เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 215 เซี่ยมู่รุ่ย

บทที่ 215 เซี่ยมู่รุ่ย

บทที่ 215 เซี่ยมู่รุ่ย


เจียงเฟิงถือกระเช้าผลไม้ใบหนึ่งเดินตามจางกวงหังเข้าไปในหอผู้ป่วยใน

กระเช้าผลไม้เป็นเขาที่เพิ่งซื้อมาจากร้านค้าเล็ก ๆ ข้างนอกโรงพยาบาลเมื่อสักครู่นี้ กระเช้าดอกไม้ 288 หยวน กระเช้าผลไม้ 268 หยวน กระเช้าดอกไม้ดูได้แต่กินไม่ได้ วางไว้สองวันก็เหี่ยวแล้ว กระเช้าผลไม้ดูได้แถมยังกินได้ วันเดียวก็ลงท้องหมดแล้ว

เมื่อคำนึงถึงว่าเซี่ยมู่รุ่ยเป็นนักวัตถุนิยมที่เรียบง่ายไม่เสแสร้ง เน้นปฏิบัติไม่ฟุ้งเฟ้อ รักเงินและรักแค่เงินเท่านั้น เจียงเฟิงก็ชั่งใจอยู่สิบกว่าวินาที แล้วเลือกกระเช้าผลไม้ที่ดูมีปริมาณเยอะที่สุด

คุณปู่ทั้งสองท่านได้แต่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ ในสายตาของพวกท่าน การซื้อของพวกนี้มันก็แค่เปลือกนอก ไปตลาดสดซื้อกระเพาะปลา หรือกุ้งตัวใหญ่ ๆ สักสองชั่งยังจะดูจริงใจกว่าอะไรทั้งหมด

ห้องพักผู้ป่วยของเซี่ยมู่รุ่ยอยู่บนชั้น 19 ไม่กี่วันมานี้จางกวงหังต้องวิ่งไปโรงพยาบาลทุกวัน ทำให้เขาคุ้นเคยกับผังโรงพยาบาลเป็นอย่างดี เขานำทางเจียงเฟิงทั้งสามคนเดินไปยังหน้าประตูลิฟต์เพื่อรอลิฟต์อย่างคุ้นเคยเส้นทาง

หนึ่งนาทีต่อมา ประตูลิฟต์ก็เปิดออก

ชายร่างใหญ่กำยำที่มีรูปร่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวตระกูลเจียงมากคนหนึ่ง พอมองแวบเดียวก็ดูสูงเกือบ 1 เมตร 90 เซนติเมตร สวมเสื้อกาวน์สีขาวไซซ์ใหญ่พิเศษ สวมหน้ากากอนามัย ปริมาณเส้นผมบางตาดูเหมือนจะเป็นแพทย์เจ้าของไข้ กำลังหิ้วชายร่างกำยำสูงหนึ่งเมตรแปดสิบออกมาจากประตูลิฟต์ราวกับหิ้วลูกเจี๊ยบ

เจียงเฟิงทั้งสี่คน รวมถึงจางกวงหังต่างก็ยืนนิ่งอึ้งอยู่ที่หน้าลิฟต์

หมอในยุคนี้... เป็นสไตล์นี้กันหมดแล้วเหรอ?

ชายร่างใหญ่กำยำปล่อยลูกเจี๊ยบลง ลูกเจี๊ยบก็หอบหายใจเฮือกใหญ่ราวกับเพิ่งหนีตายมาได้ พลางก็ยังไม่ลืมที่จะปากแข็งข่มขู่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือไร้ความมั่นใจว่า “ฉันจะบอกให้นะ นี่มันผิดกฎหมาย ฉันจะไปร้องเรียนแก ฉันจะไปแจ้งตำรวจ พวกแกนี่มันใช้ความรุนแรงทารุณกรรมญาติผู้ป่วย ฉันจะไปหานักข่าว ฉันจะแฉโรงพยาบาลใจดำอย่างพวกแก!”

“ความรุนแรง? ผิดกฎหมาย?” ชายร่างใหญ่กำยำใช้มือตบไปที่กำแพงทีหนึ่ง กำแพงก็เกิดเสียงดังทึบ ๆ ขึ้น “ญาติผู้ป่วยท่านนี้ เมื่อกี้คุณส่งเสียงดังโวยวายอยู่ในห้องพักผู้ป่วย ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการฟื้นตัวและการพักผ่อนของผู้ป่วยท่านอื่น ผมก็แค่เชิญคุณออกมาอย่างสุภาพเท่านั้นเอง คุณจะไปขอดูกล้องวงจรปิดก็ได้ หรือจะไปร้องเรียนผมก็ได้ แต่ว่า—”

ชายร่างใหญ่กำยำตบไปที่ไหล่ซ้ายของลูกเจี๊ยบ ‘เบา ๆ’ ทีหนึ่ง ลูกเจี๊ยบถึงกับตัวสั่นสะท้าน

“กรุณาไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลของพ่อคุณก่อน” ชายร่างใหญ่กำยำตบไปที่ไหล่ซ้ายของลูกเจี๊ยบอีกฉาดหนึ่ง

ลูกเจี๊ยบต้องทนรับความเจ็บปวดที่เกินกว่าชีวิตจะทนรับไหวจากสองฝ่ามือนั้น เกือบจะเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น แต่เขาก็แข็งแกร่งมาก เพราะเขามีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องไปทำ

“ค่ารักษาพยาบาลของไอ้แก่บ้านั่นมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย พวกแกมันไอ้พวกหมอกำมะลอ วัน ๆ เอาแต่เรียกเงิน เลือดเนื้อหยาดเหงื่อของพวกเราประชาชนคนธรรมดาก็ถูกพวกแกไอ้พวกปลิงดูดเลือดสูบไปจนแห้งหมดแล้ว พ่อฉันเข้ามาดี ๆ แต่กลับถูกพวกแกรักษาจนกลายเป็นสภาพนี้ ยังจะกล้ามาเรียกเงินจากฉันอีก ถุย!” ลูกเจี๊ยบจนตรอกสู้กลับ ไม่เหลือเค้าความขี้ขลาดเมื่อสักครู่นี้เลยแม้แต่น้อย ทั้งโกรธแค้นและเดือดดาล

“พี่รอง?” หลังจากยืนดูละครอยู่ที่หน้าลิฟต์อยู่นาน เจียงเฟิงก็เรียกออกมาอย่างไม่แน่ใจ

“ท่านนี้— น้องเล็ก? คุณปู่สาม?! คุณปู่!!” เจียงโส่วเฉิงทั้งตกใจและดีใจ จนเมินลูกเจี๊ยบที่สามารถแสดงเป็นตัวเอกในซีรีส์การแพทย์ได้ทั้งตอนไปในทันที “พวกท่านอุตส่าห์แวะมาเยี่ยมผมด้วยเหรอครับ?!”

เจียงโส่วเฉิงเลือกที่จะมองไม่เห็นกระเช้าผลไม้ในมือของเจียงเฟิง

“พวกเรามาเยี่ยมผู้อาวุโสเซี่ยครับ” เจียงเฟิงกล่าว พลางอุทานอยู่ในใจว่าลูกพี่ลูกน้องคนที่สองไม่เจอกันไม่กี่เดือนก็ดูบึกบึนขึ้นอีกแล้ว เป็นแพทย์ฝึกหัดในโรงพยาบาลยังมีเวลาไปออกกำลังกายฟิตหุ่นอีก ช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ

“พวกท่านรีบไปเถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการเรื่องนี้เสร็จแล้วจะตามไปหา ผู้อาวุโสเซี่ยอยู่ห้องไหนเหรอครับ? เดี๋ยวพวกเราไปกินข้าวด้วยกันนะครับ คุณปู่ คืนนี้ผมหยุดงาน จะได้พาพวกท่านไปเดินเที่ยวเมืองเป่ยผิง” อันที่จริงเจียงโส่วเฉิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้อาวุโสเซี่ยคือใคร แต่จะสนใจไปทำไมเล่า ประจบไว้ก่อนสิถึงจะถูก

“1901 ครับ” จางกวงหังกล่าว

พอได้เจอคุณปู่ทั้งสองท่าน เจียงโส่วเฉิงก็หมดความอดทนกับลูกเจี๊ยบคนนั้นแล้ว ลากตัวเขาจากไปโดยตรงราวกับลากกระเป๋าเดินทางอย่างง่ายดาย “เรื่องจ่ายเงินผมก็แค่เตือนสติหน่อยเท่านั้นแหละ ผมเห็นคุณพูดมาตั้งนานขนาดนี้คาดว่าคงจะคอแห้งแล้ว เดี๋ยวผมพาไปดื่มชาสักหน่อย”

ช่างเป็นความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยที่อบอุ่นอะไรเช่นนี้!

เจียงเว่ยกั๋วเหลือบมองลูกเจี๊ยบที่ถูกลากตัวไปแวบหนึ่ง เดินเข้าลิฟต์ไป พลางพึมพำว่า “ลูกหลานอกตัญญูอีกคนแล้ว”

เจียงเฟิง: ?

อีกแล้ว?

ห้องพักผู้ป่วยของเซี่ยมู่รุ่ยเป็นห้องคู่ ผู้ป่วยร่วมห้องเป็นชายชราแซ่จ้าวอายุ 67 ปี มีลูกสาวคอยเฝ้าไข้ กำลังปอกแอปเปิลให้เขาอยู่ ข้างเตียงผู้ป่วยของเซี่ยมู่รุ่ยมีผู้ดูแลคนหนึ่งนั่งอยู่ กำลังปอกแอปเปิลอยู่เหมือนกัน

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพักผู้ป่วยค่อนข้างครบครัน ชายชราทั้งสองท่านต่างก็นอนดูทีวีอยู่

“อาจารย์” จางกวงหังกล่าว

เซี่ยมู่รุ่ยมองไปทางพวกเขา

เจียงเฟิงยืนอยู่ด้านหลังจางกวงหัง พอเห็นสภาพของเซี่ยมู่รุ่ยก็ตกใจไปวูบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา กล่าวว่า “สวัสดีครับคุณปู่เซี่ย”

เซี่ยมู่รุ่ยผ่ายผอมจนแทบจะไม่เหลือเค้าโครงของมนุษย์ ผิวหนังเหี่ยวย่น บนมือเต็มไปด้วยกระคนแก่ รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ามีมากมายจนนับไม่ถ้วน แก้มทั้งสองข้างตอบลง มีเพียงแววตาเท่านั้นที่ยังคงเฉียบคม ราวกับพยัคฆ์ชราที่ใกล้จะสิ้นใจ

ร่างกายของเขาเกินกว่าครึ่งก้าวเข้าสู่ประตูผีไปแล้วจริง ๆ

“คุณไปชงชาให้พวกเขาหน่อย” เซี่ยมู่รุ่ยพูดกับผู้ดูแล

ผู้ดูแลวางแอปเปิลที่ปอกไปได้ครึ่งหนึ่งลง แล้วเดินไปชงชา จางกวงหังรับแอปเปิลมาปอกต่ออย่างคล่องแคล่ว

เจียงเฟิงค่อย ๆ วางกระเช้าผลไม้ไปไว้ข้าง ๆ หลีกทางให้คุณปู่ทั้งสองท่าน

โต๊ะหัวเตียงข้างเตียงผู้ป่วยของเซี่ยมู่รุ่ยว่างเปล่ามาก นอกจากชามแก้วใสใบหนึ่งแล้ว ก็มีเพียงโถสีดำใบหนึ่งเท่านั้น

คุณปู่ทั้งสองท่านเดินไปอยู่ตรงหน้าเซี่ยมู่รุ่ย ทุกคนต่างก็เงียบไม่พูดอะไร บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย

“คุณชายน้อยสาม คุณชายน้อยเจ็ด ต้องขอโทษจริง ๆ พวกคุณกลับมาเป่ยผิงแล้ว ผมกลับไปรับพวกคุณไม่ได้ แถมยังต้องลำบากพวกคุณมาเยี่ยมผมอีก” เซี่ยมู่รุ่ยกล่าว น้ำเสียงแหบแห้ง

สองพ่อลูกที่อยู่เตียงข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะมองมาทางนี้ คำเรียก ‘คุณชายน้อย’ นี่มันช่างเหมือนในละครมากจริง ๆ

“เซี่ยเซิง นี่คุณพูดอะไรของคุณ” เจียงเว่ยหมิงหัวเราะออกมา “พวกเราก็แก่กันหมดแล้ว”

เซี่ยเซิงคือชื่อเดิมของเซี่ยมู่รุ่ย เขาเป็นคนที่เฉินชิวเซิงซื้อตัวมาจากพวกลักลอบค้ามนุษย์ ส่วนเซี่ยมู่รุ่ยเป็นชื่อที่เฉินชิวเซิงตั้งให้เขาในภายหลัง ตอนแรกเซี่ยมู่รุ่ยยังไม่ชินกับชื่อสามพยางค์ จำไม่ค่อยได้ พอคนอื่นถามว่าเขาชื่ออะไร เขาก็บอกว่าเขาชื่อเซี่ยเซิง

เซี่ยมู่รุ่ยถูกพ่อแม่แท้ ๆ ของตัวเองขายให้พวกลักลอบค้ามนุษย์ตอนอายุ 7 ขวบ ตอนที่ถูกขายก็จำความได้แล้ว เซี่ยมู่รุ่ยจำได้ว่า เขามีพี่สาวอยู่ 5 คน เขาเป็นลูกชายที่พ่อแม่เฝ้าจุดธูปไหว้พระทุกวันถึงได้ขอมา ทะนุถนอมราวกับแก้วตาดวงใจ ที่ตั้งชื่อให้ว่าเซี่ยเซิงก็เพราะหวังว่าเขาจะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งดั่งต้นไม้ใบหญ้า มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างแข็งแรง

เขายังจำได้จนถึงตอนนี้ เขาเป็นคนที่พ่อแม่คุกเข่าโขกศีรษะอ้อนวอนให้พวกลักลอบค้ามนุษย์รับตัวไว้ ไม่เอาเงิน ขอแค่ให้ข้าวเขากินสักคำเพื่อให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ตอนที่เขาถูกขาย พี่สาว 5 คนที่ยังไม่ได้แต่งงานต่างก็อดตายกันหมดแล้ว ส่วนคนที่แต่งงานไปแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ปู่ย่าเพื่อที่จะเก็บข้าวไว้ให้เขากินสักคำ ก็เลยใช้เชือกแขวนคอตัวเองตาย แม่ของเขาก็ใกล้จะอดตายแล้ว ตอนที่แม่ของเขาส่งตัวเขาให้พวกลักลอบค้ามนุษย์ก็เอาแต่พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงว่าให้เขาเป็นเด็กดี ให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้

เขาไม่รู้ว่าบ้านเกิดของตัวเองอยู่ที่ไหน ก่อนที่จะถูกเฉินชิวเซิงซื้อตัวมา ทุกวันเขาก็แค่เดินตามทุกคนไปเรื่อย ๆ เดินไม่หยุด แป้งปิ่งวันละหนึ่งแผ่น ห้ามแตกแถวเด็ดขาด ถ้าแตกแถวเมื่อไหร่ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้แต่แป้งปิ่งก็จะไม่มีให้กิน ทำได้เพียงรอวันอดตาย

ก่อนที่จะถูกเฉินชิวเซิงซื้อตัวมา ชีวิตของเขามีเพียงแค่สีดำ

ตอนแรกที่เฉินชิวเซิงซื้อตัวเซี่ยมู่รุ่ยมา ก็แค่คิดอยากจะหาเด็กรับใช้ที่อายุมากกว่าหน่อยมาเป็นเพื่อนอ่านหนังสือให้ลูกชายคนเดียวของเขา เซี่ยมู่รุ่ยเรียกลูกชายคนเดียวของเฉินชิวเซิงว่าคุณชายน้อย และก็เรียกลูกชายทั้งเจ็ดคนของเจียงเฉิงเต๋อว่าคุณชายน้อยด้วย แม้ว่าในภายหลังเฉินชิวเซิงจะเลี้ยงดูเซี่ยมู่รุ่ยจนเกิดความผูกพัน แถมยังค้นพบพรสวรรค์ด้านการทำอาหารของเขา จนรับมาเป็นลูกบุญธรรมและลูกศิษย์ แต่คำเรียกที่เซี่ยมู่รุ่ยใช้เรียกพวกเจียงเว่ยกั๋วก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป

เดิมทีเซี่ยมู่รุ่ยคิดว่า มีหลายเรื่องที่เขาหลงลืมไปหมดแล้ว ภัตตาคารไท่เฟิงโหลวมีอยู่เพียงแค่ในช่วงยี่สิบปีแรกของชีวิตเขาเท่านั้น ช่วงเวลาเหล่านั้นมันช่างสวยงามเหลือเกิน เป็นช่วงเวลาที่มีสีสันสดใสเพียงไม่กี่ช่วงในชีวิตนี้ของเขา งดงามมากจนแทบจะเลือนราง

แต่ว่าพอเขาได้เห็นเจียงเว่ยกั๋วกับเจียงเว่ยหมิง ความทรงจำที่เขาคิดว่ามันเลือนรางไปแล้วเหล่านั้นก็พลันกลับมาชัดเจนอีกครั้ง

ผู้คนที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกับเขา ทั้งคนที่เขารัก และคนที่เขาเกลียด โดยพื้นฐานแล้วต่างก็ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินกันหมดแล้ว พญายมราชก็เริ่มส่งลูกสมุนมารับตัวเขาแล้ว แต่เขาก็ยังคงดื้อดึงที่จะอยู่ในโลกมนุษย์นี้ต่อไปไม่ยอมไปไหน ก่อนตายยังได้เจอสหายเก่า

คุ้มแล้ว!

“คุณแก่แล้วนะ” เจียงเว่ยกั๋วอุทานออกมา

“ผมก็ต้องแก่สิ ถ้าผมยังไม่แก่แถมยังไม่ตายอีก ก็คงจะกลายเป็นปีศาจแล้ว” เซี่ยมู่รุ่ยกล่าว พลางมองไปทางเจียงเฟิง “นั่นหลานชายตัวน้อยของคุณเหรอ?”

“ใช่ หลานชาย 4 คนของผมก็มีแค่เขานี่แหละที่ยังพอจะได้เรื่องได้ราวอยู่บ้าง” เจียงเว่ยกั๋วกล่าว

“ผมได้ดูการแข่งขันของเขาแล้ว เด็กดี เด็กดี” เซี่ยมู่รุ่ยในตอนนี้ไม่เหมือนชายชราอารมณ์ประหลาดที่จางกวงหังพูดถึงเลยสักนิด กลับเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่ที่ใจดีและน่าเคารพมากกว่า

“ภัตตาคารไท่เฟิงโหลว... จะเปิดเมื่อไหร่เหรอ?” เซี่ยมู่รุ่ยเอ่ยถาม ในแววตาเต็มไปด้วยประกาย

“ก็ช่วงนี้แหละ คุณต้องพยายามยื้อไว้ อย่าเพิ่งตายล่ะ ผมกับพี่สามยังรอคุณไปตัดริบบิ้นกับพวกเราอยู่นะ” เจียงเว่ยกั๋วกล่าว

เจียงเว่ยหมิงยิ้มออกมาอย่างจนใจ

“ผมจะยื้อไว้แน่ ต่อให้พญายมราชมาก็อย่าหวังว่าจะลากตัวผมไปได้!”

ผู้ดูแลถือการน้ำร้อนกลับเข้ามา ชงชาให้ทุกคนคนละถ้วย แล้วพูดกับเซี่ยมู่รุ่ยว่า “คุณเซี่ย ฉันไม่รบกวนคุณกับเพื่อนรำลึกความหลังแล้วนะคะ ฉันออกไปนั่งข้างนอกดีกว่า”

เซี่ยมู่รุ่ยพยักหน้า

จางกวงหังหั่นแอปเปิลที่ปอกเสร็จแล้วเป็นชิ้น ๆ ใส่ลงในชามแก้ว เดินไปหยิบไม้จิ้มฟันที่บนตู้ แล้วกล่าวว่า “อาจารย์ ผมไปล้างผลไม้นะครับ”

“ไปเถอะ เอาโถใบนี้ไปไว้ตรงนั้นด้วย เดี๋ยวเผื่อไปชนโดนเข้า” เซี่ยมู่รุ่ยกล่าว

“เดี๋ยวผมยกให้ครับ” เจียงเฟิงเดินไปหยิบโถ

“ติ๊ง ได้รับ [ความทรงจำส่วนหนึ่งของเซี่ยมู่รุ่ย]”

เอ๊ะ?

เจียงเฟิงเหลือบมองโถในมือเพิ่มอีกแวบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว มีอยู่แวบหนึ่งที่เขานึกถึงโถเถ้ากระดูกที่หลิวซิ่วเจินกอดไว้ในอ้อมแขนที่เคยเห็นในความทรงจำ

วางโถลงบนตู้ ขยับเข้าไปข้างในอีกหน่อยจนมั่นใจว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะตกลงมาแล้ว เจียงเฟิงก็กล่าวว่า “เดี๋ยวผมไปล้างผลไม้ด้วยครับ”

คุณปู่ทั้งสามท่านจะรำลึกความหลังกัน พวกเด็กรุ่นเล็กอย่างพวกเขาก็ไม่ควรรบกวนดีกว่า

จางกวงหังเพิ่งจะถือแอปเปิลออกไป ก็มีพี่สาวพยาบาลผู้กระตือรือร้นเดินเข้ามาถามเขาว่าอยากให้ช่วยล้างผลไม้ไหม โดยไม่สนใจเจียงเฟิงที่อยู่ข้างหลังเลยแม้แต่น้อย

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมกับเพื่อนไปล้างด้วยกันก็ได้” จางกวงหังกล่าว

พี่สาวพยาบาลกล่าวอย่างอ่อนหวานว่า “คุณจางนี่ช่างใส่ใจจริง ๆ เลยนะคะ ขนาดผลไม้ยังล้างเองด้วย!”

เจียงเฟิง: ???

แค่นี้ก็เรียกว่าใส่ใจแล้วเหรอ? ผมยังกินเองได้ด้วยนะ!

“จริงสิ เมื่อกี้ในโถสีดำใบนั่นมันใส่อะไรไว้เหรอ?” เจียงเฟิงแสร้งทำเป็นเอ่ยถามอย่างไม่ตั้งใจ

“เถ้ากระดูก”

เจียงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ผิดจากที่คาดไว้จริง ๆ ถามต่อว่า “ของใครเหรอ?”

“ไม่รู้เหมือนกัน หลายปีมานี้อาจารย์เอาโถเถ้ากระดูกใบนั้นตั้งไว้ที่หัวเตียงมาโดยตลอด น่าจะเป็นของสหายเก่าที่สำคัญมากคนหนึ่ง”

จบบทที่ บทที่ 215 เซี่ยมู่รุ่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว