- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 225 ที่รักตลอดกาล (4)
บทที่ 225 ที่รักตลอดกาล (4)
บทที่ 225 ที่รักตลอดกาล (4)
พอเซี่ยมู่รุ่ยเดินออกไปข้างนอก เวินเอ้อร์ก็ยิ้มต้อนรับอย่างกระตือรือร้นทันที พนักงานโรงเตี๊ยมคนอื่น ๆ เห็นดังนั้นก็ทำได้แค่ยืนอยู่ที่เดิมอย่างไม่พอใจ แล้วแอบด่าเวินเอ้อร์อยู่ในใจ
เซี่ยมู่รุ่ยพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้มานานขนาดนี้ พนักงานโรงเตี๊ยมเกือบทั้งหมดต่างก็รู้ว่าเขาใช้เงินไม่อั้น แถมยังไม่หาเรื่องใครด้วย พนักงานโรงเตี๊ยมต่างก็อยากจะไปทำความคุ้นเคยกับเซี่ยมู่รุ่ยบ้าง แต่ก็น่าเสียดายที่พนักงานโรงเตี๊ยมคนอื่น ๆ ไม่ได้มีไหวพริบเท่าเวินเอ้อร์ แถมยังทำงานไม่รอบคอบเท่าเขาด้วย เซี่ยมู่รุ่ยโดยทั่วไปแล้วมีเรื่องอะไรก็จะมาหาเวินเอ้อร์
“ห้องครัวที่นี่สามารถให้คนนอกยืมใช้ได้ไหม?” เซี่ยมู่รุ่ยเอ่ยถาม
“คุณเซี่ยพูดแบบนี้ได้อย่างไร คุณเป็นแขกคนสำคัญของร้านพวกเรา คนอื่นอาจจะไม่ให้ยืม แต่ถ้าเป็นคุณต้องการใช้ แน่นอนว่าต้องให้คุณใช้ครับ
ถ้าคุณอยากจะกินอะไรก็แค่สั่งมา ผมจะไปวิ่งซื้อมาให้คุณเอง ห้องครัวเป็นสถานที่ที่ไม่สะอาด คุณไปไม่เหมาะสมหรอกครับ” คำพูดดี ๆ ของเวินเอ้อร์พรั่งพรูออกมาราวกับน้ำตก
“ฉันต้องการใช้ห้องครัวทำอาหารหนึ่งเมนู” เซี่ยมู่รุ่ยกล่าว
“ผมจะพาคุณไปครับ ของข้างในคุณใช้ได้ตามสบาย ต้องการอะไรผมจะไปช่วยคุณซื้อมาให้” เวินเอ้อร์นำทางไปข้างหน้า
ห้องครัวของโรงเตี๊ยมไม่ใหญ่มาก แต่ของกลับมีครบครัน เครื่องปรุงพื้นฐานก็มีทั้งหมด เซี่ยมู่รุ่ยสำรวจไปรอบ ๆ แล้วคำนวณในใจเล็กน้อย
“เหล้าเส้าซิง น้ำตาลทรายขาว ใบผักกาดขาวอันนี้เหี่ยวแล้ว เอาอันใหม่มาให้หน่อย เนื้ออกไก่ แล้วก็แป้งสาลี” เซี่ยมู่รุ่ยจ่ายเงินอย่างง่ายดาย
“ได้เลยครับ คุณรอสักครู่นะครับ ไม่นานผมก็จะนำของมาให้คุณแล้ว” เวินเอ้อร์วิ่งออกไปในทันที
เวินเอ้อร์ไปซื้อวัตถุดิบแล้ว เซี่ยมู่รุ่ยลองชิมเครื่องปรุงในห้องครัวทีละอย่าง กำมีดทำครัวไว้ แล้วขยับนิ้วเล็กน้อย
เขาไม่ได้สัมผัสมีดทำครัวมานานมากแล้ว ตั้งแต่จากเป่ยผิงมา เขาจับดาบใหญ่บ่อยกว่าจับมีดทำครัวเสียอีก
เวินเอ้อร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ไม่นานก็นำของที่เซี่ยมู่รุ่ยต้องการกลับมาแล้ว เพียงแต่ที่ซื้อมาไม่ใช่เนื้อสะโพกไก่ แต่เป็นไก่ทั้งตัว
“คุณเซี่ยครับ ต้องขอโทษจริง ๆ นะครับ เนื้ออกไก่ที่ขายแยกกันนั้นพวกพ่อค้าไม่ยอมขาย ผมก็เลยซื้อไก่ทั้งตัวกลับมาแทนครับ” เวินเอ้อร์ยิ้มแก้เก้อ
“ไม่เป็นไร นายมาช่วยฉันก่อไฟหน่อย” เซี่ยมู่รุ่ยกล่าว
“ได้เลยครับ!” เวินเอ้อร์ไปก่อไฟ
เซี่ยมู่รุ่ยเริ่มฆ่าไก่ ท่าทางรวดเร็วและชำนาญมาก เขาช่วยงานอยู่ที่ภัตตาคารไท่เฟิงโหลวมาหลายปี ทำเรื่องฆ่าไก่ฆ่าเป็ดมามากแล้ว แม้จะไม่ได้สัมผัสมีดทำครัวมานาน ก็ยังคงชำนาญอยู่
ฆ่าไก่ ปล่อยเลือด ถอนขน เซี่ยมู่รุ่ยแล่เนื้อไก่เป็นเส้น ๆ ที่อยู่บนเนื้ออกไก่ได้อย่างชำนาญ หรือที่เรียกว่าเนื้อไก่เส้น
พอได้ส่วนที่ต้องการแล้ว ไก่ทั้งตัวก็ถูกเขานำไปวางไว้ข้าง ๆ ก่อน
เนื้อไก่เส้นถูกเขาหั่นเป็นชิ้นที่มีความยาว ความกว้าง และความหนาใกล้เคียงกันมาก นำมาหมักกับขิงสับ ต้นหอมซอย เหล้าเส้าซิง น้ำตาลทรายขาว น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว และซีอิ๊วดำ ระหว่างที่กำลังหมัก เซี่ยมู่รุ่ยก็เริ่มจัดการส่วนอื่น ๆ ของไก่ตัวนั้น
“นายชอบกินเมนูไก่อะไร?” เซี่ยมู่รุ่ยเอ่ยถาม
“ฮะ?” เดิมทีเวินเอ้อร์กำลังก้มหน้าก้มตาก่อไฟอยู่ พอได้สติกลับมาจึงรู้ตัวว่าเซี่ยมู่รุ่ยกำลังถามเขาอยู่ กล่าวว่า “คุณเซี่ยพูดตลกแล้ว พนักงานโรงเตี๊ยมอย่างพวกเราปีหนึ่งยังกินเนื้อไก่ไม่ถึงสองครั้งเลย มีเนื้อกินก็ดีมากแล้วครับ จะเลือกอะไรได้อีก!”
“แต่ถ้าต้องกิน ก็ต้องชอบกินแบบตุ๋นแน่นอน ถึงแม้หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงจะเปลืองน้ำมัน แต่กินแล้วหอมอร่อยนะครับ!” เวินเอ้อร์เลียริมฝีปาก ราวกับว่าเนื้อไก่ได้เข้าปากไปแล้ว
เซี่ยมู่รุ่ยยังคงก้มหน้าก้มตาจัดการเนื้อไก่ต่อไป
จัดการเนื้อไก่เสร็จแล้ว เขาก็เริ่มจัดการผักกาดขาว น้ำในหม้อเดือดแล้ว เซี่ยมู่รุ่ยโยนใบผักกาดขาวลงในน้ำเดือดแล้วลวกน้ำร้อนอย่างรวดเร็ว นำมาวางแผ่ไว้บนโต๊ะ แล้วยื่นมือไปนวดเนื้อไก่เส้นที่กำลังหมักอยู่ ดูว่ามันหมักได้ที่แล้วหรือยัง
ในห้องครัวไม่มีนาฬิกา เจียงเฟิงจึงไม่สามารถบอกเวลาได้ แต่เขาคาดว่าเนื้อไก่เส้นชุดนี้น่าจะหมักมาเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว
เซี่ยมู่รุ่ยดูสีของเนื้อไก่เส้นและคิดว่าใช้ได้แล้ว นำเนื้อไก่เส้นวางไว้ตรงกลางผักกาดขาวแล้วห่อไว้ นำด้านที่ปิดอยู่คว่ำลงไว้ในจาน เซี่ยมู่รุ่ยทำออกมาสามชิ้น ซึ่งเป็นปริมาณอาหารของเยียนจือพอดี
จัดเรียงเสร็จแล้ว เซี่ยมู่รุ่ยตอกไข่เอาแต่ไข่ขาว นำไข่ขาวกับแป้งสาลีมาผสมกันแล้วคนให้เข้ากัน จนกลายเป็นแป้งไข่ขาวที่มีความเหลว
ใช้ตะเกียบตักแป้งไข่ขาวในชามขึ้นมา แป้งไข่ขาวไหลลงมาเป็นเส้นก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
ชุบแป้งไข่ขาวให้ทั่วผักห่อไก่แล้วนำลงไปทอดในน้ำมัน ทอดไปครึ่งนาทีเซี่ยมู่รุ่ยก็รีบตักออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วให้เวินเอ้อร์ก่อไฟให้แรงขึ้นอีกหน่อย
เวินเอ้อร์ใส่หญ้าแห้งกับฟืนลงในเตาไฟ เปลวไฟข้างในก็ลุกโชนขึ้นมาทันที น้ำมันในหม้อถูกเผาจนร้อนขึ้น เสียงดังซู่ ๆ ออกมา
ตอนนี้แหละ ได้ที่แล้ว!
เซี่ยมู่รุ่ยนำผักห่อไก่ใส่ลงในน้ำมันอีกครั้ง ใช้ตะเกียบพลิกไปมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพื้นผิวทอดจนเป็นสีเหลืองอ่อน แล้วตักออกมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน
ผักห่อไก่เป็นอาหารเป่ยผิงที่ดั้งเดิมมาก จุดเด่นคือด้านนอกกรอบหอม เนื้อไก่นุ่มละมุน ในเมืองเป่ยผิงแทบทุกบ้านจะทำเมนูนี้ได้ ครอบครัวธรรมดาจะสามารถกินเมนูนี้ได้ก็ต่อเมื่อถึงช่วงปีใหม่เท่านั้น
“เนื้อไก่ฉันจัดการให้เรียบร้อยแล้ว นายเอาไปที่บ้านเถอะ” เซี่ยมู่รุ่ยถือจานแล้วเดินจากไป
เวินเอ้อร์ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม คุกเข่าลงแล้วโขกศีรษะให้เซี่ยมู่รุ่ยอย่างหนักแน่น
“ผมขอขอบคุณแทนพ่อแม่และน้องสาวของผมด้วยครับ” เวินเอ้อร์กล่าว ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าเซี่ยมู่รุ่ยที่ออกจากห้องครัวไปแล้วจะได้ยินหรือไม่ก็ตาม
ผักห่อไก่ต้องกินตอนที่เพิ่งออกจากกระทะร้อน ๆ เซี่ยมู่รุ่ยกลับห้อง ให้หญิงสูงวัยออกไป แล้วช่วยประคองเยียนจือให้ลุกขึ้นนั่งพิงอยู่ข้างเตียง ยื่นตะเกียบให้เธอคู่หนึ่ง แล้ววางจานไว้ตรงหน้าเธอ
“ฉันกินแค่อันเดียวเท่านั้น อันอื่น ๆ ฉันกินไม่ไหว คุณกินเถอะ” จริง ๆ แล้วเยียนจือไม่มีความอยากอาหารมากนัก เธอคีบผักห่อไก่ขึ้นมาอันหนึ่ง แล้วกัดไปคำเล็ก ๆ
เหมือนกับสวิตช์อะไรบางอย่างถูกเปิดออก คำเล็ก ๆ คำนี้ยังไม่ทันกลืนลงไป เยียนจือก็กัดไปอีกคำใหญ่ คำนี้กัดผักห่อไก่ไปถึงครึ่งอัน ซึ่งมันเต็มปากจนเธอแทบเคี้ยวไม่ได้
เยียนจือเคี้ยวอย่างยากลำบาก ดวงตาของเธอก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
ผักห่อไก่หนึ่งอันลงท้องไป เยียนจือมองเซี่ยมู่รุ่ยแล้วเอ่ยถาม “คุณไปหาใครทำมา?”
“ฉันทำเอง” เซี่ยมู่รุ่ยกล่าว
“คุณเป็นใครกันแน่? คุณรู้จักอาจารย์เฉินใช่ไหม? คุณชื่ออะไรกันแน่?” ในดวงตาของเยียนจือมีน้ำตาเอ่อล้น
เซี่ยมู่รุ่ยไม่ได้ตอบคำถาม ยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมาวางไว้ข้างเตียงของเยียนจือ แล้ววางจานไว้บนเก้าอี้
“ถ้าเธอหิวก็กิน” พูดจบก็เดินจากไป
เซี่ยมู่รุ่ยออกจากเมืองอีกครั้ง เจียงเฟิงคิดว่าเป็นเพราะเขาจะนั่งรถไฟออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ จึงต้องไปนำเงินที่ฝังไว้ทั้งหมดมาด้วย แต่ผลปรากฏว่าเซี่ยมู่รุ่ยก็เหมือนกับสองสามครั้งก่อนหน้า นำเงินเหรียญออกมาเพียงสองสามอันกับทองคำแท่งหนึ่งอัน แล้วนำห่อผ้ากลับไปฝังไว้ใต้ต้นไม้
หรือว่าเขาจะไม่ไปแล้ว?
เจียงเฟิงตามเซี่ยมู่รุ่ยไปข้างหลัง เดินไปก็คาดเดาไป
เจียงเฟิงเดาไม่ผิด เซี่ยมู่รุ่ยไม่ได้เตรียมตัวจะไป เขาให้เวินเอ้อร์ไปจองตั๋วรถไฟของสัปดาห์หน้าอีกครั้ง ร่างกายของเยียนจือยังไม่ดีขึ้นมากนัก เขาก็เลยไม่ไว้ใจที่จะให้เธอขึ้นรถไฟในตอนนี้
“คุณเซี่ยครับ ตั๋วรถไฟสองใบของคุณตอนนี้ยังสามารถขายต่อได้ คุณต้องการให้ผมฝากคนไปช่วยขายต่อให้คุณไหมครับ? ผมมั่นใจว่าจะสามารถช่วยคุณขายต่อได้ในราคาเดิมครับ” เวินเอ้อร์กล่าว
เซี่ยมู่รุ่ยพยักหน้า แล้วมอบตั๋วรถไฟให้เวินเอ้อร์
เซี่ยมู่รุ่ยกลับไปที่ห้องของตัวเอง ไม่ได้ไปดูเยียนจือ ส่วนเจียงเฟิงกลับวิ่งไปดูทางนั้น เยียนจือหลับไปแล้ว หญิงสูงวัยกำลังดูแลอยู่ ผักห่อไก่สองอันในจานยังคงไม่ถูกแตะต้อง วางอยู่บนโต๊ะดูเหมือนจะเย็นชืดแล้ว
เจียงเฟิงรู้สึกแปลกใจ ความทรงจำนี้เป็นความทรงจำของเซี่ยมู่รุ่ย ตำราอาหารน่าจะเป็นเมนูที่เซี่ยมู่รุ่ยเคยชิมแล้วประทับใจ แต่เซี่ยมู่รุ่ยในช่วงหลายวันนี้กินแต่โจ๊ก ซาลาเปา และหมั่นโถว เมนูเดียวที่เขาลงมือทำเองก็คือผักห่อไก่ ซึ่งเป็นเยียนจือที่กิน
เขาอยู่ในความทรงจำนี้มาเกือบ 10 วันแล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะออกไปได้เลย
ในคืนนั้น เยียนจือก็มีไข้สูงขึ้น
ไข้สูงไม่ยอมลดลง ในยุคที่ควินิน(1)มีราคาแพงกว่าทองคำ นี่เป็นสัญลักษณ์แห่งความตายอย่างชัดเจน
เวินเอ้อร์เชิญหมอมาในคืนนั้น หมอทำได้แค่ส่ายหน้าแล้วกล่าวกับเซี่ยมู่รุ่ยว่า “เตรียมจัดการงานศพเถอะ”
“เซี่ยมู่รุ่ย ฉันใกล้จะตายแล้ว คุณช่วยบอกฉันได้ไหมว่าคุณชื่ออะไรกันแน่?” เยียนจือที่เสียงแหบพร่าเนื่องจากไข้สูงไม่ยอมลดลง
“ฉันชื่อเซี่ยเซิง” เซี่ยมู่รุ่ยกล่าว
เยียนจือหรี่ตา พยายามอย่างเต็มที่ที่จะนึกให้ออกว่าเซี่ยเซิงคือใคร แต่ก็นึกไม่ออก
“คุณจำคนผิดหรือเปล่า ฉันไม่รู้จักคุณ” เยียนจือกล่าว “คุณโชคร้ายจริง ๆ จำคนผิดคนหนึ่ง แถมยังเสียเงินไปมากมาย ตอนนี้คนคนนี้ก็กำลังจะตายแล้ว”
“ฉันเป็นลูกศิษย์ของเฉินชิวเซิง” เซี่ยมู่รุ่ยกล่าว
เยียนจือในตอนนี้มีไข้สูงจนเริ่มมึนงง สับสนในเหตุผล แถมยังพูดจาติด ๆ ขัด ๆ
“เฉินชิวเซิง เฉินชิวเซิงเป็นใครกัน ฉันรู้จักแค่อาจารย์เฉิน ฉันไม่รู้จักเฉินชิวเซิง” เยียนจือพึมพำ
“อ๊ะ ฉันนึกออกแล้ว อาจารย์เฉินก็ชื่อเฉินชิวเซิงนี่นา”
“ใช่ ฉันเหมือนเคยได้ยินคุณอาสะใภ้พูดว่า ลูกศิษย์ของอาจารย์เฉินก็ชื่ออะไรสักอย่างที่มีคำว่า ‘เซิง’ เป็นผู้ช่วยเชฟของภัตตาคารไท่เฟิงโหลว”
เยียนจือพลันร้องไห้ออกมาอย่างกะทันหัน ร้องไห้ไปก็พูดไปว่า “ฉันอยากกลับบ้าน ฉันอยากกินผักห่อไก่ที่แม่ฉันทำ”
“คุณเป็นใคร?” เยียนจือมีไข้สูงจนแทบจะแยกคนไม่ออกแล้ว
“ฉันคือเซี่ยเซิง” เซี่ยมู่รุ่ยกล่าว
“เซี่ยเซิงเป็นใครอีก?”
“เซี่ยเซิงเป็นลูกศิษย์ของเฉินชิวเซิง”
“ลูกศิษย์ของอาจารย์เฉิน? คุณคือคนที่คุณอาสะใภ้ส่งมาตามหาฉันใช่ไหม? คุณมาช้าเกินไปแล้ว ฉันใกล้จะตายแล้ว พอกลับไปคุณอาสะใภ้จะต้องด่าคุณอย่างแน่นอน”
“ใช่ คุณนายหลี่ส่งฉันมาพาเธอกลับบ้าน” เซี่ยมู่รุ่ยกล่าว
เจียงเฟิงเห็นว่า เซี่ยมู่รุ่ยร้องไห้ออกมา
เยียนจือพูดจาเหลวไหลติด ๆ ขัด ๆ อีกสองสามประโยค แล้วพลันได้สติขึ้นมาเล็กน้อย ลืมคำพูดที่เซี่ยมู่รุ่ยพูดกับเธอก่อนหน้านี้ไปหมดแล้ว
“เซี่ยมู่รุ่ย คุณร้องไห้ทำไม?” เยียนจือเอ่ยถาม “คุณเห็นฉันใกล้จะตายแล้ว เสียใจที่ใช้เงินไปกับฉันใช่ไหม? ฉันบอกคุณแล้วว่าฉันเป็นคนอายุสั้น คุณใช้เงินกับฉันก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”
เยียนจือเอียงศีรษะมองผักห่อไก่บนโต๊ะ “ทำไมคุณยังไม่กิน? คุณนี่ช่างสิ้นเปลืองจริง ๆ”
“ฉันจะกิน” เซี่ยมู่รุ่ยกล่าว ไม่ใช้ตะเกียบ ใช้มือหยิบผักห่อไก่ที่เย็นชืดไปแล้วอันหนึ่งใส่ปากทันที
“เซี่ยมู่รุ่ย คุณรู้ไหมว่าเดิมทีฉันชื่ออะไร?”
เจียงเฟิงเริ่มถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนา มองไม่เห็นเยียนจือที่อยู่บนเตียงแล้ว
“ฉันชื่อหลี่เฟิน ที่แปลว่าหอมหวน”
“ฉันขอร้องคุณได้ไหม พอฉันตายแล้ว เผาฉันให้เป็นเถ้ากระดูกแล้วส่งกลับไปที่เป่ยผิงด้วย”
“ฉันอยากกลับบ้าน”
........................................
(1) ควินิน (Quinine) เป็นยาที่ใช้รักษาโรคมาลาเรียและอาการไข้สูง