เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 255 น้องสาวในตำนาน

บทที่ 255 น้องสาวในตำนาน

บทที่ 255 น้องสาวในตำนาน


วันที่ 2 ซุนจี้ข่ายยังมาทำงานได้ตามปกติ เจียงเฟิง จี้เยวี่ย และอู๋หมิ่นฉีต่างประทับใจในสปิริตการทำงานของเขา

เมื่อคืนเมาเละขนาดนั้นยังอุตส่าห์ตื่นเช้ามาถึงครัวหลังร้านตอน 8 โมงได้ นี่มันสปิริตระดับไหนกันเนี่ย!

ซุนจี้ข่ายในวันนี้ ยังคงพยายามรักษาภาพลักษณ์ท่านประธานมาดขรึมจอมเผด็จการไว้

“เมื่อคืนตอนเมาฉันพูดจาเพ้อเจ้ออะไรไปบ้างหรือเปล่า?” อาศัยจังหวะที่ยังไม่เปิดร้านช่วงเที่ยง ซุนจี้ข่ายแอบย่องมาถามเจียงเฟิง

“เยอะเลย”

“เยอะแค่ไหน?”

“ครอบครัวอารองของนายหน้าเนื้อใจเสือ นายโดนปู่ไล่ออกจากบ้าน โดนแฟนทิ้ง บัตรเครดิตโดนอายัด เดือนหน้าไม่มีปัญญาจ่ายค่าเช่าบ้าน บะหมี่เนื้อวัวผัดแห้งขายถูกกว่าจี้เสวี่ย 8 หยวน กุ้งผัดซอสมะเขือเทศถูกกว่าจางกวงหัง 16 หยวน เนื้อลิ้นจี่...” เจียงเฟิงเริ่มสาธยายสิ่งที่ซุนจี้ข่ายพูดเมื่อคืนทีละข้อ

“พอแล้ว นายไม่ต้องพูดแล้ว” ซุนจี้ข่ายเริ่มพิจารณาเรื่องลาออกอย่างจริงจังแล้ว

“จริง ๆ เรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้มีอะไรหรอก หลัก ๆ คือตอนหลังที่ฉันไปส่งนายกลับ นายเอาแต่พึมพำประโยคหนึ่งตลอดทาง” เจียงเฟิงว่า

“ประโยคอะไร?”

“สามสิบปีธาราไหลไปบูรพา สามสิบปีธาราไหลไปประจิม อย่าได้ดูแคลนหนุ่มยากไร้”

ซุนจี้ข่าย: ...

“จริง ๆ นะ เพลา ๆ นิยายลงบ้างเถอะ นายดูสินิยายพล็อตพวกนี้มันตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว เดี๋ยวนี้เขาไม่ฮิตแนวนี้กันแล้ว” เจียงเฟิงเตือนด้วยความหวังดี “ฉันมีเพื่อนคนนึงชอบอ่านนิยายเหมือนนายนี่แหละ ไม่ใช่อ่านอย่างเดียวมันยังเขียนด้วย ผลคือวิชาสัญญาณและระบบติด F ต้องลงเรียนใหม่ วิชาการประมวลผลสารสนเทศทางแสงเทอมนี้ก็ติด F สงสัยต้องลงเรียนใหม่เหมือนกัน รอพวกเราเรียนจบเขาคงต้องเปอร์เรียนซ้ำอีกปี”

“นายดูสิ เขียนนิยายมีแต่ทางตันนะ!” เจียงเฟิงยังมีอีกประโยคที่ไม่ได้พูด หวังฮ่าวคือตัวอย่างเลือดสาดให้เห็นแล้ว

ซุนจี้ข่าย: ...

“ฉันไม่ได้อ่านนิยาย” ซุนจี้ข่ายปากแข็ง “คนอย่างฉันจะมีเวลาอ่านนิยายได้ยังไง”

“เออ ช่างเถอะ ตอนแรกฉันก็ไม่ได้กะจะพูดเรื่องนี้ บอกนายไว้ก่อน เมื่อคืนฉันกลับไปปรึกษากับฉีฉี ฉันว่าน้ำราดนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนเนี่ย เราน่าจะใช้ไฟแรงตั้งแต่แรก แล้วค่อยลดไฟลง สุดท้ายค่อยเร่งไฟแรงอีกที” เจียงเฟิงเปลี่ยนเรื่อง วกกลับมาคุยเรื่องการวิจัยอย่างจริงจังทันที

“ไฟแรงก่อน แล้วไฟอ่อน แล้วค่อยไฟแรงอีกทีเหรอ?” ซุนจี้ข่ายลองคิดดู ปู่เขาเหมือนจะไม่ได้ทำแบบนี้นี่นา แต่วิธีของเจียงเฟิงฟังดูมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง

“เที่ยงนี้ลองดูแล้วกัน”

“อืม” เจียงเฟิงพยักหน้า เที่ยงนี้ลองดู

“เดี๋ยวสิ เมื่อกี้นายบอกว่าปรึกษากับอู๋หมิ่นฉี เธอทำเมนูนี้เป็นด้วยเหรอ?” ซุนจี้ข่ายเริ่มสงสัยในชีวิต นี่มันวิชาลับเฉพาะของตระกูลซุนไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นของโหลที่ใคร ๆ ก็ทำเป็นไปแล้วล่ะ?

“ตอนปู่นายทำให้ฉันดูฉีฉีก็ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ปู่นายก็อนุญาต ถึงเธอจะไม่รู้รายละเอียดเจาะลึก แต่ขั้นตอนคร่าว ๆ เธอก็รู้ชัดเจน” เจียงเฟิงอธิบาย

ซุนจี้ข่ายคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเสนอว่า “งั้นตอนเที่ยงพวกเรามาช่วยกันวิจัยพร้อมกับอู๋หมิ่นฉีดีไหม”

“หืม?”

“วิธีนี้เธอเป็นคนเสนอ ถ้ามีเธอมาร่วมด้วยน่าจะราบรื่นขึ้นเยอะ” เมื่อคืนตอนเมาซุนจี้ข่ายเล่าเรื่องทางบ้านให้อู๋หมิ่นฉีฟังจนหมดเปลือก ตอนนี้เลยมองอู๋หมิ่นฉีเป็นคนกันเองไปแล้ว

การวิจัยนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนของเจียงเฟิงกับซุนจี้ข่าย หลังจากมีอู๋หมิ่นฉีมาร่วมวงด้วย ก็ไม่ได้มีความคืบหน้าแบบก้าวกระโดดแต่อย่างใด พูดให้ถูกคือ ไม่มีความคืบหน้าเลยสักนิด

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก พรุ่งนี้ก็ถึงวันที่ 27 วันลองเมนูแล้ว ทั้งสามคนยังย่ำอยู่กับที่ ถึงแม้วันนี้จะไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขา เพราะพวกเขาไม่มีเมนูใหม่ต้องลอง แต่ก็นับเป็นวันสำคัญ เพราะผ่านวันที่ 27 ไป บะหมี่เนื้อวัวผัดแห้งของซุนจี้ข่ายก็จะขึ้นราคาเป็น 48 หยวนได้แล้ว

หลายวันนี้สหายหวังซิ่วเหลียนไปเป็นสายลับตามร้านสุกี้เนื้อวัวแต้จิ๋วในเป่ยผิง ไปกินสุกี้เนื้อวัวกับป้าสะใภ้ใหญ่ ป้าสะใภ้รอง อาสะใภ้สี่ และอาสะใภ้ห้ามาหลายมื้อ สืบราคาเมนูบะหมี่เนื้อวัวผัดแห้งของร้านพวกนั้น แล้วพบว่าบะหมี่เนื้อวัวผัดแห้งกับเส้นหมี่ผัดมันไม่เหมือนกันจริง ๆ

บะหมี่เนื้อวัวผัดแห้งขายแพงกว่าเส้นหมี่ผัด!

ในช่วงหลายวันนี้ เทพดองงานจี้เยวี่ยที่เคยหมดไฟ จู่ ๆ ไฟแรงบันดาลใจก็ลุกโชน ความเร็วในการปั่นต้นฉบับพุ่งพรวดพราด

อาจเป็นเพราะซุปเต้าหู้ผักของจี้เสวี่ย หรืออาจเป็นเพราะกินบาร์บีคิวมาหลายวันจนเครื่องติด แรงบันดาลใจที่เคยตีบตันก็พรั่งพรูออกมา ต่อให้ต้องโต้รุ่งถึงตีสามตีสี่ทุกวันก็ไม่รู้สึกง่วง จี้เยวี่ยถึงกับลืมไปเลยว่าตอนแรกวาดรูปเพื่อใคร เวลาพักเที่ยงก็เอาแต่นอนฟุบกับโต๊ะ ไม่ไปส่องหน้าจางกวงหังแล้ว

กลับมาเข้าเรื่อง ความคืบหน้าเรื่องนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนของทั้งสามคนไม่เป็นที่น่าพอใจนัก ถ้าอยู่ที่ร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคัง นกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนรสชาติพอถูไถแต่ขาดจิตวิญญาณและไม่ต้นตำรับแบบนี้ เปลี่ยนชื่อเมนูแล้วขึ้นโต๊ะได้สบาย แต่ตอนนี้ไม่ใช่ร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคังแล้ว แต่เป็นภัตตาคารไท่เฟิงโหลว ภัตตาคารหรูในเป่ยผิง ลูกค้าไม่ใช่แค่นักศึกษามหาวิทยาลัย A แต่เป็นคนทั่วไป หรือแม้แต่นักชิมที่ตามรอยมาก็มีไม่น้อย

นกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนเกรดเสิ่นเจิ้นคุณภาพต่ำแบบนี้ ถ้าเอาขึ้นเมนูมีแต่จะทำให้ไท่เฟิงโหลวขายขี้หน้าเปล่า ๆ

ดังนั้นนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนที่ทั้งสามคนฝึกทำ จึงกลายเป็นรางวัลพนักงาน เอาไว้เพิ่มในมื้ออาหารให้พนักงานไท่เฟิงโหลวที่ทำผลงานดีในวันนั้น

วันที่ 27 เนื่องจากต้องลองเมนู ไท่เฟิงโหลวจะปิดร้านทันทีหลังจบช่วงเที่ยง นอกจากเชฟหน้าเตาที่ต้องอยู่ลองเมนู พนักงานคนอื่นส่วนใหญ่เลิกงานก่อนเวลาได้ ถือว่าได้หยุดครึ่งวัน

ทำงานภัตตาคารโดยพื้นฐานแล้วไม่มีวันหยุด วันหยุดนักขัตฤกษ์ทั้งหมดไม่เกี่ยวกับพนักงานบริการ ยิ่งเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ยิ่งยุ่ง บริษัทจะพิสูจน์ให้เห็นด้วยการกระทำว่าค่าแรง 4 เท่านั้นไม่ได้มาง่าย ๆ

วันหยุดวันที่ 27 ถึงจะมีแค่ครึ่งวัน แต่ก็เพียงพอให้ทุกคนตื่นเต้นกันไปนาน

ช่วงเที่ยงยังไม่ทันเริ่ม เชฟหนุ่มสาวในครัวหลังร้านก็เก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ จับกลุ่มคุยกันจ้อกแจ้กว่าจะเอาครึ่งวันนี้ไปทำอะไรดี

“ถังถัง รูมเมทฉันบอกว่ามีที่นึงเสื้อผ้าถูกมาก ฉันให้เขาส่งโลเคชันมาให้แล้ว บ่ายนี้เราไปเดินดูกันเถอะ!” เชฟผู้หญิงแผนกอาหารเย็นชวนถังถัง

“อ๊า ฉันไม่ว่างน่ะ เธอชวนคนอื่นเถอะ บ่ายนี้ฉันนัดแฟนไปว่ายน้ำที่สระว่ายน้ำแล้ว” ถังถังปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

“ซางหมิง บ่ายนี้ไปปีนกำแพงเมืองจีนไหม? จำได้ว่าเมื่อก่อนนายเคยบอกอยากไป ฉัน จางเว่ยอวี่ แล้วก็เว่ยซื่อเฮิงก็จะไป” โอวหยางชวน ปกติซางหมิงเป็นตัวจี๊ดประจำครัว มนุษยสัมพันธ์ดีที่สุด

เว่ยซื่อเฮิงผู้จืดจางไร้ตัวตนในยามปกติ ส่งยิ้มจาง ๆ ให้ซางหมิงอย่างไร้ตัวตน

ซางหมิงมัวแต่หันไปคุยกับโอวหยาง ไม่ทันเห็นเขาเลย

เว่ยซื่อเฮิงก้มหน้าหั่นผักต่อด้วยความชินชา

“ไม่ได้ว่ะ วันนี้ฉันไม่ว่าง น้องสาวฉันมา ฉันต้องพาไปเที่ยว” ซางหมิงตอบ

“น้องสาวนายมาเหรอ?!” คนในครัวแทบทุกคนอุทานเป็นเสียงเดียวกัน

คุณปู่ทั้งสองที่ไม่ค่อยร่วมวงสนทนากับใครยังอดหันมามองซางหมิงไม่ได้

“น้องสาวนายมาเมื่อไหร่?” เจียงเฟิงถาม

“มาถึงแล้วครับ ผมให้มารอที่ไท่เฟิงโหลว จริงสิ ผมต้องไปบอกผู้จัดการฝางหน่อย ขอมุมให้น้องสาวนั่งรอ” ซางหมิงพูดพลางหันไปมองคุณปู่ทั้งสอง

“หัวหน้าเชฟเจียง ผม...”

“ไปเถอะ” เจียงเว่ยหมิงยิ้มตาหยี

ซางหมิงออกไปหาฝางเหมย

“นายว่าน้องสาวซางหมิงจะสวยไหม?” โอวหยางถามจางเว่ยอวี่

“เขาก็บอกอยู่ว่าน้องสาวหน้าตาไม่ดีไม่ใช่เหรอ? แต่น้องสาวเขาเพิ่งอยู่ ม.2 เองนี่นา เด็กขนาดนี้มาเที่ยวปักกิ่งคนเดียว พ่อแม่ใจกล้าชะมัด!” จุดโฟกัสของจางเว่ยอวี่ช่างแปลกประหลาด

“น้องสาวเขาเข้าเรียนช้า ตอนประถมสุขภาพไม่ดีดรอปไปปีนึง ปีนี้ 16 แล้ว” หานอีกู้รู้ข้อมูลน้องสาวซางหมิงดี

“ฉันว่าน้องสาวเขาต้องสวยแน่ ๆ เจ้าซางหมิงชอบใส่ร้ายน้องสาวตัวเอง” หลัวอวี่มั่นใจ

“ไม่หรอกมั้ง ฉันรู้สึกว่าซางหมิงรักน้องสาวจะตาย น้องสาวเขาอาจจะไม่สวยจริง ๆ ก็ได้” โจวสือว่า

“ฉันก็ว่าน้องสาวเขาอาจจะไม่สวย”

“แต่ฉันว่าน้องสาวเขาอาจจะสวยก็ได้นะ ซางหมิงเองหน้าตาก็ไม่ได้แย่”

“ฉันก็ว่าน่าจะพอได้อยู่”

“ฉัน...”

ครัวหลังร้านไท่เฟิงโหลวแตกเป็นสองฝ่ายทันที ฝ่ายน้องสาวซางหมิงสวย กับฝ่ายน้องสาวซางหมิงไม่สวย

“เอาล่ะ เลิกคุยเล่นได้แล้ว เที่ยงนี้ยังมีโต๊ะจองอีกสิบกว่าโต๊ะ งานยุ่งนะ หานอีกู้ นายไปช่วยจัดจานที่แผนกอาหารเย็นหน่อย โจวสือ นายไปดูหมูตุ๋นตรงนั้นซิว่าได้หรือยัง” เจียงเฟิงเอ่ยตัดจบวงสนทนาที่เดี๋ยวก็ได้รู้ผลกันแล้ว

จบบทที่ บทที่ 255 น้องสาวในตำนาน

คัดลอกลิงก์แล้ว