เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 165 พี่เต๋อผู้ทรงอิทธิฤทธิ์

บทที่ 165 พี่เต๋อผู้ทรงอิทธิฤทธิ์

บทที่ 165 พี่เต๋อผู้ทรงอิทธิฤทธิ์


เจียงเฟิงกลับมาที่มุมคุ้นเคยของตัวเอง ทำหน้าเหมือน ‘ฉันถูกกีดกัน’

ใต้แสงไฟช่างดูอบอุ่นกลมเกลียว แต่ในมุมห้องกลับเงียบเหงาวังเวง

เจียงเฟิงมองไปยังจี้เสวี่ยที่ถูกกีดกันอยู่อีกมุมหนึ่งเช่นกัน

อืม แต่ดูจากสีหน้าของเธอแล้ว เหมือนเธอเป็นฝ่ายกีดกันทุกคนที่อยู่ที่นี่มากกว่า

เจียงเฟิงไม่ค่อยเล่นเวยปั๋ว แต่การที่ทุกคนคุยกันแล้วตัวเองถูกทิ้งให้นั่งอยู่คนเดียวในมุมมืดมันน่าเบื่อจริง ๆ บวกกับเมื่อวานเพิ่งจะติดเทรนด์ฮิตไปอีก เขาที่เบื่อสุด ๆ เลยเปิดเวยปั๋วที่ถูกปิดตายมาเป็นปี แล้วเริ่มไถเวยปั๋ว

วันนี้คุณเรียนแล้วหรือยัง: ไม่เจียมตัว = อย่าริอาจเรียนควอนตัมฟิสิกส์ด้วยตัวเอง [ร้องไห้หนักมาก][ร้องไห้หนักมาก][ร้องไห้หนักมาก][รูปภาพ][รูปภาพ]

ข้างล่างเป็นรูปกระดาษทดเลขสองแผ่น

น่าอนาถเกินไปแล้ว เจียงเฟิงกดไลก์ให้เงียบ ๆ

ลองดูเทรนด์ฮิตในเวยปั๋ว ในสิบอันดับมี 3 อันดับที่เกี่ยวกับจางกวงหัง ที่เหลือก็เป็นข่าวซุบซิบดารา ข้อพิพาทเศรษฐี อะไรพวกนี้ เจียงเฟิงไถ ๆ ดูแล้วก็รู้สึกว่าน่าเบื่อ จู่ ๆ ก็นึกถึงบล็อกเกอร์ ‘วันนี้คุณแปลงฟูเรียแล้วหรือยัง’ ที่เขียนฟิคนั่นขึ้นมา เลยค้นหา แล้วก็กดเข้าไปดู

วันนี้คุณแปลงฟูเรียแล้วหรือยัง: หนังสือใหม่ของข้าพเจ้า ‘การฝึกตนของคุณชายเสเพล’ กำลังอัปเดตอย่างร้อนแรงอยู่บนเว็บจงเหวิน xx เตี่ยน เชิญทุกท่านเข้ามาอ่านและชี้แนะได้เลย~ [ลิงก์]

หนังสือใหม่?

เจียงเฟิงลองไปค้นหาดูด้วยความสงสัย ก็พบว่าหนังสือเล่มนี้ดันเขียนโดยใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ประโยคแรกที่เปิดเรื่องก็คือ: ผมชื่อหนานเจ๋อ เป็นคุณชายเสเพลที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง

บุรุษที่หนึ่ง? เจียงเฟิงยังไงก็ถือว่าเป็นคนที่เคยอ่านนิยายเน็ตมาบ้าง อย่างเช่นนิยายไร้สาระที่หวังฮ่าวเขียน ก็ถือว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์อยู่บ้าง วิธีเขียนมั่วซั่วแบบนี้ มันไก่กา

ห้านาทีต่อมา

เจียงเฟิงกอดมือถือ เดี๋ยวก็ยิ้มปัญญาอ่อน เดี๋ยวก็ยิ้มปัญญาอ่อนยิ่งกว่าเดิม ไม่รับรู้ต่อสิ่งรอบข้างใด ๆ ทั้งสิ้น

“สวัสดีครับ”

“สวัสดีครับ” เจียงเฟิงเงยหน้าขึ้น ใบหน้าหล่อเหลา 360 องศาไร้มุมอับของจางกวงหังก็ปรากฏแก่สายตา

เขาหุบรอยยิ้มปัญญาอ่อนในทันที เจียงเฟิงทำหน้าจริงจัง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ กลั้นหายใจ เกร็งมุมปาก พยายามแผ่ออร่าของผู้ยิ่งใหญ่ออกมา

“เมื่อสองสามวันก่อนผมแอดวีแชตของคุณอู๋หมิ่นฉีไป จริง ๆ ก็อยากจะแอดคุณด้วย แต่คุณกลับไปเร็วเกินไป ตอนนี้สะดวกแอดวีแชตไหมครับ?” จางกวงหังถาม

“ไม่มีปัญหาครับ” เจียงเฟิงไม่ปริปากพูดถึงเรื่องที่เมื่อวานซืนเขาแอดวีแชตจางกวงหังไปแต่อีกฝ่ายไม่กดรับเลยสักนิด

“ผมขอนั่งตรงนี้ได้ไหมครับ?” จางกวงหังถาม

“ได้แน่นอนครับ” เจียงเฟิงรู้สึกยินดีจนทำตัวไม่ถูก

นี่เขา... ได้เป็นเพื่อนกับตัวท็อปแล้วเหรอเนี่ย?!

จางกวงหังไปยกเก้าอี้มาตัวหนึ่งแล้วนั่งลงข้าง ๆ เจียงเฟิง ท่ามกลางสายตาของทุกคน เจียงเฟิงก็ยืดหลังตรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

จางกวงหังเป็นที่หนึ่งรอบที่แล้ว เขาเป็นที่สอง จางกวงหังติดเทรนด์ฮิต เขาก็ติดเทรนด์ฮิต พวกเขาสองคนนั่งด้วยกัน มันก็สมเหตุสมผลดีนี่!

ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลย!

“คุณเก่งมาก” จางกวงหังกล่าว

“ไม่หรอกครับ ๆ” เจียงเฟิงปฏิเสธซ้ำ ๆ เขาจะไปเก่งอะไรกัน วัน ๆ โดนคุณปู่ด่าเหมือนลูกหลาน ทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นหลานของคุณปู่จริง ๆ นั่นแหละ (ผู้แปล: ต้นฉบับใช้คำว่า 孙子 (ซุนจื่อ) ที่แปลว่าหลานชาย ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงกับ 孙子 (ซุนจื่อ) ที่เป็นคำสบถ/คำด่า)

“ผมไม่ได้เยินยอคุณนะ คุณเก่งจริง ๆ การแข่งขันรอบที่แล้ว ปลาดิบที่คุณหั่นออกมาบางกว่าของผมอีก บางเฉียบเหมือนปีกจักจั่น ฝีมือมีดของผมสู้คุณไม่ได้” จางกวงหังกล่าว “นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกที่คุณหั่นปลาดิบใช่ไหมครับ?”

เจียงเฟิงพยักหน้า

“มิน่าล่ะ ฝีมือมีดของคุณดีมาก แต่หั่นผิดส่วนไปหน่อย”

“คุณเคยเรียนมาโดยเฉพาะเหรอ?” เจียงเฟิงถามอย่างสงสัย

“ปีที่แล้วผมเคยไปเรียนกับอาจารย์ยูกิมูระที่ญี่ปุ่นมาสองเดือนครับ” จางกวงหังกล่าว

เจียงเฟิงตะลึงไปเลย ตอนแรกนึกว่าจางกวงหังเชี่ยวชาญแค่อาหารจีนกับฝรั่งเศส ไม่คิดเลยว่าจะเป็น จีน-ฝรั่งเศส-ญี่ปุ่น สามประสาน

พอเริ่มบทสนทนาได้ดีแล้ว กล่องแพนโดร่าแห่งการพูดคุยก็ถูกเปิดออก จางกวงหังพูดภาษาจีนเก่งมาก ถึงขนาดรู้ภาษาถิ่นต่าง ๆ นิดหน่อยด้วย บวกกับนิสัยดี มีเหตุผลและสุขุม ทั้งสองคนยังมีความชอบที่เหมือนกันอีก ไม่นานทิศทางการสนทนาก็เปลี่ยนเป็นการแลกเปลี่ยนวิชาการทำอาหาร

“ผมรู้สึกมาตลอดว่าพ่อของผมยึดติดกับกฎเกณฑ์มากเกินไป เขาต่อต้านการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ...”

คุยไปคุยมา อู๋หมิ่นฉีก็เข้าร่วมวงสนทนาด้วย

ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกันเป็นรูปสามเหลี่ยม อู๋หมิ่นฉีคุยเรื่องอาหารเสฉวน จางกวงหังพูดเรื่องอาหารฝรั่งเศส เจียงเฟิงคอยผสมโรง ทั้งสามคนประสบความสำเร็จในการสร้างกลุ่มเล็ก ๆ ของตัวเองขึ้นมา กีดกันกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มอื่น

เวลาที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันมักจะผ่านไปเร็วเสมอ กำลังคุยกันอย่างออกรส เจ้าหน้าที่ก็มาแจ้งให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนมารวมตัวกัน เพื่อย้ำเตือนเรื่องต่าง ๆ ก่อนการแข่งขันอีกครั้ง

“การแข่งขันในครั้งนี้จำกัดเวลาสองชั่วโมง วัตถุดิบต่าง ๆ ทุกท่านได้ตรวจสอบล่วงหน้าแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก และเชื่อว่าหลังจากการถ่ายทอดสดครั้งที่แล้ว ทุกท่านคงจะมีประสบการณ์แล้ว หากมีอาการไม่สบายหรือเหตุฉุกเฉินใด ๆ ขอให้ทุกท่านแจ้งเจ้าหน้าที่ของเราในทันที อย่าฝืนนะคะ อีกสักครู่ขอเชิญทุกท่านขึ้นไปเตรียมตัวบนเวทีก่อน พอถึงเวลาสองทุ่ม การแข่งขันจะเริ่มตรงเวลาค่ะ”

“ถึงตอนนั้นพิธีกรจะอธิบายเนื้อหาและรายละเอียดการแข่งขันให้ผู้ชมทราบ ผู้เข้าแข่งขันทุกท่านไม่ต้องสนใจก็ได้ค่ะ และเพื่อรับประกันรสชาติของอาหาร หลังจากทำเสร็จแล้วกรุณายกมือแจ้งเจ้าหน้าที่ ใครทำเสร็จก่อนก็ยกไปเสิร์ฟให้คณะกรรมการก่อน จะมีการให้คะแนนและประกาศผลทันที จนกว่าคนสุดท้ายจะทำเสร็จหรือหมดเวลาค่ะ”

“ไม่ทราบว่าทุกท่านมีข้อสงสัยอะไรอีกไหมคะ”

ไม่มีใครมีข้อสงสัย

“งั้นดีค่ะ ตอนนี้ขอเชิญทุกท่านขึ้นไปเตรียมตัวบนเวทีก่อน เหลือเวลาอีกยี่สิบนาทีการแข่งขันจะเริ่มแล้วค่ะ”

ให้คะแนนและประกาศผลทันที

เจียงเฟิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ ยังไงซะเขาก็เป็นคนที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนในความทรงจำมาแล้ว แค่การแข่งขันเล็กน้อย ไม่ตื่นเต้นเลยสักนิด

ก็แค่กล้ามเนื้อลายมันสั่นไปหน่อยเท่านั้นเอง

พอเจียงเฟิงขึ้นเวที ก็เห็นกองเชียร์ตระกูลเจียงที่นั่งอยู่แถวที่สามทันที

สิบสามคน นอกจากเจียงเว่ยหมิงที่ผอมหน่อยแล้ว อีกสิบสองคนที่เหลือล้วนเป็นคนอ้วนตัวใหญ่ไซส์หนึ่งต่อสองกันทั้งนั้น สิบสามคนนั่งเรียงติดกันเป็นแถว สร้างแรงกดดันที่มองไม่เห็นให้คนแถวหน้าและแถวหลัง

โดยเฉพาะคนแถวหลัง ดูช่างอ่อนแอ สิ้นหวัง และน่าสงสารเสียนี่กระไร

“พี่เล็ก สู้ ๆ พี่ต้องเข้ารอบชิงให้ได้นะ!” เจียงเจวี้ยนชิงกับเจียงเจวี้ยนเหลียนตะโกนเชียร์จากใจจริง

เจียงเฟิงส่งสายตามุ่งมั่นกลับไปให้

“ไจ้เต๋อเก่งจริง ๆ หาบัตรมาทีเดียวได้ตั้งเยอะแยะ” เจียงเจี้ยนคังเอ่ยชม

“เรื่องเล็กครับ ก่อนปีใหม่ผมเพิ่งรับงานออกแบบบ้านใหม่ให้ลูกชายท่านผู้อำนวยการสถานีฯ ก็เลยอาศัยเส้นสายนิดหน่อยก็ได้มาแล้วครับ” เจียงไจ้เต๋อทิ้งตัวลงบนเก้าอี้กว้างอย่างอ่อนล้า ยิ้มเล็กน้อย ซ่อนความเก่งกาจและความสำเร็จไว้ภายใน

“อ๊ะ จริงสิ น้องสาม ถ้าเสี่ยวเฟิงได้ไอ้รางวัลยอดนิยมนั่นที่มันต้องคอล ๆ อะไรนั่น ภัตตาคารไท่เฟิงโหลวก็เปิดได้แล้วใช่ไหม?” จู่ ๆ เจียงเจี้ยนกั๋วก็ตื่นเต้นขึ้นมา “งั้นพวกเราก็ต้องเริ่มเตรียมตัวกันแล้วสิ! ภัตตาคารใหญ่ขนาดนั้น ทั้งการสั่งของ การบริหาร ครัวหลังร้าน เรื่องจิปาถะพวกนี้ ต้องจ้างคนไม่น้อยเลยใช่ไหม?”

“ยังไม่เห็นวี่แววเลย รอให้ได้ก่อนค่อยว่ากันเถอะ” เจียงเจี้ยนคังกล่าว

“ก็หาคนมา ‘ปั่น’ ก็สิ้นเรื่องแล้ว ฉันเห็นดาราในเน็ตเขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น เต๋อเต๋อลูก แกไปดูซิว่ามีลูกค้าที่ทำอาชีพสายนี้โดยเฉพาะไหม ติดต่อให้เขาช่วยเสี่ยวเฟิงปั่นหน่อย แล้วก็เรื่องอะไรนะ การบริหารจัดการ การสรรหาเฮดฮันเตอร์ แล้วก็ช่องทางอื่น ๆ กับคอนเน็กชันทางฝั่งเป่ยผิงน่ะ แกไปหาดูซิว่ามีลูกค้าคนไหนพอจะช่วยได้บ้าง สองสามปีก่อนแกเคยรับงานที่เป่ยผิงสองสามงานไม่ใช่เหรอ? ไปหาดูเยอะ ๆ เรื่องของบ้านอาสามแกก็ใส่ใจหน่อย ยังไงซะภัตตาคารไท่เฟิงโหลวก็เป็นของตระกูลเจียงเรานะ” คำว่า ‘ปั่น’ ของเจียงเจี้ยนกั๋วไม่ได้พูดออกมา แต่ทำแค่ปากขมุบขมิบ

“ไม่มีปัญหาครับ เดี๋ยวผมกลับไปค้นดู แต่ผมว่าการปั่นแบบนี้มันไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ เดี๋ยวผมลองไปหาดูว่ามีใครทำงานสายสื่อช่วยโปรโมตเสี่ยวเฟิงได้บ้างดีกว่า” เจียงไจ้เต๋อรู้สึกว่ามันไม่น่าไว้ใจ

“ต้องหาคนที่เป็นมืออาชีพนะ” เจียงเจี้ยนกั๋วทำหน้าเหมือนผู้เชี่ยวชาญ

“ไจ้เต๋อ อาจำได้ว่าปีที่แล้วแกรับงานออกแบบตึกเรียนใหม่ของโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งใช่ไหม พอจะรู้จักครูเก่ง ๆ แนะนำให้อาได้บ้างไหม ให้มาสอนพิเศษลูกพี่ลูกน้องแกสองคนนี้หน่อย โดยเฉพาะฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ ใกล้จะสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว คะแนนยังห่วยขนาดนี้” เจียงเจี้ยนเช่อกล่าว

“ไม่มีปัญหาครับ เดี๋ยวผมกลับไปโทรศัพท์ถามให้” เจียงไจ้เต๋อแสดงท่าที ไจ้เต๋อผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ยินดีให้บริการ

“พี่เต๋อ ขอเป็นครูผู้ชาย อายุน้อยหน่อย หล่อ ๆ นะคะ” เจียงเจวี้ยนเหลียนคืบหน้าไปอีกศอก

“อันนี้ยากหน่อยนะ ครูสายวิทย์เก่ง ๆ หัวล้านกันหมดแล้ว” เจียงไจ้เต๋อเกาหัว ผมที่ดื้อรั้นเส้นหนึ่งก็ร่วงลงมา

คุณอาสะใภ้ห้าทนไม่ไหวอีกต่อไป เริ่มบ่นเจียงเจวี้ยนเหลียนทันที “มีครูมาสอนพิเศษให้ก็ดีแค่ไหนแล้ว นี่ยังจะเลือกอีกนะ แหม เด็กคนนี้...”

ฝั่งนั้นคุยกันอย่างออกรส เจียงเจี้ยนคังก็เริ่มหยั่งเชิงคุณปู่เหมือนกัน

“พ่อครับ ถ้าเสี่ยวเฟิงหาเงินค่าตกแต่งมาได้ ส่วนที่เหลือพวกเราช่วย ๆ กันหน่อยก็น่าจะได้ใช่ไหมครับ?”

“ตามใจพวกแกสิ” เจียงเว่ยกั๋วมองเจียงเฟิงที่อยู่บนเวที

เจียงเฟิงกำลังจ้องเขม็งไปยังแม่ไก่สาวบนโต๊ะที่ถูกมัดจนแน่นและไม่กล้าร้องออกมาเพราะความหวาดกลัว เขากำลังครุ่นคิดว่าอีกเดี๋ยวจะเชือดคอมันยังไงให้เลือดไหลออกมาในแบบที่ทั้งสะอาดและรวดเร็ว

“อย่างน้อยตอนนี้มันก็ไม่ทำให้ตระกูลเจียงของเราขายหน้าแล้วล่ะ”

จบบทที่ บทที่ 165 พี่เต๋อผู้ทรงอิทธิฤทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว