่เองก็เป็นคนแก่ที่อายุไม่น้อยแล้ว ถ้าเซวียเซ่าเฮิงเกิดคลุ้มคลั่งอาละวาดขึ้นมา เผลอไปชน กระแทก หรือผลักจางฉู่เข้าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
“แม่หนู น้องชายเธอคงจำคนผิดแล้วล่ะ ฉันเพิ่งมาจากกวางตุ้ง เพิ่งลงเครื่องมาหยก ๆ น้องชายเธอไม่มีทางเคยเห็นฉันหรอก” จางฉู่กล่าว
“ปลิงทะเลต้าอู ปลิงทะเลต้าอู!” เซวียเซ่าเฮิงชี้จางฉู่อย่างไม่ลดละ ท่าทางตื่นเต้นมาก พยายามลากพี่สาวจะเข้าไปหา
“กวางตุ้ง?” พี่สาวของเซวียเซ่าเฮิงชะงัก “รบกวนช่วยลองนึกดูดี ๆ หน่อยได้ไหมคะ ว่าเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเคยเจอน้องชายฉันบ้างไหม?”
“น้องชายฉันความจำดีมาก จำแม่นไม่มีลืม เขาต้องเคยเจอคุณแน่ ๆ ค่ะ”
“ปลิงทะเลต้าอู ปลิงทะเลต้าอู!” เซวียเซ่าเฮิงเห็นพี่สาวไม่สนใจเขา ก็กระทืบเท้าด้วยความร้อนรน
“20 กว่าปีก่อน?” จางฉู่เริ่มคิดหนัก
เขาอายุมากแล้วความจำไม่ค่อยดี แถมยังเป็นเรื่องเมื่อ 20 ปีก่อน ลองคำนวณอายุแล้ว 20 ปีก่อนเซวียเซ่าเฮิงน่าจะยังเป็นเด็กหรือวัยรุ่น ยิ่งทำให้จางฉู่นึกออกยากขึ้นไปอีก
“ปลิงทะเลต้าอู ปลิงทะเลต้าอู!” เซวียเซ่าเฮิงมองจางฉู่ แล้วเหมือนนึกอะไรออก พยายามเค้นเสียงพูดว่า “สวนสาธารณะ ปลิงทะเลต้าอู สวนสาธารณะ ปลิงทะเลต้าอู!”
“พ่อ เมื่อ 20 กว่าปีก่อนพ่อเคยซื้อปลิงทะเลในสวนสาธารณะด้วยเหรอ?” จางฉื้อหย่วนก็งงเหมือนกัน
“พูดบ้าอะไร? ปลิงทะเลของแพงขนาดนั้น 20 กว่าปีก่อนจะไปหาซื้อในสวนสาธารณะได้ยังไง? ฉันก็แค่...” จางฉู่ชะงัก หรี่ตามองเซวียเซ่าเฮิง “นี่มันเหมือนเด็กที่ฉันเก็บกลับไปกินข้าวที่บ้านเมื่อ 20 ปีก่อนเลยนี่นา!”
“เก็บกลับไปกินข้าวที่บ้าน?” จางฉื้อหย่วนรู้สึกว่าเมื่อ 20 กว่าปีก่อนตัวเองหนีออกจากบ้านหรือเปล่า ทำไมเขาจำเรื่องนี้ไม่ได้เลย
“แกนี่ความจำแย่กว่าพ่ออีก ตอนแกอยู่ ม.3 ใกล้สอบเข้า ม.ปลาย วันเกิดแกไง แม่แกทำปลิงทะเลตุ๋นน้ำแดงให้กิน จานนั้นปาเข้าไปเงินเดือนพ่อสองเดือน แกกินมูมมามยิ่งกว่าลูกหมูอีก” จางฉู่เห็นจางฉื้อหย่วนยังนึกไม่ออก เลยเตือนความจำ “ตอนที่แม่แกบ่นว่าปลิงทะเลที่พ่อซื้อมาไม่ดีไง พ่อจ่ายตลาดเสร็จก็แวะไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ แล้วก็เก็บเด็กที่พูดไม่รู้เรื่องคนนึงกลับมา”
จางฉื้อหย่วนเหมือนจะนึกออกแล้ว เลยพูดเสริมว่า “เหมือนจะมีเรื่องแบบนั้นอยู่จริง ๆ ผมจำได้ว่าวันนั้นพ่อกลับมาจากเดินเล่นที่สวนสาธารณะแล้วพาเด็กที่เด็กกว่าผมไม่กี่ปีมาด้วยคนนึง แม่ตกใจแทบแย่ นึกว่าพ่อเปลี่ยนอาชีพไปเป็นโจรลักพาตัวเด็กซะแล้ว”
“ครั้งนั้นแหละ!” จางฉู่ตบมือฉาด คดีคลี่คลาย “เด็กคนนั้นกินข้าวเสร็จก็เอาแต่พูดว่าจะกลับบ้าน กลับบ้าน กลับบ้าน จะเดินออกไปท่าเดียวห้ามก็ไม่ฟัง แม่แกไม่วางใจเลยเดินไปส่งตั้งไกล จนเห็นเขาเดินเข้าบ้านไปถึงค่อยกลับมา”
จางฉู่พูดกับเจียงเฟิงว่า “เอาล่ะ เสี่ยวเจียงไม่ต้องขวางพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่ได้จำผิด เคยเจอกันจริง ๆ”
“นึกไม่ถึงว่าเด็กนี่ความจำจะดีขนาดนี้ ฉันแก่เป็นตาแก่หนังเหี่ยวขนาดนี้แล้วยังจำได้ในแวบเดียว” จางฉู่มองเซวียเซ่าเฮิงด้วยความทึ่ง
พี่สาวของเซวียเซ่าเฮิงฟังจางฉู่พูดแบบนั้นก็รู้แล้วว่าพวกเขาเป็นใคร “ที่แท้วันนั้นภรรยาคุณเป็นคนมาส่งน้องชายฉันนี่เอง ขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะ น้องชายฉันพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ภรรยาคุณก็เดินไปเร็วมาก ฉันยังไม่ทันเห็นหน้าเลย ไม่รู้จะขอบคุณใครมาตลอด นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอกันที่นี่”
“พวกคุณยังไม่ได้ทานข้าวใช่ไหมคะ? ฉันขอเลี้ยงข้าว ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจค่ะ” พี่สาวเซวียเซ่าเฮิงเสนอ
“ไม่เป็นไร ๆ ตอนนั้นก็แค่ช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ” จางฉู่ปฏิเสธ
“ต้องเลี้ยงค่ะ มื้อนี้จริง ๆ ควรเลี้ยงตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อนแล้ว ติดค้างมาจนถึงตอนนี้ วันนี้มีวาสนาได้เจอกัน ยังไงก็ต้องเลี้ยงค่ะ” พี่สาวเซวียเซ่าเฮิงทำหน้าซึ้งใจ “น้องชายฉันชอบคุณมาก ปกติเขาไม่เป็นแบบนี้หรอกค่ะ ได้กินข้าวกับคุณเขาต้องดีใจมากแน่ ๆ”
เซวียเซ่าเฮิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
จางฉู่ลังเล
“มื้อนี้ให้ฉันเลี้ยงเถอะค่ะ ขอโทษนะคะ น้องคะ ที่นี่มีห้องส่วนตัวไหมคะ?”
“ผมจองห้องส่วนตัวให้พวกเขาแล้วครับ อยู่ห้อง 306” เจียงเฟิงบอก
“งั้นดีเลยค่ะ น้องคะรบกวนห่อกับข้าวโต๊ะนี้ฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ก่อนได้ไหมคะ? เดี๋ยวทานข้าวเสร็จฉันค่อยมาเอา” พี่สาวเซวียเซ่าเฮิงพูดจบ ก็จูงเซวียเซ่าเฮิงขึ้นชั้นบน
เซวียเซ่าเฮิงดูจะชอบเจียงเฟิงมาก ตอนขึ้นข้างบนก็ลากเจียงเฟิงขึ้นไปด้วย
“น้องชายฉันชอบเธอน่ะ เขาชอบใครก็จะลากคนนั้นไปในที่ที่เขาจะไป” พี่สาวเซวียเซ่าเฮิงยิ้มบอก
เจียงเฟิงรู้สึกเป็นเกียรติจนทำตัวไม่ถูก
ถึงห้อง 306 เจียงเฟิงนั่งทางซ้ายของเซวียเซ่าเฮิง พี่สาวเซวียเซ่าเฮิงนั่งทางขวาเขา จางจืออวิ้นนั่งติดกับเจียงเฟิง จางฉู่นั่งตรงข้ามเซวียเซ่าเฮิง สามีภรรยาจางฉื้อหย่วนนั่งทางขวาของจางฉู่
โต๊ะกลมใหญ่ แม้คนจะไม่เยอะ แต่นั่งกระจายกันได้สมดุลดี
เจียงเฟิงกับพี่สาวเซวียเซ่าเฮิงแนะนำระบบสั่งอาหารให้ครอบครัวจางจืออวิ้น จางจืออวิ้นไม่พูดพร่ำทำเพลงสั่งบะหมี่เนื้อวัวผัดแห้งของจี้เสวี่ยที่แพงที่สุด จางฉู่ตามมาติด ๆ สั่งบะหมี่เนื้อวัวผัดแห้งของซุนจี้ข่ายที่ถูกกว่า 8 หยวน
พี่สาวของเซวียเซ่าเฮิงดูเหมือนจะเป็นลูกค้าประจำของไท่เฟิงโหลว เมนูที่แนะนำให้ครอบครัวจางจืออวิ้นล้วนเป็นเมนูเด็ดของเชฟแต่ละคน
ในช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อกี้ จางฉู่นึกเรื่องราวเกี่ยวกับเซวียเซ่าเฮิงออกอีกบางส่วน ไม่ใช่เพราะความจำดี แต่หลัก ๆ คือเซวียเซ่าเฮิงสร้างความประทับใจให้เขาเมื่อปีนั้นอย่างลึกซึ้งเกินไป ขุดความทรงจำขึ้นมาได้นิดหน่อยเรื่องอื่น ๆ ก็พรั่งพรูตามมา
“อ้อ จริงสิ เมื่อกี้ตื่นเต้นไปหน่อย ลืมแนะนำตัวเลย ฉันชื่อเซวียฮวา น้องชายฉันชื่อเซวียเซ่าเฮิง เขาไม่ได้ปัญญาอ่อนนะคะ ที่เป็นแบบเมื่อกี้เพราะเขาเป็นโรคซาวองก์ ซินโดรม (Savant Syndrome) แบบเป็นภายหลัง มีปัญหาด้านการสื่อสาร แต่เขาฟังพวกคุณพูดรู้เรื่องไม่มีปัญหาค่ะ สิ่งที่พวกคุณพูดเขาเข้าใจหมด” เซวียฮวาบอก
ชื่อสองพี่น้องคู่นี้คนละสไตล์กันเลย
“ซาวองก์ ซินโดรมแบบเป็นภายหลังคืออะไร?” จางฉู่บอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
ทุกคนมองเซวียฮวาด้วยความสงสัย พวกเขาก็ไม่เคยได้ยินชื่อนี้เหมือนกัน
“ซาวองก์ ซินโดรม คือคนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา แต่มีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งเป็นเลิศเหนือคนปกติค่ะ” เซวียฮวาอธิบาย เธออธิบายเรื่องนี้ให้คนอื่นฟังมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว คล่องปร๋อ “ซาวองก์ ซินโดรมแบบเป็นภายหลังก็คือเพิ่งมาเป็นตอนโต น้องชายฉันตอน 7 ขวบ ออกไปวิ่งเล่นแล้วหกล้มหัวฟาดก้อนหิน ตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นผู้ป่วยซาวองก์ ซินโดรมแบบเป็นภายหลังค่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะถึงพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ฉันจำได้ว่าเขาว่ารูปสวยใช้ได้เลยนะ วาดเหมือนมาก” จางฉู่ถึงบางอ้อ
“วาดรูป?”
“วันนั้นที่ฉันเจอเขาที่สวนสาธารณะ เห็นเขาเดินสะเปะสะปะไปทั่ว เห็นเขาอายุยังน้อย เสื้อผ้าหน้าผมก็สะอาดสะอ้าน นึกว่าพลัดหลงกับที่บ้าน เข้าไปถาม เขาก็พูดไม่รู้เรื่อง เอาแต่บอกว่าหิว ฉันเลยพาไปกินข้าวที่บ้าน” จางฉู่เริ่มรำลึกความหลังตอนเก็บเซวียเซ่าเฮิงกลับบ้าน
“พอกลับไปถึงบ้านก็ให้กินข้าว กินเสร็จเขาเห็นกระดาษกับปากกาที่ลูกชายฉันทิ้งไว้บนโต๊ะ แล้วฉันก็เห็นเขานั่งวาดรูป เหมือนจะวาดแจกันหรือถ้วยชาที่บ้านนี่แหละจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่วาดสวยมาก เหมือนเปี๊ยบ ลูกชายฉันเรียนวาดรูปมาตั้งปีสองปียังวาดสู้เขาไม่ได้เลย” จางฉู่ว่า “จริงสิ ตอนนี้เขาทำงานอะไร?”
“น้องชายฉันตอนนี้เป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดเมืองค่ะ ความจำเขาดีมาก จำแม่นไม่มีลืม จัดหนังสือเรียงหนังสือเร็วมาก” เซวียฮวายิ้มอย่างภูมิใจ “เขาวาดรูปบ้างเป็นบางครั้ง มีชื่อเสียงพอตัว รูปขายได้ราคาดีด้วยค่ะ”
“สุดยอด เป็นจิตรกรนี่เอง!” จางฉู่อุทาน
เซวียเซ่าเฮิงยิ้มดีใจ
“ต้องขอบคุณคุณจริง ๆ ค่ะ ก่อนหน้านั้นฉันไม่มีเงินซื้อกระดาษปากกาให้เขา เขาไม่เคยได้วาดรูปเลย พอกลับไปคราวนั้น เขาเอาแต่ดึงฉันแล้วบอกว่า วาด วาด ฉันถึงไปซื้อกระดาษปากกามาให้ ถึงได้รู้ว่าเขาวาดรูปสวยขนาดนี้”
จู่ ๆ ได้เป็นป๋าดัน จางฉู่เลยรู้สึกภูมิใจนิด ๆ
“ข้าว ข้าว” เซวียเซ่าเฮิงจู่ ๆ ก็พูดขึ้น
“น้องชายฉันหิวน่ะค่ะ พวกเราเพิ่งจะนั่งกินข้าวกัน เขาก็เห็นคุณพอดี” เซวียฮวาอธิบาย
เจียงเฟิงดูแท็บเล็ต “บะหมี่เนื้อวัวผัดแห้งอีกนาทีเดียวก็ถึงคิวแล้วครับ เดี๋ยวก็ได้กินแล้ว”
เซวียเซ่าเฮิงเงียบลงทันที
เขาฟังคนอื่นรู้เรื่องจริง ๆ แค่พูดออกมาไม่ได้เท่านั้นเอง
เซวียฮวาพูดถูก เขาแค่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เขาไม่ใช่คนปัญญาอ่อน
ในทางกลับกัน เขาคืออัจฉริยะ