- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 235 ของหวานที่ยอดเยี่ยมที่สุด
บทที่ 235 ของหวานที่ยอดเยี่ยมที่สุด
บทที่ 235 ของหวานที่ยอดเยี่ยมที่สุด
โต๊ะนักข่าวทางนั้นก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวข้าง ๆ จึงพากันพูดคุยกันขึ้นมา
“ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้น?”
“ดูเหมือนคุณสวี่เฉิงจะสั่งอาหารนะ”
“สั่งอาหาร? อาหารไม่ถูกปากคุณสวี่เฉิงเหรอ? นี่มันเรื่องใหญ่เลยนะ รีบจดไว้ ใครช่วยไปสืบดูหน่อยซิ!” นักข่าวคนหนึ่งเห็นเรื่องวุ่นวายเป็นเรื่องสนุก โรคเก่ากำเริบ เห็นไฟกำลังลุกโชนข้างหน้าก็อยากจะเอาน้ำมันสักสองถังไปราดซ้ำ
เพื่อนร่วมงานแซ่เจียงจากนิตยสารฉบับเดียวกันดึงเสื้อเขาแล้วส่งสายตาเตือน
เจ้านี้จ่ายเงินมาแล้วนะ แถมจ่ายหนักด้วย!
นักข่าวคนนั้นได้สติขึ้นมาทันที จึงเปลี่ยนเรื่องคุย “เมื่อกี้ผมเห็นร้านนี้ใช้แท็บเล็ตสั่งอาหาร น่าสนใจดีนะ เหล่าเจียง พวกเราก็ไปขอแท็บเล็ตจากพนักงานเสิร์ฟมาดูเมนูบ้างเถอะ”
เพื่อนร่วมงานแซ่เจียงเห็นด้วยกับความคิดนี้ จึงไปขอแท็บเล็ตจากพนักงานเสิร์ฟ
สุดท้ายจี้เยวี่ยก็ถือแท็บเล็ตปึกหนึ่งเดินเข้ามา ข้างหลังยังมีพนักงานเสิร์ฟสาวสวยมืออาชีพอีกสองคนเดินตามมาเพื่อคอยอธิบาย สองนาทีต่อมา แขกในโซน C ก็เหมือนกับแขกคนอื่น ๆ ที่จมดิ่งอยู่กับแท็บเล็ตจนถอนตัวไม่ขึ้น
จะว่าไงดี ระบบสั่งอาหารนี้มันก็สนุกดีเหมือนกันนะ
ตอนแรกสวี่เฉิงแค่อยากจะสั่งโจ๊กให้เซี่ยมู่รุ่ยสักถ้วย เขาจำได้ว่าโจ๊กแปดเซียนฝีมือเจียงเฟิงเคี่ยวได้ยอดเยี่ยมมาก แต่พอได้แท็บเล็ตมาก็เหมือนผู้หญิงเปิดแอปเถาเป่า ควบคุมตัวเองไม่ได้ต้องเลื่อนดูต่อไปเรื่อย ๆ
ยิ่งดูก็ยิ่งแปลกใหม่ คนตระกูลเจียงนี่เก่งจริง ๆ 4 อันดับแรกของการแข่งขันทำอาหารรสเลิศ 3 คนกลายเป็นพนักงานของภัตตาคารไท่เฟิงโหลวไปแล้ว แม้แต่จี้เสวี่ยกับซุนจี้ข่ายก็ยังอยู่ด้วย สรุปว่าเขากับหานกุ้ยซานจัดการแข่งขันทำอาหารขึ้นมาเพื่อคัดเลือกเชฟให้ภัตตาคารไท่เฟิงโหลวซะงั้น
ในนั้นมีอาหารหลายเมนูที่เขาอยากสั่งมาชิม โดยเฉพาะเต้าฮวยน้ำซุปไก่ของเจียงเว่ยหมิง แต่วันนี้ยังไม่ถึงเวลา เดิมทีเขาเตรียมตัวจะอยู่เป่ยผิงต่อนานหน่อยอยู่แล้ว มีเวลาเหลือเฟือที่จะค่อย ๆ ลิ้มลองฝีมือของเชฟเจียงผู้เฒ่าทั้งสองแห่งภัตตาคารไท่เฟิงโหลว โดยเฉพาะเมนูที่ไม่เคยกินที่ร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคัง
“ร้านบ้านเจียงเฟิงนี่ร้ายกาจจริง ๆ นายทายซิว่าบ้านเขาดึงตัวใครมาเป็นเชฟบ้าง?” เผยเชิ่งหัวยิ้มพลางพูดกับถงเต๋อเยี่ยน
ถงเต๋อเยี่ยนตั้งใจกินอาหารไม่สนใจเขา
“อู๋หมิ่นฉีเหรอ?” จูชางถาม
“ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีอีก พวกเรารู้จักกันหมด” เผยเชิ่งหัวยิ้มอย่างมีเลศนัย
“รู้จักกันหมด? ฉันได้ยินมาว่าเหยาซิงเซิงแห่งร้านหรูอี้ฟางจะย้ายประเทศไปอยู่กับลูกชาย คงไม่ใช่ดึงตัวเขามาหรอกนะ?” จูชางเริ่มจินตนาการไปไกล
“นายเพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว เหยาซิงเซิงเมื่อวานยังโพสต์รูปทำอาหารกลางวันให้ลูกชายลงในวีแชตอยู่เลย พวกเรารู้จักเหยาซิงเซิงแต่จางมู่ไม่รู้จักนี่นา ทายอีก!” เผยเชิ่งหัวทำหน้าตากวนประสาทแบบคนรู้ความลับ
“อาหารมาแล้ว มันเทศจีนเคลือบน้ำตาล” ถงเต๋อเยี่ยนกล่าว
เผยเชิ่งหัวเลิกเล่นเกมทายชื่อคนน่าเบื่อทันที วางแท็บเล็ตส่งให้จูชาง หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วยังไม่ลืมเตือนถงเต๋อเยี่ยน “ให้ฉันถ่ายรูปก่อนนะ”
จูชางหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาดู ทำหน้าประหลาดใจ “โห ที่แท้คนที่ปาดหน้าเค้กผู้อาวุโสซุนก็คือเจียงเฟิงนี่เอง หลานชายผู้อาวุโสซุนก็อยู่ด้วย ดีนะที่ครั้งนี้ผู้อาวุโสซุนไม่มา ไม่งั้นคงโกรธจนเต้นเร่า ๆ แน่”
“หืม?” ถงเต๋อเยี่ยนเริ่มสนใจ ชะโงกหน้าเข้าไปดูแวบหนึ่ง “จางกวงหังก็อยู่ด้วย มิน่าล่ะวันนี้ผู้อาวุโสเซี่ยถึงมาด้วย”
“จางกวงหังคือใคร? เกี่ยวข้องอะไรกับผู้อาวุโสเซี่ยเหรอ?” เชฟที่นั่งโต๊ะเดียวกันถามด้วยความสงสัย
“อัลแบร์ ดูรันด์ เชฟอัจฉริยะชาวฝรั่งเศสคนนั้น เป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสเซี่ย นายไม่รู้เหรอ? การแข่งขันทำอาหารที่ฉันไปเป็นกรรมการเมื่อก่อนหน้านี้ไง ที่ถงเต๋อเยี่ยน จูชาง แล้วก็จางมู่ก็ไปเป็นกรรมการด้วย ออกทีวีด้วยนะ ฉันออกกล้องหล่อมากนายไม่ได้ดูเหรอ? รายการออนไลน์นั่นยอดวิวตั้งหลายร้อยล้านแล้ว แฟนคลับในเวยป๋อของฉันก็มีตั้งหลายแสน จางกวงหังได้ที่สามในการแข่งขันนั้น” คนช่างจ้อเผยเชิ่งหัวหลังจากถ่ายรูปเสร็จก็เปิดสกิล: มหาเวทย์ช่างจ้อ
“เขาเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสเซี่ยเหรอเนี่ย! เขาไม่ได้กวาดรางวัลระดับนานาชาติมาเพียบเลยเหรอ ฉันจำได้ว่าก่อนหน้านี้ยังเคยอ่านข่าวเขาอยู่เลย เขาได้แค่ที่สาม? แล้วใครได้ที่หนึ่ง?” เชฟโต๊ะเดียวกันสมกับเป็นเพื่อนของเผยเชิ่งหัว สามารถจับใจความสำคัญจากคำพูดไร้สาระยืดยาวของเขาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
“นายยังไม่บอกเลยว่าทำไมนายไม่ได้ดูรายการนั้น ทำไมนายไม่ดูวาไรตี้ ก่อนหน้านี้ฉันก็โพสต์ลงวีแชตแล้วไม่ใช่เหรอ? นายไม่ได้ดูโมเมนต์ฉันเหรอ?” เผยเชิ่งหัวยังคงร่ายมหาเวทย์ช่างจ้อต่อไป
“มันเทศจีนเคลือบน้ำตาลจานนี้น่าจะเป็นเจียงเฟิงทำ ก็คนที่ได้ที่สองในการแข่งขันของเรานั่นแหละ ยอดเยี่ยมมาก นายรีบชิมตอนร้อน ๆ เถอะ” จูชางเชิญชวน ตัดบทเผยเชิ่งหัวโดยอัตโนมัติ
เชฟโต๊ะเดียวกันคีบมันเทศจีนเคลือบน้ำตาลขึ้นมากัดเบา ๆ หนึ่งคำ มันเทศข้างในยังคงมีไอร้อนพวยพุ่งออกมา
เพียงแค่คำเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้คนตื่นตะลึง
“ไม่เลว มันเทศจีนเคลือบน้ำตาลจานนี้ไม่เลวเลยจริง ๆ แล้วเจียงเฟิงคือเชฟคนไหนอีก ทำไมเมื่อก่อนฉันไม่เคยได้ยินชื่อเลย?” เชฟโต๊ะเดียวกันตาเป็นประกาย ตัดบทเผยเชิ่งหัวโดยอัตโนมัติเช่นกัน
“ก็นายน้อยของร้านนี้ไง เมื่อก่อนฉันก็ไม่เคยได้ยินชื่อเหมือนกัน รู้แค่ว่าเมื่อก่อนบ้านเขาเปิดร้านอาหารอยู่ข้างมหาวิทยาลัย A มีชื่อเสียงพอตัว จู่ ๆ ก็ได้ข่าวว่าภัตตาคารไท่เฟิงโหลวเป็นบ้านเขาเปิด พวกเราก็ตกใจเหมือนกัน” เผยเชิ่งหัวพยายามจะเข้ามาร่วมวงสนทนาอีกครั้ง
“รีบกินเถอะ เดี๋ยวเมนูนี้เย็นชืดแล้วจะเสียรส” ถงเต๋อเยี่ยนคิดไม่ตกจริง ๆ ว่าชีวิตกว่าครึ่งค่อนของเผยเชิ่งหัวเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระ แล้วเอาเวลาที่ไหนไปฝึกฝนฝีมือทำอาหารจนเก่งกาจขนาดนี้
ใช้ปากพูดจนเก่งเหรอ?
ทางด้านโต๊ะนักข่าว พวกช่างภาพต่างพากันหามุมสวย ๆ เพื่อถ่ายภาพมันเทศจีนเคลือบน้ำตาลให้ออกมาดูน่ากินยิ่งขึ้น ไม่มีใครแตะตะเกียบเลย อาชีพนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ ข้าวปลาอาหารที่เข้าปากมักจะเย็นชืดเสมอ มีเพียงนักข่าวนิตยสารอาหารมืออาชีพเหล่านั้นที่บางครั้งจะได้กินอาหารร้อน ๆ ตอนสัมภาษณ์ ส่วนใหญ่ก็ได้แค่ถ่ายรูปอาหารร้อน ๆ เท่านั้น
“เสี่ยวถัง นายถ่ายเจาะตอนยืดเส้นน้ำตาลหน่อย” นักข่าวหูสั่งการ หยิบตะเกียบคีบมันเทศจีนเคลือบน้ำตาลขึ้นมา
เส้นน้ำตาลเรียวยาวใสแจ๋ว แยกเป็นเส้น ๆ อย่างชัดเจน
เสี่ยวถังถ่ายเสร็จ นักข่าวหูลืมจุ่มน้ำ ก็ยืดเส้นน้ำตาลออกมาซะยาวเฟื้อย ทำเอามือไม้ปั่นป่วนไปหมด จนนักข่าวข้าง ๆ เตือนถึงได้รีบจุ่มน้ำตัดเส้นน้ำตาล
“นักข่าวหูไม่เคยกินมันเทศจีนเคลือบน้ำตาลเหรอครับ?” นักข่าวข้าง ๆ เป็นนักข่าวจากนิตยสารอาหารฉบับหนึ่ง ไม่ได้ดังเท่าจือเว่ย แต่ก็มีอิทธิพลในวงการอาหารอยู่บ้าง
“ผมเป็นคนเมืองชุนเฉิง มาทำงานที่เป่ยผิงก็ยุ่งกับการทำโอทีทุกวัน ไม่มีเวลาออกไปกินข้าวนอกบ้านหรอกครับ แถวบ้านผมไม่มีเมนูแบบนี้หรอก” นักข่าวหูกล่าว เตรียมจะชิมมันเทศจีนเคลือบน้ำตาล
“กินอันนี้ต้องระวังนะครับ เปลือกน้ำตาลข้างนอกเย็นแล้วแต่เนื้อข้างในยังร้อนอยู่ ระวังลวกปากนะครับ” นักข่าวข้าง ๆ เตือนด้วยความหวังดี “เมืองชุนเฉิงเป็นเมืองที่ดีนะ สภาพแวดล้อมดี ไม่ค่อยมีความกดดันเรื่องงาน ชีวิตสบาย ๆ”
นักข่าวหูยิ้มน้อย ๆ คิดในใจว่าไม่มีเงินชีวิตก็ต้องสบายอยู่แล้ว ถ้าไม่ขาดเงินอยากให้คนที่บ้านสุขสบาย ใครจะทิ้งชีวิตสบาย ๆ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาลำบากที่เป่ยผิงกันล่ะ
เข้าปาก
หอมหวาน กรอบ นุ่มละมุน และยังมีรสชาติที่บอกไม่ถูก อธิบายไม่ได้ ไม่ใช่ความหวานของอาหาร ไม่ใช่ความหอมหวานของน้ำเชื่อม แต่เหมือนตอนมีความรักที่ปากเคลือบน้ำผึ้งแต่หวานล้ำเข้าไปในใจ เป็นความตื่นเต้นดีใจ ความปีติยินดี ความจริงใจ และความสุข
นักข่าวหูนึกถึงเด็กผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างหลังเขาตอนมัธยมปลาย ไว้ผมหน้าม้าหนาเตอะ พอก้มหน้าลงก็ปิดไปครึ่งหน้า พูดน้อยและไม่มีตัวตน คนที่ยื่นกระดาษโน้ตให้เขาตอนกลับมาตรวจคำตอบประเมินคะแนนที่ห้องหลังสอบเสร็จ: ขอเพียงฉันเป็นดั่งดารา เธอเป็นดั่งจันทรา ส่องแสงนวลตาทุกค่ำคืน
น่าเสียดาย ที่ตอนจบกลับกลายเป็น: รักนี้คงเหลือไว้เพียงความทรงจำ เพียงแต่ในตอนนั้นกลับเลือนราง
เขาอยู่ที่เป่ยผิง ร่อนเร่พเนจรดั่งแหนลอยน้ำ ส่วนเธออยู่ที่เมืองชุนเฉิง ดอกไม้กำลังบานสะพรั่ง
“นักข่าวหู เป็นยังไงบ้างครับ?” นักข่าวนิตยสารอาหารข้าง ๆ ยิ้มถาม
“อร่อยมากครับ นี่เป็นของหวานที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยกินมาเลย” นักข่าวหูยิ้มตอบ