เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 115 เรื่องเก่า

บทที่ 115 เรื่องเก่า

บทที่ 115 เรื่องเก่า


เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเฟิงกับเจียงเจี้ยนคังก็ถูกหวังซิ่วเหลียนจับกลับบ้านแม่

เจียงเฟิงมีคุณลุงแค่สองคน ทว่าตั้งแต่จำความได้บ้านของเขาก็ไม่สนิทกับบ้านคุณลุงสองคน เป็นญาติพลาสติกประเภทที่เจอกันก็ยิ้มทักทาย พอหันหลังก็ทำหน้าไร้อารมณ์ แต่กลับมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณตาคุณยาย

สถานการณ์ทางบ้านของคุณแม่หวังซิ่วเหลียนตรงกันข้ามกับบ้านคุณย่าเจียงโดยสิ้นเชิง มีแต่ลูกชายเรียงกันเป็นแถว หวังซิ่วเหลียนมีลูกพี่ลูกน้องผู้ชายสิบกว่าคน ในบ้านมีหวังซิ่วเหลียนเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว ตั้งแต่เล็กก็เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของทุกคน ก่อนที่จะคบกับเจียงเจี้ยนคังยังเป็นสาวอ้วนปกติที่สูง 170 เซนติเมตรหนัก 170 จินอยู่เลย ส่วนน้ำหนักที่พุ่งไปถึงสองร้อยจินนั่นเป็นเรื่องหลังจากคลอดเจียงเฟิงแล้วทั้งนั้น

อาหารสำหรับคนอยู่ไฟดีเกินไป ก็เป็นภาระที่แสนหวานอย่างหนึ่ง

บ้านแม่ของหวังซิ่วเหลียนอยู่อำเภอข้าง ๆ ไม่มีรถไฟความเร็วสูงหรือรถไฟธรรมดาผ่าน ต้องนั่งรถมินิบัสไปเท่านั้น ใช้เวลาเดินทางเกือบสามชั่วโมง ช่วงปีใหม่รถเยอะถนนติด ทั้งครอบครัวออกเดินทางแต่เช้า พอไปถึงก็เป็นเวลากินข้าวพอดี

ตอนที่ครอบครัวของเจียงเฟิงไปถึง อาหารยังทำไม่เสร็จ คุณลุงกับคุณป้าสะใภ้ของเขานั่งแทะเมล็ดแตงโมคุยกันอยู่ในห้องอาหาร ลูกพี่ลูกน้องหลายคนนั่งเล่นมือถืออยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างไม่สนใจกัน

“พ่อคะ แม่คะ หนูมาแล้ว!” หวังซิ่วเหลียนพอเข้าประตูก็ตรงไปที่ห้องครัวทันที ทำเหมือนไม่เห็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ทั้งสองคน เจียงเจี้ยนคังตามไปติด ๆ

“สวัสดีครับคุณลุงใหญ่ คุณลุงรอง สวัสดีครับคุณป้าสะใภ้ทั้งสอง สุขสันต์วันปีใหม่ครับ!” เจียงเฟิงยิ้มพลางอวยพรปีใหม่คุณลุงกับคุณป้าสะใภ้ทั้งสองคน ทำเหมือนไม่เห็นลูกพี่ลูกน้องหลายคน แล้วเดินเข้าครัวไปเช่นกัน

“เฮ้ บ้านของซิ่วเหลียนเป็นอะไรไป มีปัญหากับพวกเราหรือไง?” ป้าสะใภ้รองไม่พอใจขึ้นมาทันที

“เสี่ยวเฟิงก็อวยพรปีใหม่เธอแล้วไม่ใช่เหรอ?” ลุงรองเหลือบมองเธอแวบหนึ่งแล้วแทะเมล็ดแตงโมต่อ “น้องเขยอุตส่าห์เดินทางมาไกลเพื่อทำกับข้าวให้เรา เธอยังจะไม่พอใจอีก งั้นเดี๋ยวเธอก็ไม่ต้องกินสิ”

ป้าสะใภ้รองเงียบไปทันที

“แต่ไม่กี่ปีมานี้ซิ่วเหลียนก็ทำท่าไม่อยากจะสนใจพวกเราจริง ๆ นั่นแหละ ก็ใช่สิ หาเงินได้แล้วก็ดูถูกญาติจน ๆ อย่างพวกเราแล้ว” ป้าสะใภ้ใหญ่หลี่หงกล่าว

“นั่นก็ไม่ใช่ว่าพวกเราสมควรโดนแล้วเหรอ ทำอะไรไว้ ตัวเองก็รู้แก่ใจดี” ลุงใหญ่นั่งแทะเมล็ดแตงโมอย่างสบายใจ เหมือนกับว่าเมื่อครู่เขาไม่ได้ด่ารวมตัวเองเข้าไปด้วย

หลี่หงก็เงียบไปเช่นกัน

ถึงแม้จะเงียบ แต่ในใจเธอกลับเกลียดชัง! หากจะถามว่าในชีวิตนี้เธอเกลียดใครที่สุด คงไม่มีใครเกินน้องสามีอย่างหวังซิ่วเหลียน ตอนที่เพิ่งแต่งเข้ามา น้องสามีคนนี้ก็เป็นสาวโรงงานทอผ้าแล้ว เงินเดือนไม่เคยให้ที่บ้านเลย ที่บ้านมีของกินของดื่มอะไรดี ๆ ก็ต้องให้เจ้าหล่อนก่อน แม้แต่เธอซึ่งเป็นพี่สะใภ้ยังต้องยอมอยู่ต่ำกว่า ทั้ง ๆ ที่อ้วนเหมือนหมู แต่กลับโชคดีได้แต่งงานกับพ่อครัวใหญ่ภัตตาคารของรัฐ ตอนแต่งงานนั้นช่างรุ่งโรจน์เสียจริง คนทั้งแปดหมู่บ้านในรัศมีสิบลี้ต่างก็อิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว

ต่อมาโรงงานทอผ้าเจ๊ง ภัตตาคารของรัฐก็ปิดตัวลง สองสามีภรรยาที่เคยรุ่งโรจน์กลับกลายเป็นผู้ลี้ภัยที่ตกงาน ต้องกลับมาขอยืมเงินจากพวกเธอ ไม่กี่ปีนั้นเป็นช่วงที่เธอรุ่งโรจน์ที่สุด ทุกครั้งที่เจอสองสามีภรรยาหวังซิ่วเหลียนก็ต้องพูดจาถากถางให้ถึงที่สุด ทุก ๆ สองสามวันเธอจะไปบ้านนั้นเพื่อกินข้าวและนำของกลับมา แม้แต่สามีที่มักจะเข้าข้างน้องสาวมาตลอดก็ยังถูกลมปากเป่าหูของเธอจนคล้อยตาม ส่วนพ่อแม่สามีถึงอยากจะเข้าข้างก็พูดสู้ไม่ได้

น้องสะใภ้อีกคนของเธอคนนั้นปากเก่งแต่ไม่มีสมอง พอไม่มีน้องสามีคอยกดหัวอยู่ ไม่กี่ปีนั้นหลี่หงก็เป็นคนที่มีอำนาจเด็ดขาดในบ้าน

แต่ใครจะรู้ว่า ภายในไม่กี่ปีหวังซิ่วเหลียนก็พลิกฟื้นกลับมารุ่งเรืองได้ ร้านเล็ก ๆ โทรม ๆ ที่เปิด กลับทำเงินได้มากกว่าเดิมเสียอีก จากนั้นหวังซิ่วเหลียนก็แสดงท่าทีเมินเฉยกับพวกเธอ แม่สามียังหาโอกาสพูดจาถากถางเธอทุกวัน แม้แต่สามีก็ยังแอบโทษเธอ

ในใจหลี่หงเกลียดชัง หากรู้แต่แรกว่าหวังซิ่วเหลียนจะพลิกฟื้นกลับมาและร่ำรวยพอที่จะเปิดร้านในเมือง A ได้ เธอคงอดทนอีกสักสองสามปีและฉวยโอกาสเอาเปรียบเพิ่มสักหน่อย ไม่งั้นเธอก็คงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ที่ไม่สามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจได้

“ฉันรู้สึกว่าเสี่ยวเฟิงดูเหมือนจะตัวใหญ่กว่าปีที่แล้วหน่อยนะ” ลุงรองพูดกับลุงใหญ่

“เหมือนจะตัวใหญ่ขึ้นหน่อย” ลุงใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย

ในห้องครัว คุณยายของเจียงเฟิงกำลังผัดกับข้าว คุณตากำลังหั่นผัก พอเจียงเจี้ยนคังเข้าไปก็รับหน้าที่ผัดกับข้าวต่อทันที เจียงเฟิงก็ถือโอกาสรับหน้าที่หั่นผักต่อ ปล่อยให้ผู้สูงอายุทั้งสองได้พักผ่อน

“พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองนี่ก็จริง ๆ เลยนะคะ ยังจะปล่อยให้พ่อกับแม่ทำกับข้าวอีก พ่อกับแม่อายุ 70 กว่าแล้วนะ!” หวังซิ่วเหลียนพูดอย่างไม่พอใจ

“สองคนนั่นเหรอ? สองคนนั่นแม่สั่งอะไรไม่ได้หรอก ขนาดลูกชายตัวเองแม่ยังสั่งไม่ได้เลย จะกล้าไปสั่งลูกสะใภ้ตัวเองได้ยังไง? พี่ชายสองคนของลูกมันไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง พวกหูเบาอกตัญญู เมื่อ 20 ปีก่อนแม่ก็ดูออกแล้ว” คุณยายพูดอย่างฉุนเฉียว

หวังซิ่วเหลียนรู้ว่าแม่ของตนพูดถึงเรื่องอะไร เมื่อ 20 ปีก่อน เธอกับเจี้ยนคังจะเปิดร้าน คุณลุงคุณอาของเจียงเฟิงบางคนเพิ่งเริ่มทำงาน บางคนยังเรียนอยู่ไม่มีเงิน รวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดให้พวกเขายืมมาได้รวมกันแค่ 4 หมื่นหยวน ยังขาดเงินเปิดร้านอีกหมื่นกว่า เธอกลับไปขอยืมเงินจากพี่ชายสองคนที่บ้านแม่ พี่สะใภ้ทั้งสองคนเรียกค่าดอกเบี้ยถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงเท่านั้น สองปีต่อมา พี่สะใภ้ทั้งสองคนยังไปที่บ้านของพวกเธอเพื่อกินฟรีและหยิบของกลับมาอยู่บ่อย ๆ แถมยังหาโอกาสพูดจาถากถางอีก

ต่อมาพอใช้หนี้หมด ความผูกพันหลายปีก็หมดสิ้นไปเช่นกัน

ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพี่ชายทั้งสองคน ยังไม่สนิทเท่าลูกพี่ลูกน้องคนอื่น ๆ เลยด้วยซ้ำ

คุณตาคุณยายของเจียงเฟิงอายุมากแล้ว ทำอะไรเชื่องช้า ยุ่งอยู่ในครัวชั่วโมงกว่าเพิ่งจะผัดกับข้าวได้สามอย่าง พอเจียงเจี้ยนคังมารับช่วงต่อ ความเร็วก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงกว่า อาหารกลางวันก็เสร็จเรียบร้อย

กับข้าวแปดอย่างซุปหนึ่งอย่าง ล้วนเป็นกับข้าวบ้าน ๆ ที่ทำไม่ยากและรสชาติไม่จัดจ้าน

บนโต๊ะอาหารก็ไม่มีอะไรจะคุยกันมากนัก มีแต่หวังซิ่วเหลียนที่คุยกับพ่อแม่ของตนเองซึ่งก็คือคุณตาคุณยายของเจียงเฟิง หลายปีมานี้ทุกปีหวังซิ่วเหลียนจะรับคุณตาคุณยายของเจียงเฟิงไปอยู่ที่บ้านด้วยสองเดือน ส่วนกับพี่ชายหลายคนที่ปีหนึ่งเจอกันแค่ครั้งเดียว เมื่อในใจมีความขุ่นเคือง ย่อมไม่มีอะไรให้พูดมากนัก

ลุงทั้งสองของเจียงเฟิงก็เป็นคนแปลก พอน้องสาวคุยด้วยก็ยิ้มตอบ พอไม่คุยก็ตั้งใจกินกับข้าวไป หากป้าสะใภ้ทั้งสองของเจียงเฟิงพูดจาเหน็บแนมทั้งทางตรงและทางอ้อมขึ้นมาสองสามประโยค พวกเขาสองคนก็จะสวนกลับไปตรง ๆ

ลูกพี่ลูกน้องผู้ชายสองคนและผู้หญิงหนึ่งคนของเจียงเฟิง เหมือนกับจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโทรศัพท์มือถือ ตลอดการกินข้าวสายตาแทบจะไม่ได้ละไปจากหน้าจอมือถือเลย

“ซิ่วเหลียน ลูกเขย แล้วก็เสี่ยวเฟิง คราวนี้อยู่ต่ออีกหลาย ๆ วันนะ พวกเธอทั้งครอบครัวก็ไปเมือง A กันหมดแล้ว พวกเราคนแก่สองคนก็เดินทางไม่ไหวแล้ว” คุณยายยิ้มพลางกล่าว

“แม่คะ แม่วางใจได้เลยค่ะ หนูจะอยู่กับเจี้ยนคังต่ออีกหลายวัน กับข้าวก็ให้เจี้ยนคังทำ แม่กับพ่อพักผ่อนเถอะค่ะ แต่เสี่ยวเฟิงไม่ได้นะคะ เดือนเมษายนเขาต้องไปแข่ง วันนี้ต้องกลับเลยค่ะ รอถึงปิดเทอมหน้าร้อนมีเวลาหนูจะให้เขากลับมาเยี่ยมแม่ มาอยู่เป็นเพื่อนแม่หลาย ๆ วันนะคะ!” หวังซิ่วเหลียนกล่าว

“เสี่ยวเฟิงเก่งขึ้นแล้วนี่ ไปแข่งได้ด้วยเหรอ? ตั้งใจแข่งนะ ได้อันดับดี ๆ กลับมาบอกยายด้วยล่ะ!” คุณยายไม่ได้ถามว่าเป็นงานแข่งอะไร ยิ้มพลางกล่าว

ตลอดมื้ออาหาร ลูกพี่ลูกน้องหลายคนของเจียงเฟิงไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ

หลังอาหาร หวังซิ่วเหลียนเข้าไปล้างจานในครัว เจียงเฟิง เจียงเจี้ยนคัง และลุงทั้งสองของเจียงเฟิง สี่คนนั่งเรียงแถวกันแทะเมล็ดแตงโม บรรยากาศดูกลมเกลียวกันอย่างบอกไม่ถูก

“น้องเขย ปีนี้ธุรกิจเป็นยังไงบ้าง ที่ร้านยังยุ่งอยู่ไหม?” ลุงใหญ่เป็นฝ่ายชวนคุยก่อน

“ก็พอได้ครับ มีเสี่ยวเฟิงช่วยเลยไม่เหนื่อยเท่าไหร่” เจียงเจี้ยนคังปากก็แทะเมล็ดแตงโมไม่หยุด ยังไม่ลืมที่จะหยิบถั่วลิสงกำหนึ่ง “พี่ใหญ่ ปีนี้ยังทำไร่อยู่ไหมครับ?”

“ไม่ทำแล้ว เหนื่อยเกินไป” ลุงใหญ่กล่าว

จะว่าไปแล้ว ลุงใหญ่ของเจียงเฟิงก็เป็นคนแปลกคนหนึ่ง ไม่มีการศึกษาเรียนหนังสือไม่เข้าหัว เรียนประถมได้สองปีก็ไม่ยอมเรียนต่อเด็ดขาด แต่เรื่องทำไร่เลี้ยงหมูนี่เก่งจริง ๆ เมล็ดพันธุ์เดียวกัน ที่ดินคล้ายกัน ผลผลิตกลับสูงกว่าบ้านอื่นหนึ่งส่วน ปลูกผักก็อร่อยกว่าบ้านอื่น หมูที่เลี้ยงก็อ้วนกว่าบ้านอื่น คุณภาพเนื้อยังดีกว่าบ้านอื่นอีก

ถ้าเป็นการเล่นเกม ลุงใหญ่ของเจียงเฟิงก็คือคนที่เอาแต้มค่าสถานะด้านการเรียนไปอัปเกรดให้กับการทำไร่และเลี้ยงหมูจนหมด เป็นคนที่มีพรสวรรค์โดยแท้

ถ้าเป็นนิยาย ลุงใหญ่ของเจียงเฟิงก็คือคนที่ได้รับระบบเทพกสิกรรมในตำนาน สามารถขายผักกาดขาวหนึ่งจินได้ในราคาสูงลิ่วถึง 88 หยวน อย่างไรก็ตาม สองปีก่อนผักปวยเล้งขายไม่ออก ผักปวยเล้งหกหมู่ในที่ดินของบ้านลุงใหญ่เน่าคาดิน อย่าว่าแต่จินละ 88 หยวนเลย จินละ 8 เฟินยังไม่มีคนซื้อ

อีกอย่าง ถึงจะได้ระบบเกมมาแล้วจะทำอะไรได้? ดูเจียงเฟิงสิ ยังคงถูกคุณปู่ทั้งสองคนกดขี่ข่มเหงอยู่บนพื้นไม่ใช่หรือไง?

พอถึงบ่ายแก่ ๆ เจียงเฟิงก็ต้องไปขึ้นรถมินิบัสในเมืองเพื่อกลับบ้าน ก่อนไปคุณยายยัดมันเทศอบแห้งทำเองให้เขาถุงหนึ่ง เจียงเฟิงลองชิมไปเส้นหนึ่ง รสชาติมันเทศเข้มข้นมาก แค่เคี้ยวยากไปหน่อย

เขากินไปแค่เส้นเดียว เคี้ยวจนเมื่อยกรามไปหมด

เจียงเฟิงแบกรับความรักที่เต็มเปี่ยมของคุณยายกลับบ้าน แล้วไปเผชิญหน้ากับความรักที่เต็มเปี่ยมของคุณปู่ทั้งสอง

เจียงเฟิงถอนหายใจบนรถมินิบัส

อายุแค่ยี่สิบปี เขาก็เหนื่อยขนาดนี้แล้ว

จบบทที่ บทที่ 115 เรื่องเก่า

คัดลอกลิงก์แล้ว