เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 250 ทำด้วยกันเถอะ

บทที่ 250 ทำด้วยกันเถอะ

บทที่ 250 ทำด้วยกันเถอะ


กว่าซุนจี้ข่ายจะกลับมาหากระดุมข้อมือที่ภัตตาคารไท่เฟิงโหลว นกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนชุดแรก 3 ตัวของเจียงเฟิงก็ใกล้จะเสร็จแล้ว ส่วนชุดที่สองอีก 3 ตัวก็เลาะกระดูกเสร็จเรียบร้อยและกำลังปรุงไส้อยู่

ซุนจี้ข่ายเดินเข้ามาในครัวหลังร้าน ก็เห็นนกพิราบ 3 ตัวที่เลาะกระดูกเสร็จแล้วนอนแบนแต๊ดแต๋เหมือนลูกโป่งแฟบอยู่ในจาน

เรื่องที่ซุนกวนอวิ๋นเคยสอนเจียงเฟิงทำนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนซุนจี้ข่ายรู้อยู่แล้ว แต่เขาไม่เคยใส่ใจ และไม่คิดว่าปู่ของเขาจะสอนแค่ครั้งเดียวแล้วเจียงเฟิงจะเรียนรู้จนทำเป็นได้

ถ้าเมนูนี้มันเรียนง่ายขนาดนั้น เขาคงทำเป็นไปนานแล้ว

แต่พอได้เห็นกับตาวันนี้ ซุนจี้ข่ายพบว่าฝีมือมีดของเจียงเฟิงดีจริง ๆ ดีกว่าที่เขาคิดไว้ซะอีก

“ตรงนี้ ตรงโน้น แล้วก็ตรงนั้น ฉันหาหมดแล้ว ไม่มีกระดุมข้อมือนาย นายลองหาเองอีกที หรือลองนึกดูว่าไปทำตกที่อื่นหรือเปล่า” จี้เยวี่ยถือมะเขือเทศรสเปรี้ยวหวานฉ่ำน้ำที่โดนกัดไปแล้วสองคำในมือขวา ส่วนมือซ้ายรับชานมจากมือซุนจี้ข่าย ใช้สายตาชี้ตำแหน่งให้เขา “ว้าย ฉันลืมบอกให้นายสั่งหวานน้อย ช่วงนี้ฉันลดน้ำหนักอยู่นะ!”

เจียงเฟิงอดมองเธอไม่ได้ พร้อมทำหน้า ‘เหอะ ๆ’ ใส่

ตั้งแต่จี้เยวี่ยเข้ามาในครัวหลังร้าน ปากของเธอก็ไม่เคยหยุดขยับ

แตงกวา มะเขือเทศ หัวไชเท้า แล้วก็แตงโม สับปะรด กับผลไม้อื่น ๆ ที่หั่นเหลือจากโซนอาหารเย็นเมื่อเที่ยง ชิ้นไหนเหลือก็กวาดเรียบไม่เหลือสักชิ้น ระหว่างนั้นสหายหวังซิ่วเหลียนยังเข้ามาช่วยกินแตงโมไปสองชิ้น สับปะรดสี่ชิ้น และมะเขือเทศราชินีอีกเจ็ดลูก

ทั้งสองคนอ้างคำพูดสวยหรูว่ากินผลไม้ไม่อ้วนหรอก แต่ข้าวปลาอาหารมื้อหลักก็กินครบไม่เคยขาดสักมื้อ

ซุนจี้ข่ายหาตรงที่จี้เยวี่ยหาไปแล้วซ้ำอีกรอบ แต่ก็ยังไม่เจอ ระหว่างที่ซุนจี้ข่ายหากระดุมข้อมือ เจียงเฟิงก็ปรุงไส้เสร็จพอดี นกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนชุดแรกก็ใกล้จะเสร็จแล้วเหมือนกัน

วางไส้ที่เพิ่งปรุงเสร็จลง เจียงเฟิงหันไปดูหม้อซุปกระดูกนกพิราบอีกหม้อ ก็ได้ที่แล้วเหมือนกัน ใช้น้ำซุปเดิมมาทำอาหารเดิม เริ่มเตรียมทำน้ำแดงราดได้แล้ว

นี่คือขั้นตอนสำคัญของนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียน เดิมทีซุนจี้ข่ายจะไปดูที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเผื่อทำกระดุมหล่นตอนเปลี่ยนชุด แต่พอเห็นเจียงเฟิงกำลังเตรียมทำน้ำราด ก็หยุดเดิน ยืนดูเจียงเฟิงทำอยู่กับที่

“นายทำไม่ถูก น้ำราดของปู่ฉันไม่ได้ข้นขนาดนี้ ของท่านดูเหมือนข้น แต่พอใช้ช้อนตักขึ้นมามันจะไหลลงมาเหมือนน้ำตกเลย” ซุนจี้ข่ายทัก

ดูเหมือนข้น?

เจียงเฟิงนึกย้อนดู พบว่าจำไม่ค่อยได้แล้ว

ซุนกวนอวิ๋นทำให้ดูแค่ครั้งเดียว เจียงเฟิงก็ไม่สามารถดูขั้นตอนการทำซ้ำไปซ้ำมาเหมือนดูสูตรอาหารในเกมได้ รายละเอียดหลายอย่างที่ซุนกวนอวิ๋นไม่ได้พูดถึง เจียงเฟิงก็ลืมไปหมดแล้ว

เจียงเฟิงลังเลไปชั่วขณะ มือไม้ก็ช้าลง แต่ตอนนี้น้ำราดในหม้อเป็นแบบนี้ไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ได้แต่ราดลงไปทั้งอย่างนั้น

ซุนจี้ข่ายยืนดูอยู่ข้าง ๆ ไม่พูดอะไร จนกระทั่งเจียงเฟิงราดน้ำแดงเสร็จและตักนกพิราบใส่จาน สีหน้าเขาถึงเปลี่ยนไป

ทั้งเสียดายและโล่งใจ เสียดายที่เจียงเฟิงเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียน และโล่งใจที่เจียงเฟิงเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียน

จี้เยวี่ยมองนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนตรงหน้า เทียบกับที่เจียงเฟิงทำคราวก่อน แล้วประเมินความจุของกระเพาะตัวเอง ในใจตัดสินใจได้แล้ว

“ฉันไปเรียกฉีโหรวมาชิมดีกว่า” จี้เยวี่ยแสดงความเป็นลูกพี่ที่ดี ต้องดูแลลูกน้อง มีของอร่อยก็ต้องแบ่งให้ลูกน้องกิน

ฉีโหรวผู้ไม่เคยเห็นโลกกว้างชิมไปคำหนึ่งก็ตาโต อุทานว่า “อร่อยมากเลยค่ะ พี่เฟิงกำลังลองทำเมนูใหม่เหรอคะ?”

“ก็ประมาณนั้นแหละ” เจียงเฟิงตอบ แล้วเริ่มทำน้ำราดสำหรับจานต่อไป

เนื่องจากในครัวหลังร้านมีเชฟแซ่เจียงเยอะเกินไป เพื่อให้แยกแยะได้ง่าย คนที่อายุน้อยกว่าเจียงเฟิงจะเรียกเขาว่าพี่เฟิง คนที่อายุมากกว่าจะเรียกเขาว่าเชฟเสี่ยวเจียง เรียกเจียงเจี้ยนคังว่าเชฟเจียง ส่วนคุณปู่ทั้งสองเรียกเหมือนกันว่าหัวหน้าเชฟหรือเชฟเจียงอาวุโส

ซุนจี้ข่ายเหมือนจะดูเพลินจนลืมไปเลยว่ามาหากระดุมข้อมือ ยืนดูเจียงเฟิงทำต่อ

“ยังไม่ใช่อยู่ดี” ซุนจี้ข่ายพูด

“ฉันรู้ แต่... ฉันทำน้ำราดแบบนั้นไม่ได้” เจียงเฟิงพูด แล้วขยับตัวหลบทาง ชี้ไปที่หม้อซุปนกพิราบหม้อสุดท้าย “งั้นนายมาลองทำดูสิ”

“ลองก็ลอง” ซุนจี้ข่ายเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องเปลี่ยนชุด

แล้วเขาก็เจอกระดุมข้อมือตกอยู่ใต้ตู้ของตัวเอง

ซุนจี้ข่ายเปลี่ยนชุดเสร็จแล้ว เจอกระดุมข้อมือแล้ว แต่ตัวยังยืนนิ่ง ครุ่นคิดอยู่หน้าตู้

เขาไม่ได้ทำนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนมานานมากแล้ว

ครั้งล่าสุดที่ทำคือเมื่อไหร่กันนะ?

สามปีก่อน?

หรือสี่ปีก่อน?

ก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศ เขาเรียนทำนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนกับซุนกวนอวิ๋นอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่ง ต่อมาไปเรียนต่อต่างประเทศ ตั้งใจเรียน พ่อแม่ก็คอยโทรมาบอกเป็นนัยว่าครอบครัวอารองไม่หวังดี ให้เขาตั้งใจเรียน เรียนจบให้รีบกลับมาช่วยบริหารภัตตาคารจวี้เป่าโหลว

ช่วงที่เรียนอยู่วอร์ตัน ซุนจี้ข่ายแทบไม่ได้จับมีดทำครัวเลย

พอกลับมา ซุนจี้ข่ายโดนซุนกวนอวิ๋นเคี่ยวเข็ญให้ฝึกอยู่สองปี ทุ่มเทแรงกายแรงใจสอนเขาไปไม่น้อย แต่ตอนนั้นใจของซุนจี้ข่ายไม่ได้อยู่ที่การทำอาหารแล้ว ในหัวมีแต่เรื่องช่วยพ่อโค่นครอบครัวอารอง กระชากหน้ากากจอมปลอมของอารอง

พอลองคิดดูดี ๆ การไปเรียนต่อที่วอร์ตันเหมือนเป็นเส้นแบ่งชีวิต ก่อนไปวอร์ตัน เป้าหมายชีวิตของซุนจี้ข่ายคือการทำอาหาร หลังไปวอร์ตัน เป้าหมายชีวิตกลายเป็นการโค่นครอบครัวอารอง เปลี่ยนจากแนวยอดกุ๊กแดนมังกรสู้ชีวิตแสนอร่อย กลายเป็นศึกชิงมรดกเลือดข้นคนจางน้ำเน่าเคล้าน้ำตา

ซุนจี้ข่ายกลับมาที่ครัวหลังร้าน

เจียงเฟิงกำลังทำนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนชุดที่สอง จี้เยวี่ยถือช้อนกินแล้ว

ซุนจี้ข่ายแต่งตัวพร้อม แววตามุ่งมั่น เมื่อกี้ยืนคิดในห้องเปลี่ยนชุดอยู่นาน เขาเข้าใจแล้ว

วันนี้คือวันที่เขาซุนจี้ข่ายจะได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง คือวันที่เขาจะก้าวออกจากจุดต่ำสุดของชีวิต คือวันที่เขาจะพิสูจน์ตัวเอง คือวันที่เขาจะพลิกฟื้นชะตาชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ!

สามนาทีต่อมา...

ซุนจี้ข่ายทำเจ๊งไม่เป็นท่าอย่างสมเกียรติ

เจียงเฟิงมองน้ำราดที่ซุนจี้ข่ายทำออกมา ในหัวมีความคิดเดียวผุดขึ้นมา

พูดซะดิบดี ไหงทำออกมาห่วยกว่าฉันทำอีก

หน้าตาอย่างกับแรงค์คอนคิวเลอร์ ทำไมฝีมือยังอยู่บรอนซ์

“นี่...” ซุนจี้ข่ายรู้สึกกระอักกระอ่วน

“นาย...” เจียงเฟิงรู้สึกว่าซุนจี้ข่ายกำลังกระอักกระอ่วน

“พวกนาย...” จี้เยวี่ยกินนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนหมดไปจานหนึ่งแล้ว รู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างเจียงเฟิงกับซุนจี้ข่ายดูทะแม่ง ๆ

“พวกนายสองคนก็ทำด้วยกันเลยสิ ฉันจำได้ว่าวันก่อนฉีฉีของนายกับอาเสวี่ยก็ช่วยกันคิดเมนูใหม่นี่นา ฉันว่าพวกนายสองคนทำออกมาก็...”

ไม่ได้เรื่องทั้งคู่

ไก่กาตีกันเอง

ศึกชิงจ้าวแห่งแรงค์บรอนซ์

เจียงเฟิงคิดว่าจี้เยวี่ยพูดมีเหตุผล ซุนจี้ข่ายเป็นปรมาจารย์ทฤษฎี เมื่อกี้ตอนทำน้ำราดก็ดูออกว่าไม่ได้ทำนกพิราบอบเกาลัดแปดเซียนมานานมากแล้ว ภาคปฏิบัติสู้เขาไม่ได้ด้วยซ้ำ

แต่เขาเคยเห็นซุนกวนอวิ๋นทำกับตาบ่อยกว่า มือทำไม่ได้แต่ปากพูดได้ ถ้าสองคนช่วยกันศึกษาก็ไม่แน่อาจจะทำสำเร็จก็ได้

ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าซุนจี้ข่ายจะยอมไหม

นี่เป็นเมนูของภัตตาคารจวี้เป่าโหลว คนคิดค้นคือปู่เขา เป็นเมนูประจำตระกูลซุน ถึงเขาไม่ยอมแชร์สูตรก็เป็นเรื่องเข้าใจได้

ซุนจี้ข่ายลังเล

ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงไม่ยอมแน่ ๆ หรือแม้แต่ตอนเห็นคนอื่นทำ เขาก็คงไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ

แต่คนตระกูลเจียงไม่เหมือนกัน หรือจะพูดว่า ภัตตาคารไท่เฟิงโหลวกับภัตตาคารจวี้เป่าโหลวไม่เหมือนกัน

เชฟที่ภัตตาคารจวี้เป่าโหลวต่างมีทีเด็ดของตัวเอง ทุกคนชอบกั๊กวิชา แม้แต่กับลูกศิษย์ตัวเองก็ยังสอนไม่หมดเปลือก เวลาทำอาหารก็ระแวงเหมือนกลัวขโมย จริง ๆ เรื่องแบบนี้ก็ปกติ ใครจะอยากให้คนอื่นขโมยวิชาจนตัวเองตกงาน เพียงแต่ที่จวี้เป่าโหลวภายใต้การนำของซุนกวนอวิ๋น บรรยากาศแบบนี้มันเข้มข้นกว่าที่อื่นเท่านั้นเอง

แต่ไท่เฟิงโหลวไม่เหมือนกัน

คุณปู่ทั้งสองไม่เคยหวงวิชา ไม่ว่าจะตอนเจียงเว่ยหมิงสอนเจียงเว่ยเซิง หรือตอนสอนเจียงเฟิง ก็ไม่เคยว่าถ้าใครจะมายืนดู และไม่รังเกียจที่จะชี้แนะเชฟคนอื่นด้วย ต่อให้เป็นเทคนิค ‘น้ำตาลจมก้นน้ำมัน’ ที่เป็นวิชาลับเฉพาะตระกูลเจียง เจียงเว่ยหมิงก็ไม่ว่าถ้าคนนอกจะเรียนรู้ไป

พวกท่านเหมือนกลัวว่าคนอื่นจะเรียนไม่เป็น กลัวตัวเองจะไม่มีเวลาสอน กลัวเวลาจะผ่านไปเร็วเกินไป เร็วซะจนถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งชีวิตให้คนรุ่นหลังไม่ทัน

ที่นี่เป็นภัตตาคารในอุดมคติ สวยงามจนเหมือนความฝัน ทุกสิ่งที่ดูไม่สมเหตุสมผลในจวี้เป่าโหลว กลับกลายเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่นี่

“ตกลง ทำด้วยกันเถอะ” ซุนจี้ข่ายกล่าว

จบบทที่ บทที่ 250 ทำด้วยกันเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว