เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 195 หลงเชาโส่ว

บทที่ 195 หลงเชาโส่ว

บทที่ 195 หลงเชาโส่ว


อู๋หมิ่นฉีพาเจียงเฟิงเดินออกจากห้างสรรพสินค้า ข้ามสี่แยกไฟแดงไปสองสามแห่ง แล้วเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอีกหลายสาย จนมาถึงตลาดสดเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง

มันเป็นตลาดสดขนาดเล็กจริง ๆ เจียงเฟิงไม่เคยเห็นมันบนแอปนำทางมาก่อนเลยด้วยซ้ำ มันซ่อนตัวอยู่ในตรอกของตึกที่พักอาศัย พอกวาดตามองคร่าว ๆ คาดว่าน่าจะมีแผงลอยไม่เกิน 20 แผง ในจำนวนนั้นมีแผงขายเนื้อสัตว์อยู่เพียงสามแผง ส่วนแผงขายปลาเพียงหนึ่งเดียวก็แทบจะขายจนเกลี้ยงแล้ว เหลือเพียงปลาตัวเล็กตัวน้อยเบ็ดเตล็ดไม่กี่ตัวที่ใกล้ตายกำลังนอนหงายท้องอยู่ในตู้ปลา

แผงลอยมีไม่มาก ผักก็ดูไม่ค่อยสดเท่าไหร่ บนแผงขายเนื้อก็มีแต่เศษกระดูกและเนื้อส่วนที่ไม่ค่อยดีซึ่งไม่มีใครต้องการ อู๋หมิ่นฉีจึงทำได้แค่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดในบรรดาตัวเลือกที่แย่ ๆ ฝืนใจเลือกเนื้อหมูติดมันที่พอดูได้มาหนึ่งชิ้น

จากนั้นอู๋หมิ่นฉีก็ถือถุงหมูเล็ก ๆ ถุงนี้ พาเจียงเฟิงไปยังร้านขายข้าวสารอาหารแห้งที่อยู่ข้าง ๆ

เธอคุ้นเคยกับย่านนี้เป็นอย่างดี คุ้นเคยมาก รู้จักแผงลอยทุกแผง โครงสร้างของตึกที่พักอาศัย และร้านค้าในละแวกนี้ราวกับเป็นลายมือของตัวเอง

ร้านขายข้าวสารอาหารแห้งร้านนี้เล็กมาก อู๋หมิ่นฉีซื้อไข่ไก่สองฟองกับแป้งสาลีชั้นดีหนึ่งถุง เจียงเฟิงเลยถือโอกาสรับแป้งสาลี ไข่ไก่ และเนื้อหมูมาถือไว้เอง แล้วพูดว่า “แป้งมันหนักนิดหน่อย ให้ฉันช่วยถือเถอะ”

อู๋หมิ่นฉีพยักหน้า แล้วพาเขาเดินเข้าไปในตึกที่พักอาศัย

“พวกเรากำลังจะไปไหนกันเหรอ?” เจียงเฟิงเอ่ยถามอย่างสงสัย

ที่นี่น่าจะเป็นย่านเมืองเก่าของเมือง A ตึกรามบ้านช่องล้วนสร้างขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว จำนวนชั้นก็น้อย แถมยังค่อนข้างเก่าโทรมอีกด้วย ตลอดทางที่เดินมาเจียงเฟิงเห็นคุณลุงคุณป้าออกมาเดินเล่นกันไม่น้อย หนุ่มสาวอย่างพวกเขาสองคนเลยดูแปลกแยกท่ามกลางเหล่าคุณลุงคุณป้า

“ที่พัก” อู๋หมิ่นฉีกล่าว พลางจับกระเป๋าสะพายข้างที่คาดเอวไว้แน่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย

อู๋หมิ่นฉีพาเจียงเฟิงมาถึงหน้าตึกที่พักอาศัย 5 ชั้นหลังหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว ขึ้นบันไดไป ชั้น 5 เป็นประตูแบบใช้รหัส เธอใส่รหัสลงไป เสียง ‘ตี๊ด’ ดังขึ้นหนึ่งครั้ง ประตูก็เปิดออกตามเสียง

เหมือนอย่างที่เธอบอก มันเป็นที่พักธรรมดา ๆ ที่ค่อนข้างเก่าโทรมเล็กน้อยแห่งหนึ่ง พื้นที่ไม่ใหญ่มาก ประมาณ 100 กว่าตารางเมตร แต่พวกเฟอร์นิเจอร์มีครบครันมาก ในห้องนั่งเล่นมีโต๊ะพูลอยู่ตัวหนึ่ง แถมยังมีบันไดที่เชื่อมตรงไปยังดาดฟ้าด้วย

ที่พักแบบนี้ เจียงเฟิงเคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่เคยมา มันน่าจะเป็นที่พักที่เปิดให้คนอื่นเช่าสำหรับจัดปาร์ตี้โดยเฉพาะ ดาดฟ้าก็ปิ้งบาร์บีคิวได้ ในห้องมีห้องคาราโอเกะ ห้องครัวทำอาหารได้ น่าจะยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความบันเทิงอื่น ๆ ที่เจียงเฟิงยังไม่ทันสังเกตเห็นอีก เมื่อเทียบกับที่พักทั่วไปแล้ว ค่าเช่าต่อวันย่อมไม่ถูกแน่นอน

ชมรมบางชมรมในมหาวิทยาลัย A ที่มีสมาชิกน้อย แต่มีเงินทุนค่อนข้างเยอะ ก็จะเช่าที่พักแบบนี้เพื่อจัดกิจกรรม แต่คงไม่เช่าที่ที่เล็กขนาดนี้ ส่วนชมรมหมากรุกจีนที่เป็นชมรมที่ขึ้นชื่อเรื่องความยากจน แน่นอนว่าย่อมไม่มีวาสนากับกิจกรรมบันเทิงระดับไฮเอนด์แบบนี้อยู่แล้ว

“เธอจะ... ทำอาหารเหรอ?” เจียงเฟิงคาดเดา

“อืม ก่อนหน้านี้ตอนที่ฉันยังไม่ได้ไปช่วยที่ร้านบ้านนาย วันหยุดสุดสัปดาห์ฉันก็จะมาทำอาหารกินเองที่นี่แหละ” อู๋หมิ่นฉีรูดซิปเปิดกระเป๋าสะพายข้าง ข้างในไม่ได้ใส่อะไรไว้เลย นอกจากมือถือแล้วก็มีแค่กระบอกน้ำขนาดใหญ่ใบหนึ่งเท่านั้น

หมุนเปิดฝากระบอกน้ำ ข้างในบรรจุน้ำซุปใสไว้เต็มกระบอก

น้ำซุปใสกระบอกใหญ่ บวกกับเนื้อหมู ไข่ไก่ และแป้งสาลีชั้นดีที่อู๋หมิ่นฉีเพิ่งซื้อเมื่อสักครู่ เจียงเฟิงจึงเอ่ยถามอย่างลังเล “หลงเชาโส่ว?”

“อืม” อู๋หมิ่นฉีเดินไปหยิบอ่างผสมในห้องครัวมา แล้วเริ่มนวดแป้ง

“ฉันรู้ว่านายไม่ค่อยกินเผ็ด ฉันก็เลยต้มน้ำซุปใสที่ต้องใช้ทำเชาโส่วไว้ตั้งแต่เมื่อคืน วันนี้จะทำแบบน้ำใสให้นายกิน” อู๋หมิ่นฉีอธิบาย

“ฉันรู้ว่าการที่ออกเดตครั้งแรกแล้วฉันมาทำอาหารให้นายกินมันอาจจะดูแปลก ๆ ไปหน่อย แต่นี่เป็นสิ่งเดียวที่ฉันคิดออกว่าสามารถทำให้นายได้ ไม่ว่าจะดูหนัง ดื่มกาแฟ หรือเดินเล่น ฉันก็มีความสุขทั้งนั้น แต่สำหรับฉันแล้ว เรื่องที่มีความสุขที่สุดก็คือ การที่ฉันได้ทำอาหารที่อีกฝ่ายอยากกิน ให้กับคนที่ฉันชอบ”

ตอนช่วงปิดเทอมฤดูหนาว เจียงเฟิงเคยบ่นกับอู๋หมิ่นฉีว่าหลงเชาโส่วของร้านเน็ตไอดอลร้านนั้นไม่อร่อยเลย เธอก็จดจำมาโดยตลอด แอบจดจำไว้ในใจเงียบ ๆ

“ฉัน... ฉันก็มีความสุขมากเหมือนกัน” เจียงเฟิงรู้สึกว่า ใบหน้าของเขาในตอนนี้น่าจะร้อนจนทอดสเต๊กได้แล้ว

“ฉัน... ฉันไปช่วยเธอสับไส้ดีกว่า” เจียงเฟิงถือเนื้อหมูวิ่งเข้าไปในห้องครัว หลังจากมีเสียงน้ำไหลดังอยู่ครู่หนึ่ง “เนื้อหมูนี่ต้องสับแบบไหนเหรอ?”

“ไส้แบบเติมน้ำ เลาะเอ็นออก ใช้สันมีดทุบให้เป็นเนื้อละเอียด แล้วสับให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน” อู๋หมิ่นฉีกล่าว

เธอนึกถึงตอนเด็ก ๆ พ่อกับแม่ของเธอก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน

สมัยนั้นถึงแม้กิจการร้านอาหารตระกูลอู๋จะดี แต่ก็ยังไม่ยุ่งเท่าตอนนี้ ตอนนั้นคุณปู่ยังเป็นหัวหน้าเชฟอยู่ บางครั้งในวันจันทร์อู๋ฮั่นเสวียก็จะแอบกลับบ้าน มาทำหลงเชาโส่วของโปรดให้แม่ของอู๋หมิ่นฉีกิน

ถึงแม้แม่ของอู๋หมิ่นฉีจะทำอาหารไม่เป็น แต่ก็เป็นคนที่อยู่นิ่งไม่เป็น นวดแป้งไม่เป็นก็ไปช่วยสับไส้ ทุกครั้งไส้ที่สับออกมาก็จะเละมาก เอ็นก็เลาะออกไม่หมด อู๋ฮั่นเสวียจะต้องรอให้แม่ของอู๋หมิ่นฉีสับไส้เสร็จก่อน แล้วค่อยเอากลับมาสับใหม่อีกรอบ แต่ทั้งสองคนกลับมีความสุขกับมันไม่เคยเบื่อ

อู๋หมิ่นฉีมองเข้าไปในห้องครัว เจียงเฟิงกำลังก้มหน้าตั้งใจเลาะเอ็นออกจากเนื้อ

รอยยิ้มที่ยากจะปกปิดค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก แม้แต่ในดวงตาก็ยังมีแววแห่งรอยยิ้ม

หลงเชาโส่วในฐานะหนึ่งในหลากหลายวิธีทำเกี๊ยวน้ำ ก็ถือเป็นตัวพ่อในวงการอาหารว่างมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะเป็นร่างเดิมอย่างเกี๊ยวน้ำ หรือหลงเชาโส่ว เฉิงเชาโส่ว และจีหรงเชาโส่ว วิธีทำต่าง ๆ ล้วนมีรากฐานมาจากหลักการเดียวกัน ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เหมือนดังเช่นที่บันทึกไว้ใน ‘ตำรับอาหารอวิ๋นหลินถัง’ ว่า “สับเนื้อให้ละเอียด ใส่หน่อไม้สับ หรือหน่อไม้น้ำ กุยช่าย ดอกขจร ก็ล้วนใช้ได้ ใส่พริกไทยเสฉวนและซอสอัลมอนด์เล็กน้อยคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วห่อ แผ่นแป้งค่อนข้างหนาเล็กน้อย หั่นเป็นสี่เหลี่ยม แล้วใช้แป้งนวลรีดให้บางก่อนนำไปใช้ เมื่อนำไปต้มในน้ำซุป ให้ใช้น้ำซุปที่เดือดจัดคนวน อย่าปิดฝา รอจนลอยขึ้นมาก็ตักขึ้นได้ ห้ามคนอีก ไส้ห้ามใส่กระวาน เพราะจะทำให้เรอ”

หลงเชาโส่วที่อู๋หมิ่นฉีทำ จะเน้นที่น้ำซุปใสและไส้ที่ละเอียด เพื่อให้ไส้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น โดยทั่วไปมักจะใช้เนื้อล้วนเติมน้ำเพื่อทำเป็นไส้แบบเติมน้ำ การนวดแป้งต้องอาศัยเทคนิค ส่วนการสับไส้ก็คืองานที่ต้องใช้แรงงานล้วน ๆ เพราะเจียงเฟิงกินเผ็ดไม่ได้ เธอเลยต้องทำเชาโส่วในน้ำซุปใส หัวใจสำคัญและจิตวิญญาณของเชาโส่วทั้งชามจึงอยู่ที่น้ำซุปใส

น้ำซุปใสที่เธอพกมาในกระบอกวันนี้ เป็นน้ำซุปที่เธอตื่นมาต้มตั้งแต่เช้าตรู่ของเมื่อวาน ใช้เนื้อไก่ เนื้อเป็ด และเนื้อหมูจากส่วนต่าง ๆ มาต้มด้วยไฟแรงแล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ต้มตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึง 11 โมงเที่ยง เป็นเวลา 5 ชั่วโมงเต็ม ช้อนฟองที่ลอยหน้าออก น้ำซุปที่ได้จึงใสและมีกลิ่นหอม เมื่อวานนี้อู๋หมิ่นฉีรอจนกระทั่งต้มน้ำซุปใสเสร็จเรียบร้อย ถึงได้ทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ไปที่ร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคังเพื่อไปสมทบกับเจียงเฟิง แล้วออกเดินทางไปสถานีโทรทัศน์ประจำมณฑลเพื่อแข่งขันด้วยกัน

หลงเชาโส่วที่ดีหนึ่งชาม แผ่นแป้งจะต้องบางราวกับกระดาษ ละเอียดอ่อนดุจแพรไหม พอยกขึ้นมาส่องกับแสงก็จะมองเห็นเป็นเหมือนกระดาษเซวียนจื่อครึ่งโปร่งแสง รอจนเจียงเฟิงสับไส้เนื้อจนได้ตามมาตรฐานที่กำหนดแล้ว แผ่นแป้งเชาโส่วของอู๋หมิ่นฉีก็รีดเสร็จพอดี

ปรุงไส้ ห่อเชาโส่ว

ขั้นตอนนี้เจียงเฟิงไม่สามารถมีส่วนร่วมได้ ขีดจำกัดในการห่อของเขาคือการห่อเกี๊ยวต้ม แถมเกี๊ยวต้มที่ห่อออกมาก็ยังมักจะโดนสหายหวังซิ่วเหลียนบ่นว่ามันไม่กลมไม่อ้วนท้วนสมบูรณ์

เขานั่งดูอู๋หมิ่นฉีห่อเชาโส่วอยู่ข้าง ๆ เธอมีฝีมือ แถมยังคล่องแคล่วมาก เพียงชั่วพริบตา เชาโส่วรูปทรงคล้ายกระจับก็ถือกำเนิดขึ้นมาในมือของเธอแล้ว เจียงเฟิงนั่งมองเงียบ ๆ ข้อมือพลิ้วไหว มือเล็กและงดงาม ปลายนิ้วกลมมน ผิวขาวละเอียด พอเงยหน้ามองคน ดวงตาก็โค้งเป็นเสี้ยวจันทร์ รอยยิ้มช่างอ่อนหวานงดงาม

ในสายตาของคนรัก หญิงงามก็ปรากฏขึ้นมาได้ คนโบราณไม่เคยหลอกลวงเราจริง ๆ!

เจียงเฟิงในตอนนี้รู้สึกว่าอู๋หมิ่นฉีเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกใบนี้ ไม่ขอรับคำโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะใช้คำไหนมาบรรยายก็ดูจะซีดเซียวเกินไป ทุกกิริยาท่าทางล้วนน่าหลงใหล แม้แต่การห่อเชาโส่วก็ยังดูสวยงามขนาดนี้

กุนซือหวังฮ่าวคนนี้ใช้ไม่ได้จริง ๆ คีบตุ๊กตา เดินพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ นั่งจีบกันในร้านกาแฟ มันจะไปโรแมนติกและน่าสนใจเท่าการมาทำเชาโส่วกินกันในที่พักได้ยังไง

นำลงหม้อต้ม เชาโส่วออกจากหม้อ น้ำซุปใสก็อุ่นได้ที่พอดี หลงเชาโส่วสองชามเสิร์ฟมาในน้ำซุปใส กลิ่นหอมฟุ้งแตะจมูก

“ลองชิมดูสิ” อู๋หมิ่นฉีทำหน้าคาดหวัง

พอเข้าปาก

รสชาติก็อร่อยล้ำ ในใจก็หวานชื่น

“อร่อย!” เจียงเฟิงเอ่ยชมจากใจจริง

“อร่อยก็ดีแล้ว” อู๋หมิ่นฉียิ้มทีหนึ่ง ในดวงตาราวกับมีดวงดาวส่องประกายระยิบระยับ “ไว้คราวหน้าฉันจะทำอย่างอื่นให้นายกินอีกนะ”

ทุกสัปดาห์เธอจะเรียนทำอาหารเมนูใหม่หนึ่งอย่าง และทำอาหารเมนูเก่าให้เจียงเฟิงกินหนึ่งอย่าง หนึ่งใหม่ หนึ่งเก่า ทำแบบนี้ไปได้ทั้งชีวิต

……….……….……….……….

ผู้แปล: หวานเกินไปแล้วววววว คนโสดอย่างเราขอกรี๊ดใส่หมอน

จบบทที่ บทที่ 195 หลงเชาโส่ว

คัดลอกลิงก์แล้ว