- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 65 รสชาติดั้งเดิม
บทที่ 65 รสชาติดั้งเดิม
บทที่ 65 รสชาติดั้งเดิม
เที่ยงวันถัดมา หานกุ้ยซานก็ส่งวีแชตมาบอกเจียงเฟิงว่ารำข้าวที่เขาต้องการนั้นจัดการให้เรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่ผู้ช่วยของหานกุ้ยซานได้รับโทรศัพท์เมื่อวาน เขาก็รีบเดินทางไปยังอำเภอและตำบลใกล้เคียงในคืนนั้นทันที ไปรับซื้อข้าวนาปีที่เก็บเกี่ยวปลายเดือนพฤศจิกายนจากชาวบ้านในพื้นที่มาหลายสิบกิโลกรัม แล้วควบคุมการบดด้วยตัวเองจนได้รำข้าวที่มีแต่เปลือกกับเยื่อหุ้มเมล็ดออกมาห้ากิโลกรัม โดยไม่มีเมล็ดข้าวปนเข้าไปเลยแม้แต่เม็ดเดียว
เจียงเฟิงอยากจะรู้จริง ๆ ว่าผู้ช่วยของหานกุ้ยซานได้เงินเดือนเท่าไหร่ ถึงได้ทุ่มเททำงานหนักถวายชีวิตขนาดนี้
จากรูปที่หานกุ้ยซานส่งมา รำข้าวที่ผู้ช่วยของเขาเลือกมาด้วยตัวเองนั้นตรงตามความต้องการของเจียงเฟิงทุกประการ
เจียงเฟิงรู้สึกว่า คืนนี้แหละคือช่วงเวลาที่เขาจะทำภารกิจรองให้สำเร็จ
เจียงเฟิงตื่นเต้นมาทั้งวัน เขาจึงไปบ้านหานกุ้ยซานเร็วกว่าเดิมอีก ไปถึงตั้งแต่หกโมงครึ่ง และยังบังเอิญไปเจอหานโยวซิ่นที่กำลังถูกหานกุ้ยซานสั่งสอนเพราะแอบกินขนมอีกด้วย
ตอนที่หานกุ้ยซานมาเปิดประตูให้เจียงเฟิง หานโยวซิ่นกำลังอมช็อกโกแลตแท่งไว้ในปากแล้วร้องไห้อยู่พอดี
“ยังจะร้องไห้อีก ปากก็บอกว่าเป็นลูกผู้ชายตัวน้อย แต่กลับชอบร้องไห้ยิ่งกว่าเด็กผู้หญิงซะอีก ไม่กี่วันมานี้ลูกร้องไห้ไปกี่รอบแล้ว? พ่อยึดมือถือ 3 วัน ชักจะใจกล้าขึ้นนะ ถึงกับกล้าหนีคนขับรถไปซื้อขนมที่ซูเปอร์มาร์เก็ตคนเดียว รู้ไหมว่าเด็กตัวคนเดียวอยู่ข้างนอกมันอันตรายแค่ไหน? วันนี้แม่ของลูกไปเนเธอร์แลนด์แล้ว ร้องไห้ไปก็ไม่มีใครดูหรอก! ขึ้นไปข้างบน ไปทำการบ้านซะ ไปคายของในปากออกให้หมดก่อนแล้วค่อยขึ้นไป!” หานกุ้ยซานเปิดประตูให้เจียงเฟิงเสร็จก็หันไปดุหานโยวซิ่นต่อ แล้วไล่เขาขึ้นไปทำการบ้านข้างบน
ใบหน้าของหานโยวซิ่นยังคงนองไปด้วยน้ำตา เขาสูดน้ำมูกเสียงดังพลางคายช็อกโกแลตแท่งในปากออกมาอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะขึ้นบันไดไป เขายังหันมาจ้องเจียงเฟิงอย่างเคือง ๆ อีกหนึ่งที
แววตานั้นเต็มไปด้วยคำว่า ‘แกนั่นแหละคือตัวต้นเหตุ’
เจียงเฟิง “???”
เขาไปหาเรื่องเจ้าอ้วนนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ตอนที่เด็กนี่แอบกินไข่ตุ๋นในครัวของโรงเรียนประถมเฉินเฟิง เขายังไม่ได้ว่าอะไรเลยสักคำ คนที่อบรมสั่งสอนเด็กคนนี้คือคุณครูโจวนะ!
“นักศึกษาเสี่ยวเจียง ลูกชายฉันไม่ค่อยรู้ความ แม่เขาสปอยล์จนเคยตัว มา ๆ มาดูนี่สิว่ารำข้าวนี้ใช้ได้ไหม” หานกุ้ยซานเชื้อเชิญเจียงเฟิงเข้าไปในครัวอย่างอบอุ่น
เจียงเฟิงไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับรำข้าวมากนัก เขาแค่ลองหยิบขึ้นมาดูกำหนึ่ง เมื่อรวมกับวิธีการผลิตแล้ว ถือว่าดิบแบบดั้งเดิมสุด ๆ ถ้าจะให้ใกล้เคียงกับที่หานกุ้ยซานเคยกินในสมัยนั้นมากกว่านี้ คงต้องโรยทรายเข้าไปหน่อย กินมื้อเดียวคงได้เข้าโรงพยาบาลโดยตรงเลย
“ดีมากแล้วครับ” เจียงเฟิงชมจากใจจริง
ทั้งสองคนพูดคุยเกรงใจกันอีกสองสามประโยค เจียงเฟิงจึงเริ่มทำก้อนแป้งผักดอง
หลังจากเฝ้าดูเจียงเฟิงทำมาหลายวัน หานกุ้ยซานก็จดจำขั้นตอนการทำได้อย่างขึ้นใจแล้ว
แต่วันนี้มีบางอย่างต่างออกไป เจียงเฟิงไม่ได้เริ่มจากการนวดแป้ง แต่เริ่มจากการเคี่ยวข้าวต้มรำข้าวก่อน
ขั้นตอนนี้ เหมือนกับขั้นตอนที่แม่ของหานกุ้ยซานใช้ทำก้อนแป้งผักดองในตอนนั้นไม่มีผิด!
หานกุ้ยซานเป็นคนเซินเจิ้น ก่อนปี 1979 เซินเจิ้นเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ที่ยากจนข้นแค้น บ้านของเขามีลูกหลายคน เลี้ยงดูกันแทบไม่ไหว พ่อของหานกุ้ยซานเป็นลูกชายคนเดียว เขามีพี่ชายสองคนและน้องสาวเจ็ดคน รวมเป็นลูกสิบคนในบ้าน เมื่อนับรวมเด็กและคนแก่แล้ว มีแรงงานเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น แม่ของหานกุ้ยซานเพราะคลอดลูกบ่อยเกินไป ตอนคลอดน้องสาวคนเล็กก็ร่างกายทรุดโทรม จนเสียชีวิตไปตอนที่เขาอายุได้สิบสี่ปี
ตั้งแต่หานกุ้ยซานอายุ 6 ขวบ เขาก็ไม่เคยได้กินข้าวสวยอีกเลย พ่อของเขาออกหาปลา แต่คนที่บ้านกลับไม่ได้กินแม้แต่น้ำแกงปลาสักหยด ปกติที่บ้านจะกินแต่ข้าวต้มเหลวเป็นน้ำกับผักป่า จะได้กินของแห้งก็ต่อเมื่อถึงวันตรุษจีนเท่านั้น ธัญพืชทั้งหมดของบ้านพวกเขาถูกนำไปแลกเป็นธัญพืชไม่ขัดสี เพียงเพื่อให้ทุกคนไม่อดตาย กางเกงตัวเดียวส่งต่อตั้งแต่พี่ชายคนโตไปจนถึงน้องสาวคนเล็ก เรียกได้ว่ายากจนข้นแค้นอย่างแท้จริง และเพราะขาดสารอาหารอย่างรุนแรงเป็นเวลานาน พ่อของเขาจึงทำงานหนักจนเสียชีวิตไปก่อนอายุห้าสิบ พี่ชายทั้งสองคนก็เสียชีวิตไปตั้งแต่อายุสี่สิบกว่า ๆ ยังไม่ทันได้มีความสุขกับชีวิตเลย คนที่รอดมาจนถึงทุกวันนี้มีเพียงเขาและน้องสาวคนเล็กอีกสามคน
หานกุ้ยซานจำได้ว่า ทุก ๆ ปีในช่วงตรุษจีน แม่ของเขาจะนำรำข้าวที่เก็บสะสมไว้ออกมาต้มเป็นข้าวต้มก่อนหนึ่งหม้อ จากนั้นตอนที่ทำก้อนแป้งผักดองก็จะใส่ข้าวต้มรำข้าวลงไปนิดหน่อย แป้งข้าวโพดจะได้ไม่บาดคอมากนัก
ตอนนั้นช่วงตรุษจีน บ้านอื่นจะมีกลิ่นหอมของปลาโชยออกมา ส่วนบ้านของพวกเขาก็ได้แต่ดมกลิ่นปลานั้นแล้วกินก้อนแป้งผักดองกันไป แค่มีอะไรตกถึงท้องก็ทำให้นอนหลับอย่างอบอุ่นไปจนถึงเช้าได้แล้ว
หานกุ้ยซานมองเจียงเฟิงทำก้อนแป้งผักดอง แต่ความคิดของเขาล่องลอยไปไกลแล้ว พอเขารู้สึกตัวอีกที ก็ประหลาดใจว่าทำไมตัวเองถึงนึกถึงเรื่องราวในอดีตขึ้นมาได้
เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องราวในวัยเด็กมานานมากแล้ว นับตั้งแต่พ่อ พี่ชาย และน้องสาวของเขาทยอยจากไป หานกุ้ยซานก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงช่วงเวลาที่อยู่ในเซินเจิ้นมาตลอด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องนึกถึงวันเวลาในวัยเด็กที่ญาติพี่น้องยังอยู่กันพร้อมหน้า หานกุ้ยซานจึงย้ายมาอยู่ที่เมือง A ตัดขาดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเซินเจิ้นจนหมดสิ้น แม้แต่ตอนที่ได้พบปะกับน้องสาวทั้งสามคน เขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงเซินเจิ้นเลย
“นักศึกษาเสี่ยวเจียง เธอ... ทำไมเธอถึงคิดจะใส่รำข้าวขึ้นมากะทันหันล่ะ” หานกุ้ยซานถาม
“ผมถามคุณปู่มาครับ เขาบอกว่าตอนเด็ก ๆ เขาจะใส่ข้าวต้มลงไปในแป้งข้าวโพดเพื่อไม่ให้มันบาดคอน่ะครับ” เจียงเฟิงตอบไปส่ง ๆ จะให้บอกว่าคุณยายทวดของคุณทำแบบนี้ผมเลยทำตามก็คงไม่ได้
เจียงเฟิงปั้นแป้งให้มีขนาดเท่า ๆ กันแล้วใส่ลงในลังถึง
เนื่องจากคุณภาพของแป้งข้าวโพดแย่มาก ถึงแม้เจียงเฟิงจะนวดแป้งจนเนียนละเอียดแล้ว และยังใส่ข้าวต้มรำข้าวลงไปไม่น้อย แต่สัมผัสก็ยังคงหยาบกระด้างอยู่ดี ส่วนเรื่องรสชาติยิ่งไม่ต้องพูดถึง แน่นอนว่าต้องบาดคอ สากลิ้นแน่ ๆ
พอก้อนแป้งผักดองนึ่งเสร็จและนำออกจากลังถึง เจียงเฟิงถึงกับลังเลเล็กน้อยว่าจะยกออกไปเสิร์ฟดีไหม
ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือรสสัมผัส ก้อนแป้งผักดองสิบสองชิ้นนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง
หานกุ้ยซานรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ในช่วงตรุษจีน เขา พี่ชายน้องสาวทั้งสิบคน พ่อ ย่า และแม่ นั่งอยู่ด้วยกัน จ้องมองก้อนแป้งผักดองสิบสองชิ้นในหม้อตาไม่กะพริบ คุณย่ามักจะแบ่งก้อนแป้งผักดองครึ่งชิ้นของตัวเองให้กับพวกเขาซึ่งเป็นเด็กผู้ชายสามคนเสมอ ตอนนั้นน้องเก้ากับน้องสิบยังเล็กอยู่ แค่คนละครึ่งชิ้นก็อิ่มแล้ว ทุกคนต่างกินอย่างมูมมาม กัดคำใหญ่ ๆ เข้าปาก เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในรอบปี
ตอนนี้ ก็เป็นก้อนแป้งผักดองสิบสองชิ้นเช่นเดียวกัน
หานกุ้ยซานขอบตาแดงก่ำ
หานกุ้ยซานหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา โทรหาน้องสาวคนเล็ก
“ฮัลโหล พี่ชาย มีอะไรเหรอถึงโทรมาเวลานี้” น้องสาวคนเล็กของหานกุ้ยซานถือว่าเป็นคนที่มีโชคชะตากว่าพี่น้องคนอื่น ๆ เธอใช้ชีวิตอย่างยากจนเพียงแค่สิบปี เซินเจิ้นก็พัฒนาขึ้น เธอได้เรียนหนังสือ และตอนนี้ก็เป็นครูสอนศิลปะในโรงเรียนมัธยม
“ตอนตรุษจีนนี้ ชวนพี่เก้ากับพี่แปดของเธอด้วยนะ เรากลับเซินเจิ้นไปเยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่า พี่ใหญ่พี่รอง แล้วก็น้องสี่ น้องห้า น้องหก น้องเจ็ดกันเถอะ ไม่ได้ไปมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าบ้านเก่าของเราเป็นยังไงบ้าง” หานกุ้ยซานพูด
“พี่... นี่พี่... ก็ดีนะ พี่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมพวกท่านมาหลายปีแล้ว”
“อืม...”
“ติ๊ง สำเร็จภารกิจรอง [ความทรงจำอันล้ำค่า] ได้รับรางวัลภารกิจไอเทม [ความทรงจำส่วนหนึ่งของหานกุ้ยซาน]”
เจียงเฟิงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
เพราะหานกุ้ยซานกำลังร้องไห้
เถ้าแก่ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีทรัพย์สินกว่าพันล้าน และอายุล่วงเลยห้าสิบปีไปแล้ว หลังจากวางสายโทรศัพท์ เขาก็นั่งยอง ๆ ลงกับพื้น ซบหน้ากับแขนแล้วร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง
เจียงเฟิงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
หานโยวซิ่นที่อยู่ชั้นบนได้ยินเสียงดังจึงวิ่งลงมา พอเห็นพ่อแท้ๆ ของตัวเองร้องไห้หนักยิ่งกว่าที่เขาร้องไห้รวมกันสองวันที่ผ่านมาเสียอีก ทั้งยังน่าสงสารกว่าด้วย เขาก็หันไปมองเจียงเฟิงอย่างโกรธเกรี้ยวทันทีแล้วตะโกนว่า “แกทำอะไรพ่อฉัน!”
จากนั้นหานโยวซิ่นก็เห็นก้อนแป้งผักดองบนโต๊ะ
เขากินก้อนแป้งผักดองมาสองวันแล้ว แค่มองแวบเดียวเขาก็ดูออกว่าก้อนแป้งผักดองบนโต๊ะนั้นไม่อร่อยยิ่งกว่าสองวันก่อนหน้ารวมกันเสียอีก
หานโยวซิ่นรู้สึกว่าเขาค้นพบความจริงแล้ว
“ต้องเป็นเพราะก้อนแป้งหญ้าที่แกทำมันไม่อร่อยสุด ๆ จนทำให้พ่อฉันกินแล้วร้องไห้แน่ ๆ!” เจ้าอ้วนน้อยหานโยวซิ่นพูดอย่างเด็ดเดี่ยว
“เจ้าเด็กเหลือขอนี่พูดจาเหลวไหลอะไรของแก!” หานกุ้ยซานแค่เสียใจมากเกินไป แต่ไม่ได้หูหนวกเสียหน่อย เขาพูดเสียงสะอื้นพลางดุหานโยวซิ่น “นักศึกษาเสี่ยวเจียงไม่ต้องใส่ใจนะ เมื่อกี้ฉันเสียมารยาทไปหน่อย ต้องขอโทษด้วย ครั้งนี้คงไม่ได้ไปส่งแล้วนะ”
“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไรเลย” เจียงเฟิงพูดรัว ๆ แล้วเดินออกจากบ้านตระกูลหานไปในสภาพที่เหมือนกับกำลังล่องลอย