- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 245 จากลา
บทที่ 245 จากลา
บทที่ 245 จากลา
ขณะที่เจียงเฟิงกำลังเล่าเรื่องราวระหว่างเจียงฮุ่ยฉินและหลี่หมิงอีให้จี้เยวี่ยฟัง อีกด้านหนึ่ง จางกวงหังที่กำลังเร่งรีบไปยังสวนเฟินหยวนก็พอจะเดาออกว่าเซี่ยมู่รุ่ยเรียกเขาไปทำไม
น่าจะเป็นเรื่องพินัยกรรม
เนื่องจากภาพลักษณ์หน้าเงินและขี้งกของเซี่ยมู่รุ่ยในช่วงหลายปีมานี้ฝังรากลึกในใจผู้คนเกินไป ความประทับใจที่เขามีต่อผู้คนนอกเหนือจากฝีมือการทำอาหารดีแล้วก็คือการร้อนเงิน แม้ว่าทุกคนจะนึกไม่ออกว่าเขาขาดเงินตรงไหน แต่ทุกคนก็รู้สึกว่าเขาขาดเงิน
จางกวงหังในฐานะศิษย์เพียงคนเดียวของเซี่ยมู่รุ่ย รู้เรื่องสถานะทางการเงินของเซี่ยมู่รุ่ยเป็นอย่างดี
เซี่ยมู่รุ่ยรวยมาก เพราะเคยผ่านช่วงสงครามและเห็นเหตุการณ์ค่าเงินตกต่ำอย่างบ้าคลั่งในช่วงปีสุดท้ายของยุคสาธารณรัฐมาแล้ว เซี่ยมู่รุ่ยจึงไม่ไว้ใจเงินตราอย่างมาก ทำให้หลายปีมานี้เขาซื้อทองคำและอสังหาริมทรัพย์เพื่อรักษามูลค่าไว้เยอะมาก ยกตัวอย่างเช่นสวนเฟินหยวน บ้านสี่ประสานแบบโบราณที่มีพื้นที่กว้างขวางมากหลังนี้ ซึ่งถูกเซี่ยมู่รุ่ยเปลี่ยนเป็นร้านอาหารส่วนตัว ก็เป็นหนึ่งในอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ชื่อของเซี่ยมู่รุ่ย
ในมือเขาไม่ค่อยมีเงินสด แต่มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดสูงจนน่ากลัว
ตอนที่จางกวงหังไปถึงสวนเฟินหยวน เซี่ยมู่รุ่ยยังคุยโทรศัพท์อยู่ พูดให้ถูกคือโทรด่าคน
พอเห็นจางกวงหังมา เซี่ยมู่รุ่ยก็ส่งสายตาบอกให้รอเดี๋ยวนึง รอให้ด่าคนเสร็จก่อนค่อยคุยธุระด้วย
จางกวงหังเห็นแก้วน้ำบนโต๊ะหัวเตียงของเซี่ยมู่รุ่ยว่างเปล่า จึงออกไปเทน้ำอุ่นมาให้ ด่าคนมันเปลืองน้ำลาย ด่าเหนื่อยแล้วต้องจิบน้ำพักสักหน่อย
“ผู้อาวุโสเซี่ยโทรศัพท์มาทั้งวันแล้วค่ะ” พยาบาลบอกจางกวงหัง
“ทั้งวันเลยเหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ นอกจากตอนเช้าที่ทนายสองคนนั้นมาถึงจะหยุดไปพักนึง เวลาที่เหลือก็โทรศัพท์ตลอด โทรตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ เมื่อเที่ยงตอนดิฉันเอายาไปให้ผู้อาวุโสเซี่ย ก็เห็นท่านเปิดสมุดโทรศัพท์อยู่” พยาบาลพูด พลางเดินไปหยิบกล่องอาหารบนโต๊ะกินข้าวในห้องรับแขก
“นั่นอะไรหรือครับ?” จางกวงหังรู้สึกว่ากล่องอาหารในมือพยาบาลดูคุ้นตา
“กับข้าวที่คุณหิ้วกลับมาพร้อมผู้อาวุโสเซี่ยเมื่อวันก่อนไงคะ เหมือนจะเป็นผักห่อไก่ ก็ไม่รู้ท่านผู้เฒ่าเซี่ยคิดอะไรอยู่ ไม่ยอมให้เอาแช่ตู้เย็น แล้วก็ไม่กินด้วย วางไว้บนโต๊ะเฉย ๆ แบบนี้แหละค่ะ เมื่อกี้ก็เพิ่งบอกให้ดิฉันเอาเข้าไปให้” พยาบาลพูด แล้วหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะ “เดี๋ยวดิฉันถือแก้วน้ำไปเองค่ะ”
จางกวงหังกับพยาบาลเดินเข้าไปในห้องพร้อมกัน เซี่ยมู่รุ่ยกำลังเปิดสมุดโทรศัพท์ พอเห็นพวกเขาเข้ามาก็พูดว่า “วางของไว้บนตู้ก็พอ ฉันมีเรื่องจะคุยกับเสี่ยวหัง”
พยาบาลวางของลงแล้วเดินออกไป ก่อนไปก็ปิดประตูให้ด้วย
เซี่ยมู่รุ่ยคงจะโทรศัพท์จนคอแห้งจริง ๆ ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มน้ำอุ่นรวดเดียวสองอึก แล้ววางสมุดโทรศัพท์ลงบนเตียง
จางกวงหังเหลือบมองแวบหนึ่ง ก็ดูออกว่านี่คือสมุดโทรศัพท์ที่จดเบอร์ติดต่อพวกเชฟ
เซี่ยมู่รุ่ยมีสมุดโทรศัพท์สองเล่ม เล่มหนึ่งจดเบอร์ลูกค้า อีกเล่มจดเบอร์เชฟ บรรดาเชฟในสมุดโทรศัพท์เล่มนั้นส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่ถูกกับเซี่ยมู่รุ่ย พูดให้ถูกคือชายชราแทบไม่มีเพื่อนร่วมวงการที่สนิทด้วยเลย ปกติก็ไม่เคยติดต่อกัน จางกวงหังก็ไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ อาจารย์ถึงนึกอยากโทรหา ‘อริเก่า’ พวกนั้น
ถึงจะเป็นการโทรไปด่าก็เถอะ
จะเรียกว่าด่าก็ไม่เชิง เซี่ยมู่รุ่ยด่าคนไม่เคยมีคำหยาบ และไม่เคยพูดเรื่องไม่มีมูล อย่างมากก็แค่พูดจาเหน็บแนมเสียดสี เพียงแต่สำหรับคนฟังแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับโดนด่านั่นแหละ
“นี่พินัยกรรมของฉัน เธอลองอ่านดูสิ” เซี่ยมู่รุ่ยยื่นพินัยกรรมข้างมือให้จางกวงหัง ท่าทางเรียบเฉย ราวกับกำลังยื่นสูตรอาหารให้ดู
“อาจารย์ครับ อาจารย์...”
“นี่เป็นฉบับสำเนา ตัวจริงอยู่ที่ทนายจวง พอฉันตายมันก็จะมีผลทันที เธอลองดูซิว่าฉันตกหล่นอะไรไปหรือเปล่า” เซี่ยมู่รุ่ยสั่งเสีย “สุสานซื้อไว้เรียบร้อยแล้ว พอฉันตายก็เผาแล้วเอาฉันไปฝังรวมกับโถอัฐินี้ เธอ... เธอชื่อหลี่เฟิน ทุกปีที่ไปไหว้ก็อย่าลืมเอาดอกไม้ไปให้เธอด้วยช่อนึง เธอชอบดอกมณฑา”
“อาจารย์ครับ...” เห็นเซี่ยมู่รุ่ยเป็นแบบนี้ จางกวงหังรู้สึกเพียงความกังวลและตื่นตระหนก
ครั้งล่าสุดที่เขามีความรู้สึกแบบนี้คือเมื่อยี่สิบปีก่อนตอนที่แยกกับคุณตาที่สนามบิน แม้เขาจะเป็นเด็กที่ฉลาดเกินวัย แต่ตอนนั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างความเป็นและความตาย คิดว่ามะเร็งปอดก็เหมือนไข้หวัดธรรมดา กินยาก็หาย ไม่รู้เลยว่าการจากลาครั้งนั้นจะเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์
ในชีวิตของจางกวงหังมีคนสำคัญเพียงสองคน คนหนึ่งคือคุณตา อีกคนคือเซี่ยมู่รุ่ย แม่ของเขาหลงใหลในศิลปะ พ่อของเขาหมกมุ่นกับการทำอาหาร ทั้งสองคนต่างเป็นคนที่ยึดติดและคลั่งไคล้อย่างรุนแรง บางครั้งจางกวงหังยังสงสัยว่าที่พวกเขาแต่งงานกัน เป็นเพราะมองเห็นเงาของตัวเองในตัวอีกฝ่ายหรือเปล่า
ก่อน 7 ขวบ จางกวงหังได้รับการเลี้ยงดูจากคุณตา คุณตาสอนเขาอ่านหนังสือ สอนให้รู้เหตุผล ทำให้เขาเติบโตมาอย่างปกติและแข็งแรงแม้จะขาดความรักจากพ่อแม่ หลัง 7 ขวบ เซี่ยมู่รุ่ยเข้ามารับบทบาทแทนคุณตา รับเขาเป็นศิษย์ และอบรมสั่งสอนจางกวงหังเหมือนที่เฉินชิวเซิงเคยสั่งสอนตัวเอง
เซี่ยมู่รุ่ยไม่ใช่คนดีมีศีลธรรม หรืออาจจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นคนดีด้วยซ้ำ แต่เขาเป็นอาจารย์ที่ดี เซี่ยมู่รุ่ยอารมณ์ร้าย เข้มงวด พูดจาไม่เข้าหู และมักจะทำหน้าบึ้งใส่จางกวงหังบ่อย ๆ แต่เขาจำวันเกิดของจางกวงหังได้ จำสิ่งที่ชอบได้ จำอาหารที่แพ้ได้ ยอมปิดร้านเพื่อดูแลตอนเขาป่วย หรือแม้แต่เล่านิทานก่อนนอนให้ฟังก่อนจางกวงหังจะอายุสิบขวบ
สิ่งที่พ่อแม่จางกวงหังทำไม่ได้ เซี่ยมู่รุ่ยทำได้หมดทุกอย่าง
จางกวงหังยังจำได้จนถึงตอนนี้ สมัยก่อนเวลาเซี่ยมู่รุ่ยพาเขาไปจ่ายตลาด พ่อค้าหน้าใหม่มักจะตกใจที่หลานชายของเซี่ยมู่รุ่ยหน้าตาเป็นฝรั่ง
เซี่ยมู่รุ่ยเป็นอาจารย์ของจางกวงหัง และยิ่งกว่านั้นคือญาติผู้ใหญ่ เป็นญาติผู้ใหญ่ที่เขารักที่สุด
เพียงแต่ตอนนี้ ดูเหมือนเขาจะต้องสูญเสียญาติผู้ใหญ่ที่เขารักที่สุดไปแล้ว
จางกวงหังอ่านพินัยกรรมอย่างใจลอย นี่เป็นพินัยกรรมที่คน 99% บนโลกเห็นแล้วต้องใจเต้นแรง
เซี่ยมู่รุ่ยยกทุกสิ่งทุกอย่างของเขาให้กับจางกวงหัง
“เธอเป็นศิษย์ของฉัน ตอนที่ฉันรับเธอเป็นศิษย์ เดิมทีฉันก็มีความเห็นแก่ตัวแอบแฝงอยู่”
“ฉันไม่มีเมียไม่มีลูก แม้แต่เพื่อนก็ไม่มี ไม่มีห่วงอะไร แต่พอแก่ตัวลงกลับเริ่มกลัว อยากหาคนมาคอยดูแลตอนแก่เฒ่าจนวาระสุดท้าย”
“ฉันรู้ตัวว่านิสัยไม่ดี ทำให้เธอต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยตั้งหลายครั้งตลอดหลายปีมานี้ เธอเป็นเด็กกตัญญู แค่ฉันโทรไปกริ๊งเดียวก็ยอมกลับประเทศ ยอมเข้ามาเป็นเชฟธรรมดา ๆ ในภัตตาคารไท่เฟิงโหลว แถมช่วงนี้ยังคอยดูแลฉันตลอด ได้มีลูกศิษย์อย่างเธอ ถือเป็นโชคหล่นทับของฉันเซี่ยมู่รุ่ยจริง ๆ”
“ฉันไม่มีอะไรจะให้เธอ เธอไม่ขาดเงิน ส่วนฉันจนวาระสุดท้ายก็เหลือแค่เงิน แม้แต่ของที่มีคุณค่าทางใจสักชิ้นยังหาไม่ได้เลย”
“อาจารย์ครับ อย่าพูดอีกเลย” จางกวงหังอยากจะหยุดยั้งทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เขารู้ดีว่าเขาหยุดมันไม่ได้
นี่คือกฎธรรมชาติ ไม่มีใครหยุดยั้งได้ และไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้
“งานศพของฉัน เชิญคนในสมุดเล่มนี้มาให้หมด ใครอยากมาก็มา ใครไม่อยากมาก็ช่างมัน” เซี่ยมู่รุ่ยชี้ไปที่สมุดโทรศัพท์ แล้วหันไปมองผักห่อไก่ในกล่องอาหาร
เพราะอากาศร้อน แถมยังอยู่ในกล่องมาสองวัน ผักห่อไก่คงบูดไปนานแล้ว
“เปิดกล่องข้าวหน่อย” เซี่ยมู่รุ่ยสั่ง
จางกวงหังเปิดกล่องข้าวเงียบ ๆ ยื่นให้เซี่ยมู่รุ่ย
ผักห่อไก่บูดแล้วจริง ๆ แต่เซี่ยมู่รุ่ยกลับทำเหมือนไม่รู้สึก ใช้มือหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่ง กัดไปหนึ่งคำ
เขาลิ้มรสไม่ได้ แต่ความรู้สึกนี้แหละใช่เลย
ดีจริง ๆ
“สองวันนี้ธุรกิจไท่เฟิงโหลวเป็นยังไงบ้าง?” เซี่ยมู่รุ่ยถาม
“ธุรกิจดีมากครับ ผลตอบรับจากลูกค้าก็ดีมาก ไม่มีคำติเลย มีแต่คำชม” จางกวงหังตอบ
เซี่ยมู่รุ่ยพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วยิ้มออกมา
เขาคิดถึงเยียนจือ ในที่สุดเขาก็จะได้ไปหาเธอแล้ว ดีจริง ๆ
ภัตตาคารไท่เฟิงโหลวจะต้องกลายเป็นภัตตาคารที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ต้องเป็นอย่างนั้นแน่
อีกด้านหนึ่ง เจียงเฟิงที่กำลังปรึกษากับจี้เยวี่ยว่าจะดัดแปลงเรื่องราวของเกี๊ยวให้เป็นการ์ตูนยังไง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากเกม
“ติ๊ง ได้รับการยอมรับจากลูกค้า 1 ท่าน ความคืบหน้าภารกิจ (1/10)”
เจียงเฟิงยังไม่ทันตั้งตัวว่าทำไมเกมถึงฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก แล้วทำไมถึงได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั้งที่ยังไม่ใช่เวลาเปิดร้าน ก็ได้รับโทรศัพท์จากจางกวงหัง
“ฮัลโหล? มีอะไรหรือเปล่า?” เจียงเฟิงถาม
“อาจารย์ฉันเพิ่งเสีย”
เจียงเฟิงยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่
“เป็นอะไรไป?” จี้เยวี่ยเห็นเจียงเฟิงยืนนิ่งไป เลยถามขึ้น
เจียงเฟิงตั้งสติ แล้วพูดเสียงเบาว่า “ผู้อาวุโสเซี่ยมู่รุ่ย เพิ่งจะเสียเมื่อกี้”
“อาจารย์ฉันจากไปอย่างสงบ สองสามวันนี้ฉันต้องจัดการงานศพของอาจารย์ เลยโทรมาขอลางานสักสองสามวันน่ะ” จางกวงหังกล่าว
เจียงเฟิงไม่รู้จะปลอบใจจางกวงหังยังไง ได้แต่เรียบเรียงคำพูดอย่างยากลำบากและเก้ ๆ กัง ๆ “ขอ... ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกพวกเราได้ตลอดเลย”
“ฉันจัดการได้ ขอบคุณนะ”
“ขอบคุณพวกนายที่ทำให้ภัตตาคารไท่เฟิงโหลวเปิดทำการ ทำให้อาจารย์ฉันจากไปโดยไม่มีเรื่องค้างคาใจ”
“ฉันขอบคุณมากจริง ๆ”