เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 155 ลักยิ้ม

บทที่ 155 ลักยิ้ม

บทที่ 155 ลักยิ้ม


“ขออภัยผู้ชมทุกท่านด้วยนะคะ เนื่องจากตอนนี้มีผู้เข้าแข่งขันท่านหนึ่งเกิดมีปัญหาทางด้านร่างกายกะทันหัน ดังนั้นการแข่งขันจึงจำเป็นต้องหยุดชั่วคราวค่ะ” พิธีกรรีบคว้าไมโครโฟนขึ้นมาแก้ไขสถานการณ์

ในขณะเดียวกัน การถ่ายทอดสดการแข่งขันก็หยุดลงด้วยเช่นกัน โดยมีโฆษณาเข้ามาคั่นชั่วคราว

เวลานับถอยหลังบนหน้าจอด้านหลังหยุดอยู่ที่ 13 นาที 57 วินาที อู๋หมิ่นฉีนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น ถามเจียงเฟิงว่ายังพอลุกขึ้นยืนไหวไหม เจ้าหน้าที่วิ่งไปถามบนที่นั่งผู้ชมว่ามีใครเป็นหมอบ้าง จางเชี่ยนที่ยืนอยู่ด้านหลังเจียงเฟิงถึงกับตกตะลึงกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้

จริง ๆ แล้วเจียงเฟิงไม่ได้สลบไป เสียงแจ้งเตือนของระบบนับร้อยนับพันสายดังขึ้นในหัวเขาพร้อมกัน เขาไม่ได้ยินอะไรชัดเลย ได้ยินเพียงเสียงซ่า ๆ ดังอื้ออึง ราวกับสายฟ้าที่คดเคี้ยวสายหนึ่งระเบิดเปรี้ยงปร้างขึ้นในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีเสียงฟ้าร้องทุ้ม ๆ ดังขึ้นข้างหู

“ไม่ ไม่เป็นไรครับ แค่มึนหัวนิดหน่อย ตาลายนิดหน่อย ผมนั่งพักสักครู่ก็ดีขึ้นแล้วครับ” เจียงเฟิงพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งบนพื้นอย่างยากลำบาก เขารู้สึกเหมือนเมื่อกี้มีคนชกเข้าที่หัวเขาอย่างจัง ตอนนี้ลืมตาขึ้นมามองโลกก็เห็นฉากกลับหัวกลับหางไปหมด แถมยังมีเสียงวิ้ง ๆ ในหูตลอดเวลา

ไอ้เกมห่วยแตกนี่ สักวันเขาจะต้องไปร้องเรียนมันให้ได้!

“ลูกพ่อ/ลูกแม่ แกเป็นยังไงบ้าง!” หวังซิ่วเหลียนกับเจียงเจี้ยนคังวิ่งมาจากที่นั่งผู้ชม

“แม่ครับ ผมไม่เป็นไร แค่เมื่อกี้อยู่ ๆ ก็หน้ามืดไปหน่อย แล้วก็เลยล้มจนมึน ไม่เป็นไรครับ พักสักครู่ก็ดีขึ้นแล้ว” เจียงเฟิงกล่าว

“ติ๊ง ยินดีด้วย ผู้เล่นได้รับ: คำโกหก (ขั้นสูง)”

เจียงเฟิง: ...

เขาตาฝาดไปหรือเปล่า ทำไมถึงรู้สึกว่าหลังจากอัปเดตครั้งนี้จบลง ไอ้เกมห่วยแตกนี่มันยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น!

“ลูกพ่อเอ๊ย แกทำพวกเราตกใจแทบตาย!” เจียงเจี้ยนคังทำหน้าขวัญหนีดีฝ่อ

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็ไปเจอหมอฉุกเฉินคนหนึ่งบนที่นั่งผู้ชม

คุณหมอตรวจร่างกายเจียงเฟิงคร่าว ๆ แล้วก็ดูไม่พบปัญหาอะไร แต่ก็ไม่ได้พูดฟันธงเสียทีเดียว บอกว่าถ้าหากพวกเขาไม่วางใจ ก็สามารถไปที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งได้

“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร ผมพักสักสองนาทีก็ดีขึ้นแล้วครับ” จริง ๆ แล้วเจียงเฟิงก็ไม่มึนหัวแล้ว เสียงวิ้ง ๆ ในหูก็หายไปแล้ว เขาจึงลุกขึ้นจากพื้น ปัดผงเครื่องเทศที่หกใส่ตัวเองออก

เมื่อกี้ถ้วยนั้นหกหมดเลย เจียงเฟิงจึงต้องรบกวนเจ้าหน้าที่ให้ไปหยิบถ้วยใหม่มาให้เขา

ผ่านไปอีกหลายนาที ทุกคนเห็นว่าเจียงเฟิงไม่เป็นอะไรมากแล้วจริง ๆ ก็เลยแยกย้ายกันกลับไปประจำตำแหน่งของตัวเอง การแข่งขันจึงดำเนินต่อไป

“ผู้ชมทุกท่านคะ ยินดีต้อนรับกลับมาค่ะ เมื่อสักครู่เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเล็กน้อย การแข่งขันจึงได้หยุดไปชั่วขณะ ตอนนี้การแข่งขันจะดำเนินต่อไปแล้วค่ะ” พิธีกรกล่าว

เจียงเฟิงจ้องมองผงเครื่องเทศและเครื่องปรุงรถถ้วยใหม่ตรงหน้า กับน้ำผักที่เหลืออยู่ไม่มากอย่างเงียบ ๆ

[ส่วนผสมหนึ่งถ้วย ประกอบด้วย: โป๊ยกั๊ก ตังกุย พริกไทย ตะไคร้ พริกไทยเสฉวน มินต์ ยี่หร่า กิ่งอบเชย ชะเอมเทศ ใบชิโสะ ดีปลี เฉ่าโก่ว ข่า เปลือกส้มตากแห้ง จื่อเฉ่า และเกลือ]

[น้ำผักหนึ่งแก้ว ประกอบด้วย: พริกชี้ฟ้า มะเขือเทศ ฟักทอง หัวไชเท้าขาว หัวหอมใหญ่ แครอท บวบ ผักกาดขาว เห็ดหัวลิง กะหล่ำปลีม่วง มันฝรั่ง และซูกินี]

ความรู้สึกเหมือนได้เปิดโปรแกรมโกงที่ห่างหายไปนานแบบนี้...

นัยน์ตาของเจียงเฟิงก็พลันชื้นขึ้นมา

เขาคือพระเอกที่สวรรค์ลิขิตมาจริง ๆ!

แชมป์ที่โชคชะตากำหนดไว้แล้ว!

ถึงแม้เกมห่วยแตกนี่จะมาสาย แต่ก็ไม่เคยขาดเลยจริง ๆ!

เหมือนกับนักเรียนปลายแถวที่กำลังเผชิญหน้ากับกระดาษคำตอบว่างเปล่าเพราะทำข้อสอบไม่ได้ไปกว่าครึ่ง แต่อยู่ ๆ ก็ได้รับโพยคำตอบที่นักเรียนหัวกะทิส่งมาให้ เจียงเฟิงแสร้งทำเป็นยกผงตรงหน้าขึ้นมาดม

อืม กลิ่นกิ่งอบเชยจริง ๆ ด้วย!

ใช่เลย เฉ่าโก่วกับข่า!

เปลือกส้มตากแห้งก็ได้กลิ่นแล้ว!

ความรู้สึกที่ได้เขียนคำตอบลงในข้อสอบทั้ง ๆ ที่มีเฉลยอยู่ในมือนี่มันช่างฟินสุด ๆ ไปเลย

เจียงเฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เขียนกิ่งอบเชย ข่า เปลือกส้มตากแห้ง และเกลือ เพิ่มลงไปบนกระดานไวท์บอร์ด เพิ่มเครื่องเทศไปอีกสี่อย่าง เท่านี้ก็ได้ 22 คะแนนแล้ว เข้ารอบได้สบาย ๆ แน่นอน

หันกลับไปมองหน้าจอด้านหลัง ยังเหลืออีกสองนาที

แต่ผู้จัดงานนี่ก็กวนประสาทจริง ๆ ตอนแรกพิธีกรบอกว่านี่คือส่วนผสมของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรส เจียงเฟิงก็นึกว่าเครื่องปรุงรสที่ว่านั่นหมายถึงพริกไทยป่น ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเกลือ

ไอ้ของอย่างเกลือนี่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะดมกลิ่นออก ต้องอาศัยการเดาล้วน ๆ

ผงสีขาว ๆ ที่เหมือนเกล็ด ๆ นี่ทุกคนก็มองออก แต่คนที่จะกล้าเดาว่ามันคือเกลือหรือของอย่างอื่นกันแน่คงจะมีไม่กี่คน เพราะยังไงซะ ตอบผิดหนึ่งข้อก็โดนหักหนึ่งคะแนน ความเสี่ยงมันสูงกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับมากโข

สองนาทีต่อมา พิธีกรก็ประกาศสิ้นสุดการแข่งขัน

เจ้าหน้าที่เดินมาเก็บกระดานไวท์บอร์ด กรรมการทั้ง 5 คนก็เหมือนคุณครูที่ตรวจข้อสอบ ให้คะแนนกันสด ๆ ตรงนั้นเลย เจียงเฟิงสังเกตเห็นว่า บนใบหน้าของผู้เข้าแข่งขันที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าเรียบเฉยมาโดยตลอด ในที่สุดก็เริ่มปรากฏความตึงเครียดขึ้นมา

กลับกันกับเขาที่ตื่นเต้นมาตั้งแต่ต้นจนจบ ตอนนี้กลับไม่ลนลานเลยสักนิด

เกมห่วยแตกนี่มันใช้งานดีจริง ๆ!

เครื่องปรับอากาศในสตูดิโอถ่ายทอดสดเป็นแบบควบคุมอุณหภูมิคงที่ ทุกคนต่างก็สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว ตามทฤษฎีแล้วไม่น่าจะรู้สึกร้อน แต่พี่ชายทางขวามือของเจียงเฟิง ตั้งแต่วินาทีที่กระดานไวท์บอร์ดถูกเก็บไป บนหน้าผากของเขาก็เริ่มมีเหงื่อเม็ดโต ๆ ผุดขึ้นมา เหงื่อไหลราวกับสายฝน บนใบหน้าเขียนไว้เต็ม ๆ ว่า ‘ดูเหมือนจะตื่นตระหนกสุดขีด’ แต่จริง ๆ แล้วคือ ‘ตื่นตระหนกสุดขีด’

เจียงเฟิงอดไม่ได้ที่จะอุทานในใจ พี่ชายครับ ฝีมือการแสดงพี่มันสุดยอดจริง ๆ ผมเกือบจะโดนพี่หลอกไปด้วยแล้ว

“นี่ ๆ นายไม่เป็นไรนะ?” จางเชี่ยนถามเสียงเบาจากด้านหลัง

“ไม่เป็นไรครับ เมื่อกี้ผมก็แค่จู่ ๆ ก็มึนหัวเลยล้มไปน่ะ” เจียงเฟิงหันกลับไปตอบ

“ติ๊ง ได้รับ 1 แต้มค่าความชำนาญคำโกหก”

หุบปาก!

“งั้นก็ดีแล้ว เมื่อกี้นายล้มทีทำฉันตกใจแทบตาย” จางเชี่ยนกล่าว “ฉันเคยเห็นนายในการแข่งขันรอบที่แล้วด้วย”

“ผมชื่อเจียงเฟิง เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย A” เจียงเฟิงแนะนำตัวเอง

“ฉันชื่อจางเชี่ยน เป็นนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งของเมือง” จางเชี่ยนกล่าว

ทั้งคู่ต่างก็ไม่ใช่คนพูดเก่งอะไร พอจู่ ๆ ก็เงียบไปแบบนี้ บรรยากาศจึงอึดอัดขึ้นมาทันที

จางเชี่ยนกับเจียงเฟิงต่างก็มองหน้ากัน ยิ้มแหย ๆ อย่างน่าอึดอัด

ยังอึดอัดกันไม่ถึงสองนาที ผลคะแนนก็ออกมาแล้ว

เจียงเฟิงสังเกตเห็นว่า ปกเสื้อเชิ้ตของพี่ชายข้าง ๆ เขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อแล้ว

“ต่อไปนี้ ฉันจะประกาศคะแนนของผู้เข้าแข่งขันทุกท่านในส่วนของ ‘รสชาติ’ โดยเรียงลำดับจากคะแนนสูงสุดไปหาต่ำสุดนะคะ”

“คุณจางกวงหัง: 26 คะแนน”

“คุณเจียงเฟิง: 22 คะแนน”

“คุณจางเชี่ยน: 21 คะแนน”

“คุณอู๋หมิ่นฉี: 20 คะแนน”

“คุณจี้เสวี่ย: 18 คะแนน”

“คุณซุนจี้ข่าย: 18 คะแนน”

“...”

“คุณจางกวง: 11 คะแนน”

“คุณหนานฉี: 11 คะแนน”

“น่าเสียดายนะคะ ผู้เข้าแข่งขัน 8 ท่านที่อยู่ลำดับสุดท้าย พวกคุณตกรอบแล้วค่ะ” พิธีกรกล่าว

เจียงเฟิงถึงกับตะลึง

เขา... ตัวเขาเองเก่งกาจขนาดนี้เลยเหรอ?

ต่อให้ไม่มี 4 คะแนนที่โกงมาตอนสุดท้าย เขาก็ยังมี 18 คะแนน อยู่ในอันดับที่สี่ร่วม

ปัดเศษขึ้นก็คือแชมป์แล้วนะ!

หลังจากพิธีกรอ่านคะแนนจบ กระดานไวท์บอร์ดของทุกคนก็ถูกฉายขึ้นไปบนหน้าจอด้านหลัง ทุกคนต่างก็หันกลับไปมอง สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาโดยธรรมชาติก็คือกระดานไวท์บอร์ดของจางกวงหัง

จริง ๆ แล้วเขาตอบถูก 27 ข้อ แต่เพราะตอบผิดไปหนึ่งข้อเลยถูกหักคะแนนไปหนึ่งคะแนน เลยได้แค่ 26 คะแนน

ในบรรดาอันดับต้น ๆ ต้องนับว่าลายมือของเจียงเฟิงขี้เหร่ที่สุด

แถมยังขี้เหร่แบบไม่มีเอกลักษณ์ ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

จางเชี่ยนสมแล้วที่เป็นนักเรียนหัวกะทิของโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่ง ลายมือเรียบร้อยเป็นระเบียบ ดูแวบเดียวก็รู้เลยว่าคัดลายมือมา

“ที่บ้านเธอก็เปิดร้านอาหารเหรอ?” เจียงเฟิงถาม

จางเชี่ยนตอบผักถูกทุกชนิด และเครื่องเทศอีก 9 ชนิด ต่อให้ประสาทการรับรสและรับกลิ่นของเธอจะไวกว่าคนทั่วไป แต่เด็กสาวมัธยมปลายธรรมดา ๆ ในครอบครัวทั่วไป ไม่น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับเครื่องเทศมากมายขนาดนี้

“พ่อฉันเป็นหัวหน้าเชฟของอวี้ซ่านฟางน่ะ” จางเชี่ยนกล่าว

เจียงเฟิง: ...

ขอโทษที รบกวนแล้ว

ผู้เข้าแข่งขันแปดคนที่อยู่ลำดับสุดท้ายถูกคัดออกและต้องออกจากเวทีไปทันที พี่ชายข้าง ๆ เจียงเฟิงก็คือหนึ่งในนั้น

“ผมมีคำถามหนึ่งอยากจะถามคุณจางกวงหังกับคุณเจียงเฟิง” ถงเต๋อเยี่ยนหยิบไมโครโฟนขึ้นมา “พวกคุณทั้งคู่ต่างก็เขียนเกลือลงไป เป็นการเดาหรือว่าวิเคราะห์ออกมาครับ”

เจ้าหน้าที่รีบส่งไมโครโฟนให้เจียงเฟิงกับจางกวงหัง

“เดาครับ” เจียงเฟิงกล่าว

“ติ๊ง ได้รับ 1 แต้ม ค่าความชำนาญคำโกหก”

“กึ่งเดากึ่งวิเคราะห์ครับ” จางกวงหังพูดภาษาจีนกลางสำเนียงมาตรฐาน แถมยังติดสำเนียงปักกิ่งมานิด ๆ “พริกไทยที่อยู่ในนั้นเป็นแบบบดเป็นผง ไม่ใช่พริกไทยป่นสำเร็จรูป ดังนั้นผมเลยเดาว่าเครื่องปรุงรสที่พิธีกรพูดถึงคงไม่ได้หมายถึงพริกไทยป่นครับ”

ไม่รู้ว่าเจียงเฟิงตาฝาดไปหรือเปล่า เขารู้สึกว่าไฟที่คนจัดแสงส่องให้จางกวงหังสว่างกว่าของคนอื่น ๆ อยู่หน่อยหนึ่ง

“ผมไม่มีคำถามแล้วครับ” ถงเต๋อเยี่ยนวางไมโครโฟนลง

“ดวงก็เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถนะคะ” พิธีกรยิ้มพลางกล่าว “ถ้าอย่างนั้น ต่อไป สิ่งที่เราจะแข่งกันก็คือ ‘การหั่น’ ค่ะ”

“การหั่น มีต้นกำเนิดในสมัยก่อนราชวงศ์ฉิน ต่อมาได้แพร่กระจายไปยังญี่ปุ่น คาบสมุทรเกาหลี และที่อื่น ๆ ถือเป็นหนึ่งในตัวแทนของสุดยอดทักษะการใช้มีดค่ะ”

“เนื่องจากเป็นการยากที่เราจะจัดเตรียมเนื้อปลาที่มีคุณภาพเนื้อเหมือนกันทุกประการให้ผู้เข้าแข่งขันทุกท่านได้ ดังนั้นเราจะให้พวกคุณเลือกเนื้อปลาด้วยตัวเอง โดยเรียงตามลำดับคะแนนจากรอบที่แล้วค่ะ” พิธีกรพูดพลาง ก็ให้เจ้าหน้าที่เข็นรถเข็นที่บรรจุเนื้อปลาแซลมอนชิ้นใหญ่ออกมา

“การแข่งขันรอบนี้จำกัดเวลาสิบนาที ขอให้ผู้เข้าแข่งขันทุกท่านหั่นปลาดิบออกมาห้าชิ้นภายในเวลาที่กำหนด หากเกินเวลาจะถือว่าสละสิทธิ์ และถูกคัดออกทันทีค่ะ”

“ต่อไป เชิญคุณจางกวงหังเลือกวัตถุดิบได้เลยค่ะ” พิธีกรส่งยิ้มหวานให้จางกวงหัง

ช่างเป็นลักยิ้มเล็ก ๆ สองข้างที่ดูพอเหมาะพอดีซะจริง

……….……….……….……….

ผู้แปล: การหั่นในเรื่องนี้ ใช้ภาษาจีนว่า 脍 อ่านว่า kuài หรือ ไคว่ ซึ่งหมายถึงอาหารที่ทำจากเนื้อหรือปลาที่หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ และกินดิบ เป็นอาหารโบราณที่พบได้ทั้งในวัฒนธรรมอาหารจีนและเกาหลี ซึ่งคำว่า ‘ก้อย’ ในภาษาไทยมีรากศัพท์มาจากคำนี้ด้วย

จบบทที่ บทที่ 155 ลักยิ้ม

คัดลอกลิงก์แล้ว