- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 95 กลับบ้านนอก
บทที่ 95 กลับบ้านนอก
บทที่ 95 กลับบ้านนอก
เจียงเฟิงใช้ชีวิตแบบปลาเค็มอย่างมีความสุขอยู่ที่บ้านเป็นเวลาสองวัน
แม้จะค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง ทุกวันก็ได้แต่เลื่อนดูโมเมนต์กับฟังละครวิทยุ ไม่มีละครทีวีอะไรให้ดู แถมเกมขยะนั่นยังติดบั๊กหน้าจอค้างดูแล้วน่ารำคาญ แต่ก็เพราะมันติดบั๊กนี่แหละ นอกจากจะฟังละครวิทยุแล้ว เวลาว่างเจียงเฟิงก็จะคอยกดเข้าไปดูตำราอาหารมันเทศจีนเคลือบน้ำตาล ดูวิดีโอทำอาหารของเจียงฮุ่ยฉินซ้ำไปซ้ำมาอยู่ยี่สิบสามสิบครั้ง เรียกได้ว่าจำทุกขั้นตอนขึ้นใจเลยทีเดียว
ผลลัพธ์ที่ได้คือ สมอง: ฉันเข้าใจแล้ว!
มือ: ไม่ แกไม่เข้าใจ
หากไม่นับการตั้งค่าบ้า ๆ ที่ว่าการมีความรักจะช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารได้ เจียงเฟิงยิ่งดูก็ยิ่งคันไม้คันมือ มันเทศจีนเคลือบน้ำตาลเองก็เป็นเมนูระดับ C เกมแค่บอกว่าเทคนิคการเคี่ยวน้ำตาลและดึงไหมของเขายังไม่ผ่านเกณฑ์ ตอนทำจึงมีโอกาสล้มเหลวสูงมาก ไม่ใช่เหมือนกับหัวปลาราดพริกก่อนหน้านี้ที่บอกว่าระดับของเมนูอาหารสูงเกินกว่าระดับฝีมือการทำอาหารของเขา นั่นก็หมายความว่า...
ระดับฝีมือการทำอาหารของเขาสามารถทำอาหารระดับ C ได้แล้ว!
ถ้าปัดเศษดูแล้ว ก็ไม่ไกลจากหัวปลาราดพริกระดับ B แล้วสิ!
อันที่จริงเจียงเฟิงเองก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไร การควบคุมไฟและการปรุงรสที่เลื่อนขึ้นเป็นขั้นสูงล้วนเป็นเพราะค่าความชำนาญเต็มแล้วจึงเลื่อนขึ้นไปเอง ไม่ได้มีความรู้สึกมหัศจรรย์เหมือนบรรลุในฉับพลันแต่อย่างใด แถมช่วงนั้นยังผัดมันฝรั่งทุกวันจนสติเลื่อนลอย ฝีมือทำอาหารจะก้าวหน้าไปมากหรือไม่ ตัวเขาเองก็รู้สึกไม่ได้
เพียงแต่ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาตอนที่ทำอาหาร เจียงเฟิงรู้สึกว่าคล่องแคล่วขึ้นมาก แม้แต่การจับตะหลิวยังรู้สึกถนัดมือขึ้นไม่น้อย
ดูท่าแล้ว ฝีมือการทำอาหารของเขาน่าจะก้าวหน้าไปไม่น้อยเลย
ตอนช่วงใกล้จะหมดปิดเทอมฤดูร้อน เวลาเฉินซิ่วซิ่วกินอาหารที่เขาทำจะได้ค่าประสบการณ์แค่ไม่กี่แต้ม มากสุดก็แค่สิบกว่าแต้ม เมื่อวันก่อนตอนกินแครอท เธอกินคำหนึ่งให้ค่าประสบการณ์ได้ถึงสี่สิบกว่าแต้ม ถ้าดูจากตรงนี้ แสดงว่าฝีมือทำอาหารของเจียงเฟิงก็ก้าวหน้าขึ้นถึง 4 เท่า
4 เท่า!
เจียงเฟิงถึงกับลำพองใจอยู่หน่อย ๆ ว่าขอแค่เขากลับไปฝึกการเคี่ยวน้ำตาลและดึงไหมที่บ้านนอกสักสองสามวัน ก็สามารถทำมันเทศจีนเคลือบน้ำตาลระดับเดียวกับฝีมือของเจียงฮุ่ยฉินได้ในพริบตา
ก่อนนอนเขาดูขั้นตอนการทำมันเทศจีนเคลือบน้ำตาลอีกรอบหนึ่ง แล้วเจียงเฟิงถึงได้หลับไปอย่างพอใจ
ตอนตี 4 ของเช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ถูกเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ปลุกให้ตื่น
“ฮัลโหล ใครครับ” กำลังหลับสบาย ๆ แต่กลับถูกปลุกให้ตื่น เจียงเฟิงถึงกับมึนงงไปหมด เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างชาชิน รู้สึกเหมือนตัวเองยังฝันอยู่
“เสี่ยวเฟิงเอ๊ย เก็บข้าวเก็บของไปฉลองปีใหม่บ้านคุณปู่ได้แล้ว!” เจียงเจี้ยนกั๋วอารมณ์ดีพูดจาเสียงดังฟังชัด “เดี๋ยวลุงกับป้าใหญ่แล้วก็ไจ้เต๋อจะไปรับแกที่ใต้ตึกตอนตี 4 ยี่สิบนะ!”
“หา?” เจียงเฟิงนึกว่าตัวเองกำลังฝันอยู่
“เสี่ยวเฟิงรีบหน่อยนะ ฉวยโอกาสตอนเช้า ๆ ที่ยังไม่มีรถ เราพยายามไปถึงบ้านคุณปู่ให้ได้ตอนหกโมงครึ่งนะ!” เจียงเจี้ยนกั๋ววางสายไป
เจียงเฟิงวางโทรศัพท์ลงแล้วฟุบหน้าลงไปอีกครั้ง หลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่สองสามนาทีก็ตกใจตื่นขึ้นมาทันที พอได้สติก็ลุกพรวดขึ้นมานั่งเหมือนคนป่วยใกล้ตายที่ตกใจตื่น
วันนี้เป็นวันสิ้นปีเล็ก!
ต้องกลับบ้านนอกไปให้ทันกินข้าวเช้าฝีมือคุณปู่!
นอกจากปีนี้ที่คุณปู่ลงมือทำอาหารหลายมื้อเป็นประวัติการณ์แล้ว เมื่อก่อนเทศกาลรื่นเริงประจำปีของบ้านสกุลเจียงจะเริ่มตั้งแต่วันสิ้นปีเล็ก ยาวไปจนถึงเทศกาลโคมไฟ อย่างไรซะทุกคนก็เป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว หยุดงานให้ตัวเองได้ คุณปู่ทำอาหารถึงวันไหน วันหยุดปีใหม่ก็จะยาวไปถึงวันนั้น
เจียงเฟิงรู้สึกว่า ถ้าคุณปู่ยอมทำอาหารให้ทั้งปี นอกจากพ่อของเขาที่ตอนนี้เป็นหนี้ลุงสองอาจจะต้องเปิดร้านตามปกติแล้ว คุณลุงคุณอาคนอื่น ๆ คงให้วันหยุดกับตัวเองได้ทั้งปี
พูดง่าย ๆ ก็คือ ตอนนี้บ้านสกุลเจียงนอกจากเขาที่เป็นหนี้หัวโตแล้ว คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้ขาดเงิน
แถมอาหารช่วงปีใหม่ก็ดีมากจริง ๆ!
อาหารเลี้ยงแขกมีแค่ปีละครั้ง ถึงแม้เจียงเฟิงจะได้ชิมอาหารที่ทำจากเนื้อหมูต้าฮวามาหลายอย่างแล้ว แต่เนื้อหมูที่แช่แข็งไว้แล้วแบ่งมาทำทีละส่วนจะไปสู้เนื้อหมูที่เพิ่งเชือดสด ๆ แล้วนำมาตุ๋นรวมกันในหม้อเดียว นำทุกส่วนของหมูมาจัดการอย่างดีในเมนูอาหารเลี้ยงแขกได้อย่างไรกัน?
รีบอาบน้ำล้างหน้าเก็บของ สิบนาทีต่อมาเจียงเฟิงก็ลากกระเป๋าเดินทางลงมาอยู่ที่ชั้นล่างอย่างกระฉับกระเฉง
พอรถของเจียงเจี้ยนกั๋วมาถึง เจียงเฟิงก็เปิดท้ายรถ วางกระเป๋า ปิดท้ายรถ เปิดประตูขึ้นรถปิดประตู ชุดท่าทางทั้งหมดนี้ลื่นไหลต่อเนื่องรวดเดียวจบ ไม่ถึงหนึ่งนาทีเจียงเจี้ยนกั๋วก็เหยียบคันเร่งออกรถไปแล้ว
ตอนนี้ฟ้ายังไม่สว่าง บนท้องฟ้ายามค่ำคืนยังคงมีดวงดาวริบหรี่อยู่ประปราย เจียงเฟิงเอี้ยวศีรษะไปมองลูกพี่ลูกน้องคนโตเจียงไจ้เต๋อที่นั่งอยู่เบาะหลังเช่นกัน ไม่เจอกันนานผมบนศีรษะของเจียงไจ้เต๋อบางลงไปไม่น้อยจริง ๆ ใต้ตาคล้ำ ขอบตาดำคล้ำมาก ใบหน้างัวเงียไม่รู้ว่าเพิ่งตื่นหรือกำลังจะนอน
พอเห็นเจียงเฟิงกำลังมองตัวเองอยู่ เจียงไจ้เต๋อก็อธิบายว่า “เมื่อวานตอนห้าทุ่มกว่า ลูกค้าบ้านั่นก็มาบอกอีกว่าแบบที่ฉันออกแบบมันดูเป็นธรรมชาติเกินไป ต้องเพิ่มกลิ่นอายของความทันสมัยเข้าไปหน่อย อะไรที่ว่าธรรมชาติกับแฟชั่นอยู่ร่วมกันได้ ให้คนเห็นแล้วต้องตาเป็นประกาย ฉันแก้แบบร่างจนถึงเมื่อกี้ยังไม่เสร็จเลย ทั้งคืนไม่ได้นอน”
“แบบร่างของฉันถูกแก้ไปยี่สิบกว่าครั้งแล้ว ทุกครั้งก็หาปัญหาใหม่ ๆ มาบ่นได้ตลอด” เจียงไจ้เต๋อกัดฟันกรอด
“ก็ไม่ต้องรับสิ” เจียงเฟิงไม่เข้าใจ
“งานนี้เกือบแสน”
เข้าใจล่ะ เงินถึง
ตอนตีห้าครึ่ง เจียงเจี้ยนคังส่งข้อความในกลุ่มวีแชตว่าคุณปู่ตื่นมาทำอาหารแล้ว พอป้าใหญ่อ่านจบ เจียงเจี้ยนกั๋วก็ร้อนใจขึ้นมาทันที เขาเหยียบคันเร่งเร่งความเร็วรถ ขับรถเอสยูวีดี ๆ ให้กลายเป็นรถบั๊มพ์ไปเลย
“ฉันเห็นในรูปที่น้องสามส่งเมื่อวาน ในกะละมังตรงมุมขวาล่างเป็นน้ำพะโล้ น้องรองก็ซื้อเนื้อวัวมาอีก เมื่อคืนพ่อก็ไม่ได้ทำเมนูเนื้อวัว เช้าวันสิ้นปีเล็กพ่อเคยทำแต่บะหมี่มาตลอด เช้าวันนี้ไม่เป็นบะหมี่เนื้อตุ๋นก็ต้องเป็นบะหมี่เนื้อมีดปาด ถ้าไปถึงช้าแล้วมันเย็นรสชาติก็จะไม่ดี” เจียงเจี้ยนกั๋วพึมพำ แล้วก็เร่งความเร็วขึ้นอีก ขับด้วยความเร็ว 130 แล้วก็ไม่ลืมที่จะบอกกับป้าใหญ่ว่า “คุณส่งข้อความในกลุ่มบอกให้น้องสี่น้องห้าเร็ว ๆ หน่อยสิ”
เจียงเฟิง: ...
ลุงใหญ่ของเขามีสายตาเฉียบแหลมขนาดนี้ ไปเป็นช่างตัดเสื้อนี่น่าเสียดายจริง ๆ
ภายใต้การขับรถซิ่งมาตลอดทางของเจียงเจี้ยนกั๋ว ทั้งสี่คนก็มาถึงบ้านคุณปู่ตอน 6 โมง 20 นาที หาที่จอดรถส่ง ๆ ที่หนึ่ง ทั้งสี่คนก็แทบจะวิ่งเหยาะ ๆ ไปที่หน้าประตูครัว
เป็นไปตามที่เจียงเจี้ยนกั๋วคาดการณ์ไว้จริง ๆ ทั้งในและนอกครัวต่างก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อตุ๋น
เจียงเจี้ยนคังกับเจียงเจี้ยนตั่ง สองคนอายุสี่เกือบห้าสิบปีทำตัวเหมือนเด็กสี่ห้าขวบ ต่างคนต่างก็นั่งเก้าอี้เตี้ยอยู่ห่างจากประตูครัวหนึ่งเมตรเพื่อรอข้าวกิน เจียงเจี้ยนกั๋วก็ไปยกเก้าอี้มาร่วมวงกับพวกเขาอย่างคล่องแคล่ว
หวังซิ่วเหลียนกับคุณย่าเจียงกำลังซักผ้าปูที่นอนอยู่ในสวนหลังบ้าน ป้าใหญ่ก็เข้าไปช่วย เจียงเฟิงกับเจียงไจ้เต๋อชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าจะไปช่วยซักของหรือจะรอข้าวกิน สุดท้ายทั้งสองก็เลือกเก้าอี้คนละตัวแล้วเข้าร่วมขบวนการรอข้าวกิน
ตอนที่เจียงเว่ยหมิงไปถอนต้นหอมกำเล็ก ๆ ที่แปลงผักกลับมา ก็ได้เห็นภาพคนอ้วนสี่คนกับคนผอมหนึ่งคนนั่งเรียงแถวรอข้าวกิน
เจียงเจี้ยนกั๋วไหวตัวทัน ลุกขึ้นทักทายทันที “สวัสดีครับคุณลุงสาม ผมเจียงเจี้ยนกั๋วครับ”
“สวัสดีครับคุณปู่สาม ผมเจียงไจ้เต๋อครับ” เจียงไจ้เต๋อก็ได้สติเช่นกัน
เจียงเว่ยหมิงพยักหน้ายิ้มตอบ “ลูกชายคนโตกับหลานชายคนโตของเจ้าเล็กสินะ แล้วก็เสี่ยวเฟิงด้วย มากันแต่เช้าจริง ๆ อีกสักสิบนาทีก็ได้กินข้าวแล้ว”
จากนั้นก็เดินเข้าไปในครัว ก่อนจะเข้าไป เจียงเว่ยหมิงอดไม่ได้ที่จะสำรวจรูปร่างของเจียงเจี้ยนกั๋ว แล้วคิดในใจ
ไม่น่าแปลกใจที่น้องเล็กบอกว่าเมื่อก่อนเขาลำเอียงไปทางลูกชายคนโตอยู่บ้าง ลูกชายคนโตคนนี้ดูอ้วนท้วมกว่าลูกชายคนที่สองกับคนที่สามจริง ๆ ด้วย